K. Samphan

สายพันธุ์รุกราน

leave a comment »

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

ผู้คนทางใต้ของรัฐฟลอริดาเริ่มพบเจอกับงูหลาม (Burmese python) บ่อยครั้งตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน

จากถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งูหลามจำนวนหนึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าสู่รัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาในฐานะสัตว์เลี้ยง  ในเวลาต่อมา พวกมันจำนวนหนึ่งก็หลุดออกจากที่กักขัง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา

ทุกวันนี้อาจมีงูหลามมากถึง 100,000 ตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับการลดจำนวนลงอย่างมากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์

นอกจากงูหลาม บรรดาพืชและสัตว์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกายังต้องเผชิญหน้ากับสายพันธุ์ต่างถิ่นอีกมากกว่า 50,000 สายพันธุ์ ซึ่งส่วนมากจะสามารถเอาชนะ (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ‘กิน’) พืชและสัตว์ท้องถิ่นได้

จากการศึกษา พบว่านอกจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นคืออีกภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็ระบุว่าการรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นอาจสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกาถึงปีละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สายพันธุ์ต่างถิ่นส่วนใหญ่เดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับผู้คน ไม่ว่าจะในฐานะพืชและสัตว์แปลกประหลาด หรือติดสอยห้อยตามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ในแต่ละวัน สิ่งมีชีวิตมากกว่า 10,000 สายพันธุ์เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะทำให้การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นมีมากขึ้น

“การที่สิ่งต่างๆ เดินทางไปได้ทั่วโลกในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้พวกมันมีโอกาสมากขึ้นสำหรับการรอดชีวิต และพร้อมสำหรับการสืบทอดสายพันธุ์” เดวิด ลอดจ์ (David Lodge) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยน็อทร์-ดาม ให้ความเห็น

ลอดจ์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาคือหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกรตเลกส์

เกรตเลกส์คือระบบนิเวศน้ำจืดที่ถูกคุกคามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะหลังจากเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ถูกเปิดในปี 1959 เรือขนส่งสินค้าก็สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่นี้ได้ ซึ่งมันมาพร้อมกับหอยม้าลาย (zebra mussel) เพชรฆาตที่มีบ้านเกิดอยู่ทางใต้ของรัสเซีย

หอยม้าลายถูกพบครั้งแรกที่เกรตเลกส์ในทศวรรษ 1980 และทุกวันนี้ เกรตเลกส์คือบ้านของพวกมันหลายล้านตัว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศอย่างมาก เนื่องจากพวกมันกินแพลงก์ตอนจนไม่มีเหลือสำหรับสัตว์ชนิดอื่น  นอกจากนี้ จำนวนที่มากมายมหาศาลของพวกมันซึ่งเกาะอยู่ตามผิวของวัสดุอุปกรณ์ใต้น้ำ ก็ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นได้รับความเสียหาย

ปัญหาที่เกิดจากพืชและสัตว์ต่างถิ่นกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเป็นกังวล ก็คือการที่พวกมันไปทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ (แต่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ) ก็ตั้งข้อสงสัยว่ามนุษย์จะเอาชนะสายพันธุ์ต่างถิ่นได้หรือไม่ หรือกระทั่งตั้งคำถามว่าควรจะต่อสู้กับพวกมันจริงหรือ เนื่องจากธรรมชาติไม่เคยมีความ ‘สมดุล’ และไม่มีสิ่งใดที่บอกได้ว่าสายพันธุ์ต่างถิ่นเป็นสิ่งชั่วร้ายและสายพันธุ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งดีโดยธรรมชาติ

พวกเขาเห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนไปแบบถอนรากถอนโคน และไม่มีวันที่โลกจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้ อาจมีเพียงการเรียนรู้ที่จะรัก หรืออย่างน้อยก็อดทน กับสิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างมันขึ้นมา

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2557)

Written by ksamphan

November 13, 2014 at 4:48 pm

Posted in Neighbours Matters

เรฟูจี

leave a comment »

ผู้ลี้ภัยจากแอฟริกากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออิตาลีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2014

ผู้ลี้ภัยจากแอฟริกากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออิตาลีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2014

7 เดือนแรกของปี 2014 มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 60,000 คนเดินทางเข้าสู่อิตาลี

นี่เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านครึ่งทางของช่วงเวลาที่ท้องทะเลสงบสุข

สงครามกลางเมืองในซีเรียคือสาเหตุหลักของเรื่องนี้ และยุโรปก็คือทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดของผู้สิ้นหวังราว 3 ล้านคน

ภายใต้การจัดการของขบวนการค้ามนุษย์ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่อาศัยเรือยางหรือเรือประมงขนาดเล็กเดินทางข้ามมหาสมุทรเข้าสู่อิตาลีและกรีซ ซึ่งเป็นสองประเทศที่ต้องรับภาระหนัก

พวกเขาล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรพร้อมกับความเสี่ยง เนื่องจากเรือที่พวกเขาโดยสารมีโอกาสพลิกจมได้ทุกเมื่อ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้อับโชคหลายร้อยคนก็เดินทางไปไม่ถึงผืนแผ่นดิน

เจ้าหน้าที่ของอิตาลีระบุว่า ฤดูร้อนของปีนี้จะมีผู้ลี้ภัยประมาณ 800,000 คนออกเดินทางจากชายฝั่งของทวีปแอฟริกาเข้าสู่อิตาลี ซึ่งเป็นจำนวนที่อิตาลีบอกว่าไม่สามารถรับภาระได้เพียงลำพัง

ความสิ้นหวังผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตเดินทางสู่ทวีปยุโรป

แต่เมื่อไปถึง ก็ใช่ว่าชีวิตของพวกเขาจะมีความหวังเหลืออยู่มากนัก

เพราะสำหรับชาวยุโรปจำนวนมาก พวกเขาเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2557)

Written by ksamphan

November 13, 2014 at 4:44 pm

Posted in Neighbours Matters

31 วัน ใต้ผืนน้ำ

leave a comment »

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ฌากส์ กูสตู (Jacques Cousteau) และนักสำรวจใต้ทะเลอีก 6 คน ใช้ชีวิต 30 วันร่วมกันในทะเลแดง เพื่อทำการศึกษาสภาพแวดล้อมใต้ผืนน้ำ

นักสำรวจใต้ทะเลชาวฝรั่งเศสผู้นี้หลงใหลมหาสมุทรเป็นอย่างมาก และเขาต้องการให้ผู้คนบนโลกเห็นความสำคัญของมัน

อย่างไรก็ตาม แม้ฌากส์จะพยายามกรุยทางสำหรับการศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมใต้ทะเล แต่ 50 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ใต้ท้องทะเลเพียงแค่ร้อยละ 5 ที่ได้รับการสำรวจจากมนุษย์ และฌากส์กับเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์เพียงกลุ่มเดียว ที่ลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ผืนน้ำเป็นเวลายาวนานขนาดนั้น

การเดินตามรอยเท้าของปู่ เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของ ฟาเบียง กูสตู (Fabien Cousteau) และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาและนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกมากกว่า 30 ชีวิต ก็สานต่อความหลงใหลของฌากส์ ด้วยการเริ่มต้น ‘ภารกิจ 31 วัน’ ในมหาสมุทรแอตแลนติก

‘อแควเรียส’ (Aquarius) คือห้องทดลองใต้ทะเลเพียงแห่งเดียวที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ได้ มันอยู่ห่างจากชายฝั่งของหมู่เกาะฟลอริดา คีย์ส (Florida Keys) 9 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากผิวน้ำ 19 เมตร

ที่นี่มีพื้นที่ 37 ตารางเมตร มันประกอบด้วยที่นอน 6 ที่ ห้องครัว และห้องน้ำ รวมทั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมงานบนชายฝั่งคอยเฝ้าติดตามตลอดเวลา

ภารกิจของฟาเบียงและเพื่อนร่วมทีมนั้นไม่แตกต่างจากสิ่งที่ ฌากส์ กูสตู เคยทำ แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันมีโอกาสที่ดีกว่า

ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล มีเซ็นเซอร์ขนาดเท่าเส้นผมของมนุษย์ และมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพที่สายตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้  อีกทั้งอุปกรณ์หายใจใต้น้ำที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ก็ช่วยให้การศึกษาวิจัยทางทะเลเกิดขึ้นได้ทั่วโลก

‘ภารกิจ 31 วัน’ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  แน่นอนว่าระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ คือหนึ่งในความสำเร็จของภารกิจนี้ แต่สำหรับฟาเบียงและทีมงาน ข้อมูลที่พวกเขาได้รับนั้นมีคุณค่ามากกว่า

ตลอดระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ ทำให้นักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลได้เทียบเท่ากับการทำงานแบบปกติเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางระหว่างพื้นดินและมหาสมุทร อีกทั้งอากาศในถังดำน้ำก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป

ขุมทรัพย์ของพวกเขาคือข้อมูลขนาด 12 เทระไบต์ (หรือเทียบเท่าความจุของไอแพดประมาณ 750 เครื่อง) ซึ่งมากพอที่จะทำให้พวกเขาเขียนงานวิจัยได้ประมาณ 10 ชิ้น ในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของเหยื่อและนักล่า ผลกระทบของสารอาหารบางอย่างต่อปะการัง ผลจากการรั่วไหลของน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยทางทะเล

ในอนาคต อแควเรียสจะยังคงเป็นบ้านใต้ทะเลของนักวิทยาศาสตร์ต่อไป  และเร็วๆ นี้ นาซาจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ศึกษาปฏิกิริยาของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอ้างว้างโดดเดี่ยว

แต่สำหรับ ฟาเบียง กูสตู เขาหวังว่าอแควเรียสจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภารกิจ 32 วัน’ ในอีกไม่นาน

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2557)

Written by ksamphan

October 7, 2014 at 3:14 am

Posted in Neighbours Matters

เด็กๆ จากอเมริกากลาง

leave a comment »

Familes and Children Held In U.S. Customs and Border Protection Processing Facility

หลังจากเข้าสู่เขตแดนของสหรัฐฯ เด็กๆ หลายร้อยคน (ส่วนใหญ่มาจากอเมริกากลาง) จะถูกกักตัวไว้ที่ U.S. Customs and Border Protection Nogales Placement Center ในเมืองบราวน์สวิลล์ รัฐเทกซัส

สำหรับผู้ค้าของเถื่อนบริเวณชายแดนทิศใต้ของสหรัฐฯ เด็กคือสินค้าที่ทำกำไรได้ดีกว่าผู้ใหญ่

ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา เด็กๆ จากฮอนดูรัส กัวเตมาลา และเอล ซัลวาดอร์ มากกว่า 34,000 คน ถูกกักตัวอยู่ที่ชายแดนของสหรัฐฯ (มากกว่า 10 เท่าของจำนวนเด็กที่ถูกกักตัวในปี 2009) โดยทำเนียบขาวเชื่อว่า ผู้คนที่สิ้นหวังในประเทศเหล่านั้นพากันส่งลูกหลานข้ามเขตแดนเข้าสู่สหรัฐฯ เพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงของผู้ค้าของเถื่อนเกี่ยวกับการได้เป็นพลเมืองอเมริกันและชีวิตที่สุขสงบปลอดภัย

แต่จากการสัมภาษณ์เด็กๆ ที่ถูกกักตัว การได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากร้อยละ 66 ของเด็กๆ จากเอล ซัลวาดอร์ ร้อยละ 44 ของเด็กๆ จากฮอนดูรัส และร้อยละ 20 ของเด็กๆ จากกัวเตมาลา บอกว่าปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศ คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเดินทางออกจากบ้าน

นอกจากนี้ ข้อมูลเบื้องต้นขององค์การสหประชาชาติยังบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นเพียงหนึ่งในสถานที่ลี้ภัย เนื่องจากในช่วงปี 2008-2013 จำนวนของประชาชน (จากดินแดนอเมริกากลางทั้งสามประเทศ) ที่ต้องการลี้ภัยไปยังนิการากัว เม็กซิโก และเบลีซ ก็เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า

แมตต์ แซลมอน (Matt Salmon) ส.ส. จากรัฐแอริโซนา กล่าวว่าผู้ลี้ภัยจากอเมริกากลางต่างออกเดินทางเพราะความกลัว และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2014 เป็นเพียงคลื่นผู้ลี้ภัยลูกแรกเท่านั้น

ณ เวลานี้ ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับคลื่นผู้ลี้ภัยรอบใหม่

และชาวอเมริกันก็เพิ่งรู้ว่าตนเองมีภาระในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่กำลังล้มละลายอีกครั้ง

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2557)

Written by ksamphan

October 7, 2014 at 3:04 am

Posted in Neighbours Matters

ผู้พิทักษ์

leave a comment »

ดอน โยเมนส์ หัวหน้าหน่วยป้องกันอันตรายจากห้วงอวกาศ

ดอน โยเมนส์ หัวหน้าหน่วยป้องกันอันตรายจากห้วงอวกาศ

ไม่ว่ามันจะน่าสนใจแค่ไหน หรือค่าตอบแทนจะงดงามเพียงใด แต่คงมีไม่กี่คนบนโลกใบนี้ (และคงมีไม่กี่คนที่ทำได้) ที่อยากทำงานแบบเดียวกับที่ ดอน โยเมนส์ (Don Yeomans) ทำ

ชายวัย 72 ปีผู้นี้คือนักดาราศาสตร์ของนาซา และสถานที่ทำงานของเขาคือ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ในเมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย 

งานของเขาดูเหมือนจะไม่มีวันหยุด และมันเรียบง่ายตรงไปตรงมา

นั่นก็คือ ‘การคุ้มครองโลก’

โยเมนส์เป็นหนึ่งในนักดาราศาสตร์ระดับหัวกะทิของนาซา เขาและนักดาราศาสตร์อีก 6 คนมีหน้าที่เฝ้าดูมวลหมู่ดาวเคราะห์น้อย (asteroid) ที่เดินทางด้วยความเร็วเหนือจินตนาการอยู่บนฟากฟ้า และจำนวนไม่น้อยของก้อนหินเหล่านั้น มันจำเป็นต้องเดินทางผ่าน เฉียด หรือพุ่งชนกับโลกของเรา

เมื่อหลายสิบปีก่อน ภัยคุกคามจากห้วงอวกาศดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องที่รัฐสภาสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง 

ในปี 1998 รัฐสภาสหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณให้กับการค้นหาดาวเคราะห์น้อยที่เป็นอันตรายต่อโลกเพียงปีละ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2012 งบประมาณด้านนี้เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากเหตุการณ์ที่เมืองเชเลียบินสค์ของรัสเซียเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2013 (ก้อนหินขนาด 20 เมตร พุ่งเข้าชนโลกด้วยความรุนแรงเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มเมืองฮิโระชิมะจำนวน 33 ลูก) รัฐสภาสหรัฐฯ ก็เพิ่มงบประมาณเป็น 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ        

โลกของเราต้อนรับก้อนหิน (ขนาดลูกบาสเกตบอล) จากห้วงอวกาศปริมาณหลายร้อยตันทุกวัน แต่พวกมันส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านในชั้นบรรยากาศของโลก  

อย่างไรก็ตาม ทุก 8 เดือน โลกของเราจะต้องต้อนรับก้อนหินขนาด 4 เมตร  ทุก 200 ปี สำหรับก้อนหินขนาด 30 เมตร  ทุก 13,000 ปี สำหรับก้อนหินขนาด 140 เมตร  ทุก 440,000 ปี สำหรับก้อนหินขนาด 1 กิโลเมตร  และทุก 89 ล้านปี สำหรับก้อนหินขนาด 10 กิโลเมตร (ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน)

โยเมนส์และลูกทีมกำลังติดตามดาวเคราะห์น้อยมากกว่า 600,000 ดวง ซึ่งเกือบ 11,000 ดวงในจำนวนนั้น คือกลุ่มที่อยู่ใกล้กับโลก และทีมงานของเขาสามารถระบุแผนที่การเดินทางของพวกมันได้

โยเมนส์กล่าวว่า “แผนการแรกเริ่มของนาซา คือการค้นหาก้อนหินขนาด 1 กิโลเมตรหรือมากกว่า ซึ่งเราค้นพบแล้วร้อยละ 95”  แต่สำหรับก้อนหินขนาด 140 เมตร มากกว่าร้อยละ 60 ของพวกมัน ทีมงานของโยเมนส์ยังไม่มีข้อมูล 

รัฐสภาสหรัฐฯ คาดหวังว่า ด้วยงบประมาณที่มากขึ้น ร้อยละ 90 ของก้อนหินขนาด 140 เมตรจะถูกค้นพบ ซึ่งโยเมนส์กล่าวว่า หากพวกมันถูกค้นพบ เขาและทีมงานก็จะจัดการกับความเสี่ยงจากอันตรายจากดาวเคราะห์น้อยได้ในสัดส่วนเดียวกัน      

 

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2557)

Written by ksamphan

September 3, 2014 at 3:02 am

Posted in Neighbours Matters

เลิกบุหรี่ด้วยบุหรี่ไฟฟ้า?

leave a comment »

ไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยคาร์ซิโนเจน ฟอร์มาลดีไฮด์ โพรพิลีน ไกลคอล และนิโคติน ซึ่งทั้งหมดเป็นสารพิษ

ไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยคาร์ซิโนเจน ฟอร์มาลดีไฮด์ โพรพิลีน ไกลคอล และนิโคติน ซึ่งทั้งหมดเป็นสารพิษ

จากคำกล่าวอ้างที่ว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่า และช่วยให้นักสูบเลิกสูบบุหรี่ได้ ทำให้จำนวนของผู้สูบ ‘ไอน้ำ’ จากบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 ในปี 2010 เป็นร้อยละ 30 ในปี 2012

เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี แต่ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า (ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ) อาจนำข่าวร้ายตามมา เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีนิโคติน ซึ่งจะเชิญชวนให้นักสูบหันหน้ากลับมาหามันอยู่เรื่อยๆ และจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ ก็พบว่ามีผู้เลิกบุหรี่โดยการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียงร้อยละ 20

และสำหรับนักสูบที่หันมาหาบุหรี่ไฟฟ้าเพราะคิดว่ามันมีอันตรายน้อยกว่า หรือเพราะมันทำให้พวกเขาสามารถสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบได้ บุหรี่ไฟฟ้าก็ยิ่งไม่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะพกบุหรี่ทั้งสองแบบ

บุหรี่ไฟฟ้าทำให้นักสูบบางคนเลิกสูบบุหรี่ได้ก็จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งคิดว่ามีนักสูบจำนวนมากกว่าที่ถูกบุหรี่ไฟฟ้าขัดขวาง หรือกระทั่งบ่อนทำลายความตั้งใจในการเลิกสูบบุหรี่

พวกเขากังวลว่าจำนวนของนักสูบหน้าใหม่และหน้าเก่าที่หันกลับมาสูบบุหรี่ จะแซงหน้าจำนวนของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่อย่างไม่เห็นฝุ่น เมื่อแรงปรารถนานิโคตินของคนเหล่านั้นถูกกระตุ้นเร้าโดยสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ชิ้นนี้

สำหรับประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า และยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

 

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2557)

Written by ksamphan

September 3, 2014 at 2:56 am

Posted in Neighbours Matters

นายกรัฐมนตรี ‘ผู้รักชาติ’

leave a comment »

Japanese Prime Minister Shinzo Abe speaks at a news conference in New Yorkนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น 6 คนก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่ศาลเจ้ายะซุกุนิ เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าการแสดงความเคารพดวงวิญญาณของทหารญี่ปุ่นที่สละชีพในสงคราม จะนำมาซึ่งความไม่พอใจของผู้นำและประชาชนของประเทศที่เคยตกเป็น ‘เหยื่อ’

แต่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2013 ชินโซ อะเบะ (Shinzō Abe) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เดินทางไปแสดงความเคารพดวงวิญญาณของทหารญี่ปุ่น 2.5 ล้านนาย ณ ที่แห่งนั้น และเขายังกล่าวด้วยว่าการไม่เดินทางไปที่นั่น คือความเศร้าเสียใจที่สุดสำหรับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกในช่วงปี 2006-2007

แน่นอนว่าการเดินทางไปที่ศาลเจ้ายะซุกุนิของอะเบะ สร้างความไม่พอใจให้กับจีนและเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก และกระทั่งมหามิตรอย่างสหรัฐอเมริกาก็แสดงความผิดหวัง

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่อะเบะต้องการส่งข้อความไปถึงนั้นไม่ใช่ผู้ชมชาวต่างชาติ แต่เป็นการแสดงให้ชาวญี่ปุ่นเห็นถึงความรักชาติของผู้นำประเทศ

“ผมเดินทางไปที่ศาลเจ้ายะซุกุนิเพื่ออธิษฐานให้กับดวงวิญญาณของบรรดาผู้ที่ต่อสู้และเสียสละเพื่อประเทศ ผมเคยให้คำมั่นไว้แล้วว่าจะไม่มีวันนำพาประเทศเข้าสู่สงครามอีก และเราต้องทำให้โลกใบนี้ปราศจากความเศร้าโศกจากการทำลายล้างของสงคราม”

จากจักรวรรดิกระหายอำนาจ สู่ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าของศตวรรษที่ 20  แต่หลังจากผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมาเกือบ 70 ปี เครื่องยนต์ของญี่ปุ่นก็สะดุดไปดื้อๆ

ในปี 2011 เศรษฐกิจของจีนแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นหมายเลขสองของโลก พร้อมกับการสยายปีกความขัดแย้งเรื่องดินแดนกับญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ  ขณะเดียวกัน ประชากรของญี่ปุ่นก็เต็มไปด้วยผู้สูงวัย และกำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ  อีกทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในปีเดียวกัน (ซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตเกือบ 16,000 คน) ก็ยิ่งตอกย้ำความถดถอยของประเทศ

หลังจากได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2012 ชินโซ อะเบะ ในวัย 59 ปี มีภารกิจรออยู่มากมายสำหรับการ ‘ฟื้นฟูญี่ปุ่น’ ซึ่ง – ในความเห็นของอะเบะและมิตรสหายของเขา – กำลังอยู่ในภาวะก้มศีรษะยอมจำนน

เศรษฐกิจที่ชะลอตัวมายาวนานสองทศวรรษ ทำให้ความสำเร็จของอะเบะมีเงื่อนไขอยู่เพียงเรื่องเดียว นั่นคือเขาจะสามารถทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้งได้หรือไม่

ในเวลาเดียวกัน การสยายปีกของจีนก็กระตุ้นให้อะเบะต้องทำอะไรบางอย่าง หลังจากความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเซ็งกะกุ (หรือหมู่เกาะเตียวหยูในภาษาจีน) ในทะเลจีนตะวันออก ทำให้ชาวญี่ปุ่นร้อยละ 93 มีความรู้สึกในทางลบกับจีน

และการที่จีนเพิ่มงบประมาณทางทหารอย่างมโหฬาร ก็ทำให้อะเบะเรียกร้องให้ญี่ปุ่นต้องเสริมความเข้มแข็งให้กับกองทัพ ซึ่งงบประมาณด้านการป้องกันประเทศของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว คือการเพิ่มขึ้นครั้งแรก (แม้จะไม่มาก) ในรอบมากกว่า 10 ปี

การเลือกเดินบนเส้นทางสาย ‘เหยี่ยว’ ของผู้นำญี่ปุ่นดูเหมือนจะมีเหตุผลรองรับ ทั้งเพื่อกระตุ้นความซบเซาเงียบเหงาภายในประเทศ และเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน

แต่แนวทางของอะเบะก็ใช่ว่าจะปราศจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และจากการสำรวจความคิดเห็น ก็ใช่ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยกับการกลับมามีบทบาทอีกครั้งของกองทัพ

 

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 7 (กรกฎาคม 2557)

Written by ksamphan

August 14, 2014 at 6:59 am

Posted in Neighbours Matters