K. Samphan

Archive for the ‘Neighbours Matters’ Category

คุณหมอซินเธีย

leave a comment »

1 Dr Cynthiaเลย์ เลย์ (Lay Lay) แม่บ้านวัย 23 ปี เพิ่งให้กำเนิดทารกเพศชาย บ้านเกิดของเธออยู่ที่เมืองเมียวดีในเมียนมา แต่สงครามระหว่างรัฐบาลทหารกับชนกลุ่มน้อยที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 50 ปี ซึ่งติดตามมาด้วยการนองเลือดและความยากจนข้นแค้น ก็ทำให้เธอและเพื่อนร่วมชาติมากกว่า 2 ล้านคนต้องออกเดินทางแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย

ในฐานะผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ หรือแรงงานต่างด้าวในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดแคลนที่สุดก็คือบริการทางสาธารณสุข และ ‘คลินิกแม่ตาว’ ก็เป็นสถานพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่พวกเขาและเธอสามารถฝากชีวิตไว้ได้

เพราะที่นี่มีคุณหมอซินเธีย หม่อง (Cynthia Maung) และที่นี่ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล

คุณหมอซินเธียเกิดในครอบครัวชาวกะเหรี่ยงที่เมืองย่างกุ้งเมื่อปี 1959 ชีวิตการเป็นนักศึกษาแพทย์ ทำให้เธอได้พบเจอกับความโหดร้ายของความอดอยากและความยากจน รวมถึงการกดขี่ข่มเหงคนทุกข์คนยากของเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 1988 คุณหมอซินเธียเข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่มคนหนุ่มสาววัยเดียวกัน แต่ภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลทหาร เธอและเพื่อนอีก 14 คนก็ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิด

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเพียงไม่กี่เดือน คลินิกชั่วคราวของคุณหมอซินเธียก็ถือกำเนิด มันขาดแคลนทั้งเครื่องมือและเงินทุน แต่เธอและเพื่อนๆ ก็ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

จากจุดมุ่งหมายในการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในเมียนมา ปัจจุบัน คลินิกแห่งนี้ต้องรองรับผู้ป่วยวันละ 400-500 คน หรือมากกว่า 75,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งคือชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็เดินทางมาที่นี่พร้อมกับปัญหาด้านอนามัยเจริญพันธุ์

นับตั้งแต่ปี 2011 รัฐบาลทหารเมียนมาเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น การควบคุมสื่อมวลชนเริ่มผ่อนคลาย มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง และการปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ก็ทำให้รัฐบาลทหารดูน่ารักขึ้นในสายตาของประเทศตะวันตก

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปยังเดินทางมาไม่ถึงแนวชายแดน ผู้คนในบริเวณนี้ยังคงเผชิญหน้ากับการข่มขืน การบังคับใช้แรงงาน และการประทุษร้ายในรูปแบบต่างๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปยังทำให้เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อผู้บริจาครายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร ต่างพากันต้องมนต์สะกดของทรัพยากรอันมหาศาลของเมียนมา และเงินจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนเป้าหมายจากพื้นที่ยากจนตามแนวชายแดน เข้าสู่เขตเมืองที่กำลังเติบโต

คลินิกแม่ตาวมีค่าใช้จ่ายเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และในเวลานี้ เงินที่มีอยู่ก็เพียงพอให้คลินิกดำเนินการได้จนถึงกลางปี 2015 เท่านั้น

“มันจะเป็นปัญหาอย่างมาก ถ้าคุณไม่มีเงินทุน” คุณหมอซินเธียให้สัมภาษณ์ “ผู้คนมาที่นี่เพื่อรับการรักษาพยาบาล แต่พวกเขามีความต้องการด้านอื่นอีกมาก พวกเราไม่ได้สนใจเพียงแค่ความเจ็บป่วย แต่เราต้องช่วยแก้ปัญหาส่วนตัวของพวกเขาด้วย”

เช่นเดียวกับลูกชายของเลย์ เลย์ ทารกมากกว่า 2,700 คนที่ลืมตาดูโลกที่คลินิกแม่ตาวในแต่ละปี มีปัญหาส่วนตัวมากมายรออยู่ข้างหน้า ทั้งในฐานะมนุษย์ และในฐานะประชากรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2557)

Written by ksamphan

February 5, 2015 at 2:38 pm

Posted in Neighbours Matters

ทำไมไม่มีใครอยากเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 2022

leave a comment »

พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2010 ที่แวนคูเวอร์

พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2010 ที่แวนคูเวอร์

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ออสโลเป็นเมืองที่ 4 ที่ประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน (ต่อจากสตอกโฮล์ม) ขณะที่ลวีฟ (ยูเครน) และกรากรุฟ (โปแลนด์) กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ

ณ เวลานี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจึงเหลือเพียงปักกิ่งและอัลมาตี (คาซัคสถาน)

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่ค่อยมีใครสนใจ

ต้นทุนมหาศาล โอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 รัสเซีย (โซชี) ใช้งบประมาณในการจัดการแข่งขันถึง 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าโอลิมปิกทุกครั้งที่ผ่านมา

ได้ไม่คุ้มเสีย ลอนดอนใช้เงินไป 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 แต่จนกระทั่งเวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในระยะยาว มันสร้างผลกำไรให้กับมหานครแห่งนี้ได้มากแค่ไหน

แรงต่อต้าน หลายเมืองวิตกกังวลกับปฏิกิริยาของประชาชน หลังจากรัฐบาลบราซิลต้องเผชิญหน้ากับการประท้วง หลังจากใช้เงินมหาศาลกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน 2016

หุ้นส่วนสีเทา คณะกรรมการโอลิมปิกสากลซึ่งจะจัดการแข่งขันร่วมกับเจ้าภาพ กำลังถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2557)

Written by ksamphan

February 5, 2015 at 2:35 pm

Posted in Neighbours Matters

ชีวิตออนไลน์

leave a comment »

Apple Watch มีกำหนดวางจำหน่ายต้นปีหน้า โดยโมเดลที่ถูกที่สุดมีราคาประมาณ 12,000 บาท

Apple Watch มีกำหนดวางจำหน่ายต้นปีหน้า โดยโมเดลที่ถูกที่สุดมีราคาประมาณ 12,000 บาท

สำหรับผู้คนจำนวนหนึ่ง แอปเปิลไม่ใช่บริษัทแห่งการคิดค้นสิ่งใหม่ หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ใช่หลักใหญ่ใจความสำคัญของบริษัท

ที่ผ่านมา สิ่งที่แอปเปิลทำ คือการคืนชีวิตให้กับสินค้าที่ไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว

พวกเขากวาดสายตาไปตามชั้นวางสินค้าที่ขายไม่ออก แล้วมองหาของเก่าๆ ที่ดูมีความเป็นไปได้ ก่อนจะนำมันมาผ่าพิสูจน์เพื่อค้นหาสาเหตุการตาย จากนั้นพวกเขาก็สร้างบางอย่างที่แตกต่างจากของเดิมอย่างสิ้นเชิงขึ้นมา

ด้วยการระดมสมองมาเป็นอย่างดีและการออกแบบที่เย้ายวนใจ แอปเปิลไม่ได้ทำเพียงแค่คืนลมหายใจให้กับสินค้าเหล่านั้น แต่พวกเขาสามารถทำลายล้างความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นๆ ได้ในทันทีที่สินค้าของพวกเขาออกวางตลาด

แอปเปิลสร้างอุปสงค์ให้กับสินค้าที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอุปสงค์ พวกเขาผลิตสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเรา และบอกกับพวกเราว่ามันจำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเรามากแค่ไหน

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่บริษัทนี้ทำได้เหนือกว่าคู่แข่งทุกรายบนผืนโลก

และล่าสุด แอปเปิลก็บุกเข้ารื้อค้นสุสานของนาฬิกาอัจฉริยะ (smart watch) ซึ่งมีเศษซากของสินค้าถูกฝังอยู่จำนวนมหาศาล แล้วในที่สุด ผู้คนบนโลกก็มีโอกาสได้รู้จักกับ ‘Apple Watch’

‘ความเป็นส่วนตัว’ และ ‘ความใกล้ชิด’ คือสองคำที่ทิม คุก (Tim Cook) และลูกทีมใช้พูดถึงนาฬิกาของพวกเขาอยู่บ่อยๆ ซึ่งแน่นอน มันเป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อคุณมี Apple Watch อยู่ที่ข้อมือ นั่นก็แปลว่าคุณจะได้ ‘ใกล้ชิด’ กับมันในรูปแบบที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และอาจเป็นรูปแบบที่คุณยังไม่เคยเตรียมตัวสำหรับรับมือกับมัน

Apple Watch ทำได้ทุกอย่างที่ ‘นาฬิกาอัจฉริยะ’ ควรจะทำ แต่ที่แอปเปิลทำมากกว่านั้น คือการพยายามทำให้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มันยังไม่เป็นที่ต้อนรับ นั่นก็คือ ร่างกายของเรา

ก่อนหน้านี้ เราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีในฐานะอุปกรณ์เสริมของชีวิต แต่ Apple Watch จะพยายามเข้ามาชิดใกล้ และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา

แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพใน Apple Watch คือตัวอย่างที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้ ร่างกายของเราไม่เคยมีระบบเก็บข้อมูล แต่ต่อจากนี้ นาฬิกาของคุณจะรวบรวม เก็บรักษา และรายงานให้คุณรับรู้

มันจะบอกคุณได้ว่าวันนี้คุณเดินกี่ก้าว คุณออกกำลังเพียงพอหรือยัง หรือคุณนั่งนานเกินไปหรือเปล่า

เซ็นเซอร์วัดการเต้นของหัวใจและอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว จะทำให้ร่างกายของคุณอยู่ในความดูแลของนาฬิกาที่ข้อมือตลอดเวลา

สภาวะดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับการแปรเปลี่ยนข้อมูลทางกายภาพเป็นข้อมูลดิจิตอล ซึ่งสำหรับคนจำนวนหนึ่ง เมื่อมันกลายเป็นดิจิตอล นั่นก็หมายความว่ามันไม่ใช่ข้อมูล ‘ส่วนตัว’ อีกต่อไป

ไม่ว่าคุณจะต้องการหรือไม่ หากมีคนต้องการข้อมูลของคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการตามหา และเมื่อมันถูกค้นพบ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะเดินทางไปยังสถานที่ที่คุณไม่อาจคาดเดา

อีกไม่กี่เดือน Apple Watch จะเดินทางเข้าสู่ ‘ชีวิต’ ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะอยากให้มันเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ

ยิ่งวิถีชีวิตของเราเกาะเกี่ยวอยู่กับโลกออนไลน์มากเท่าไร

โลกออนไลน์ก็จะมีผลต่อวิถีชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2557)

Written by ksamphan

December 11, 2014 at 8:56 am

Posted in Neighbours Matters

การเยือนเอเชียของโป๊ป

leave a comment »

2 Pope Francisสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 14-18 สิงหาคมที่ผ่านมา

นี่คือไฮไลต์ของการเยือนเอเชียเป็นครั้งแรกของพระสันตะปาปา

การเติบโตของคาทอลิก – เอเชียกลายเป็นประเด็นสำคัญของวาติกัน เนื่องจากมันเป็นบ้านของชาวคาทอลิกมากกว่า 131 ล้านคน (ประมาณ 5 ล้านคนในเกาหลีใต้) และตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พระสันตะปาปาจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนเอเชียอีกครั้งในเดือนมกราคม โดยมีจุดหมายที่ศรีลังกาและฟิลิปปินส์

จีน – พระสันตะปาปาฟรังซิสคือพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เดินทางผ่านน่านฟ้าของจีน

ณ เวลานี้ วาติกันและปักกิ่งยังไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างการเดินทาง พระองค์ก็ส่งข้อความแสดงไมตรีจิตถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และตรัสกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่าพระองค์หวังว่าจะได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในเร็ววัน

อิรัก – ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงโรม พระสันตะปาปาทรงสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านกองกำลัง ISIS ขององค์การสหประชาชาติ พระองค์ตรัสว่าพระองค์ต้องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิรัก “แต่ ณ เวลานี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำ”

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2557)

Written by ksamphan

December 11, 2014 at 8:53 am

Posted in Neighbours Matters

สายพันธุ์รุกราน

leave a comment »

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

ผู้คนทางใต้ของรัฐฟลอริดาเริ่มพบเจอกับงูหลาม (Burmese python) บ่อยครั้งตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน

จากถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งูหลามจำนวนหนึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าสู่รัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาในฐานะสัตว์เลี้ยง  ในเวลาต่อมา พวกมันจำนวนหนึ่งก็หลุดออกจากที่กักขัง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา

ทุกวันนี้อาจมีงูหลามมากถึง 100,000 ตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับการลดจำนวนลงอย่างมากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์

นอกจากงูหลาม บรรดาพืชและสัตว์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกายังต้องเผชิญหน้ากับสายพันธุ์ต่างถิ่นอีกมากกว่า 50,000 สายพันธุ์ ซึ่งส่วนมากจะสามารถเอาชนะ (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ‘กิน’) พืชและสัตว์ท้องถิ่นได้

จากการศึกษา พบว่านอกจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นคืออีกภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็ระบุว่าการรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นอาจสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกาถึงปีละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สายพันธุ์ต่างถิ่นส่วนใหญ่เดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับผู้คน ไม่ว่าจะในฐานะพืชและสัตว์แปลกประหลาด หรือติดสอยห้อยตามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ในแต่ละวัน สิ่งมีชีวิตมากกว่า 10,000 สายพันธุ์เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะทำให้การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นมีมากขึ้น

“การที่สิ่งต่างๆ เดินทางไปได้ทั่วโลกในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้พวกมันมีโอกาสมากขึ้นสำหรับการรอดชีวิต และพร้อมสำหรับการสืบทอดสายพันธุ์” เดวิด ลอดจ์ (David Lodge) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยน็อทร์-ดาม ให้ความเห็น

ลอดจ์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาคือหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกรตเลกส์

เกรตเลกส์คือระบบนิเวศน้ำจืดที่ถูกคุกคามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะหลังจากเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ถูกเปิดในปี 1959 เรือขนส่งสินค้าก็สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่นี้ได้ ซึ่งมันมาพร้อมกับหอยม้าลาย (zebra mussel) เพชรฆาตที่มีบ้านเกิดอยู่ทางใต้ของรัสเซีย

หอยม้าลายถูกพบครั้งแรกที่เกรตเลกส์ในทศวรรษ 1980 และทุกวันนี้ เกรตเลกส์คือบ้านของพวกมันหลายล้านตัว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศอย่างมาก เนื่องจากพวกมันกินแพลงก์ตอนจนไม่มีเหลือสำหรับสัตว์ชนิดอื่น  นอกจากนี้ จำนวนที่มากมายมหาศาลของพวกมันซึ่งเกาะอยู่ตามผิวของวัสดุอุปกรณ์ใต้น้ำ ก็ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นได้รับความเสียหาย

ปัญหาที่เกิดจากพืชและสัตว์ต่างถิ่นกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเป็นกังวล ก็คือการที่พวกมันไปทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ (แต่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ) ก็ตั้งข้อสงสัยว่ามนุษย์จะเอาชนะสายพันธุ์ต่างถิ่นได้หรือไม่ หรือกระทั่งตั้งคำถามว่าควรจะต่อสู้กับพวกมันจริงหรือ เนื่องจากธรรมชาติไม่เคยมีความ ‘สมดุล’ และไม่มีสิ่งใดที่บอกได้ว่าสายพันธุ์ต่างถิ่นเป็นสิ่งชั่วร้ายและสายพันธุ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งดีโดยธรรมชาติ

พวกเขาเห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนไปแบบถอนรากถอนโคน และไม่มีวันที่โลกจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้ อาจมีเพียงการเรียนรู้ที่จะรัก หรืออย่างน้อยก็อดทน กับสิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างมันขึ้นมา

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2557)

Written by ksamphan

November 13, 2014 at 4:48 pm

Posted in Neighbours Matters

เรฟูจี

leave a comment »

ผู้ลี้ภัยจากแอฟริกากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออิตาลีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2014

ผู้ลี้ภัยจากแอฟริกากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออิตาลีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2014

7 เดือนแรกของปี 2014 มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 60,000 คนเดินทางเข้าสู่อิตาลี

นี่เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านครึ่งทางของช่วงเวลาที่ท้องทะเลสงบสุข

สงครามกลางเมืองในซีเรียคือสาเหตุหลักของเรื่องนี้ และยุโรปก็คือทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดของผู้สิ้นหวังราว 3 ล้านคน

ภายใต้การจัดการของขบวนการค้ามนุษย์ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่อาศัยเรือยางหรือเรือประมงขนาดเล็กเดินทางข้ามมหาสมุทรเข้าสู่อิตาลีและกรีซ ซึ่งเป็นสองประเทศที่ต้องรับภาระหนัก

พวกเขาล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรพร้อมกับความเสี่ยง เนื่องจากเรือที่พวกเขาโดยสารมีโอกาสพลิกจมได้ทุกเมื่อ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้อับโชคหลายร้อยคนก็เดินทางไปไม่ถึงผืนแผ่นดิน

เจ้าหน้าที่ของอิตาลีระบุว่า ฤดูร้อนของปีนี้จะมีผู้ลี้ภัยประมาณ 800,000 คนออกเดินทางจากชายฝั่งของทวีปแอฟริกาเข้าสู่อิตาลี ซึ่งเป็นจำนวนที่อิตาลีบอกว่าไม่สามารถรับภาระได้เพียงลำพัง

ความสิ้นหวังผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตเดินทางสู่ทวีปยุโรป

แต่เมื่อไปถึง ก็ใช่ว่าชีวิตของพวกเขาจะมีความหวังเหลืออยู่มากนัก

เพราะสำหรับชาวยุโรปจำนวนมาก พวกเขาเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2557)

Written by ksamphan

November 13, 2014 at 4:44 pm

Posted in Neighbours Matters

31 วัน ใต้ผืนน้ำ

leave a comment »

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ฌากส์ กูสตู (Jacques Cousteau) และนักสำรวจใต้ทะเลอีก 6 คน ใช้ชีวิต 30 วันร่วมกันในทะเลแดง เพื่อทำการศึกษาสภาพแวดล้อมใต้ผืนน้ำ

นักสำรวจใต้ทะเลชาวฝรั่งเศสผู้นี้หลงใหลมหาสมุทรเป็นอย่างมาก และเขาต้องการให้ผู้คนบนโลกเห็นความสำคัญของมัน

อย่างไรก็ตาม แม้ฌากส์จะพยายามกรุยทางสำหรับการศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมใต้ทะเล แต่ 50 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ใต้ท้องทะเลเพียงแค่ร้อยละ 5 ที่ได้รับการสำรวจจากมนุษย์ และฌากส์กับเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์เพียงกลุ่มเดียว ที่ลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ผืนน้ำเป็นเวลายาวนานขนาดนั้น

การเดินตามรอยเท้าของปู่ เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของ ฟาเบียง กูสตู (Fabien Cousteau) และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาและนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกมากกว่า 30 ชีวิต ก็สานต่อความหลงใหลของฌากส์ ด้วยการเริ่มต้น ‘ภารกิจ 31 วัน’ ในมหาสมุทรแอตแลนติก

‘อแควเรียส’ (Aquarius) คือห้องทดลองใต้ทะเลเพียงแห่งเดียวที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ได้ มันอยู่ห่างจากชายฝั่งของหมู่เกาะฟลอริดา คีย์ส (Florida Keys) 9 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากผิวน้ำ 19 เมตร

ที่นี่มีพื้นที่ 37 ตารางเมตร มันประกอบด้วยที่นอน 6 ที่ ห้องครัว และห้องน้ำ รวมทั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมงานบนชายฝั่งคอยเฝ้าติดตามตลอดเวลา

ภารกิจของฟาเบียงและเพื่อนร่วมทีมนั้นไม่แตกต่างจากสิ่งที่ ฌากส์ กูสตู เคยทำ แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันมีโอกาสที่ดีกว่า

ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล มีเซ็นเซอร์ขนาดเท่าเส้นผมของมนุษย์ และมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพที่สายตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้  อีกทั้งอุปกรณ์หายใจใต้น้ำที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ก็ช่วยให้การศึกษาวิจัยทางทะเลเกิดขึ้นได้ทั่วโลก

‘ภารกิจ 31 วัน’ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  แน่นอนว่าระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ คือหนึ่งในความสำเร็จของภารกิจนี้ แต่สำหรับฟาเบียงและทีมงาน ข้อมูลที่พวกเขาได้รับนั้นมีคุณค่ามากกว่า

ตลอดระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ ทำให้นักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลได้เทียบเท่ากับการทำงานแบบปกติเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางระหว่างพื้นดินและมหาสมุทร อีกทั้งอากาศในถังดำน้ำก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป

ขุมทรัพย์ของพวกเขาคือข้อมูลขนาด 12 เทระไบต์ (หรือเทียบเท่าความจุของไอแพดประมาณ 750 เครื่อง) ซึ่งมากพอที่จะทำให้พวกเขาเขียนงานวิจัยได้ประมาณ 10 ชิ้น ในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของเหยื่อและนักล่า ผลกระทบของสารอาหารบางอย่างต่อปะการัง ผลจากการรั่วไหลของน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยทางทะเล

ในอนาคต อแควเรียสจะยังคงเป็นบ้านใต้ทะเลของนักวิทยาศาสตร์ต่อไป  และเร็วๆ นี้ นาซาจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ศึกษาปฏิกิริยาของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอ้างว้างโดดเดี่ยว

แต่สำหรับ ฟาเบียง กูสตู เขาหวังว่าอแควเรียสจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภารกิจ 32 วัน’ ในอีกไม่นาน

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2557)

Written by ksamphan

October 7, 2014 at 3:14 am

Posted in Neighbours Matters