K. Samphan

Archive for the ‘Favorite Folktales from Around the World’ Category

ม้าที่หายไป (จีน)

with one comment

ณ ชายแดนทางภาคเหนือของจีน ผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกฝึกให้ตีความเหตุการณ์  วันหนึ่ง ม้าของเขาวิ่งข้ามพรมแดนไปอยู่กับชนเผ่าเร่ร่อนโดยปราศจากเหตุผล ทุกคนต่างพากันปลอบใจเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่พรจากสวรรค์?”  ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ม้าของเขาก็กลับมาพร้อมกับม้าตัวผู้รูปร่างงดงาม ทุกคนต่างร่วมดีใจกับเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่หายนะ?”  ครอบครัวนี้ร่ำรวยขึ้นจากม้างามดังกล่าว ซึ่งลูกชายของบ้านขี่มันเป็นประจำ  แต่วันหนึ่ง เขาตกจากหลังม้า ทำให้สะโพกของเขาหัก ทุกคนต่างพากันปลอบใจเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่พรจากสวรรค์?”

ปีต่อมา ชนเผ่าเร่ร่อนบุกข้ามพรมแดนเข้ามาโจมตีหมู่บ้าน และผู้ชายที่พร้อมจะสู้รบทุกคนก็หยิบคันธนูออกไปรบ  ชายชาวจีนเก้าในสิบคนต้องสังเวยชีวิต แต่เนื่องจากลูกชายเป็นคนพิการ พ่อและลูกชายจึงรอดชีวิตมาได้

ในความเป็นจริง พรจะเปลี่ยนเป็นหายนะ และหายนะจะเปลี่ยนเป็นพร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับความลึกลับที่ไม่อาจหยั่งวัดได้

Written by ksamphan

April 10, 2012 at 6:55 am

ผู้ช่วยการโกหก (เยอรมนี)

with one comment

กาลครั้งหนึ่ง มีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งชอบการพูดโกหกเป็นชีวิตจิตใจ แต่บางครั้งเขาก็มีปัญหา เมื่อเขาต้องการจ้างคนรับใช้คนใหม่ เขาจึงถามชายที่มาสมัครเป็นคนรับใช้ว่าเขาพูดโกหกได้หรือไม่

“ได้ครับ” ชายคนนั้นตอบ “ถ้ามันเป็นสิ่งที่ข้าน้อยต้องทำ!”

“โอเค” ผู้สูงศักดิ์พูด “บางครั้งข้าก็มีปัญหากับการพูดโกหก ดังนั้นเจ้าต้องคอยช่วยข้า”

วันหนึ่ง พวกเขาอยู่ที่โรงแรม และผู้สูงศักดิ์ก็กำลังพูดโกหกเป็นปกติ “ครั้งหนึ่งขณะที่ข้าไปล่าสัตว์ ข้ายิงกระต่ายสามตัวขณะที่พวกมันอยู่กลางอากาศ”

“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้” คนอื่นๆ ที่นั่งฟังกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นพวกท่านไปตามคนขับรถม้าของข้ามา” ผู้สูงศักดิ์กล่าว “เขาเป็นพยานได้” เมื่อคนรับใช้มาถึง “โยฮันน์ ข้าเพิ่งเล่าเรื่องที่ข้ายิงกระต่ายสามตัวกลางอากาศให้ท่านทั้งหลายฟัง เจ้าจงเล่าให้พวกเขาฟังว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“ได้ครับ ตอนนั้นพวกเราอยู่ในทุ่งหญ้า มีกระต่ายตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ ขณะที่มันลอยอยู่ในอากาศ ท่านผู้นี้ก็ยิงมัน หลังจากนั้น เมื่อเราชำแหละร่างของมัน เราก็พบลูกกระต่ายสองตัวอยู่ในท้องของมัน”

แน่นอนว่าคนอื่นๆ ล้วนพูดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในขณะที่กำลังเดินทางกลับ ผู้สูงศักดิ์บอกกับคนรับใช้ว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีมาก

“ขอบคุณครับนายท่าน” โยฮันน์พูด “แต่การโกหกครั้งต่อไป นายท่านกรุณาอย่าบอกว่ายิงกลางอากาศนะครับ ถ้าเรื่องเกิดขึ้นบนพื้น ข้าน้อยจะช่วยนายท่านได้ง่ายกว่านี้ครับ”

Written by ksamphan

April 8, 2012 at 7:57 am

ไคโยตีผู้ต่อสู้กับหุ่นยางมะตอย (อเมริกันอินเดียน – อะแพชี)

with one comment

นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่เผ่าของเรา สรรพสัตว์ และหมู่นก อยู่ร่วมกันใกล้กับคนขาว เจ้าไคโยตีมักจะเจอกับปัญหา มันชอบมาด้อมๆ มองๆ ที่แคมป์ เดินไปเดินมาสักพัก ก่อนจะจากไป และเมื่อมันมาที่รังของหมี มันเคยแอบเข้าไปในทุ่งนาของคนขาวในตอนกลางคืน และขโมยรวงข้าวสาลีของเขาไป

เมื่อคนขาวผู้เป็นเจ้าของทุ่งนารู้ว่าเจ้าไคโยตีคือหัวขโมย เขาก็สะกดรอยตามเจ้าไคโยตี จนกระทั่งรู้เส้นทางที่มันใช้แอบเข้ามาในทุ่งนา จากนั้นเขาก็เรียกผู้ชายคนขาวทุกคนมาประชุม และพวกเขาก็ช่วยกันปั้นยางมะตอยเป็นรูปคน และนำไปวางไว้ที่ทางเดินของเจ้าไคโยตี

คืนนั้น เมื่อเจ้าไคโยตีกลับมาขโมยข้าวสาลีอีกครั้ง มันก็เห็นหุ่นยางมะตอยยืนอยู่ มันคิดว่านั่นเป็นคนจริงๆ มันจึงบอกว่า “เจ้าตาสีเทา” – มันมักจะใช้คำพูดของเผ่าเชอร์คาฮัว – “หลีกทางให้ข้า ข้าต้องการข้าวสาลีเพียงเล็กน้อย แค่นั้นจบ” หุ่นยางมะตอยยังไม่ขยับไปไหน “ถ้าเจ้าไม่หลีก” เจ้าไคโยตีพูด “หน้าของเจ้าจะต้องเจอกับหมัดของข้า ไม่ว่าข้าจะไปที่ไหนบนโลกใบนี้ ถ้าข้าเหวี่ยงหมัดใส่มนุษย์ นั่นคือจุดจบของมนุษย์ผู้นั้น” หุ่นยางมะตอยยังคงไม่ขยับเขยื้อน “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะจู่โจมละนะ” เจ้าไคโยตีเหวี่ยงหมัดออกไป แต่หมัดของมันก็จมหายไปในหุ่นยางมะตอยจนถึงข้อศอกอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย อะไรกันวะ?” เจ้าไคโยตีร้อง “เจ้าจับมือข้าไว้ทำไม? ปล่อยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะชกเจ้าอีกหมัด ถ้าข้าชกมนุษย์ด้วยหมัดข้างนี้ ทุกคนจะสลบเหมือด!” เจ้าไคโยตีปล่อยหมัดอีกข้าง และแขนของมันก็จมหายไปในหุ่นยางมะตอยอีกเช่นกัน ตอนนี้มันจึงกำลังยืนอยู่ด้วยขาหลังสองข้าง

“ข้าจะเตะเจ้าถ้าเจ้ายังไม่ยอมปล่อยข้า และเจ้าจะล้มไม่เป็นท่า” เจ้าไคโยตีเตะสุดแรง และขาของมันก็จมหายและติดนิ่ง “ขาข้างนี้มีพลังไม่แพ้กัน และเจ้ากำลังจะรู้พิษสง!” เมื่อพูดจบ มันก็เตะ และขาของมันก็ติดอยู่ในหุ่นยางมะตอย

ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเจ้าไคโยตีติดอยู่ในหุ่นยางมะตอย มีเพียงหางของมันเท่านั้นที่เป็นอิสระ “ถ้าข้าหวดเจ้าด้วยหางของข้า มันจะตัดเจ้าเป็นสองท่อน ดังนั้นปล่อยข้าซะ!” แต่หุ่นยางมะตอยก็ยังยืนนิ่ง เจ้าไคโยตีจึงสะบัดหางหวดหุ่นยางมะตอย และหางของมันก็ติด มีเพียงหัวของมันเท่านั้นที่เป็นอิสระ และมันก็ยังคงพูดกับหุ่นยางมะตอย “ทำไมเจ้าถึงจับข้าไว้อย่างนี้? ข้าจะกัดที่คอของเจ้าและฆ่าเจ้าซะ ดังนั้นเจ้าควรจะปล่อยข้า” เมื่อหุ่นยางมะตอยยังนิ่ง เจ้าไคโยตีจึงกัดมัน และปากของมันก็ติด

เจ้าไคโยตีติดอยู่ในท่านั้นทั้งคืน

ตอนเช้า ชาวนาเอาโซ่มาคล้องคอเจ้าไคโยตี ดึงมันออกจากหุ่นยางมะตอย และลากมันมาที่บ้าน “เจ้านี่คือหัวขโมย” เขาบอกกับคนในครอบครัว พวกคนขาวประชุมกันเพื่อหารือว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับเจ้าไคโยตี พวกเขาตกลงกันว่าจะลวกมันในหม้อน้ำร้อน ดังนั้นพวกเขาจึงต้มน้ำ และผูกเจ้าไคโยตีไว้ที่มุมหนึ่งของบ้าน

ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าไคโยตีเห็นหมาจิ้งจอกสีเทาตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ในบริเวณลานบ้านของชาวนา มันกำลังมองหาสิ่งที่จะขโมยจากคนขาว เจ้าไคโยตีจึงเรียกมัน “พี่น้องของข้า” มันเรียก “ในหม้อใบนั้นมีอาหารมากมายสำหรับข้า” แน่นอนว่าในหม้อใบนั้นมีเพียงน้ำร้อนสำหรับลวกมัน “มีทั้งมันฝรั่ง กาแฟ ขนมปัง และอาหารทุกอย่างสำหรับข้า มันกำลังจะปรุงเสร็จในไม่ช้า และคนขาวจะนำมันมาให้ข้า เจ้ากับข้ากินด้วยกันได้ แต่เจ้าต้องช่วยข้าก่อน เจ้าเอาโซ่คล้องคอเจ้าตอนที่ข้าออกไปเยี่ยวที่หลังพุ่มไม้นั่นได้ไหม?” หมาจิ้งจอกตกลง มันปลดโซ่ออกจากคอของเจ้าไคโยตี และเอามาคล้องที่คอของตัวเอง ทันทีที่เจ้าไคโยตีหายเข้าไปในพุ่มไม้ มันก็วิ่งหนีไป

เมื่อน้ำร้อนได้ที่ พวกคนขาวก็เดินมาที่หมาจิ้งจอกสีเทา “มันดูตัวเล็กจัง! เกิดอะไรขึ้น? ฉันเดาว่ามันต้องกลัวจนตัวหดแน่ๆ” พวกเขาพูดกัน พวกเขายกมันขึ้น และโยนมันลงไปในหม้อ น้ำร้อนทำให้ขนของมันหลุดร่อน หมาจิ้งจอกสีเทาจึงเหลือแต่เนื้อสีแดงที่ปราศจากขน พวกเขาปลดโซ่ และโยนมันไว้ที่โคนต้นไม้ ซึ่งมันนอนแน่นิ่งอยู่ที่นั่นจนกระทั่งตอนเย็น เมื่อเริ่มมืดและอากาศเริ่มเย็น มันก็ฟื้นและเดินจากมา

ไม่นาน หมาจิ้งจอกสีเทาก็เดินมาถึงรังของหมี และถามหมีว่า “ไคโยตีอยู่ที่ไหน?” หมีบอกว่าไคโยตีมักจะไปกินน้ำที่น้ำพุซึ่งอยู่ถัดจากรังของหมีในตอนเที่ยงคืน ดังนั้นหมาจิ้งจอกจึงวิ่งไปที่น้ำพุ และซ่อนตัวอยู่ที่นั่น

กระทั่งเที่ยงคืน เจ้าไคโยตีก็มาที่น้ำพุตามปกติ แต่เมื่อมันก้มลงเพื่อจะกินน้ำ หมาจิ้งจอกสีเทาก็กระโดดเข้ามา “ตอนนี้ข้าจะฆ่าเจ้าและกินเจ้าซะ” หมาจิ้งจอกพูด

เงาของดวงจันทร์สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ เจ้าไคโยตีชี้ไปที่เงานั้นและพูดว่า “อย่าพูดอย่างนั้น เราทั้งคู่สามารถกิน ‘ขนมปังสีเทา’ อันแสนอร่อยนั้นได้ สิ่งที่เราต้องทำคือกินน้ำให้หมด แล้วเราก็จะได้ขนมปังอันนั้นมาเฉลิมฉลอง”

พวกมันเริ่มเลียกินน้ำ แต่ขณะที่เจ้าไคโยตีเพียงแค่แสร้งทำเป็นกิน หมาจิ้งจอกกลับกินน้ำเข้าไปเต็มที่ และเมื่อมันอิ่ม มันก็เริ่มหนาว เจ้าไคโยตีจึงบอกว่า “พี่น้องของข้า มีคนขาวเพิ่งออกไปจากแคมป์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ข้าจะไปหาเศษผ้าหรือผ้านวมเก่าๆ มาให้เจ้าห่ม รอข้าอยู่ที่นี่นะ” เจ้าไคโยตีออกเดิน และเมื่อมันลับสายตาของหมาจิ้งจอก มันก็วิ่งหนีไป

Written by ksamphan

April 2, 2012 at 8:38 am

เรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ (ญี่ปุ่น)

leave a comment »

นานมาแล้ว หนูทุกตัวในนะงะซะกิรวมตัวกัน และตัดสินใจร่วมกันว่าในเมื่อที่นะงะซะกิไม่เหลืออะไรที่พอจะกินได้ พวกมันจะข้ามไปยังซัตซุมะ พวกมันพากันขึ้นเรือและออกเดินทาง ระหว่างทาง พวกมันพบกับเรือที่บรรทุกหนูทุกตัวในซัตซุมะกำลังแล่นสวนมา โดยมีจุดหมายปลายทางที่นะงะซะกิ พวกมันไต่ถามกันและกัน ก่อนจะพบว่าทั้งที่ซัตซุมะและนะงะซะกิไม่มีอะไรให้กินเหมือนๆ กัน ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับการเดินทางไปยังซัตซุมะหรือนะงะซะกิ ดังนั้นพวกมันจึงตัดสินใจกระโดดจากเรือและจบชีวิตในท้องทะเล

หนูตัวแรกร้องว่า ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ หนูตัวต่อมาก็ร้อง ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ ตัวต่อมาก็ร้อง ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ…

Written by ksamphan

March 26, 2012 at 11:45 am

อุระชิมะ – หนุ่มตังเก (ญี่ปุ่น)

leave a comment »

อุระชิมะหนุ่มอาศัยอยู่ที่จังหวัดทังโงะ ในหมู่บ้านสึสึกะวะ วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 477 (ในสมัยจักรพรรดิอีวรยะกุ) เขาพายเรือออกมาหาปลาเพียงลำพัง หลังจากจับอะไรไม่ได้เลยตลอดสามวันสามคืน เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเขาจับเต่าห้าสีได้ตัวหนึ่ง เขาเอาเต่าตัวนั้นไว้บนเรือ ก่อนจะล้มตัวลงนอน

เมื่อเต่าตัวนั้นกลายร่างเป็นเด็กสาวน่ารักแสนสวย อุระชิมะผู้งวยงงก็ถามเธอว่าเธอเป็นใคร

“ฉันเห็นพี่อยู่ที่นี่เพียงลำพังในท้องทะเล” เธอตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “และฉันก็อยากคุยกับพี่มาก! ฉันมาจากก้อนเมฆและสายลม”

“แต่ก่อนหน้านี้เธอมาจากที่ไหน เธอมาจากก้อนเมฆและสายลมอย่างนั้นหรือ?”

“ฉันเป็นอมตะ และฉันอาศัยอยู่บนท้องฟ้า อย่าสงสัยอะไรฉันเลย! โอ อ่อนโยนกับฉันและพูดจากับฉันอย่างสุภาพด้วยเถิด!”

เมื่ออุระชิมะรู้ว่าเธอเป็นนางฟ้า ความกลัวของเขาก็มลายหายไป

“ฉันจะรักพี่ตราบจนวันสุดท้ายของท้องฟ้าและผืนดิน” เธอให้คำสัญญากับเขา “ตราบใดที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ยังคงอยู่! แต่บอกฉันหน่อยสิว่าพี่จะรับรักของฉันหรือไม่?”

“ความปรารถนาของเธอก็เป็นความปรารถนาของพี่เช่นกัน” เขาตอบ “พี่จะไม่รักเธอได้อย่างไร?”

“ถ้าอย่างนั้นก็จับพายเถิดที่รัก และพาเราไปยังภูเขาอันเป็นนิรันดร์ของฉัน!”

เธอบอกให้เขาหลับตา ในเสี้ยววินาที พวกเขาก็มาถึงเกาะขนาดใหญ่ ที่ซึ่งผืนดินมีสีเขียวเหมือนหยก หอคอยบนเกาะตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด และปราสาทก็เปล่งประกายราวกับหยก มันเป็นความประหลาดพิศวงที่ไม่เคยมีสายตาและหูของผู้ใดเคยมองเห็นและได้ยินมาก่อน

พวกเขาขึ้นจากฝั่ง โดยจูงมือกันเดินไปยังคฤหาสน์อันหรูหรา เมื่อถึงคฤหาสน์ เธอบอกให้เขารอ ก่อนจะเปิดประตูและก้าวเข้าไปด้านใน ไม่นานหลังจากนั้น เด็กสาวเจ็ดคนก็โผล่ออกมาจากประตู พวกเธอบอกกล่าวกันในขณะเดินผ่านเขาว่าเขาคือสามีของเต่า และเด็กสาวอีกแปดคนซึ่งตามออกมาทีหลังก็บอกกล่าวในแบบเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้เขารู้จักชื่อของเธอ

เขาพูดถึงบรรดาเด็กสาวเมื่อเธอเดินออกมา เธอบอกว่าเด็กสาวเจ็ดคนคือดาวเจ็ดดวงในกระจุกดาวลูกไก่ และอีกแปดคนรวมกันเป็นดาวอัลดิบาแรน จากนั้นเธอจึงพาเขาเข้าไปด้านใน

พ่อและแม่ของเธอต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น และเชิญให้เขานั่ง พวกเขาอธิบายความแตกต่างระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ และบอกให้เขารู้ว่าการได้พบกับมนุษย์ซึ่งมีโอกาสเพียงน้อยนิดนั้นสร้างความปรีดาให้กับพวกเขามากแค่ไหน เขาได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารชั้นดีกลิ่นหอมจรุงมากมาย และได้แลกแก้วไวน์กันดื่มกับพี่น้องทั้งหญิงและชายของเด็กสาว เด็กสาวที่มีสีหน้าเปล่งปลั่งรื่นเริงจับกลุ่มเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้ชายก็เปล่งเสียงร้องเพลงอันไพเราะกังวาน พร้อมกับเต้นรำด้วยท่วงท่างดงามเป็นธรรมชาติ งานเลี้ยงครั้งนี้งดงามกว่าความรื่นเริงใดๆ ในโลกมนุษย์ ณ ดินแดนอันห่างไกลนับพันนับหมื่นเท่า

อุระชิมะไม่รู้เลยว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว และเมื่อแสงสลัวรางเข้าปกคลุม บรรดาเทพสวรรค์ก็หายไปจนหมด เขาและเด็กสาวซึ่งอยู่กันเพียงลำพัง ล้มตัวลงนอนในอ้อมกอดของกันและกัน พวกเขาร่วมรักกัน และกลายเป็นสามีภรรยากันในที่สุด

เป็นเวลาสามปีที่เขาหลงลืมชีวิตในอดีต โดยใช้ชีวิตอยู่บนสวรรค์กับบรรดาทวยเทพ แต่แล้ววันหนึ่ง ความปรารถนาที่จะหวนกลับไปยังหมู่บ้านที่เขาเกิดและกลับไปหาพ่อกับแม่ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังก็อุบัติขึ้นในทันทีทันใด หลังจากวันนั้น ความคิดถึงพวกเขาก็ทบทวีมากขึ้นทุกวัน

“ที่รัก” ภรรยาพูดกับเขา “ช่วงนี้พี่ไม่ดูแลตัวเองเลย พี่จะไม่บอกฉันหน่อยหรือว่าพี่มีอะไรอยู่ในใจ?”

“มีคนบอกว่าหมาจิ้งจอกที่ใกล้ตายจะกลับไปที่โพรงของมัน และมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่านั้นก็ปรารถนาที่จะกลับบ้าน พี่ไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นความจริง”

“พี่ต้องการกลับไปใช่ไหม?”

“ตอนนี้พี่อยู่ในดินแดนของทวยเทพ ห่างไกลจากครอบครัวและเพื่อนของพี่ พี่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกแบบนี้ แต่มันช่วยไม่ได้ที่พี่จะคิดถึงพวกเขา พี่อยากกลับไปหาแม่และพ่อของพี่!”

ภรรยาของเขาเช็ดน้ำตาของเธอ “เราเป็นของกันและกันตลอดไป!” เธอคร่ำครวญ “เราสัญญากันว่าจะเป็นรักแท้ที่บริสุทธิ์ราวกับทองคำหรือก้อนหินแห่งขุนเขา! แล้วพี่ปล่อยให้ความคิดถึงเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้พี่ต้องการแยกจากฉันได้อย่างไร?”

พวกเขาเดินจับมือไปด้วยกัน บทสนทนาอันเศร้าระทมจบสิ้นลง ท้ายที่สุด พวกเขาสวมกอดกัน และเมื่อทั้งคู่แยกออกจากกัน การอำลาก็เป็นอันสิ้นสุด

พ่อตาและแม่ยายของอุระชิมะโศกเศร้าที่เขาจากไป ภรรยามอบกล่องเพชรให้กับเขา “สุดที่รัก” เธอพูด “ถ้าพี่ไม่ลืมฉันและต้องการจะกลับมาที่นี่ ขอให้พี่จับกล่องนี้ให้แน่นๆ แต่พี่ต้องไม่เปิดมันอย่างเด็ดขาด”

เขาขึ้นมาบนเรือของเขา บรรดาเทพบอกให้เขาหลับตา ในชั่วพริบตา เขาก็มาอยู่ที่สึสึกะวะบ้านเกิด ที่นี่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาจดจำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

“ครอบครับอุระชิมะอยู่ที่ไหน – อุระชิมะที่เป็นชาวประมง?” เขาถามชาวบ้าน

“เจ้าเป็นใคร?” ชาวบ้านถามเขากลับ “เจ้ามาจากที่ไหน? ทำไมเจ้าจึงตามหาคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อนานมาแล้ว? ใช่ ฉันเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงคนที่ชื่ออุระชิมะ เขาออกทะเลไปเพียงลำพังและไม่เคยกลับมา นั่นมันเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว เจ้ามีธุระอะไรกับเขาในเวลานี้?”

สิบวันหลังจากนั้น อุระชิมะผู้สับสนงงงวยออกตระเวนไปทั่วหมู่บ้าน แต่ก็ปราศจากร่องรอยใดๆ ของครอบครัวหรือเพื่อนของเขา ในที่สุด เขาก็หยิบกล่องที่นางฟ้ามอบให้เขาขึ้นมา และนึกถึงเธอ คำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ไม่อยู่ในความทรงจำ เขาเปิดกล่องใบนั้น กลิ่นหอมของเธออบอวลขึ้น มันล่องลอยมากับหมู่เมฆและสายลม ก่อนจะลอยสูงขึ้นและเลือนจางไปในท้องฟ้าสีคราม เขารู้ว่าเขาไม่เชื่อฟังคำพูดของเธอ และเขาจะไม่มีวันได้พบกับเธออีก ทั้งหมดที่เขาทำได้คือจ้องมองไปบนท้องฟ้า และเดินร่ำไห้ไปบนชายฝั่ง

เมื่อน้ำตาของเขาเหือดแห้ง เขาก็ร้องเพลงคร่ำครวญถึงดินแดนอันห่างไกลในหมู่เมฆของเธอ เขาร้องว่า หมู่เมฆนำพาความรักของเขาไปสู่เธอ เสียงอ่อนหวานของเธอล่องลอยข้ามผ่านท้องฟ้ากว้าง วิงวอนขอให้เขาอย่าหลงลืมเธอ ก่อนที่เพลงสุดท้ายของเขาจะกังวานพร่ำเพ้อถึงการสูญเสีย “ที่รักของพี่ เมื่อค่ำคืนของการรอคอยสิ้นสุด และพี่ยืนอยู่ที่ปากประตู พี่ได้ยินเสียงคลื่นสาดกระทบชายฝั่งแห่งสรวงสวรรค์ของเธอ ณ ที่ไกลแสนไกล!”

ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนกล่าวกันว่า ถ้าเขาไม่เปิดกล่องเพชรใบนั้น เขาก็คงจะได้พบกับเธออีกครั้ง แต่หมู่เมฆซ่อนบังสรวงสวรรค์ของเธอ และหลงเหลือเพียงความเศร้าโศกให้กับเขา

Written by ksamphan

March 24, 2012 at 4:42 am

บาย-บาย (เฮติ)

with one comment

นกทุกตัวต่างบินจากเฮติสู่นิวยอร์ก แต่เต่าไปไม่ได้ เนื่องจากมันไม่มีปีก

นกพิราบรู้สึกเสียใจกับเต่า มันบอกว่า “เต่า ฉันจะพานายไปเอง สิ่งที่เราจะทำก็คือ ฉันจะคาบปลายไม้ข้างหนึ่งไว้ ส่วนนายก็คาบปลายไม้อีกข้างหนึ่ง แต่นายต้องกัดไม่ปล่อยนะ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นนายจะตกลงไปในมหาสมุทร”

นกพิราบคาบปลายไม้ข้างหนึ่ง ส่วนเต่าก็คาบปลายไม้อีกข้างหนึ่ง หลังจากนั้นนกพิราบก็พาเต่าบินขึ้นไปในอากาศ พวกมันบินข้ามผืนแผ่นดิน มุ่งหน้าสู่ท้องทะเล

เมื่อพวกมันใกล้จะถึงมหาสมุทร เต่าและนกพิราบมองเห็นบรรดาสัตว์ทั้งหลายรวมตัวกันอยู่บริเวณชายฝั่ง เพื่อโบกมืออำลาหมู่นกที่กำลังโผบินจากไป พวกมันพากันโบกมือจนกระทั่งสังเกตเห็นเต่ากับนกพิราบ

เต่า? พวกมันหยุดโบกมือ และเสียงเซ็งแซ่ก็ดังสนั่นในหมู่พวกมัน

“ดูนั่นสิ!” พวกมันตะโกนใส่กัน “เต่ากำลังจะไปนิวยอร์ก แม้แต่เต่าก็ยังไปนิวยอร์ก!”

เต่ารู้สึกปลาบปลื้มมากที่บรรดาสัตว์ต่างพูดถึงมัน ดังนั้นมันจึงร้องตะโกนภาษาอังกฤษเพียงคำเดียวที่มันรู้จัก

“บาย-บาย!”

โอ เต่าอ้าปากเสียแล้ว เมื่อมันอ้าปากเพื่อจะตะโกน ปากของมันจึงหลุดจากไม้ ก่อนที่มันจะร่วงลงสู่ท้องทะเล

ด้วยเหตุนี้ ที่นิวยอร์กจึงมีนกพิราบอยู่มากมาย และเต่าก็ยังคงอยู่ที่เฮติ

Written by ksamphan

March 23, 2012 at 4:13 am