K. Samphan

Archive for the ‘เรียบเรียง’ Category

ราคาของอนาคตที่ดีกว่า

leave a comment »

โรจินา บีกัม ติดอยู่ในซากอาคารเป็นเวลา 3 วัน หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเธอ เธอจึงร้องขอใบเลื่อยเพื่อตัดแขนข้างซ้ายของตัวเองซึ่งถูกซากอาคารทับ

โรจินา บีกัม ติดอยู่ในซากอาคารเป็นเวลา 3 วัน หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเธอ เธอจึงร้องขอใบเลื่อยเพื่อตัดแขนข้างซ้ายของตัวเองซึ่งถูกซากอาคารทับ

ในบังกลาเทศมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ได้รับใบอนุญาต 5,500 แห่ง นี่คือประเทศผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปอันดับสองของโลก (รองจากจีน) มันคือสินค้าส่งออกเกือบร้อยละ 80 และทำรายได้ให้กับประเทศ 19,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 13 ของจีดีพีของประเทศ โดยมีชาวบังกลาเทศประมาณ 4 ล้านคน (ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านผู้ไร้การศึกษา) ตรากตรำผลิตเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ให้กับยี่ห้อระดับนานาชาติอย่าง Mango, H&M และ Primark

แม้จะมีความสำคัญกับประเทศ แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอกลับไร้การควบคุมดูแล และกระทั่งเป็นอุตสาหกรรมที่เสี่ยงอันตรายที่สุด

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2013 อาคารสูง 8 ชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเสื้อผ้า 5 แห่งในกรุงธากา (Dhaka) เกิดถล่ม มันทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,129 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดคือคนงานในโรงงาน และนับเป็นอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดของอุตสาหกรรมสิ่งทอ

เส้นทางชีวิตของคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอของบังกลาเทศมีรูปแบบไม่ต่างจากเส้นทางชีวิตของคนงานในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ พวกเขาหันหน้าออกจากครอบครัวยากจนในชนบท มุ่งหน้าสู่อนาคตอันไร้ความแน่นอนในเมือง โดยหวังว่าค่าแรงที่ได้รับจะทำให้คนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แต่สำหรับคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอของบังกลาเทศ พวกเขากลับพบแต่ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

ปี 2005 อาคารสเปกตรัม การ์เมนต์ส ในกรุงธากาเกิดถล่ม ทำให้คนงาน 60 คนเสียชีวิต ปีต่อมา คนงานอีกอย่างน้อย 60 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานสิ่งทอเคทีเอสในเมืองจิตตะกอง (Chittagong) และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2012 คนงาน 112 คนก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานทาซรีน แฟชั่น นอกกรุงธากา หลังจากนั้น มีโรงงานอีกอย่างน้อย 46 แห่งที่ถูกไฟไหม้ ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน

โรจินา บีกัม (Rojina Begum) คนงานเย็บผ้าวัย 25 ปีเล่าว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน วิศวกรรายงานว่าพบรอยร้าวบริเวณโครงสร้างหลักที่ชั้น 3 ของอาคาร ซึ่งทำให้ธนาคารท้องถิ่นที่มีสำนักงานอยู่ที่ชั้นต่ำลงไปประกาศให้พนักงานไม่ต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้น แต่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ถึงชั้น 8 ยังคงให้คนงานไปทำงานตามปกติ

วันรุ่งขึ้น โรจินาได้ยินเสียงผิดปกติหลังจากเริ่มทำงานได้ไม่นาน เธอเห็นรอยแตกร้าวบนเพดาน และเห็นเหล็กเส้นโผล่ขึ้นมาจากพื้น แต่เธอก็ยังคงทำงานต่อไป เนื่องจากกลัวว่าจะไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งบอกภายหลังว่าเจ้านายของพวกเขาขู่ว่าจะไล่ออก หากพวกเขาไม่ทำงานต่อ และบางคนบอกว่าถูกกันไม่ให้ออกจากอาคาร

แม้กฎหมายแรงงานจะระบุชัดเจนว่าผู้จัดการหรือนายจ้างไม่มีสิทธิ์บังคับให้คนงานทำงาน และสิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานมีกฎหมายรองรับ (ซึ่งเป็นมรดกจากขบวนการฝ่ายซ้ายที่ช่วยให้ประเทศเป็นอิสระจากปากีสถานในปี 1971) แต่เมื่อบังกลาเทศเปิดประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ต้องเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลก อันนำไปสู่การลดทอนสิทธิของคนงานและการขูดรีด

ร้อยละ 80 ของคนงานราว 4 ล้านคนในอุตสาหกรรมสิ่งทอของบังกลาเทศคือผู้หญิง พวกเธอส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี เกือบทั้งหมดเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อมุ่งหน้าแสวงหาโอกาสในเมือง โดยหวังว่าเศษเงินที่ได้รับจะทำให้ตัวเองและคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ท้ายที่สุด พวกเธอจำนวนมากไม่มีโอกาสได้พบกับวันนั้น และอีกหลายคนกลับมีชีวิตย่ำแย่กว่าเดิมภายหลังอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

Advertisements

Written by ksamphan

December 2, 2013 at 6:20 am

เมืองหลวงของหญิงสาวราคาถูก

with one comment

ci-girls17ในเยอรมนี การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพที่มีกฎหมายรองรับตั้งแต่ปี 2002 และนับตั้งแต่นั้น ธุรกิจนี้ก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เยอรมนีมีย่าน ‘โคมแดง’ ประมาณ 3,000 แห่ง และมี ‘ซ่อง’ 500 แห่งอยู่ในเบอร์ลิน

มีการคาดการณ์ว่าในเยอรมนีมีผู้ชายมากกว่า 1 ล้านคนที่จ่ายเงินเพื่อการนี้ทุกวัน

เหตุผลคลาสสิกของการทำให้การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย คือการที่มันจะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวได้รับการดูแล แต่สำหรับในเยอรมนี ดูเหมือนว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นตรงกันข้าม

เมื่อเดือนพฤษภาคม นิตยสาร Der Spiegel รายงานความเลวร้ายที่หญิงขายบริการในเยอรมนีต้องเผชิญ ในรายงานกล่าวถึงหญิงสาวอายุน้อยจากโรมาเนียและบัลแกเรียที่ถูกหลอกไปขายตัวที่เยอรมนี พวกเธอถูกบังคับให้รับแขกนับสิบคนต่อวัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 49 ยูโร (ประมาณ 65 ดอลลาร์)

หญิงสาวในเยอรมนีดึงดูดผู้ชายจากทั่วโลก ทั้งจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ มันทำเงินให้เยอรมนีจำนวนมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การแข่งขันของธุรกิจก็ทำให้ราคาของสินค้าตกต่ำเรี่ยติดดิน

เอเลีย หญิงขายบริการวัย 23 ปีในเมืองโคโลญ (Cologne) ให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้มีผู้หญิงมากขึ้นทุกวัน และพวกเราต้องลดราคาเพื่อให้ได้ลูกค้า บางครั้งผู้หญิงชาวบัลแกเรียและโรมาเนียคิดเงินครั้งละไม่ถึง 10 ยูโร (ประมาณ 13 ดอลลาร์) วันหนึ่งพวกเราคงต้องทำงานเพื่อแลกกับบิ๊กแมค”

แม้จะมีคำวิจารณ์เรื่องสภาพการทำงานที่เลวร้ายของหญิงขายบริการ แต่หลายคนก็ไม่ต้องการให้อาชีพนี้กลับเข้าสู่มุมมืดของกฎหมาย

โมนิกา ลาซาร์ (Monika Lazar) นักการเมืองหญิงจากพรรค Alliance ’90/The Greens ยังคงเชื่อว่ากฎหมายจะช่วยให้หญิงสาวเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีขึ้น เพียงแต่มันจำเป็นต้องใช้เวลา

Written by ksamphan

December 2, 2013 at 6:16 am

“คนหนุ่มข้างใน” รายงานความในใจจากสวนดอกไม้

leave a comment »

– เรื่อง กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์ ภาพ ชัยพร อินทุวิศาลกุล –

เราใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมงบนเส้นทาง 629 กิโลเมตรในการเดินทางจากกรุงเทพฯสู่จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 15,517 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้เชื่อมต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทางด้านทิศตะวันออกและประเทศกัมพูชาทางด้านทิศใต้ตามแนวเทือกเขาบรรทัด สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ โดยมีลำน้ำมูลไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณหน้าผาของภูเขาหินทรายทางด้านทิศตะวันออกริมฝั่งแม่น้ำโขง ยังปรากฏ “ภาพเขียนสี” ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 4,000 ปี แสงตะวันเรื่อเรืองจับขอบฟ้าฟากตะวันออก ปลุกเราจากอาการหลับใหลซึมเซา แสงละมุนจากดวงสุริยาที่ยังไม่ปรากฏโฉมส่งสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ ดอกหญ้าหมาดน้ำค้างเอนไหวหยอกล้อเริงระบำระบัดเล่นกับสายลมโชยเอื่อย ฝูงเป็ดในบึงน้ำนิ่งสงบสองข้างทางแหวกว่ายมุ่งหน้าออกหากิน เราเปิดกระจกข้างรถรับชมมหรสพที่ธรรมชาติบรรจงมอบให้ด้วยหัวใจปลอดโปร่ง ในขณะที่ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเฉดสีและดวงตะวันค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากค่ำคืน

อุบลราชธานีก็กล่าวต้อนรับเราอย่างเป็นทางการโดยไร้ซึ่งคำพรรณนา เบื้องหน้าของเราคืออำเภอวารินชำราบ ถิ่นพำนักของนักเขียนท่านหนึ่ง ผู้ละทิ้งเศษเสี้ยวบางอย่างเพื่อดำรงสถานะของผู้อ่านความหมายและจดจารความเป็นไปของชีวิตลงบนหน้ากระดาษ คงมีนักอ่านจำน้อยไม่น้อยที่ไม่เคยได้ยินชื่อนักเขียนท่านนี้มาก่อน รวมถึงเราที่มีเครื่องนำทางเพียงชิ้นเดียว คือหนังสือรวมเรื่องสั้น “ร่างแหแห่งวิหค” งานรวมเล่มอย่างเป็นทางการชิ้นแรกและชิ้นเดียวในขณะนี้ของ มาโนช พรหมสิงห์ (สายลมบนถนนโบราณ ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2548 โดยแพรวสำนักพิมพ์ เป็นผลงามรวมเล่มชิ้นล่าสุดของมาโนช พรหมสิงห์)

“ชายชราตื่นขึ้นมาเมื่อล่วงเลยเข้าสู่ยามสนธยา เขาลุกขึ้นนั่งช้า ๆ รู้สึกปวดเมื่อยตามแขนขา เรือนไม้เก่า ๆ เงียบงันดั่งต้องมนต์สะกดของแสงเรืองที่ขอบฟ้า เสียงนกกะปูดกับค้างคาวร้องดังก้องอยู่กลางสวนรก เหมือนว่ามันเพรียกความอ้างว้างทั้งหมดในโลกมาสิงสถิตที่นี่ มาแทรกซอนเข้าไปในรอยแตกปริของฝาและเสาเรือน กระทั่งรูขุมขนตามผิวเนื้อเหี่ยวย่นและดวงใจอ่อนล้า เขาไม่เคยชิงชังหรือกระเถิบหนีการจู่โจมเข้ามาของมัน เพราะรู้สึกว่าเขาและความอ้างว้างนั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน มันอยู่กับเขามาตั้งแต่เยาว์วัย…แกเดินทางมาทักทายและอยู่เป็นเพื่อนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยนะ เจ้าความอ้างว้างเฒ่า” (เรื่องสั้น ในวันอ้างว้าง โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

คนกับดอกไม้

มาโนช พรหมสิงห์ในวัย 48 ปีดำรงชีวิตอยู่คนเดียวอย่างเรียบง่ายในบ้านไม้ขนาดกะทัดรัดที่ปลูกอยู่ติดกับบ้านของบุพการี อาจจะดูเปลี่ยวเปล่าอ้างว้างในทัศนะของคนเมือง แต่นี่คือวิถีชีวิตที่แต่ละคนมีสิทธิเลือก ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้านช่วยให้ความร่มเย็นขับสู้กับแสงแดดร้อนแรงของช่วงกลางวันในต้นฤดูหนาว “ตื่นขึ้นมาก็ไปแต่งตัวให้หลานไปโรงเรียน แล้วก็กินข้าว ลงสวน ขึ้นมาก็อาจจะมานั่งอ่านหนังสือ อาจจะงีบซักงีบหนึ่ง แล้วก็ลงสวนอีกครั้ง ขึ้นมายังไม่ค่ำ อาบน้ำแล้วก็อ่านหนังสือ กินกาแฟ ถ้าไม่อ่านหนังสือก็จะนั่งอยู่จนมืด นั่งอยู่เงียบ ๆ ผมมีความรู้สึกว่าการนั่งอยู่มืด ๆ สูบบุหรี่เงียบ ๆ เป็นการคลายความเครียดได้อย่างหนึ่ง พอกินข้าว กลางคืนก็อ่านหนังสือ ไม่ก็เขียนหนังสือ นอนซัก 6 ทุ่มตี 1 เสาร์อาทิตย์ก็หยุดงานสวน ก็จะอ่านหรือเขียน”

มาโนชเล่าถึงชีวิตประจำวันในปัจจุบันให้เราฟัง พร้อมกับจัดเตรียมกาแฟมาต้อนรับ “กิจวัตรประจำวันอีกอันหนึ่งคือเขียนโปสการ์ด เพราะฉะนั้นก็จะทำโปสการ์ดให้มันสวย ๆ ผมจะใช้แสตมป์ดอกไม้โดยเฉพาะเลย เดือนพฤศจิกายนที่จะออกแสตมป์สำหรับปีใหม่ผมจะซื้อมาตุนไว้ แล้วเขียนเยอะ ๆ มันก็มีมิตรที่ดีส่งมาให้ ส่งมาเป็นสองแผงสามแผงอย่างนี้ เราก็จะได้ฝึกเขียนไปด้วย เพราะฉะนั้นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งก็คืออาจจะนั่งเขียนโปสการ์ด นอกจากอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ผมจะไปซื้อกระดาษแข็งมาตัด รูปวาดเอง วาดรูปตัวเองเป็นการ์ตูนหัวใหญ่ ๆ ระบายสีส่งคน โปสการ์ดมันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง คนได้เห็นเขาจะชอบมาก” มาโนชเล่าให้เราฟังพร้อมกับรอยยิ้มที่อาบทาใบหน้า เขาอาจเป็นชายอายุเกือบห้าสิบเพียงไม่กี่คนที่ยังมีรอยยิ้มเช่นนี้

นอกจากนี้ ในบางช่วงเขายังรับสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ให้กับลูกหลานในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง “สอนพอให้เป็นวิทยาทาน ก็เอาไม่แพง เดือนละห้าร้อยบาท ถ้ามันครบเดือนแต่เขาไม่ได้มาเรียน เราก็จะไม่เอาตังค์หรอก เก็บไว้ก่อน ต้องมาเรียนอีกสองอาทิตย์นะถึงจะเอาตังค์ หรือ ‘เอาเถอะอาจารย์’ ก็ต้องทอน เขาก็งงมาทอนทำไม ‘ทอน ๆ ต้องทอนไปร้อยนึง’ แบบมีความรู้สึกว่ามันเป็นวิทยาทาน เราไม่อยากเอาเปรียบ เงินไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ” ก่อนที่จะมาที่นี่ เราทราบว่าเขาลาออกจากการรับราชการครูมาเป็นชาวสวนปลูกดอกไม้พร้อมกับเขียนหนังสือมาได้สิบห้าปีแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้มาโนชบอกว่าเขาปลูกดอกไม้น้อยลง เนื่องจากการปลูกดอกไม้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าสวนดอกไม้แต่ก็ใช่ว่าจะได้รับอนุญาตให้ทำงานหนักน้อยกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น ๆ “ไม่ไหว อยู่ลำบาก แต่ก็ไม่บ่น เพราะว่าเราจะได้สมถะไง เราจะได้รู้จักประหยัด” วันที่เราไปถึงบ้านสวนของมาโนช เขาเพิ่งฟื้นตัวจากอาการไข้ ความอ่อนเพลียยังคงปรากฏให้เห็นจากสีหน้าและแววตา แสงแดดที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราอดคิดถึงภาพความยากลำบากของการทำงานท่ามกลางเปลวแดดและผืนดินแห้งแข็งของชายสูงวัยผู้นี้ไม่ได้

“…เด็กทารกจะมีความปรารถนาบางอย่างแฝงฝังอยู่ในตัวตนตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาหรือเปล่านะหรือว่าจิตของพวกเขาคือความว่างเปล่าอันปราศจากการยึดมั่นต่อสิ่งใด ๆ เด็กในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เมื่อรู้จักตั้งความปรารถนาแล้วได้ติดตามค้นหาหนทางไปสู่ความปรารถนานั้นเช่นเดียวกับฉันบ้าง…” (เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

นักวาด-เขียน

“เพราะว่าเราอ่านมาก ก็เหมือนกับเวลาเราไปแนะนำ ไปพูด ทำอย่างไรถึงจะเป็นนักเขียน ก็ให้เป็นนักอ่านก่อน คือถ้าเราอ่านเยอะ ๆ ถึงเวลาหนึ่ง ‘เอ๊ะ เราก็เขียนได้นี่’ อย่างที่สองคือผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ก็อยากจะสื่อความคิดของเราไปยังคนอื่น มันคงดีนะที่เราสื่อด้วยบทกวีชิ้นนี้แล้วคนอยู่ชายทะเลภาคใต้กับอยู่บนเขาได้อ่านความคิดเรา แล้วชอบ แล้วก็มีความรู้สึกว่าวรรณกรรมมันมีอำนาจกล่อมเกลาจิตใจด้วย เพราะว่าเราอ่านมาเยอะ เราสังเกตใจเราได้ “ตอนเด็ก ๆ เราไม่ชอบเล่นกีฬา เราไม่ชอบทำอย่างอื่น เราก็ไม่มีเพื่อน เราไม่รู้จะทำอะไร เราก็ไปอ่านหนังสือดีกว่า เข้าห้องสมุด ตั้งแต่วัยเด็กนี่ชอบอ่านการ์ตูน มันอาจจะมาจากข้างในตัวตนของเรา เรียกว่าพรสวรรค์ที่มันแฝงมาก็ได้ ทำให้เราชอบอ่านการ์ตูน หากระดาษมาเพื่อจะเขียนการ์ตูนกับน้อง ๆ คนละเรื่อง เย็บเป็นเล่ม ผมทำกับน้อง ๆ ในบ้าน ก็แบ่งหน้ากันแล้วก็เขียนการ์ตูนเล่าเรื่อง แต่งเรื่อง บางทีก็แต่งเป็นเรื่องสั้น เราเขียนเรื่องหนึ่ง น้องคนนี้เขียนเรื่องหนึ่ง แล้วก็ตั้งชื่อหน้าปก พื้นฐานอย่างหนึ่งก็คือการ์ตูน ทำให้เราก้าวมาอ่านหนังสือเป็นเล่ม ชอบเขียนการ์ตูนติดผนัง ติดบอร์ดให้เพื่อนดู ก็เป็นการ์ตูนแบบการ์ตูนการเมืองทุกวันนี้ ล้อเลียนอะไรในโรงเรียน” การ์ตูนล้อเลียนที่เขาชอบเขียนนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้เขาฝึกสอนไม่ผ่านในปีสุดท้ายของการเรียนในระดับอุดมศึกษาเนื่องจากผู้บริหารของโรงเรียนที่เขาฝึกสอนอยู่ไม่พอใจในเนื้อหาของการ์ตูนที่เขาเขียนแล้วปติดบอร์ดไว้ให้คนอื่นอ่าน มาโนชถูกไล่กลับไปเรียนเพิ่มอีกหนึ่งปีนำไก่อนที่จะบรรจุเข้ารับราชการครูในปี 2522

สิบปีเต็มของการทำหน้าที่ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในที่สุดมาโนชตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเอง “มันเป็นความฝันตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เห็นพ่อทำ คิดว่ามันคงมีความสุข คงเป็นชีวิตเรียบ ๆ ง่าย ๆ สมถะ ทางบ้านก็ทำอยู่แล้ว มีที่อยู่แล้ว บางคนถ้าคิดจะทำแล้วไม่มีที่คงทำไม่ได้ มันก็เหมือนบางคนที่อยากมีชีวิตแบบเรียบง่าย บางคนก็อยากหรูหรา อยากตามกระแสของวัตถุให้ทัน อยากมีรถเก๋ง อยากมีบ้านสวย ๆ บางคนก็อยากอยู่บ้านเรียบ ๆ ง่าย ๆ ในสวน มันก็มีลักษณะความแตกต่างของมนุษย์ตรงนี้ “ผมก็มาอยู่ปีหนึ่งโดยไม่ออกไปไหนเลยนะ อยู่ในสวนเนี่ย นอกจากไปรษณีย์เขาผ่านมา เขาก็ออกไปส่งเวลาไปทำธุระ เพื่อจะใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองให้ได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นก็มีความสุขได้ ไม่ยอมไปไหน เป็นการฝึกตัวเองให้อยู่กับตัวเองได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัด ได้อย่างมีความสุข เพราะบางคนอยู่คนเดียวนี่คงจะลำบาก ไม่ได้คุยกับใครเลย ได้คุยแต่กับแม่ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ พยายามฝึก “พอครบปีหนึ่งผมก็เริ่มที่จะเขียน ก็ขณะที่ฝึกนี่ก็พยายามที่จะฝึกเขียน เริ่มที่จะเขียนไปตามนิตยสารต่าง ๆ ไปถึงผู้คนต่าง ๆ คอลัมน์วรรณกรรมเขามีจดหมายผู้อ่านใช่ไหม เราก็เขียนส่งไป หรือเขียนจดหมายหาเพื่อน คนที่เรามีความรู้สึกเป็นกัลญาณมิตร เป็นการฝึกเขียนไปด้วยและก็ฝึกอยู่กับตัวเองให้ได้อย่างมีความสุข”

เรื่องสั้น “น้ำตาและความเจ็บปวด” ตีพิมพ์ในปี 2521 ในนิตยสารหนุ่มสาว เป็นเรื่องสั้นของมาโนชเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ ต่อมาในปี 2537 “คุกดอกไม้” ก็ได้รับการประดับช่อการะเกดจากสุชาติ สวัสดิ์ศรี ในปีถัดมา “ระหว่างรอยมีด” ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ก่อนที่ “ร่างแหแห่งวิหค” จะได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมในปี 2539 นอกจากเรื่องสั้น มาโนชยังเขียนบทกวีและวาดภาพลายเส้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เขาเล่าว่าการทำงานศิลปะที่เขาชอบช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับการทำงานเขียนได้มาก “จากการที่เรานิ่งในการที่จะเขียนลายเส้นก็จะทำให้ใจนิ่ง บางสีบางเส้นเราจะไม่ลงทั้งหมดนะ เราจะรู้จักเน้นบางอย่างเหมือนกับงานเขียน แรก ๆ เราก็เขียนไม่ค่อยดีหรอก แต่พอฝึกไปฝึกมามันก็ดีขึ้น ๆ แล้วมันก็มีความสุขไปด้วย” “ทุกวันนี้เขียนน้อยลงครับ ผมเป็นนักเขียนจอมขี้เกียจ ขี้เกียจที่สุดในประเทศไทยเลย” รอยยิ้มสมถะจนเราเกือบจะเชื่อว่าเขาเป็นเช่นนั้นจริง “ก็เหมือนที่เรวัตรที่เขาได้ซีไรต์เขาบอกว่าเขาไม่ได้เขียนทุกวันหรือเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเขียนตามอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์มามันถึงจะเขียนได้ งานเขียนผมต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาสร้างเยอะ บางทีมันก็ฟักตัวอยู่ตั้ง 3 เดือนถึงเขียนได้ เขียนอีก 3 เดือน ผมไม่ได้เขียนรวดเดียวนะ ผมเขียนทีละ 2 – 3 บรรทัดแล้วก็พักไว้ บางคนเขาบอกทำได้ไง มันต้องเขียนรวดเดียวสิ มันถึงจะต่อเนื่อง แต่ผมจะเขียนอย่างนี้ ปีหนึ่งมีเรื่องสั้น 2 เรื่อง เขียนเรื่องละ 6 เดือน “แต่ละบุคคลมันก็ต่างกัน วิธีทำงานมันต่าง วิธีการเดินยังต่างกันเลย มันก็ตำหนิเขาไม่ได้ว่าทำไมเดินอย่างนี้ ทำไมไม่เดินเหมือนเรา เดินไม่เหมือนเรานี่แย่ทุกคน มันก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรื่องมันงาม มันก็ได้หมดแหละ อาจจะเขียน 1 ชั่วโมงมันก็ได้นะ บางคนอาจจะต้องเขียนใช้เวลา 3-4 เดือน แต่ผมเป็นนักเขียนขี้เกียจแล้วก็ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่หรอก ยังต้องฝึกฝน”

“… จิตเป็นความว่างเปล่า เราสามารถปฏิเสธหรือยอมรับอะไรก็ได้ทั้งนั้น นั่นคือเสรีภาพ เป็นแก่นของมนุษย์ เป็นลักษณะแท้จริงของจิตมนุษย์ เพราะเราสามารถยอมรับหรือปฏิเสธ และเราสามารถเลือกได้ จงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นชีวิตจริง ๆ โดยเป็นคนเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง…” (เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

เพื่อนพ้องน้องพี่-กลุ่มวรรณกรรมคมดาว

“ก่อตั้งมาร่วมกันครับกับพี่มาโนช แล้วพี่เขาก็ให้คำปรึกษาไว้เยอะ ผมเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่เข้ามาสานต่อ แต่ก่อนก็จะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่รวมตัวกันทำกิจกรรม เน้นไปที่ชมรมอนุรักษ์ ส่วนผมก็มาสนใจเรื่องงานเขียน ผมก็มาแยกตัวออกมาทำชมรมวรรณศิลป์ และก็คบหากับพี่มาโนชมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงนั้น” ราโมกข์ วรัศชญากร แกนนำกลุ่มคมดาว กลุ่มคนทำงานวรรณกรรมกลุ่มสำคัญของอุบลราชธานี เล่าให้เราฟังถึงความเป็นมา มาโนชและกัลยาณมิตรรุ่นน้องรู้จักกันในงานเสวนาหนังสือ “ครอบครัวกลางถนน” ของศิลา โคมฉายที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มาโนชจึงดำรงตำแหน่งเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยให้คำแนะนำและสนับสนุนน้อง ๆ ในการทำงานทั้งด้านศิลปะ วรรณกรรม และการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเพื่อสังคม “มันก็อาจจะคนคอเดียวกันก็ได้” มาโนชกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผมจะติดต่อเชื่อมกับคนรุ่นใหม่หรืออะไรอย่างนี้นะ เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าสมัยเรา เราอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เราอยากมีกลุ่ม อยากมีเพื่อนอ่านด้วย เราชอบฝึกเขียน จัดบอร์ด เราทำอยู่คนเดียว หากลุ่มก็ไม่มี ช่วงนั้นเป็นยุคสงครามเวียดนาม ยุคบุปผาชน ส่วนใหญ่รุ่นนั้นก็จะไปดีดกีตาร์ ร้องเพลง คุยกันเรื่องสงครามเวียดนาม มันมีความรู้สึกว่าเราไม่มีกลุ่ม คุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง พอกลับมาบ้าน ผมก็ เอ… มันเงียบ ๆ ยังไงไม่รู้ ก็อยากติดต่อกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สนใจเรื่องอย่างนี้ อยากสร้างบรรยากาศในการอ่าน” การแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ เป็นวัฒนธรรมสำคัญของกลุ่มสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา “เราคุยกันแบบเก็บเล็กเก็บน้อย เก็บทุกรายละเอียด” คือลักษณะของการพูดคุยที่เศรษฐใส สายโกสีย์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนิยามให้เราฟัง “พวกเราจะมีนิสัยเสียอย่างหนึ่งก็คือเราจะพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา” มาโนชเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ส่วนมากพวกผมจะคุยกัน จะทำอะไรต่อ หนึ่งคนก็คือหนึ่งเสียง ผมจะพูดเสมอว่าผมไม่ครอบงำใคร ผมจะไม่สั่งการแบบหัวหน้า ต้องคุยกันในที่ประชุม ผมอาจจะทำตามพวกน้อง ๆ ก็ได้ ไม่ใช่ว่าผมจะกำหนดวางแผนทำนั่นทำนี่นะ ผมจะพูดเสมอว่าผมไม่ใช่หัวหน้า ผมจะเป็นหนึ่งเสียง เป็นสมาชิกคนหนึ่งเหมือนกับคนอื่น อยากอ่านอะไรก็เอามาคุยกัน นั่งกินกาแฟแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กัน คนนี้เห็นแง่มุมไหน เราเห็นแง่มุมไหนก็ถกกัน ผมจะไม่บอกว่ามันแปลว่าอย่างนี้นะ”

ก่อนที่จะมาเป็นกลุ่มวรรณกรรมคมดาว สมาชิกหนุ่มสาวในกลุ่มคือนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าในรั้วสถาบันการศึกษา พวกเขาเริ่มรวมตัวกันราวปี 2535 ทำหนังสือทำมือเวียนกันอ่านรวมถึงแจกให้เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา จัดค่ายทั้งค่ายความคิดและค่ายอาสาฯ และแน่นอนว่าพวกเขาคือแนวร่วมส่วนหนึ่งในการนำข้อมูลเรื่องเขื่อนปากมูลเข้าไปเผยแพร่ในสถาบันการศึกษา “เริ่มแรก อย่างกลุ่มของพนัส (พนัส ดอกบัว-สมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่ม) เขาก็จะมีกลุ่มทำวารสารเล่มเล็ก ๆ อยู่ในกลุ่มวิชาเอกเคมีของเขา ทีนี้ผมก็มาเจอกันด้วยความบังเอิญ เห็นเขาอ่านบอร์ดอยู่ผมก็เข้าไปพูดคุย ก็ได้มารวมตัวกัน และก็มาสร้างกระต๊อบอยู่ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็เป็นวิทยาลัยครู (อุบลราชธานี) อยู่ ใช้ชื่อว่า ‘ขี้กระบอง-ฮิลล์’ พนัสเขาเป็นคนตั้ง เป็นหลังคามุงจาก เอาไม้ไผ่มาปัก ๆ โย้เย้ ๆ หน่อย คล้าย ๆ กับเถียงนาอย่างนี้แหละ สู้กันสุด ๆ ตอนนั้นระหว่างพวกอาจารย์กับพวกกบฏ เรายืนหยัดอยู่ได้ประมาณปีสองปี เขาก็สั่งรื้อแล้วก็สร้างอาคารขึ้น จากขี้กระบอง-ฮิลล์ตอนนั้น ก็มาพบกับพี่มาโนช ผมก็ค่อยมาสร้างกลุ่มคมดาวขึ้นมาทีหลังร่วมกับพี่เขา” ราโมกข์ย้อนความหลังเมื่อครั้งอยู่ในวัยแสวงหา “แต่ละคนส่วนมากจะมีพื้นฐานทางการอ่านมาก่อน อย่างราโมกข์ก็อ่านหนังสือ เขียนหนังสือมาก่อน แกก็จะมีข้อมูลเรื่องการอ่านการเขียนเยอะกว่าเพื่อน ส่วนผมส่วนหนึ่งก็เคยอ่านมาก่อน ก่อนที่จะมาคุย พอมาเรียนค่อยมาอ่านทฤษฎี พวกปรัชญาการเมือง ค่อยมาสู่เรื่องวรรณกรรม ส่วนมากเป็นอย่างนี้ พอได้มาอยู่รวมกันก็มีบรรยากาศของการอ่านเพิ่มมากขึ้น ได้คุยได้แลกเปลี่ยนกัน เรามาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เลยมีโอกาสได้อ่าน ได้คิด ได้ถกเถียงกันมากขึ้น” พนัสให้คำอธิบายเพิ่มเติม ในปัจจุบันสมาชิกกลุ่มคมดาวแต่ละคนต่างก็มีภารกิจส่วนตัวต้องรับผิดชอบทั้งด้านหน้าที่การงานและด้านครอบครัว ทำให้มีเวลามาพบปะพูดคุยกันน้อยลง ประกอบกับแต่ละคนก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น

เศรษฐใส สายโกสีย์และพนัส ดอกบัวเริ่มหันมาทำงานด้านศิลปะเป็นหลัก โดยเคลื่อนไหวเรื่องศิลปะร่วมกับกลุ่มลองติจูด 105 กลุ่มคนทำงานศิลปะของอุบลราชธานี ขณะที่ราโมกข์ วรัศชญากรก็ยังคงเป็นหลักในด้านการทำงานวรรณกรรมร่วมกับมาโนช พรหมสิงห์ ราโมกข์กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ตอนนี้กลุ่มคมดาวส่วนใหญ่ก็ทำงาน นอกจากการรวมกลุ่มและพบปะพูดคุย ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างจะน้อยลงไป แต่ว่าผลงานก็จะเน้นมาทางหนังสือทำมือ ที่ทำมาก็จะมีของเศรษฐใส ของทัสนัย โคตรทม ของพี่มาโนช แต่จะมีช่วงที่คึกคักหน่อยตอนประกวดหนังสือทำมือครั้งแรกที่ MBK งานของพี่มาโนชก็ได้รับรางวัล ทำให้คมดาวค่อนข้างจะได้รับการพูดถึงอยู่พอสมควร แต่ว่าต่อไปนี่ก็ค่อนข้างที่จะหนักอยู่ว่าจะเป็นยังไงต่อ” “งานวรรณกรรมจะไม่ทิ้ง งานศิลปะก็จะไม่ทิ้ง และงานอนุรักษ์เราก็จะไม่ทิ้ง” เศรษฐใสย้ำหนักแน่น “สามงานนี้พยายามที่จะให้มันอยู่ด้วยกันได้ตลอด ตอนนี้งานหลัก ๆ ก็คือวรรณกรรมกับศิลปะ อย่างวรรณกรรมพี่มาโนชก็เป็นหลักเลย ที่คุยกันถ้ามีเวลาก็คงจะทำหนังสือทำมือกันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงนี้ภาระทุกคนเยอะ คงไม่ทิ้ง อย่างผมกับยิตสาต (ชื่อที่พนัสใช้ในงานเขียน) ก็คุยกันอยู่ว่าทำอย่างไรเราจะเอากลุ่มของราโมกข์ ของพี่มาโนช ของทุกคนภายในกลุ่มที่เป็นหลัก แสดงงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพลายเส้น ภาพอะไร เรามีความคิดกันว่าอยากจะทำ ก็พูดคุยกัน อย่างหนังสือก็จะทำ งานศิลปะก็อยากจะแสดง กิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรมเราก็ออกเงินกันเอง บางครั้งมันก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตด้วย มันก็ต้องหยุด ๆ กันไปก่อน มันไม่เหมือนกับสมัยเป็นนักศึกษา อย่างทำหนังสือใครมีตังค์ก็ออก” เมื่อเอ่ยถึงหนังสือทำมือ เราสงสัยว่ามันจะเป็นทางออกสำหรับกลุ่มคนทำงานวรรณกรรมกลุ่มเล็ก ๆ อย่างกลุ่มคมดาวได้หรือไม่ ราโมกข์ให้คำตอบว่า “ผมว่าเป็นทางออกเพียงแค่ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างเราที่แรงเราทำได้แค่นี้ เราก็ทำแบบนี้ แล้วมันก็ค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับความเป็นตัวเราเยอะ เราได้ลงมือทำ ได้ใช้ทุกอย่างที่เป็นตัวเรา ใช้ความคิด จินตนาการ จิตวิญญาณ เวลาเราทำเรามีความสุขกับมัน แต่พอทำเสร็จมันก็เหนื่อย บางทีก็ต้องพักผ่อน เว้นระยะไปซักหน่อย มีเวลาทบทวนอะไรซักหน่อย แล้วผมว่ามันก็ยังเป็นช่องทางที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาในสายงานเขียน แม้แต่ผมนะครับ ถ้าผมจะมีงานเขียนซักเล่ม ผมตั้งใจไว้เลยว่างานเขียนเล่มแรกจะต้องเป็นหนังสือทำมือนะ ผมก็ทำมาสำเร็จแล้ว ส่วนต่อไปจะเป็นยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ล่าสุด จากเครือข่ายที่สร้างผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนของครูสลา คุณวุฒิ ทางกลุ่มสามารถนำผู้ฟังบางส่วนเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายศิลปะ วรรณกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว” โดยนำเด็กและผู้ปกครองมาทำกิจกรรมทางด้านศิลปะและวรรณกรรมร่วมกัน เป็นแนวทางใหม่ที่ทางกลุ่มเห็นว่าจะสามารถเพาะนิสัยรักการอ่านการเขียนขึ้นในกลุ่มเยาวชนได้กว้างขวางมากขึ้น นอกจากการรับเชิญไปเป็นวิทยากร อ่านบทกวี ออกร้านขายของ หรือแสดงละครตามสถาบันการศึกษาและตามงานกิจกรรมต่าง ๆ 

เด็กเป็นความสดใสชื่นบาน เป็นเหมือนสิ่งทดแทนความหวังและความใฝ่ฝันของเหล่านักโทษ ประดุจเดียวกันกับดอกไม้ที่ผลิดอกอยู่ในคุก คุกที่มีเพียงรั้วไม้ไผ่ผุ ๆ กับแนวต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเรียงรายรกครึ้มทุกด้าน แต่ไม่เคยเลยที่ใครจะหลบหนีเล็ดลอดออกจากที่แห่งนี้ไปได้ แม้จะได้พยายามและหลุดไปสู่เสรีภาพ แต่ไม่นานหรอกทุกคนก็จะกลับมาสู่การจองจำเสมอ” (เรื่องสั้น คุกดอกไม้ โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

แวดวงวรรณกรรมไทย

อากาศเย็นสบายใต้ร่มไม้ยามค่ำคืนที่บ้านของพนัส ดอกบัว ทำให้บทสนทนาของวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ “วงการวรรณกรรม วงการหนังสือทุกวันนี้ทุนมันเข้าไปเยอะ มันเห็นช่องทางที่จะสร้างกำไรได้” มาโนชแสดงความคิดเห็นพร้อมกับปล่อยควันบุหรี่โชยเอื่อย “สื่อมันเห็นช่องทางที่จะเข้าไปทำกำไรตรงนี้ แม้แต่ อาร์.เอส. ก็ยังไปทำหนังสือ มันเลยทำให้วรรณกรรมไทยบิดผันไป อีกอย่างหนึ่งก็กระแสโลกาภิวัตน์มันทำให้แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขายได้ มันมาบดบังหนังสือไทย แล้วบางอย่างมันทำให้วรรณกรรมไทยผิดธรรมชาติ เช่น พวกรางวัล ปีบทกวีก็จะพิมพ์แต่บทกวี เราอยากอ่านเรื่องสั้นมันก็ไม่มี เราอยากอ่านเรื่องสั้นในปีนวนิยายมันก็หายาก รางวัลมีส่วนในการทำให้ตรงนี้มันเป็นอย่างนี้ มันเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แล้วคนไทยก็จะอ่านหนังสือที่ได้รางวัลปีละเล่ม รอซื้อเล่มนี้แหละ เล่มอื่นไม่สนใจ “รัฐบาลควรจะทำยังไงก็ได้ที่จะทำให้วัฒนธรรมการอ่านมันดีขึ้น มันเติบโตขึ้น ราคากระดาษก็ให้มันต่ำลงบ้าง มาดูแลตรงนี้บ้าง เพิ่มค่าเรื่องให้นักเขียน ถ้าระดมคิดกันจริง ๆ มันก็น่าจะทำได้นะ เพราะหนังสือมันเป็นภูมิปัญญาของประเทศชาติ การอ่านถ้ามันเติบใหญ่ คนก็จะมีความคิดความอ่าน คนก็จะรู้จะเจริญขึ้น อย่าไปมุ่งแต่ GDP การส่งออกอะไรมากนัก “ผมว่านักเขียนไทยที่ดี ๆ ก็มีเยอะอยู่นะ ก็ส่งเสริมให้คนในชาตินิยมไทย อ่านของไทยมั่ง ความอยู่รอดของนักเขียนมันก็มันก็มีส่วนทำให้นักเขียนไทยไม่เหมือนนักเขียนต่างประเทศ การที่จะไปขบคิด การได้ค่าเรื่องไปก่อนที่จะลงมือทำงานอะไรซักอย่างหนึ่งนี่ บางทีมันต้องห่วงเรื่องปากท้องก่อน นักเขียนไทยก็เลย โอย… ต้องไปปลูกดอกไม้ด้วย” พูดจบ ทั้งวงก็พร้อมใจกันส่งเสียงหัวเราะครืน ขณะที่เศรษฐใสให้ทัศนะว่า “ผมจะอ่านงานแปลมากกว่างานของคนไทย เพราะผมมองว่างานของคนไทยหลัง ๆ มาเขียนได้ไม่ดี หลัง ๆ มาผมแทบจะไม่อ่าน เพราะผมอ่านแล้วมันจะไม่เหมือนกับงานยุคเก่าที่เคยลงตีพิมพ์ในสยามรัฐ ในมติชน ตอนนั้นเป็นงานเขียนที่ดีมาก ๆ การใช้ภาษา การให้แง่คิด การใช้คำที่ไม่เยิ่นเย้อเกินไป แต่ทุกวันนี้ผมต้องยอมรับว่างานเขียนของคนไทยทุกวันนี้ ผมว่า หนึ่ง ใช้คำเยิ่นเย้อ สอง แง่มุมซ้ำ วน ๆ เวียน ๆ มันไม่ไปไหน มันไม่มีการพัฒนา ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พอเรามาอ่านงานแปล เรื่องสั้นหน้าเดียวอย่างนี้ แต่มันให้ความรู้สึกที่แหลมคม ใช้คำง่าย ๆ ก็เลยเกิดความแตกต่าง” เราคุยกับราโมกข์ในเรื่องเดียวกันนี้ในวันถัดมา “ผมอ่านเป็นบางคน อ่านเป็นบางชิ้น มันออกมาเยอะ ๆ บางทีเราตามอ่านไม่ทัน ผมว่ามันไปผูกติดกับเรื่องการขาย เรื่องการตลาดเยอะ แต่ว่าที่มีคุณภาพ ที่ให้แง่มุมอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างจะน้อย แต่ว่าถ้าวัยรุ่นอ่านก็จะมีกลุ่มใหม่ ๆ ของเขา เดี๋ยวจะว่าเราใช้แว่นตาข้างเดียว แต่ว่าอีกข้างหนึ่งมันก็มีกลุ่มอ่านอีกแบบหนึ่ง บริโภคอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน” เช่นเดียวกับบทกวีที่ราโมกข์มองว่าในปัจจุบันมีตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารน้อยลง และขาดความต่อเนื่องของนักเขียน

“ในช่วงที่ผมเรียน ผมรู้สึกว่ามันคึกคักนะ รุ่นกวีหน้าราม มีการวิพากษ์วิจารณ์งานกัน เราก็สามารถจะรับได้จากสื่อ แล้วเราก็มานั่งคุยกันในวง ผมว่ามันสร้างสีสัน สร้างบรรยากาศ ส่วนหนึ่งผมว่ามันขาดการวิจารณ์ บางทีบทกวีอย่างในมติชนเยอะ ๆ อย่างนี้ ก็ไม่มีใครที่จะลุกขึ้นมาวิจารณ์บทกวี แต่ถ้ามีก็มาพูดถึงสั้น ๆ ไม่ได้เจาะลึก บางทีคนอ่านอยากได้กระจกอีกบานหนึ่งสะท้อนเข้ามา มันค่อนข้างจะมีน้อย เดี๋ยวนี้ยิ่งไม่ค่อยมี” “ผมอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า การเขียนหนังสือของผมก็คือการปลูกดอกไม้นั่นเอง และหากชั่วชีวิตนี้สามารถจะเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องได้งดงามเทียบเท่าดอกไม้หนึ่งดอกในสวนอันกว้างใหญ่ไพศาล ผมก็คงเป็นสุขไม่น้อย

“ใครอาจมองว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย มิได้สลักสำคัญแต่อย่างใด แต่สำหรับคนเขียนหนังสือซึ่งปลูกดอกไม้คนหนึ่ง มันคือความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ในวิถีแห่งเขา” (คัดจากบางส่วนของ คำนำนักเขียน ในรวมเรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค)

 

สุดท้ายที่รอเริ่มต้น

ดอกไม้มันผลิบาน มันร่วงโรย มันก็คู่กัน” ดึกพอสมควรแล้ว บรรยากาศรายรอบเริ่มนิ่งสงบ เสียงดนตรีของมวลหมู่แมลงคล้ายมโหรีนำเข้าสู่ห้วงขณะสุดท้ายของการสนทนา มาโนช พรหมสิงห์ยังอยู่ในอิริยาบถสบาย ๆ บนเก้าอี้ไม้ใต้ร่มเงาของค่ำคืน “โดยสังขาร โดยเรียวแรงก็แก่อยู่ แต่ผมมีความรู้สึกว่ายังมีคนหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในตัวผม เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความรู้สึกว่า ‘เราเป็นหนุ่มอยู่นี่’ ในอารมณ์ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่ส่องกระจกดู ‘โห หัวหงอก หนวดหงอกแล้ว’ เดี๋ยวมาถึงวัยผม เราก็จะมีความรู้สึกแบบนั้น มันมีคนอายุ 21 ปีคนหนึ่งอยู่ในเรา เราจะมีความรู้สึกว่า เรามองโลก มองสาว มองอะไรอย่างไม่ใช่คนแก่” พวกเรานั่งฟังพร้อมกับอมยิ้มพร้อมกัน “เรายังมีความรู้สึกว่า ‘หญิงสาวคนนี้สวยจริง ๆ อยากจะมองและเก็บไว้ในใจ’ ทั้ง ๆ ที่ส่องกระจกดูหงอกแล้ว มันก็อาจจะเฒ่าหัวงู แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก มันเป็นความโรแมนติกอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ที่เรายังมองแสงแดดอย่างสวยงามอยู่ได้นั่นน่ะ ไม่หดหู่ ยังมองดอกหญ้าได้สวยอยู่ เก็บทับติดส่ง ส.ค.ส. ให้เพื่อน หรือเขียนหนังสือ เขียนบทกวี ถ้าใครคนหนึ่งได้อ่านไม่เห็นหน้าก็ หมอนี่คงเพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ “ช่วงปี 36-37 นี่ บางคนเขาว่า ‘มาโนช! นึกว่าเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหรือเด็กมหาวิทยาลัย’ เพราะฉะนั้นบทกวีก็ยังหวานได้ ตายวันไหนถึงจะไม่หนุ่ม แต่ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยสังขารที่มันชักจะเดินเหนื่อยแล้วอย่างนี้ มันก็รู้สึกว่าแก่แล้วนะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็ยังอ่าน ญามิลายอดรัก ได้อย่างซาบซึ้งอยู่ ก็ยังไม่อ่านธรรมะ ผมไม่ได้อ่านธรรมะ เพราะธรรมะมันก็แฝงอยู่ในวรรณกรรม แต่ถึงวันหนึ่งก็อาจจะอ่านละมั้ง ต้องขวนขวายหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน วันนี้จะห้าสิบแล้วก็ยังอ่าน ญามิลายอดรัก ได้ซาบซึ้ง ยังอ่าน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน เหมือนเราเป็นนกนางนวลอยู่” น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ใหญ่ใจดีคนนี้ทำให้เราอดคิดถึงชีวิตในภายภาคหน้าของตัวเองไม่ได้ ขณะที่อยู่ในระหว่างเดินทางกลับ คำพูดหนึ่งของมาโนช พรหมสิงห์ ยังดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของพวกเรา “ถ้าเราอ่านวรรณกรรมด้วย ใจเราจะอ่อนลง มันจะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นนะ”

 

วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 Bye Bye Blue Sky ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

หมายเหตุ: เรื่องและภาพเป็นของเจ้าของผลงานและวารสารหนังสือใต้ดิน อนุญาตให้นำไปเผยแพร่เฉพาะในกิจกรรมที่ปราศจากผลประโยชน์ทางพาณิชย์ การนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา และหมายเหตุการณ์ตีพิมพ์ครั้งแรกตามมรรยาทอันดีงาม

Written by ksamphan

March 31, 2013 at 8:54 am

กนกพงศ์ยังคงอยู่

leave a comment »

kanokpong_3

คิดถึงกนกพงศ์

น้ำตาดาวพราวหยาดลงหวาดไหว

สะท้านดงพงไพรดูพราวพร่าง

ไม้ใหญ่ในค่ำคืนยืนคร่ำคราง

ป่าน้ำค้างครวญร่ำพร่ำพิไร

ในวิตกกนกเปลวยังแปลบปลาบ

ดังถูกสาปไปตราบสิ้นอสงไขย

โมหะจิตอวิชชามหาประลัย

เพียงมนุษย์หลุดพ้นได้โดยลำพัง

โอ  เบื้องหน้าสะพานขาดหวาดวิตก

สิ้นเสียงนกระวังไพรช่างไร้หวัง

คืนไร้เดือนเคยเตือนภัยให้ระวัง

ฟ้าไร้ดาวมืดดั่งเพดานดำ

หุบเขาฝนโปรยไพรในใจมนุษย์

สิ้นสุดฝนปรายโปรยจึงโหยพร่ำ

สายธารเหือดจวนจะแห้งแล้งระยำ

ฟ้าระห่ำโพยมหนฝนโปรยไพร

โลกใบเล็กของปัจเจกอันบรรเจิด

โดนระเบิดทุนบ้ามนต์สาไถย

หมุนกงล้อบดขยี้วิถีใจ

โลกใบใหญ่มืดมิดอนิจจา

คิดถึงกันบ้างไหม  ฉันใคร่ถาม

ขณะข้ามสะพานดาวพราวเวหา

รู้  เธอไม่สิ้นหวังยังมองมา

ยังปรุงค่าโปรยคำอันล้ำเลอ

แผ่นดินใจไยถวิลแผ่นดินอื่น

เพียงเราตื่นระลึกรู้อยู่เสมอ

รับรู้เธออยู่ใกล้  ใช่ละเมอ

คิดถึงเธอ  “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์”

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

กุมภาพันธ์ 2552

 

kanokpong1“ด้วยวิถีแห่งพันธะ; งานเขียนคือการแสดงทัศนะต่อชีวิตและสังคม ตั้งคำถามต่อสองสิ่งดังกล่าว ทั้งพยายามค้นหาคำตอบ, ทำความเข้าใจ นี่เป็นงานอันยากลำบาก เสมือนจะเกินเลยไปจากศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่งพึงมี หลายปีมานี้ผมจึงเกิดความรู้สึกว่างานหนักของนักเขียนไม่ได้อยู่ที่การนั่งตอกพิมพ์ดีดหามรุ่งหามค่ำ ทว่ากลับอยู่ที่การพยายามทำความเข้าใจชีวิตและสังคมเป็นสำคัญ เริ่มจากตัวเอง ก่อนขยายขอบเขตออกไปสู่คนรอบข้าง…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ค่ำคืนของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ People Space แกลเลอรีขนาดย่อมบริเวณแพร่งภูธร เพื่อรำลึกถึงการจากไปของนักเขียนคนหนึ่ง

“นักเขียน” ที่มีงานเขียนหนังสือเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ

ถึงแม้ป่าคอนกรีตจะแห้งแล้งและแข็งกระด้าง แต่บรรยากาศในค่ำคืนวันนั้นก็อบอวลไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความยกย่องนับถือ ที่มนุษย์มีให้กับมนุษย์อีกผู้หนึ่ง

ความชุ่มชื้นฉ่ำเย็น ณ หุบเขาฝนโปรยไพร จึงดูเหมือนจะแผ่คลุมมาถึงเมืองหลวง ช่วยปลอบประโลมจิตใจของญาติพี่น้องและมิตรสหายให้คลายความห่วงหา และเป็นเชื้อพลังสำหรับผู้ที่ยังอยู่ให้ก้าวเดินต่อไป

“กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” สิ้นลมหายใจในวันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงชื่อและผลงาน ที่จักคงอยู่สืบไป

 

“โดยปริยาย; การทำความเข้าใจดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการจัดระบบชีวิตตนเอง ประสานความคิด, ความเชื่อ และศรัทธาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการแห่งพฤติกรรม เป็นเรื่องยากที่นักเขียนคนใดจักสามารถเสกสร้างงานเขียนขึ้นมาท่ามกลางภาวะขัดแย้งของบรรดาสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อ ‘งานเขียน’ เป็นแต่เพียงส่วนยอดของภูเขาซึ่งโผล่พ้นผืนดินขึ้นมาให้เห็น เป็นเพียง ‘ดอกผล’ ของชีวิตซึ่งผลิบานขึ้นมาให้ผู้ผ่านทางได้เชยชม เบื้องหลังของงานเขียนคือชีวิตทั้งชีวิต เบื้องหลังวรรณกรรมคือตัวตนสัมบูรณ์ของนักเขียน และแน่นอน… สัมฤทธิผลของงานเขียนย่อมมีรากฐานมาจากศักยภาพของชีวิต”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ขจรฤทธิ์ รักษา  จตุพล บุญพรัด  และไพวรินทร์ ขาวงาม  เป็นตัวแทนของมิตรสหายในวงสนทนารำลึกความหลัง  ขจรฤทธิ์กล่าวขอบคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ เจ้าภาพในการจัดงาน และผู้ที่มาร่วมงาน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และประโยคที่ว่า “ผมรักเขามาก” ก็เพียงพอสำหรับคำอธิบายถึงมิตรภาพระหว่างเขากับกนกพงศ์

ในขณะที่จตุพลคือรุ่นพี่ร่วมโรงเรียนเดียวกัน ก่อนที่จะได้รู้จักกับกนกพงศ์ในช่วงที่ตั้งกลุ่ม “นกสีเหลือง” ร่วมกับมิตรสหายในแวดวงวรรณกรรม และเขาคือคนแรกๆ ที่ได้อ่านเรื่องสั้นของกนกพงศ์ตั้งแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์รวมเล่ม “ผมคือชีชั่งชง ไม่ใช่ชงประเด็นอะไรต่างๆ แต่ชงกาแฟให้เพื่อนทั้งคืน เพื่อให้เพื่อนเหล่านี้ได้เล่นไพ่กัน แล้วก็พูดคุยกัน วันนี้คุณเวียงวู่วาม หัวโจกใหญ่ ไม่มา คุณเวียงวู่วามคือเวียง-วชิระ บัวสนธ์ แหล่งที่เราพบกัน ส่วนใหญ่ก็จะไปขลุกกันที่บ้านผมที่เทเวศร์ เพราะว่ามันสะดวกในการก่อการ กนกพงศ์กำลังเป็นดาวรุ่งในการเขียนเรื่องสั้นในขณะนั้น เขาหอบเรื่องสั้นชุด สะพานขาด (2534) มาให้พวกเราอ่าน เข้าแฟ้มประมาณวิทยานิพนธ์เล่มโต ตีหัวใครก็สลบเลย เรื่องสั้นชุด สะพานขาด ถึง คนใบเลี้ยงเดี่ยว (2535) อยู่ในแฟ้มนั้น  เจตนาในการตั้งกลุ่มนกสีเหลืองขึ้นมาก็เพื่อบรรยากาศแบบนี้ หลังจากที่เห็นรุ่นพี่กลุ่มถนนหนังสือเขาก่อการขึ้นมา เป็นสี่ขุนพลนักเขียน คือจำลอง ฝั่งชลจิตร  วัฒน์ วรรลยางกูร  มาลา คำจันทร์  และชาติ กอบจิตติ”

“เขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียนเท่านั้น ไม่เป็นอะไรอื่นอีกเลย” จตุพลกล่าวถึงความมุ่งมั่นของมิตรสหายรุ่นน้อง “ด้วยเข็มทิศอันมุ่งมั่น อันแน่นอนชัดเจน ไม่เคยแปรเปลี่ยน ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น จนเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ไม่ยอมเรียน ออกมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียน ชัดเจนแน่นอน”

ส่วนไพวรินทร์ได้พบกับกนกพงศ์ในช่วงที่ทำงานกับกลุ่มนกสีเหลือง มิตรภาพของทั้งสองคนเริ่มต้นจากบทกวี “ประมาณปี 2529 ผมมีหนังสือรวมเล่มเล่มที่สองชื่อ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ ตอนนั้นกนกพงศ์เขายังเรียนอยู่ ผมจำได้ว่าเขาจะทำหนังสือรับน้องใหม่ เขาก็เขียนจดหมายมาหาผม ไม่รู้ว่าเขาไปได้ที่อยู่มาจากไหน ขอบทกวีไปลงในหนังสือรับน้องใหม่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ”

ไพวรินทร์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกนกพงศ์ให้ฟังว่า “เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกัน บางทีคุยกันแทบทั้งคืน ไม่รู้คุยอะไร คุยได้ตั้งแต่เรื่องเหตุผล จนถึงเรื่องไร้เหตุผล เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องอะไรต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาพูดกับผมว่า คุณคิดไหมว่า บางทีชีวิตเราที่เห็นอยู่ เป็นเพียงแค่ภาพฝันของพระเจ้า พอพระเจ้าตื่นขึ้นมา พวกเราก็สลายไป นี่คือเขาไม่ใช่คนที่คิดในเชิงวัตถุดิบตามหมู่บ้านอย่างเดียว  เออ ใช่ บางครั้งผมก็เชื่ออย่างนั้น บางครั้งแค่พระเจ้ากะพริบตา เราก็หายไปแล้วจากโลกนี้ และหลายเรื่องที่เขาชอบพูด ที่ทำให้ผมได้รับแรงบันดาลใจ เช่น เขาพูดว่า คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยเรื่องเล่า ที่เรารู้เรื่องร้อยปีพันปีก่อนเพราะมีนักเล่าเรื่อง เพราะฉะนั้น คุณกนกพงศ์จะเป็นนักเล่าเรื่องชั้นดีคนหนึ่งของยุคสมัย เขามีเรื่องอะไรเขาจะเอามาเล่า จากเรื่องที่บางทีไม่เป็นเรื่องเป็นราว ก็มาสังเคราะห์ให้เป็นเรื่องเป็นราว และเล่าให้มันเกิดชีวิตใหม่ นี่คือแรงบันดาลใจที่ต่อเนื่องกันมา ส่วนในช่วงหลังๆ ที่เขาลงไปอยู่ทางโน้น (อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช) พูดถึงอุดมคติของเขาในฐานะนักเขียนหนุ่ม ผมก็ยอมรับว่า ถ้าดื่ม ก็คือดื่มค่อนข้างเพียว ไอ้ผมจะเป็นพวกค่อนข้างผสมน้ำ ผสมโซดา ผมไปอยู่กับเขา เขาทำกับข้าวให้ผมกิน ผมก็เห็นว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ เขาทำกับข้าวอร่อยมาก ชีวิตของเขาที่อยู่ที่นั่น เขาจะก่อเตาฟืน หุงข้าวด้วยฟืน บางทีก็ชวนผมไปปีนต้นชมพู่ ต้นละมุด คือเขาใช้ชีวิตอยู่แบบนั้น ซึ่งถ้าผมไปวันสองวัน ผมก็ถือว่าผมมีความสุข แต่ถ้าให้ผมไปอยู่เช่นนั้นซักเดือนสองเดือน ผมอาจจะต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าระหว่างที่เขาอยู่ที่นั่น เขาได้ต่อสู้กับอะไรบ้าง ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ล้วนต้องไปต่อสู้กับสิ่งที่เราคิดไม่ถึง แต่เราจะเอาชนะหรือยอมแพ้ หรือเราจะเก็บงำไว้แค่ไหน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขาต้องมีความในใจของเขาที่เขาไม่ได้บอกใคร หรือบอก แต่อาจจะเพียงเปรยๆ”

หลังจากรำลึกความหลังกันพอให้หายคิดถึง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ก็ชวนคุยเรื่อง “เพื่อชีวิต” เขาถามถึงอนาคตของวรรณกรรมและนักเขียนเพื่อชีวิต ในฐานะที่กนกพงศ์เคยประกาศว่าเขาเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย

ไพวรินทร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  “สมัยที่พวกผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ คือช่วงทศวรรษ 2520-2530 ผมเคยบอกว่าเราเป็นเพียงหางๆ ของกระแสวรรณกรรมเพื่อชีวิต ตอนที่พวกผมเริ่มมีเรื่องสั้นและบทกวีลงตีพิมพ์นั้น เป็นช่วงที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตกำลังน่าเบื่อแล้ว ตอนนั้นคนกำลังออกจากป่า เพราะฉะนั้น เพื่อชีวิตใหม่มันก็แตกกิ่งออกไป บางคนใช้คำว่า ‘วรรณกรรมผ่านชีวิต’ เพราะถ้า ‘เพื่อชีวิต’ บางทีมันก็ต้องมานั่งเถียงกันอีกว่าอันไหนเพื่อ อันไหนไม่เพื่อ แต่ถ้าเราเขียนเรื่องที่มันผ่านชีวิตจริงของเรา หรือชีวิตที่เราคิดถึงมันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องเล่าชนิดหนึ่งได้…

“ผมยังเชื่อว่าเรื่องเล่าของชีวิตจะยังคงอยู่… ผมเชื่อมั่นในตัวเองว่า ผมยังรักษาอุดมคติและอุดมการณ์ลึกๆ เล็กๆ ของผม บนทางของผมเอง ช่วงหนึ่งเราเรียกร้องวงใหญ่มาก เราใช้อุดมการณ์วงใหญ่ ใช้อุดมคติวงกว้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว เราพบว่ามันล้มเหลว เพราะเพื่อนที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา หายหน้าไปหมด และไปเป็นอีกข้าง อีกฝ่าย อีกกลุ่ม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนะ พูดถึงว่าเขาไปยืนอยู่ในจุดที่ผมรับไม่ได้ ก็เหมือนกับที่คุณกนกพงศ์เขาก็รับไม่ได้กับเพื่อนอีกหลายกลุ่ม อีกหลายคน แต่ผมถือว่าเราก็ต้องยืนหยัด ด้วยกาลเวลา ด้วยอะไรลึกๆ ของตัวเอง ถ้าอีกสิบปีข้างหน้าผมจะล้มเหลวหรือพ่ายแพ้แก่ตัวเอง อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ผมยังถือว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติของชีวิตยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่ใช้คำว่า ‘เพื่อชีวิต’ แล้วก็ตาม”

หลังจากไพวรินทร์พูดจบ ก็ถึงคราวของขจรฤทธิ์ “เพื่อชีวิตจะอยู่หรือไม่อยู่ผมเองก็ไม่รู้ แต่ผมก็อ่านงานของกนกพงศ์ แล้วผมก็นั่งคุยกับพี่เจน (สงสมพันธุ์) คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะมีคนเขียนแบบกนกพงศ์อีกหรือเปล่า สำรวจในแผงหนังสือก็ไม่เห็นมีใครเขียน เพราะการเขียนแบบกนกพงศ์นี่ยาก ต้องไปอยู่ในพื้นที่ นั่งคิด กนกพงศ์นี่เป็นนักคิดนะครับ เล่มรัมมี่ด้วยกันสองวันสองคืนเนี่ย (ผู้ฟังหัวเราะครืน) คิดนานกว่าเพื่อน กว่าจะทิ้งใบนึงนี่คิดนาน แล้วก็มีหนวดอยู่นิดหนึ่ง มีเคราอยู่หน่อยนึง ดึงแล้วดึงอีก เป็นที่รำคาญของเพื่อน ปกติไม่ค่อยมีใครกล้าอำ มีผมอำ ‘ดึงทำไมวะ ดึงอยู่นั่นแหละ ทิ้งซะทีสิ’ เขาเป็นนักคิด ขนาดเล่มรัมมี่ ผมนี่ชอบเล่นรัมมี่เป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเพื่อนตายไปก็เสียดาย ขาหายไปขาหนึ่ง (เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่อีกรอบ)”

ศุ บุญเลี้ยง เป็นอีกผู้หนึ่งที่มาร่วมงาน เมื่อสบโอกาส ขจรฤทธิ์จึงขอให้เขาพูดอะไรถึงกนกพงศ์เล็กน้อย

พี่จุ้ยย้อนความหลังไปเมื่อครั้งยังผลิตนิตยสาร ไปยาลใหญ่ “วันหนึ่งผมก็ได้รับต้นฉบับจากทางใต้ ลงนามปากกาว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ส่งมาที่สำนักศิษย์สะดือ ซึ่งผลิตหนังสือแบบว่า กวนส้นตีนไปอีกแนวหนึ่ง ไม่ได้เพื่อชีวงชีวิตอะไร คือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ที่จริงเราไม่ได้รังเกียจงานเหล่านั้นเลย แต่เราไม่ได้คิดอยากจะเป็นอย่างพวกเขา เพราะเราเห็นว่าชีวิตบั้นปลายของพวกเขาจะลำบาก (หัวเราะครืน) ผมก็เอาต้นฉบับของกนกพงศ์มาอ่าน ผมคิดว่าเขาส่งเรื่องสั้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในความรู้สึกของเขา นี่ผมประเมินสถานการณ์นะครับ ผมคิดว่าถ้าเรื่องดีเขาไม่น่าจะส่งมาที่สำนักพิมพ์เรา ผมก็ให้บรรณาธิการใหญ่ดู ผ่านไปซักอาทิตย์หนึ่ง ผมก็เห็นต้นฉบับของกนกพงศ์ผ่านเข้าไปในแฟ้มงานเรื่องสั้นของ ไปยาลใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่าเขาเอามารวมพิมพ์ ผมคิดว่าเขาคงนึกสนุก คาดเดาว่าคงพนันกับเพื่อนว่าถ้าได้ลงมึงเลี้ยงนะ ถ้าไม่ได้ลงกูเลี้ยง อะไรประมาณนี้ เป็นความสนุกของคนหนุ่ม ผมเชื่ออย่างนั้น ก็ผ่านบรรณาธิการ แล้วผมเป็นคนเอาออกในตอนท้าย ตอนที่บรรณาธิการเผลอ ไม่ได้รังเกียจอะไรนะครับ เป็นนิสัยบางอย่างซึ่งผมแอบประพฤติ… (ขจรฤทธิ์แซวว่าพี่จุ้ยคงหมั่นไส้ที่กนกพงศ์หล่อกว่า)”

“วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เราได้สูญเสียนักเขียนหนุ่มตลอดกาลไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ แม้กระทั่งวินาทีนี้ นักเขียนหนุ่มตลอดกาลของเราก็ยังอยู่กับเรา” จตุพลเริ่มต้นการสนทนาด้วยประโยคดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกๆ คน

 

kanokpong4“โดยนัยเดียวกัน; เราเสมือนกำลังทำงานอยู่บนความเชื่อและศรัทธาเฉพาะตน งานเขียนของเราจักกล่อมเกลาจิตใจของเราเป็นเบื้องต้น หลายปีมานี้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตได้ให้กำเนิดงานเขียน ขณะที่งานเขียนสร้างวิถีให้แก่ชีวิตก้าวเดินไป ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงการหลงวนอย่างหนึ่ง หรือกำลังเดินไปในครรลองซึ่งนำไปสู่คำตอบ? อย่างไรก็ตาม เมื่อการเดินทางยังไม่สิ้นสุด คงไม่อาจมีใครแจ้งชัดต่อจุดหมาย”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

“เวลาที่เราพูดถึงกนกพงศ์ คนจำนวนมากมักจะรู้สึกเหมือนกับพยายามจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับกนกพงศ์ แต่ถ้าถามผมซึ่งเป็นนักเขียน ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือสร้างอนุสาวรีย์ให้กับงานของกนกพงศ์” อนุสรณ์ ติปยานนท์ เริ่มต้นตั้งประเด็นสำหรับช่วง “ทรรศนะ-วิจารณ์”

“กนกพงศ์ตายไปแล้ว แต่ถ้าคุณไม่หยุดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้กนกพงศ์ ในที่สุดงานของกนกพงศ์ก็จะตายตามไปด้วย มิติที่มันลึกซึ้งจริงๆ ก็คือ เอางานของกนกพงศ์ที่เขียนหลังจากที่เขาได้รางวัลซีไรต์แล้วมาอ่าน แล้วดูว่าเขาทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้”

ในความเห็นของอนุสรณ์ เขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่กนกพงศ์กำลังเผชิญอยู่ก็คือ “ความโดดเดี่ยว”  อนุสรณ์อ้างถึงจดหมายส่วนตัวของกนกพงศ์ที่เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่ง “มันเป็นจดหมายที่ระบายว่า เขาพยายามเขียนหนังสืออย่างมากเลย แต่ไม่มีใครรอบตัวเขาที่อ่านงานที่เขาเขียน เขาเหมือนคนที่เดินอยู่ในป่าคนเดียว เดินวันแล้ววันเล่า พบต้นไม้นั้นปุ๊บ เอามาปลูก ผู้คนก็หลงลืม พบดอกไม้นั้นปุ๊บ เอามาวางที่โต๊ะ ผู้คนก็หลงลืม เขาเหมือนกับคนที่เมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว ถนนเส้นนี้มันเดินอยู่คนเดียวจริงๆ เวลาที่คุณเชิดชูคนถึงจุดหนึ่ง ถึงจุดสูงสุด เราเริ่มไม่แตะเขาปุ๊บ เขาก็เริ่มถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”

“ผมจะยกตัวอย่างหนังสือสองเล่มที่ผมคิดว่าคนที่รักและชื่นชมกนกพงศ์ควรจะอ่าน คือ นิทานประเทศ (2549) และ โลกหมุนรอบตัวเอง (2548)” อนุสรณ์เริ่มต้นวิจารณ์งานเขียนของกนกพงศ์ “ผมคิดว่าคุณไม่ต้องไปอ่าน แผ่นดินอื่น (2539) นี่ผมวิจารณ์แบบรุนแรง ใน แผ่นดินอื่น ถ้าคุณอ่านอย่างจริงจัง มันมีร่องรอยของการก็อปปี้อยู่จำนวนมาก มีอัลแบร์ กามูส์ อยู่สองเรื่องที่เห็นได้ชัด นแผ่นดินอื่นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ามล้มเหลวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นการพูดกับตัวเองคนเดียว หรือเรื่องที่พยายามจะพูดถึงแม่ แต่ถ้าคุณอ่าน โลกหมุนรอบตัวเอง คุณจะเห็นคนคนหนึ่งมานั่งอยู่บนโต๊ะ แล้วบอกว่า นับจากนี้ ผมจะฝ่าบางสิ่งซึ่งเป็นกับดักดักผมเอาไว้ ใน โลกหมุนรอบตัวเอง หลายเรื่องล้มเหลวมาก แต่ก็อย่างที่บอก ผมเห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวเพราะเขาอาจจะทำงานอยู่คนเดียว แต่พอมาอ่าน นิทานประเทศ ผมเห็นเลยว่าเขาฝ่าความล้มเหลว

“ผมยกตัวอย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งดีมาก เป็นเรื่องของคนขายโรตีชาวศรีลังกา เขามีลูก แล้วลูกของเขาก็ถูกลูกของคนเล่าเรื่องเอาไปผูกติดกับต้นไม้ แล้วก็เสียชีวิต  ด้วยความเป็นกนกพงศ์ กนกพงศ์เล่าเรื่องแค่นี้ด้วยจำนวนหน้าประมาณ 30 หน้า เล่าย้อนไปย้อนมา ผมรู้เลยว่ากนกพงศ์ได้รับอิทธิพลจาก วี. เอส. ไนพอล แต่เขาทำได้สำเร็จมากเลย เพราะมันไม่เหลือกลิ่นอายของ วี. เอส. ไนพอล… ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเขียนถึงลิงตัวหนึ่งกับก๊วนกัญชา ซึ่งมันเป็นเรื่องตลกมากเลย คือมันเป็นเรื่องไม่มีเรื่อง มันเป็นเรื่องของลิงตัวหนึ่งซึ่งไปอยู่กับก๊วนกัญชา แล้วก็เกิดอาการติดสัดขึ้นมา ในที่สุดเจ้าของก็เอาไปขังไว้ แต่ตอนที่เราอ่าน เรารู้เลยว่ากนกพงศ์พยายามบอกว่า เฮ้ย เรามองบางสิ่งจากมุมเล็กๆ บ้างได้ไหม ผมคิดว่าเขาพยายามจะบอกว่า ไอ้ grand narrative ซึ่งมันคุมวรรณกรรมเพื่อชีวิตมาเป็นเวลานาน คือต้องมีอุดมการณ์สูงส่ง ถ้าคุณไม่เชื่อมัน คุณทำอย่างอื่นได้ไหม ผมคิดว่านี่คือมิติที่น่าสนใจมากในการอ่านงานของกนกพงศ์ คือการตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าคุณไม่อยู่ในความเชื่อว่างานของกนกพงศ์สมบูรณ์แบบนะ คุณจะเห็นบางสิ่งเยอะมากเลย คุณจะเห็นเลยว่ามันมีร่องรอยของสิ่งที่มันไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่สมบูรณ์ เราจึงรู้เลยว่ามนุษย์คนนี้กำลังแสวงหาอยู่”

อนุสรณ์เห็นว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับนักเขียนก็คือ “เพื่อน” ที่จะคอยให้คำปรึกษา ทั้งในระหว่างการทำงานและหลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่กนกพงศ์ไม่มี “ของทุกอย่างในโลกมันมีการตรวจสอบ แต่มันเหมือนกับพอเขาเขียนเสร็จแล้ว เขาอาจจะเดินไปเดินมา ชงกาแฟ แล้วมันก็จบตรงนั้น ในขณะที่นักเขียนระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขามีคนอีกจำนวนมาก มีทั้ง บ.ก. มีทั้งคนรอบข้าง ที่จะเดินมา แล้วก็อ่าน แล้วบอกว่า ‘เฮ้ย มาร์เกซ คุณเพิ่มตรงนี้’ ‘มูราคามิ คุณเพิ่มตรงนี้ซิ’ หรือ ‘ฮอร์นบี ฉากนี้ยังไม่ขำ’ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก เพราะอะไร เพราะวรรณกรรมคือการประกอบสร้าง ยิ่งคุณประกอบสร้างผ่านหลายมือ มันคือการตกผลึก

“ผมมีความรู้สึกว่า เวลาเราพูดถึงคำว่า ‘การตกผลึกด้านวรรณกรรม’ เราชอบคิดว่าคนคนหนึ่งมานั่งอยู่กับที่ แล้วมันจะตกผลึก นั่นมันใช้ได้กับโรงน้ำแข็ง มันไม่ได้ใช้กับวรรณกรรม การตกผลึกก็คือการที่คุณต้องออกไปข้างนอก ให้คนเอาตีนถีบคุณ เอาไม้ฟาดหัวคุณ แล้วดูว่าคุณทนไหวไหม ถ้าคุณทนไหว นั่นแหละคือตกผลึก ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่กนกพงศ์เรียกร้องตลอดก็คือ มีใครซักคนมาฟาดหัวผมทีซิ แต่มันไม่มีไง มันเหมือนกับว่าพอเขาเขียนเสร็จปุ๊บ มันก็วางอยู่ตรงนั้น แล้วในที่สุดมันก็อยู่ตรงนั้น”

เช่นเดียวกับคำว่า “เพื่อชีวิต” ที่มักจะถูกผูกพ่วงอยู่กับคำว่า “กนกพงศ์” เสมอ อนุสรณ์เห็นว่าหากไม่แยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน ผู้อ่านก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งสร้างสรรค์ในงานเขียนของกนกพงศ์ “เพราะคุณพยายามจะคิดว่ามันต้องมีสูตรสำเร็จ วรรณกรรมเพื่อชีวิตมันน่าเบื่อ ในความเห็นของผม เพราะมันเป็น direct approach มันแทบจะมีสูตร หนึ่ง สอง สาม สี่ ก็คือ ยายแก่คนหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่าข้าวสารหมด กำลังจะเดินออกไปขอข้าวสาร พบว่าหลานเป็นไข้ เดินไปสถานีอนามัย สถานีอนามัยปิด คือมันเป็นการสร้างแบบ direct approach แต่กนกพงศ์ยุติทุกสิ่งหมดแล้วตั้งแต่ โลกหมุนรอบตัวเอง เขาพยายามจะบอกว่า เฮ้ย ถ้าคุณเชื่อผม คุณต้องเชื่อการเดินในทิศทางใหม่”

 

“แม้กระนั้น; ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึก, ความคิด และความเชื่อเฉพาะตน นักเขียนแต่ละคนต่างมี ‘วิถี’ แตกต่างกันไป สิ่งเดียวที่น่าจะเหมือนกันคือการวางเดิมพันต่องานเขียนด้วยชีวิต ในลักษณาการเช่นนี้ ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าคนเราต้องล้มลงสักกี่ครั้ง ถึงจะเรียนรู้การหยัดยืนอันมั่นคง?…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

 

openbooks review no. 1 (Summer 2009)

ธาตรี แสงมีอานุภาพ ถ่ายภาพ

Written by ksamphan

March 14, 2013 at 9:24 am

ท่าทีของสหรัฐฯ กับมหาอำนาจใหม่ของโลก

leave a comment »

U.S. President Barack Obama meets with China's Vice President Xi Jinping in the Oval Office of the White House in Washingtonการปกป้องรักษาแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางและสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน คือสาระสำคัญของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้ แต่ต่อจากนี้ไป ความสนใจของวอชิงตันจะหันเหไปสู่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาสู่เวทีระดับโลกอย่างรวดเร็ว และกำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฏเกณฑ์ใหม่ทางด้านการเงิน เทคโนโลยี การค้า อวกาศ และสภาพภูมิอากาศของโลก – สาธารณรัฐประชาชนจีน

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาก่อนหน้านี้นับสิบปี จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ ปูนซีเมนต์ และมลภาวะ ขีดความสามารถของกองทัพบกและกองทัพเรือที่กำลังรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ โครงการก่อสร้างมากมายมหาศาลที่หิวโหยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และพลังงาน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญอาจถกเถียงกันเกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน – โรเบิร์ต โฟเกล (Robert Fogel) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนจะมีขนาดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลกภายในปี 2583 ขณะที่คนอื่นๆ ประเมินต่ำกว่านั้น – แต่ที่แน่นอนก็คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

บางคนมองว่าการก้าวขึ้นมาของจีนหมายถึงการคุกคามต่อวิถีชีวิต มาร์ติน ฌากส์ (Martin Jacques) ผู้เขียน When China Rules the World จินตนาการว่า การก้าวขึ้นมาของจีนจะเป็นการล้มล้างหลักการและภูมิปัญญาของตะวันตก ขณะที่บางคนยืนกรานที่จะโยงไปสู่เรื่องสงครามเย็น โดยนำจีนเข้ามาแทนที่อดีตสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม คริสตินา ลาร์สัน (Christina Larson) บรรณาธิการนิตยสาร Foreign Policy เห็นว่า สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สหรัฐฯ และจีนจำต้องสานสัมพันธ์กันบนเวทีการเมืองโลก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองประเทศจะกลายเป็นมิตรรักกันแบบเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรในช่วงศตวรรษที่ 20

ลาร์สันเห็นว่าความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นรูปแบบเฉพาะซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายจะทั้งแข่งขันและร่วมมือในเวลาเดียวกัน เพื่อกำหนดรูปแบบและเกื้อหนุนระบบ (global system) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา  ในบางด้าน ความสัมพันธ์นี้อาจคล้ายกับลักษณะของกลุ่ม G-8 ที่ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เดินไปตามเส้นทางของแต่ละประเทศในประเด็นอื่นๆ  วอชิงตันและปักกิ่งจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในโครงสร้างความร่วมมือกันอย่างกลุ่ม G-20 หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation) ขณะเดียวกันก็พัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคี โดยทำงานใกล้ชิดกันในบางเรื่อง และเกะกะขัดขวางกันในเรื่องอื่น

แต่นี่ไม่ใช่การแต่งงานของสองฝ่ายที่เท่าเทียมกัน ลาร์สันเห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจที่ยากจะท้าทาย แน่นอนว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถของกองทัพของพวกเขาก็กำลังสูงขึ้น แต่สำหรับลาร์สัน จีนแสดงความสามารถให้เห็นน้อยมากในต่างแดน และแสดงความสนใจเพียงเล็กน้อยสำหรับการสนับสนุนระบบที่ช่วยค้ำจุนเสรษฐกิจของโลก  สำหรับตอนนี้ จีนเลือกที่จะเป็น “free-rider” ในระบบระหว่างประเทศที่ช่วยปกป้องเส้นทางการค้า เส้นทางการเดินเรือ และเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งอนุญาตให้ปักกิ่งสามารถมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาภายในประเทศของตนได้เต็มที่

การเลือกที่จะไม่พบกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) ในการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) สำหรับลาร์สัน นี่แสดงว่าปักกิ่งยังไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการเป็นผู้นำระดับโลก (บทความในนิตยสาร Newsweek อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่าเวินไม่มีอำนาจในการตัดสินใจสำหรับการพบปะกันครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหน้า เขาจึงส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งไปพบกับโอบามาแทน)

ลาร์สันเห็นว่าจีนจะยังคงแสดงศักยภาพและตักตวงผลประโยชน์ต่อไป รวมถึงการแสวงหาน้ำมัน ป่าไม้ และแร่ธาตุ ในทุกมุมบนพื้นโลก รวมถึงดวงจันทร์ (จีนเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการสำรวจอวกาศมากที่สุดในตอนนี้) เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง และสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามจำกัดการเติบโตของจีน

ความท้าทายที่แท้จริงของวอชิงตันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่กระตุ้นให้จีนสนับสนุนระบบที่พวกเขาได้ประโยชน์จากมัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ จะต้องบริหารจัดการความร่วมมืออันสลับซับซ้อนดังกล่าวด้วยแนวทางที่ชัดเจน

หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่หวานดูดดื่ม แต่ก็ต้องไม่ชิงชังจนมองหน้ากันไม่ได้

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 6:57 am

10 เรื่องที่คุณพลาดในปี 2552: การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในโลกที่คุณไม่ได้หันไปมอง

leave a comment »

โดย โจชัว อี. คีติง (Joshua E. Keating), Foreign Policy, ธันวาคม 2552

ตลอดระยะเวลา 1 ปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้จนเราไม่อาจกวาดสายตาไปมองได้ถ้วนทั่ว หรือเราเองที่เป็นฝ่ายเลือกที่จะไม่หันไปมองด้วยสาเหตุร้อยพัน กระทั่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง บางทีเราก็จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเฝ้ามองและสังเกต
กิจกรรมของมนุษย์คงดำเนินต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่โลกใบนี้ยังคงดำรงอยู่ และผลจากกิจกรรมเหล่านั้นก็จะสะท้อนกลับมาสู่ผู้คนบนโลก

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราส่วนใหญ่อาจไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ

จากความร่วมมือด้านกองทัพเรือ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสมดุลของพลังอำนาจทางการทหารในระหว่างสองภูมิภาค ความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยในระบบการออกหนังสือเดินทางของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงเส้นทางใหม่ล่าสุดของการเดินทางบนโลกใบนี้

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2552 ซึ่งไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนในวงกว้าง แต่แฝงฝังนัยสำคัญต่อความเป็นไปของผู้คนบนโลกจนไม่อาจมองข้ามเพิกเฉย

1. เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจ

การเดินทางผ่านเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในความสนใจของผู้คนมาช้านาน ในเดือนกันยายน 2552 เรือสินค้าจากเยอรมนี 2 ลำสร้างประวัติศาสตร์ในการเดินทางจากเอเชียตะวันออกสู่ยุโรปตะวันตกผ่านเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเชื่อมระหว่างรัสเซียกับอาร์กติก ก่อนหน้านี้ น้ำแข็งทำให้การเดินทางเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องขอขอบคุณอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นซึ่งทำให้ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ “มันแทบไม่มีน้ำแข็งอยู่ในเส้นทางเลย” กัปตันวาเลรี ดูรอฟ (Valeriy Durov) บอกกับ BBC “เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ผมทำงานอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอาร์กติก ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรแบบนี้ได้เลย”

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณไปถามใคร เส้นทางนี้เปรียบได้กับเหมืองทองสำหรับอุตสาหกรรมเรือขนส่งสินค้า มันช่วยย่นระยะทางและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับการเดินทางจากเอเชียสู่ยุโรป แต่สำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวนี้คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจกำลังดำเนินไปสู่จุดที่เป็นอันตราย

ความเห็นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ อีกสิบปีข้างหน้า น้ำแข็งในอาร์กติกส่วนใหญ่อาจจะละลายในช่วงฤดูร้อน ซึ่งผลที่จะตามมา—ระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก และการสูญพันธุ์ของสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ—นั้นเป็นที่รับรู้กันดี นอกจากนี้ อากาศที่อบอุ่นยังเปิดทางให้กับความเป็นไปได้ในการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียซึ่งปักธงอยู่ภายใต้ผืนน้ำแข็งอาร์กติกอยู่ก่อนแล้ว ได้อ้างสิทธิ์ในเส้นทางเข้าสู่ทรัพยากรธรรมชาติสายใหม่นี้ อันนำมาซึ่งความวิตกกังวลของประเทศใกล้เคียง เส้นทางสายใหม่นี้จะนำผลประโยชน์มาให้รัสเซียผ่านทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ท่าเรือทางฝั่งตะวันออก อุณหภูมิของการขับเคี่ยวเพื่อผลประโยชน์มหาศาลของอาร์กติกกำลังพุ่งสูงขึ้น แม้แต่ประเทศที่รักสันติอย่างแคนาดาก็ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเผชิญหน้าทางการทหารที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้

2. จุดเสี่ยงใหม่ในอิรัก

ขณะที่สื่อมวลชนระหว่างประเทศและแวดวงปัญญาชนได้หันเหความสนใจไปที่คาบูล (Kabul) ข่าวสารเกือบทั้งหมดที่ออกมาจากแบกแดด (Baghdad) ก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจ นี่เป็นโชคร้าย เพราะแม้ว่าจำนวนเหตุรุนแรงในอิรักจะลดลง แต่ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ห่างไกลจากจุดสิ้นสุด นับตั้งแต่การโจมตีเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่องของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ผู้ลี้ภัยจำนวน 2.7 ล้านคนที่ยังคงอยู่ในประเทศ และการเมืองที่ยังสมัครสมานปรองดองกันไม่ได้ อิรักยังคงมีจุดเสี่ยงอีกหลายจุดที่สามารถทำลายกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดอาจจะคือความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างชาวอิรักเชื้อสายอาหรับกับชาวเคิร์ด

ความสนใจที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้เน้นความสำคัญไปที่การอ้างสิทธิ์ของชาวเคิร์ดในเมืองเคอร์คุก (Kirkuk) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมัน แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า การพัฒนาเมืองไนน์เวห์ (Nineveh) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง—เมืองนี้อยู่ทางเหนือของเมืองโมซุล (Mosul)—อาจจะเป็นชนวนที่รอวันปะทุ พื้นที่นี้อยู่ทางใต้ของเขตแดนชาวเคิร์ด และมีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการจะแยกดินแดนไปเป็นประเทศเคอร์ดิสถาน (Kurdistan) หลังจากการบุกของกองทัพสหรัฐฯ ชาวเคิร์ดได้กลายเป็นผู้นำทางการเมืองในไนน์เวห์ สาเหตุหลักเป็นเพราะความเฉยเมยของชาวซุนนีย์ และการตั้งกองทหาร เพซเมอร์กา (peshmerga) ของชาวเคิร์ดขึ้นในพื้นที่ เพื่อความพยายามในการควบคุมเมือง

มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2552 เมื่อชาวซุนนีย์เดินขบวนประท้วงบริเวณพรรคอัล-ฮัดบา (al-Hadba) พรรคชาตินิยมของชาวอาหรับ ซึ่งประกาศนโยบายต่อต้านกองทหารเพซเมอร์กา และจะต่อสู้กับอิทธิพลของชาวเคิร์ด ทำให้พรรคได้รับชัยชนะอย่างหวุดหวิดในการเลือกตั้งที่เมืองไนน์เวห์ พรรคภราดรภาพเคิร์ด (Kurdish Fraternal List) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหลักของชาวเคิร์ด เดินออกจากที่ประชุมสภาของเมือง และประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมจนกว่าสมาชิกพรรคจะได้รับตำแหน่งผู้นำระดับอาวุโส

ปัญหาจากทั้งสองด้านนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการโจมตีจากกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระเบิดรถบรรทุกซึ่งทำให้ชาวเคิร์ดเสียชีวิต 20 คนในเดือนกันยายน 2552 ทางการอิรักและสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งในเมืองไนน์เวห์มากขึ้น ในฐานะปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำลายเสถียรภาพในอิรัก “หากไม่มีการเจรจา ความเสี่ยงที่ไนน์เวห์จะทำให้ทั้งประเทศต้องล้มครืน” ลูลูวา อัล-ราชิด (Loulouwa al-Rachid) นักวิเคราะห์อาวุโสของกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) กล่าวในเดือนกันยายน สัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าสถานการณ์กำลังตึงเครียดก็คือ กองทัพสหรัฐฯ ยังคงออกลาดตระเวนในเมืองโมซุลอีกหลายเดือนหลังจากการถอนกำลังอย่างเป็นทางการจากเมืองอื่นๆ ในอิรัก

3. สายด่วนสำหรับจีนและอินเดีย

“สายด่วน” ระหว่างผู้นำระดับโลก—เช่นเดียวกับ “โทรศัพท์สีแดง” (red telephone) ระหว่างมอสโกกับวอชิงตันภายหลังกรณีวิกฤตขีปนาวุธของคิวบา—ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด จีนและสหรัฐฯ นั้นมีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับอินเดียและปากีสถาน ในปี 2552 ผู้นำของอินเดียและจีนตกลงที่จะสร้างกลไกนี้ขึ้นระหว่างนิวเดลีกับปักกิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเขตแดน ว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งหลักของโลกที่มีหลายขั้วอำนาจในปัจจุบัน

มหาอำนาจใหม่ของเอเชียทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องพื้นที่บริเวณเขตทาวังแถบเทือกเขาหิมาลัย (Himalayan region of Tawang) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) ของอินเดีย ซึ่งจีนอ้างว่าในประวัติศาสตร์ พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิเบต ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนจีน ทั้งสองประเทศทำสงครามแย่งดินแดนแห่งนี้ในปี 2505 ซึ่งทำให้ทหารเสียชีวิตมากกว่า 2,000 นาย องค์ดาไล ลามะ (Dalai Lama) ซึ่งพำนักอยู่ในอินเดีย มีอิทธิพลอย่างมากในการแก้ปัญหาของพื้นที่ที่มีประชากรเชื้อสายทิเบตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งยิ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ มีทหารถูกส่งเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น และเอกสารของกองทัพอินเดียระบุว่ามีการปะทะกันบริเวณชายแดนทั้งหมด 270 ครั้ง และมีมากกว่า 2,300 กรณีที่ระบุว่าเป็น “การลาดตระเวนที่รุกล้ำเขตแดน” (aggressive border patrolling) จากฝ่ายจีนในปี 2551 มันโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้เดินทางมายังพื้นที่นี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการแสดงการประท้วงอย่างเป็นทางการและเป็นมาตรการตอบโต้ปักกิ่ง

ในเดือนมิถุนายน Times of India รายงานว่า ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ของจีน ให้คำแนะนำกับซิงห์ว่า สายด่วนจะช่วยให้ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหาร—หรือแม้แต่นิวเคลียร์—ระหว่างทั้งสองประเทศ แม้ว่าจะเป็นการป้องกันที่รอบคอบ แต่สายด่วนก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าทาวาง (Tawang) ก็มีสถานะไม่ต่างจากแคชเมียร์ (Kashmir) ในฐานะจุดเสี่ยงที่อันตรายที่สุดของเอเชีย

4. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ฟองใหม่?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกประสบกับวิกฤตทางการเงินก็คือ การคาดการณ์ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ แม้ว่าทรัพย์สินจำนวนมหาศาลจะถูกยึด และระบบเศรษฐกิจของโลกจะได้รับผลกระทบ แต่เจ้าของบ้านชาวอเมริกันอาจจะกำลังเริ่มทำในสิ่งที่ผิดพลาดแบบเดิมอีกครั้ง

หลังจากบอบช้ำจากราคาที่ลดต่ำลงเดือนต่อเดือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาบ้านในสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2552 ดัชนี S&P/Case-Shiller ซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดสำหรับดัชนีชี้วัดราคาบ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.4 เปอร์เซ็นต์ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม จากข้อมูลของ 18 ใน 20 เมือง ราคาบ้านยังคงต่ำกว่าราคาของปี 2551 อยู่ 13.3 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็ยังน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดอื่นๆ ที่ผลออกมาในทางบวก รวมถึงยอดขายบ้านและโครงการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น “เราได้ค้นพบจุดต่ำสุดแล้ว” นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งบอกกับ New York Times

แต่ โรเบิร์ต ชิลเลอร์ (Robert Shiller) นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นหนึ่งในผู้คิดค้นดัชนีดังกล่าว เห็นว่าตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเตือนมากกว่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เขาชี้ว่าข้อมูลจากการสำรวจแสดงถึงการที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่คิดว่าบ้านของพวกเขาจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมโหฬารในทศวรรษต่อไป เขากังวลว่า “วิธีคิดแบบฟองสบู่” (bubble thinking) จะกลับมาอีกครั้ง

“มันกลับกลายเป็นว่า การพุ่งขึ้นสูงสุดและลดลงต่ำสุดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากกลายเป็นนักเก็งกำไร” เขาเขียนไว้ใน New York Times

วิธีแก้ปัญหาวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลอาจจะนำไปสู่ปัญหาใหม่—สนับสนุนการซื้อบ้านที่ไม่มีความรับผิดชอบของประชาชนที่ไม่สามารถรับภาระนี้ได้—Federal Housing Administration (FHA) ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้จำนองเกือบสองล้านรายในปี 2552 มองเห็นอัตราส่วนของหนี้ที่ไม่ได้รับการชำระ ทรัพย์สินที่ถูกยึดซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์ในเดือนมิถุนายน และตัวแทนจำหน่ายที่สูญเสียเงินสำรองจากการไม่ได้รับชำระหนี้ คณะกรรมการของรัฐสภาได้รับการแต่งตั้งเพื่อตรวจสอบหนี้เสียเหล่านี้ แม้แต่ เบน เบอร์แนนเก้ (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ยังกล่าวว่าสภาคองเกรสควรชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียของการให้เงินกู้ของ FHA

แม้ดูเหมือนว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะสั้น และรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงแจกจ่ายแรงจูงใจให้กับผู้ที่มีบ้าน แต่มีความเสี่ยงว่าพฤติกรรมเก็งกำไรแบบไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการถดถอยครั้งใหญ่ อาจจะกำลังกลับมา

5. พลังจากพลเรือนที่เลือนหาย

ในเดือนพฤศจิกายน 2550 โรเบิร์ต เกตส์ (Robert Gates) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังที่มหาวิทยาลัยแคนซัสสเตต เขายอมรับว่า “ผลสำเร็จทางด้านการทหารไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะ” (military success is not sufficient to win) ต่อกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงดังเช่นในอิรักและอัฟกานิสถาน และเรียกร้องให้เพิ่มบทบาทและงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Agency for International Development: USAID)

ในอัฟกานิสถาน เมื่อเดือนมีนาคม 2552 ทีมงานของ บารัก โอบามา (Barack Obama) ดูเหมือนจะเดินตามแนวทางดังกล่าวด้วยการเรียกร้อง “พลังของพลเมือง” (civilian surge) จากกระทรวงการต่างประเทศและ USAID ในการทำงานร่วมกับทหารสหรัฐฯ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นในอัฟกานิสถาน “สิ่งที่เราไม่สามารถทำได้คือการคิดแค่เพียงว่าแนวทางด้านการทหารในอัฟกานิสถานจะสามารถแก้ปัญหาของเราได้” โอบามากล่าวในรายการ 60 Minutes ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เกตส์เสนอ

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่หนึ่งเดือนต่อมา รัฐบาลก็ขอให้เกตส์ส่งทหาร 300 นายเข้าไปทำหน้าที่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญฝ่ายพลเรือนในอัฟกานิสถาน เนื่องจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานจากฝ่ายพลเรือนมีไม่เพียงพอ มิเชเล ฟลัวร์นอย (Michele Flournoy) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่ารัฐบาล “กำลังเล่นเกมไล่จับ” หลังจากที่ไม่ได้สร้างผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายพลเรือนมานานหลายปี

เพนตากอนเองก็ต้องเข้าไปรับงานต่อจากกระทรวงการต่างประเทศในปากีสถาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่ทหารสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังจากงบประมาณสนับสนุนการทำงานผ่านการอนุมัติในเดือนมิถุนายน เพนตากอนก็แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการงบประมาณ 400 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของกองทัพปากีสถานในการต่อสู้กับกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ปกติความช่วยเหลือจากกองทัพในด้านนี้จะมีที่ปรึกษาจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่เกตส์ รวมทั้งผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ พลเอกดาวิด เพเทรียส (Gen. David Petraeus) เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศขาดความสามารถในการทำหน้าที่ดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศอาจจะยังคงทำงานตามวิสัยทัศน์ของเกตส์และโอบามา—แผนในการสร้าง “หน่วยงานฝ่ายพลเรือน” ซึ่งสามารถส่งพลเมือง 400 คนเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้ง ดูจะเป็นไปได้—และกระทรวงการต่างประเทศก็ตอบรับที่จะเข้ามาดูแลงบประมาณต่อต้านกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในปากีสถานในที่สุด แต่สำหรับตอนนี้ ความฝันที่จะเห็นพลเมืองทำหน้าที่ได้ทัดเทียมกับทหารดูเหมือนจะยังห่างไกล แอนโทนี คอร์เดสแมน (Anthony Cordesman) นักวิเคราะห์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่อัฟกานิสถานกล่าวว่า “เราต้องหยุดพูดถึง ‘พลังที่ดูดี’ (smart power) ราวกับว่าเรามีมันแล้ว”

6. พันธมิตรทางสายน้ำระหว่างปักกิ่ง-บราซิล

ตั้งแต่จีนซื้อเรือบรรทุกเครื่องบินเก่าจากโซเวียตแบบไม่เป็นความลับในทศวรรษ 2530 ยุทธศาสตร์อันทะเยอทะยานทางด้านกองทัพเรือของจีนก็อยู่ในความสนใจของนักวิเคราะห์ทางด้านการทหาร ในเดือนมีนาคม 2552 พลเอกเหลียง กวงเลี่ย (Gen. Liang Guanglie) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จีนวางแผนที่จะริเริ่มโครงการผลิตเรือบรรทุกเครื่องบิน อันเป็นการส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่น “เราจำเป็นต้องพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบิน” เพนตากอนคิดว่า กองทัพเรือของกองกำลังปลดปล่อยประชาชน (The People’s Liberation Army Navy: PLAN) จะสามารถมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใช้งานได้จำนวนหนึ่งภายในอีก 10 ปี ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณนับร้อยล้านดอลลาร์ ด้วยประสบการณ์ที่จำกัดทางด้านการบินและการเดินเรือ จีนจึงต้องการกัปตันและนักบินเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ทันเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าจีนจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำการฝึกฝน

ปัญหาก็คือ มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน สหรัฐฯ นั้นไม่ค่อยสนใจที่จะช่วยเหลือกองทัพจีน ฝรั่งเศสถูกห้ามจากมาตรการของสหภาพยุโรป ส่วนรัสเซียก็กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความร่วมมือทางด้านการทหารกับเพื่อนบ้านมหาอำนาจทางตอนใต้ของประเทศ ที่เหลือคือบราซิล ซึ่งยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เจ้าหน้าที่ของ PLAN นำเรือบรรทุกเครื่องบินอายุ 52 ปีไปใช้ทำการฝึกฝน มันชื่อ เซา เปาโล (ซื้อมาจากฝรั่งเศสในปี 2543) เนลสัน โจบิม (Nelson Jobim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของบราซิล เปิดเผยโครงการผ่านบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมบราซิลในเดือนพฤษภาคม 2552 แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ถึงข้อตกลงที่แท้จริง แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าจีนน่าจะช่วยออกเงินค่าซ่อมบำรุงเรือเซา เปาโล ที่ใช้งานมานานแล้วเป็นการแลกเปลี่ยนกับโปรแกรมการฝึกฝน เว็บไซต์กองทัพเรือของจีนบอกเป็นนัยว่าจีนอาจจะช่วยเหลือบราซิลในการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และโจบิมเองก็กล่าวว่า เขาหวังว่าโครงการนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือทางการทหารในด้านอื่นๆ

สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจทางทะเลในเอเชียตะวันออกมายาวนาน แต่จีนก็กำลังไล่ตามสหรัฐฯ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีการออกกฎหมายในเรื่องที่ปักกิ่งเห็นว่าเป็นการรุกล้ำน่านน้ำของจีนอย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่จีนและอินเดียกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างอุปกรณ์ทางการทหารขนาดใหญ่—อินเดียกำลังวางแผนที่จะนำเรือบรรทุกเครื่องบินของรัสเซียมาใช้—เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเรือสหรัฐฯ อาจจะกำลังงีบหลับอยู่ก็ได้

กองทัพเรือสหรัฐฯ ประกาศต่อสาธารณะว่าเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนจะไม่ส่งผลกระทบกับสมดุลของพลังอำนาจในภูมิภาค แต่รายงานประจำปี 2552 ของเพนตากอนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกองทัพจีนเตือนว่า โครงการนำพาประเทศไปสู่ความทันสมัยสามารถทำให้ปักกิ่งมีทางเลือกสำหรับการข่มขู่ทางการทหารเพิ่มมากขึ้น

7. คนตายมีหนังสือเดินทาง

ตั้งแต่ปี 2550 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ระบบ e-passports ซึ่งมีชิปส์คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลทางชีวภาพเพื่อป้องกันการปลอม แต่โชคร้าย รายงานประจำเดือนมีนาคมของสำนักงานความโปร่งใสของรัฐบาล (Government Accountability Office: GAO) ชี้ว่า การปลอมหนังสือเดินทางความปลอดภัยสูงนี้ไม่ยากเลย แม้แต่คนที่มีทักษะในการปลอมเพียงเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่ของ GAO ได้รับหนังสือเดินทางสหรัฐฯ ของจริง 4 ฉบับโดยใช้ชื่อและเอกสารปลอม กรณีหนึ่ง เขาใช้หมายเลข Social Security ของผู้ชายที่เสียชีวิตในปี 2508 อีกกรณี เขาใช้หมายเลข Social Security ของเด็กอายุ 5 ขวบซึ่งปลอมขึ้นสำหรับการตรวจสอบก่อนหน้านี้ ร่วมกับ ID ที่แสดงว่าเขามีอายุ 53 ปี ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ผู้นี้ใช้หนังสือเดินทางปลอมซื้อตั๋วเครื่องบิน รับใบผ่านแดน และใช้มันผ่านด่านตรวจในสนามบินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (เมื่อได้รับข้อมูลการสืบสวนของ GAO กระทรวงการต่างประเทศเห็นด้วยว่ามีจุดบกพร่องสาหัสในขั้นตอนการออกหนังสือเดินทาง และจะเข้าไปจัดการจุดบกพร่องดังกล่าว)

มีมากกว่า 70 ประเทศที่เปลี่ยนมาใช้หนังสือเดินทางแบบมีข้อมูลชีวภาพ ซึ่งมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเป็นการปฏิวัติระบบรักษาความปลอดภัยในการเดินทางเข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของ GAO พิสูจน์ว่า แม้แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดก็ไม่สามารถทำให้ประเทศปลอดภัยได้ ตราบใดที่ระบบราชการอยู่เบื้องหลังความผิดพลาดเหล่านั้น

8. ฆาตกรเชเชนออกเดินทางท่องโลก

เดือนกรกฎาคม 2552 ทั่วโลกตกตะลึงกับการฆาตรกรรม นาทาลยา เอสเตมิโรวา (Natalya Estemirova) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ที่เชชเนีย (Chechnya) ความสงสัยพุ่งไปที่ แรมซาน คาดีรอฟ (Ramzan Kadyrov) ผู้ยิ่งใหญ่ชาวเชเชนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครมลิน และตกเป็นเป้าหมายในการสืบเสาะของเอสเตมิโรวาอยู่บ่อยครั้ง แต่เอสเตมิโรวาก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์คาดีรอฟอีกหลายคนที่ถูกฆาตรกรรมในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ และมันแสดงให้เห็นว่าการอาศัยอยู่ในต่างประเทศไม่ใช่หลักประกันเรื่องความปลอดภัย ในเดือนมกราคม อูมาร์ อิสราอิลอฟ (Umar Israilov) อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคาดีรอฟถูกยิงเสียชีวิตที่ออสเตรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขากำลังหาที่ลี้ภัย อิสราอิลอฟเป็นผู้ที่ยื่นฟ้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights) โดยกล่าวหาว่าคาดีรอฟทำการลักพาตัวและทรมานผู้คน

ในเดือนมีนาคม อาลี โอซาเยฟ (Ali Osayev) ผู้ลี้ภัยและอดีตนักรบต่อต้านรัฐบาล ถูกฆาตรกรรมที่อิสตันบูล (Istanbul) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสังหารอดีตผู้บังคับบัญชากลุ่มกบฏเชเชนที่อิสตันบูลเมื่อปลายปี 2551 ตามรายงานของตำรวจ ทั้งสามเหตุการณ์ใช้อาวุธชนิดเดียวกัน

เช่นเดียวกับในเดือนมีนาคม ซูลิม ยามาดาเยฟ (Sulim Yamadayev) ผู้บังคับบัญชากลุ่มกบฏกลุ่มหนึ่งที่ขับเคี่ยวกับกลุ่มของคาดีรอฟ ถูกฆาตกรรมที่ดูไบ (Dubai) รัสลาน (Ruslan) พี่น้องของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่แข่งในตำแหน่งประธานาธิบดีเชเชนกับคาดีรอฟ ถูกฆาตกรรมที่มอสโกในเดือนกันยายน 2551 องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) ออกหมายจับชาวรัสเซีย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมซูลิม รวมถึงสมาชิกของสภาดูมาจากพรรครัสเซียสามัคคี (United Russia) ของนายกรัฐมนตรี วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin)

มีความขัดแย้งหลบซ่อนอยู่ภายในภูมิภาคนี้โดยตัวมันเองอยู่แล้วในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นความหนาวเย็น แม้ว่านโยบายที่ใช้ความรุนแรงของคาดีรอฟจะค่อนข้างประสบความสำเร็จในการปกครองเชชเนีย และเครมลินจะประกาศแผนการสวยหรูในการยุติความรุนแรงในดินแดนนี้เมื่อเดือนเมษายน แต่ก็มีความหวั่นวิตกเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่โดยรอบ อันนำมาซึ่งการระเบิดรถยนต์และการลอบสังหารในอินกูชีเทีย (Ingushetia) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอันวุ่นวายแห่งนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากความพยายามลอบสังหารในเดือนมิถุนายน

9. สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามกลางเมืองในอูกันดา

ในเดือนมกราคม เจฟฟรีย์ เจตเทิลแมน (Jeffrey Gettleman) จาก New York Time ได้เขียนบทความว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ช่วยวางแผนและให้เงินสนับสนุนกองทัพอูกันดาในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏกองทัพต่อต้านของพระเจ้า (Lord’s Resistance Army: LRA) ในภาคตะวันออกของคองโก ผลการโจมตีออกมาเลวร้าย ผู้นำกลุ่มกบฏหนีไปได้ และสังหารประชาชนไป 900 คน นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่ม LRA ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย โจเซฟ โคนี (Joseph Kony) ผู้นำทางศาสนาของกลุ่ม LRA ได้ลักพาตัวเด็กนับหมื่นคนเพื่อส่งเข้าเป็นทหารและทำการย่ำยีทางเพศตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในการทำสงครามกับรัฐบาลอูกันดา

กองบัญชาการของสหรัฐอเมริกาในแอฟริกา (United States Africa Command: Africom) ปกป้องบทบาทของพวกเขาในภารกิจดังกล่าว โดยกล่าวว่า ถึงอย่างไรการโจมตีก็จะต้องเกิดขึ้น และเป็นการ “เร็วเกินไปที่จะตัดสิน” เกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหรัฐฯ แต่ถ้าสมาชิกส่วนหนึ่งของสภาคองเกรสเห็นด้วย บทบาทของ Atricom ในความขัดแย้งก็จะเพิ่มมากขึ้น กฎหมายที่ร่างขึ้นโดยวุฒิสมาชิกรัสส์ ฟีนโกลด์ (Russ Feingold) และ แซม บราวน์แบ็ก (Sam Brownback) และเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากทั้งสองพรรค กำหนดไว้ว่าสหรัฐฯ ต้อง “กำจัดการคุมคามจาก LRA ผ่านการช่วยเหลือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และการศึกษา”

แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่มากที่ไม่เห็นด้วยกับการนำตัวโคนีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม—เขาปฏิเสธที่จะออกจากที่หลบซ่อนในป่านับตั้งแต่ศาลอาญาระหว่างประเทศพิพากษาเขาในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crimes against humanity)—แต่กฎหมายก็ตั้งคำถามถึงบทบาทที่เหมาะสมของ Africom ซึ่งในปัจจุบันทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกือบทุกด้าน และกำหนดให้สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเทศที่มีการนองเลือดมากที่สุดและมีความขัดแย้งที่ซับซ้อนที่สุด การปรึกษาหารือน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำ

10. จาก ROTC สู่สายลับ

สำหรับการสร้างสายลับรุ่นใหม่เพื่อต่อกรกับการคุมคามใหม่ในระดับโลก CIA และหน่วยงานสืบราชการลับอื่นๆ ของสหรัฐฯ ได้เสนอโครงการเพื่อเสาะหาและฝึกฝนเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย จากรูปแบบของโรงเรียนผลิตนายทหาร (military’s Reserve Officers’ Training Corps: ROTC) ซึ่งใช้อยู่ในสถานศึกษาในสหรัฐฯ โครงการนี้จะเสาะหา “ชาวอเมริกันรุ่นที่ 1 และ 2 ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาและวัฒนธรรม และเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับการทำงานในหน่วยงานสืบราชการลับ” ตามรายละเอียดที่ เดนนิส แบลร์ (Dennis Blair) หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของชาติ ส่งให้กับสภาคองเกรส

แต่โครงการนี้ไม่เหมือนกับ ROTC ตามแนวทางที่ วอลเตอร์ พินคัส (Walter Pincus) จาก Washington Post ได้รับ ข้อมูลของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะถูกเก็บเป็นความลับ เพื่อป้องกันพวกเขาจากการสืบค้นของหน่วยสืบราชการลับของต่างชาติ สถาบันการศึกษาจะได้รับเงินสนับสนุนในการเปิดการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยสืบราชการลับหน่วยต่างๆ หน่วยสืบราชการลับได้ให้เงินสนับสนุนการเรียนการสอนด้านการรักษาความปลอดภัยของประเทศกับสถาบันการศึกษาไปแล้วมากกว่า 14 สถาบัน โครงการนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นกว่าโครงการอื่นๆ โครงการนำร่องที่เริ่มต้นในปี 2547 ได้ให้เงินสนับสนุนนักศึกษาที่เรียนวิทยาการเข้ารหัสลับ (cryptology)

5 ปีหลังจากเหตุการณ์ 9/11 คณะกรรมการแนะนำว่า CIA ควรเสาะหาเจ้าหน้าที่ที่พูดได้ 2 ภาษา ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถพูดภาษาที่ 2 ได้ ลีออน พาเนตทา (Leon Panetta) หัวหน้าหน่วย CIA กล่าวว่า เขาหวังว่าในที่สุดเจ้าหน้าที่ทุกคนจะสามารถทำแบบนั้นได้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาวโปรเตสแตนต์ผิวขาว (White Anglo-Saxon Protestant: WASP) นอกจากนี้ CIA ยังพยายามเสาะหาเจ้าหน้าที่จากชุมชนอาหรับ-อเมริกัน และตอนนี้เงินพิเศษสำหรับผู้ที่สามารถเสาะหาคนที่พูดภาษาที่มีความสำคัญต่อภารกิจ เช่น อราบิก ฟาร์ซี และจีน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ดอลลาร์

ความสำเร็จของ The Hurt Locker บนเวทีออสการ์ อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดในกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากงานแบบนี้ดูจะเสี่ยงเกินไป แต่สำหรับโรงเรียนผลิตสายลับ พล็อตเรื่องแบบนี้ดูจะน่าตื่นเต้นเย้ายวนไม่เบา
บางที CIA อาจต้องอาศัยฮอลลีวูดเป็นตัวช่วยอีกแรง

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

July 27, 2011 at 1:18 pm

ทางเลือกของยุโรปกับปัญหาผู้อพยพ

leave a comment »

2-3 เดือนที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ได้กระหน่ำซัดเข้าใส่ยุโรป ในเดือนมกราคม หลังจากการชุมนุมประท้วงในประเด็นเรื่องเชื้อชาติครั้งรุนแรงที่สุดของอิตาลีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอิตาลีได้ส่งกองกำลังเข้ารื้อถอนที่พักอาศัยของผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ไม่มีงานทำทางภาคใต้ของประเทศ ในอังกฤษ เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะลดจำนวนผู้อพยพลงเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ หากเขาได้รับการเลือกตั้ง ในฝรั่งเศส ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้พูดถึง “เอกลักษณ์ของฝรั่งเศส” (French identity) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกีดกันชนกลุ่มน้อย แม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นมิตรกับผู้อพยพมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป ก็ผ่านประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อห้ามการก่อสร้างหอสูงบนสุเหร่า

ยุโรปมีจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นจุดหมายแรกสำหรับผู้คนที่มุ่งหวังจะมีอนาคตอันสดใสในต่างแดน ตั้งแต่ปี 2533 ผู้อพยพ 26 ล้านคนเดินทางเข้าสู่ยุโรป (20 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา) ที่นั่น พวกเขาช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มอัตราการเกิดของภูมิภาค และเปลี่ยนรูปโฉมของยุโรปตั้งแต่มาดริดจนถึงสต็อกโฮล์ม คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประมาณการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 ผู้อพยพจากยุโรปตะวันออกเพียงพื้นที่เดียวก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้ยุโรปถึง 50,000 ล้านยูโร หรือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ของภูมิภาค

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พึงพอใจกับผลประโยชน์ดังกล่าว ผู้อพยพนำมาซึ่งความวิตกกังวลว่าเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาของชาวยุโรปกำลังจะถูกทำให้สูญหายไป นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจยังทำให้เกิดความไม่สบายใจว่าพวกเขาจะเข้ามาแย่งงาน และจะเป็นการเพิ่มภาระทางด้านสวัสดิการของเจ้าของบ้าน จากแรงขับของความวิตกกังวล รัฐบาลจึงเริ่มหันมาเผชิญหน้ากับผู้ที่มาใหม่ อังกฤษและอิตาลีจำกัดจำนวนผู้อพยพ ขณะที่สเปนและสาธารณรัฐเชกยอมจ่ายเงิน เพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับบ้าน จากมาตรการต่างๆ และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้แรงงานอพยพลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีที่แล้ว

จากแนวโน้มดังกล่าว บทความของ สเตฟาน ทิล (Stefan Theil) ในนิตยสาร Newsweek ชี้ว่า มันได้นำพายุโรปมาสู่ทางเลือกที่ไม่น่าพิสมัย นั่นคือ จะโอนอ่อนต่อเสียงของประชาชนและไขกุญแจปิดประตู หรือจะแข็งขืนและเปิดประตูต้อนรับผู้อพยพที่มีทักษะในจำนวนที่มากกว่าเดิม การเลือกคือความยากในทางการเมือง แต่ทิลเห็นว่านี่เป็นส่วนสำคัญในการรับประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและจะเป็นผลดีในระยะยาว การเชิญชวนชาวต่างชาติอาจจะเป็นตัวเลือกที่แปลกในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่ายุโรปจะไม่อาจปฏิเสธพวกเขาได้ หากยุโรปผลักดันให้สังคมของตนเปิดและเลื่อนไหลมากขึ้น—ในรูปแบบเดียวกับแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา—ทิลเห็นว่ามันจะนำยุโรปไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ถ้าหากเลือกที่จะปิดประตู ยุโรปจะลงเอยแบบเดียวกับญี่ปุ่น นั่นคือ แห้งเหี่ยว หวาดกลัว และยอมจำนนกับการถดถอย

ผู้อพยพจำเป็นต่อยุโรปด้วยเหตุผลทางประชากรศาสตร์ อายุเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาคนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้มาใหม่ที่อายุน้อยก็คือสิ่งที่จะมาเติมช่องว่าง ในปีนี้ 10 จาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป มีอัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด ก่อนปี 2558 ปรากฏการณ์นี้จะแพร่ขยายไปทั้งยุโรป และก่อนปี 2578 ช่องว่างระหว่างอัตราการเกิดและอัตราการตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนต่อปี จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปจะมีจำนวนประชากรวัยทำงานน้อยกว่า 52 ล้านคนภายในปี 2593 ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นสำหรับการแข่งขันกับประเทศที่อ่อนวัยและมีชีวิตชีวากว่าอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งการดูแลประชากรสูงอายุของยุโรปเอง

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจในยุโรปต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เช่น วิศวกร ช่างเทคนิค และบุคลากรทางการแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ว่า GDP ของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า และจะมีตำแหน่งงานสำหรับแรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านตำแหน่ง เพื่อส่วนแบ่งจากเค้กก้อนดังกล่าว และเพื่อดูแลประชากรสูงอายุของตัวเอง ยุโรปจำเป็นต้องมีแรงงานที่มีทักษะมากกว่าในตอนนี้

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปต้องการแรงงานอพยพที่มีทักษะ 20 ล้านคนภายในอีก 20 ปีข้างหน้าเพียงเพื่อจะรักษาสถานะของตนเอาไว้ หากทำไม่ได้ ไม่เพียงยุโรปจะหดเล็กและยากจนลง แต่ยังต้องนั่งมองทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของตนโยกย้ายไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเบ่งบาน

แทนที่จะเปิดโอกาสให้กับแรงงานที่มีทักษะ นโยบายด้านผู้อพยพของประเทศในยุโรปกลับนำพาแรงงานไร้ฝีมือและผู้ลี้ภัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปมีผู้อพยพที่ไร้ทักษะจำนวน 85 เปอร์เซ็นต์ โดยมีผู้อพยพที่มีทักษะเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมากกว่า 55 เปอร์เซ็นต์

สเตฟาน ทิล กังวลว่า หากยุโรปไม่มีนโยบายที่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้อพยพ ปัญหาอันหนักหน่วงจะตกอยู่กับผู้อพยพจำนวน 47 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในยุโรป และมันจะผลักพวกเขาไปเป็นคนชั้นล่างที่กราดเกรี้ยวอย่างถาวร เขากล่าวว่า ผู้นำของยุโรปจะต้องเริ่มแก้ปัญหานี้ โดยการอธิบายให้ประชาชนของตนเข้าใจว่าผู้มาใหม่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศ และพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาค แรงงานที่มีทักษะคือกุญแจสำคัญในการทำให้ภาคธุรกิจและบริการสาธารณะของยุโรปดำเนินต่อไปได้ และตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชาวยุโรปวิตกกังวล ผู้อพยพไม่ได้ส่งผลต่อการว่างงานของประชาชนชาวยุโรป แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกด้วยซ้ำที่จะตกงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

แม้ว่าการบริหารจัดการที่ดีเกี่ยวกับผู้อพยพจะไม่ได้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและประชากรทั้งหมด แต่หากยุโรปไม่พยายามเปลี่ยนผู้อพยพที่มีอยู่ให้กลายเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และไม่มีนโยบายดึงดูดผู้อพยพที่มีความรู้และทักษะในการทำงาน ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของยุโรปจะไม่ค่อยสดใสนัก

ในช่วงขณะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

July 27, 2011 at 12:52 pm