K. Samphan

Archive for the ‘อื่นๆ’ Category

หลังยี่สิบแปด

leave a comment »

ผมเขียนบทความลงในคอลัมน์ ‘His Voice’ ครั้งแรกตอนที่มีอายุ 28 ปี

ประโยคหนึ่งในบทความชิ้นนั้น ผมเขียนไว้ว่า

‘หมุดหมายในปีที่ 29 จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต’

จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 6 ปี เมื่อย้อนกลับมาอ่านประโยคดังกล่าวอีกครั้ง ผมก็ถามตัวเองว่า หลังจากปีที่ 29 มีปีใดอีกบ้างที่ผมบอกตัวเองว่ามัน ‘น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต’

คำตอบก็คือ ‘ไม่มี’

ไม่ได้เป็นเพราะช่วงชีวิตเกือบ 6 ปีมันย่ำแย่เหลวแหลกอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะเมื่อจำนวนปีของอายุมันบวกรวมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รู้สึกว่าความหมายของ ‘หมุดหมาย’ ต่างๆ ในชีวิตนั้นมันคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไป จนบางทีก็คิดไปว่าจะกำหนด ‘หมุดหมาย’ ของชีวิตไปเพื่ออะไร

หลังจากมีอายุครบ 29 ปีได้ไม่นาน ผมก็ไม่คิดอยากจะทำงานที่ทำมาเกือบ 8 ปีอีกต่อไป และเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ผมก็เปลี่ยนที่ทำงานมาแล้ว 3 แห่ง จนกระทั่งปลดสถานะมนุษย์เงินเดือนออกจากชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

วันที่ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ความท้าทายหนึ่งเดียวในชีวิตก็คือการดำเนินชีวิตต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ‘หมุดหมาย’ ต่างๆ มันดูไร้ความหมาย กระทั่งอาจไม่จำเป็นต้องมีมันในชีวิตก็ได้

หลายครั้งหลายคราว ในห้วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ให้คุณค่าเห็นความสำคัญ ผมเลือกที่จะนั่งอยู่คนเดียวภายในห้อง บางคืนผมนั่งทำงานที่ยังคั่งค้าง บางคืนผมนั่งกินเบียร์เคล้าคลอเสียงดนตรีหรือเสียงระเบิดของดอกไม้ไฟที่แว่วดังอยู่ในระยะไกล และบางคืนผมก็ยังคงหมดสภาพจากงานสังสรรค์ในคืนก่อนหน้า

ผมล้มตัวนอนเมื่อง่วงงุน ก่อนจะลืมตามาพบกับวันใหม่ที่อะไรๆ ก็อาจจะต่างหรือไม่ต่างจากเมื่อวาน

ความรู้สึกอยากเฉลิมฉลองให้กับอะไรหลายอย่างจางหายไป ความแตกต่างระหว่างวันสิ้นปีกับวันขึ้นปีใหม่ไม่เหลืออยู่ กระทั่งวันที่ตัวเลขอายุมากขึ้นก็แทบไม่มีความหมาย

เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ผมแอบสังหรณ์ใจว่า ‘หรือความจริงแล้ว เสน่ห์ของชีวิตนับจากนี้เป็นต้นไปมันจะค่อยๆ ซีดจางลง’ แต่ ณ วันนี้ ผมกลับรู้สึกว่าไม่ว่าจะกี่เดือนหรือกี่ปี ชีวิตมันก็ยังคงเป็นชีวิต จะมีหรือไม่มีเสน่ห์ มันเป็นเรื่องของคนเราที่ไปปรุงแต่งสมมติกันเองว่ามันจัดจ้านหรือจืดชืด แล้วก็หดหู่ซึมเศร้าหรือหลงระเริงไปกับมัน

แต่พูดก็พูดเถอะ หลังจากผ่านชีวิตมา 28 ปี มีอย่างน้อย 4 ครั้งที่ผมรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมันช่างจืดชืดไร้สีสัน และชีวิตการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ นั้นมันไม่ต่างจากการต้องคำสาป จนกระทั่งต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ‘จะเอายังไงกับชีวิต?’

ผมไม่รู้ว่า 33 ปีที่ผ่านมา ตัวเองตัดสินใจถูกหรือตัดสินใจผิดกี่ครั้งกี่หน กระทั่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกมันว่า ‘การตัดสินใจที่ถูกต้อง’ หรือ ‘การตัดสินใจที่ผิดพลาด’ ได้หรือไม่ แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากการตัดสินใจแต่ละครั้ง สิ่งที่ผมตระหนักก็คือ ผมได้ระบุ ‘หมุดหมาย’ ลงในเส้นทางชีวิตของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

‘หลังยี่สิบแปด’ ผมค้นพบว่า ‘จุดสุดท้าย’ ก็กลายเป็น ‘หมุดหมาย’ ไม่ต่างจาก ‘จุดเริ่มต้น’

และคำถามที่ว่า ‘จะเอายังไงกับชีวิต?’ ก็จะยังคงแวะเวียนมาทักทายผมต่อไป

ดังนั้น ไม่ว่าชีวิต ‘หลังยี่สิบแปด’ จะจัดจ้านหรือจืดชืดเพียงใด ผมก็คงหยุดอายุไว้ที่ 28 ปี เหมือนกับที่อาว์ปุ๊—’รงค์ วงษ์สวรรค์ ประกาศไว้ไม่ได้

สำหรับผม สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ระบุ ‘หมุดหมาย’ ลงในเส้นทางชีวิตต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใครบางคนจะระบุ ‘หมุดหมายสุดท้าย’ ลงในเส้นทางชีวิตของเรา

คอลัมน์ ‘His Voice’, IMAGE ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2559)

Written by ksamphan

June 1, 2016 at 7:47 am

Posted in อื่นๆ

หยุดที่ยี่สิบแปด

leave a comment »

ค่ำคืนวันศุกร์ การจราจรบนถนนประชาชื่นยังคงใช้การได้ดี ผมนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ เสียบหูฟังเข้ากับหูสองข้าง รับฟังการอ่านคำพิพากษาขององค์คณะคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเปิดเสียงของลำโพงในสำนักงานเพื่อติดตามฟังการอ่านคำพิพากษามาตั้งแต่ช่วงบ่าย

ไม่ต่างจากในเกือบทุกค่ำคืนของวันสุดสัปดาห์ คืนนี้ผมมีนัดกับเพื่อนคนหนึ่งที่ดื่มกินด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน เขาทำงานในบริษัทเอกชนที่ต้องแบกรับความกดดันมากกว่าผมหลายเท่า และทางออกหนึ่งที่เงื่อนไขของชีวิตและสังคมอนุญาตก็คือการตระเวนไปในแสงสีของค่ำคืน

ตามแรงโน้มถ่วงของความกดดัน รายได้ของผมในแต่ละเดือนน้อยกว่าของเขาหลายเท่า และดูเหมือนว่ายิ่งอายุการทำงานมากขึ้น เขาก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดที่หมดไปในแต่ละคืน

ผมลำบากใจในช่วงแรกๆ แต่ต่อมาก็ต้องทำใจยอมรับ และควักกระเป๋าในจำนวนที่สถานการณ์ทางการเงินของตัวเองเอื้ออำนวย

ในวัยนี้ เพื่อนบอกว่าต่อไปคงต้องลดปริมาณการใช้ชีวิตยามค่ำคืนลง เนื่องจากเขาวางแผนจะกู้เงินมาซื้อที่พักอาศัยในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และเตรียมลงหลักปักฐานกับแฟนสาวที่คบหากันมานานหลายปี

ผมดีใจกับเพื่อน (และตัวเอง) ที่จะได้ทำร้ายตัวเองน้อยลง และใช้เงินไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น

ในขณะที่เพื่อนเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในอีกช่วงจังหวะหนึ่ง ผมกลับยังไม่มีการเตรียมพร้อมใดๆ และ (คิดว่าตัวเอง) เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมนักเขียนท่านหนึ่งจึงบอกว่า ในหนังสืองานศพของท่าน จะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 28 ปี

ไม่ถึงกับเฝ้ารอ แต่ก่อนหน้านี้ผมพยายามเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลานี้ของชีวิตอย่างพินิจพิเคราะห์

สถานการณ์ทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ การก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกของจีน หรือการละลายของแผ่นน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก หลายปีที่ผ่านมา ผมพยายามติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับประเทศและระดับโลกดังกล่าว โดยผสานกับการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง รวมถึงผู้คนและสังคมรอบตัว

บทสนทนากับคนแปลกหน้าและคุ้นเคย ความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม หนังสือทั้งที่จำเป็นต้องอ่านและที่อยากอ่าน ภาพยนตร์ ดนตรี สถานการณ์ขณะมีแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกาย กระทั่งอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีสติรู้ตัวในทุกห้วงขณะ แต่ผมพยายามจดจ่ออยู่กับห้วงปัจจุบันอย่างใกล้ชิดที่สุด

ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง และแน่ใจว่ามีต้นทุนที่มีคุณภาพดีพอสำหรับชีวิตในปีที่ 29

ไม่ได้เข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงเรื่องราวความสุขความทุกข์ของโลกและชีวิต แต่ก็มีประสบการณ์และพละกำลังเพียงพอสำหรับรับมือกับสิ่งที่กำลังจะผ่านเข้ามา ขณะเดียวกันก็ละวางถอดถอนจากบางสิ่งบางอย่างได้ง่ายขึ้น

นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีอายุ 28 ปี คือโง่และฉลาดพอประมาณ

หมุดหมายในปีที่ 29 จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต

แต่เมื่อนึกถึงเพื่อนที่กำลังจะออกไปหาความสำราญแบบมนุษย์ปุถุชนในคืนนี้ด้วยกัน ผมก็แอบสังหรณ์ใจว่า หรือความจริงแล้ว เสน่ห์ของชีวิตนับจากนี้เป็นต้นไปมันจะค่อยๆ ซีดจางลง

จนอาว์ปุ๊—’รงค์ วงษ์สวรรค์ ต้องประกาศว่าขอหยุดอายุไว้ที่ 28 ขวบปี

Written by ksamphan

February 5, 2016 at 7:40 am

Posted in อื่นๆ

เดือนดับ ดาวพราว: แสงสีสกาวในโลกหม่นทึม

leave a comment »

18 สิงหาคม 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 20:22 น.

พนักงานเสิร์ฟและพนักงานเชียร์เบียร์ยกมือไหว้เกือบจะพร้อมกันทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไปในร้าน ผมเดินไปนั่งยังโต๊ะประจำ หนึ่งในสองหนุ่มนักดนตรีบนเวทีกล่าวคำทักทาย วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเอ่ยคำทัก หลังจากเห็นหน้ากันมายาวนานแรมปี

ไม่บ่อยนักที่ผมจะมาเยี่ยมเยือนที่นี่ในวันพฤหัสบดี วันนี้ไม่มีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกในยุโรป หนุ่มนักดนตรีเอ่ยแซวว่าผมหายหน้าหายตาไปในช่วงปิดฤดูกาล และโผล่หน้ามาทันทีเมื่อการแข่งขันเริ่มต้น

แน่นอน จุดประสงค์หลักของผมในการมาที่นี่คือฟุตบอล – นอกเหนือจากเบียร์และมิตรสหาย – แต่เมื่อนั่งคิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง ผมก็พบว่าที่นี่มีอะไรมากกว่าสองอย่างนั้น

ผมสั่งเบียร์และน้ำแข็ง ก่อนที่สองหนุ่มนักดนตรีจะบรรเลงบทเพลงต่อไปของพวกเขา

“เธอกับเขา เกินเลยไม่เคยได้คิด ปล่อยความใกล้ชิด ทำร้ายใจเราเรื่อยมา…”

ผมมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตามคำชวนของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ คนหนึ่ง

สภาพของมันอาจจะดูซอมซ่อในสายตาของชนชั้นกลางทั่วไป การตกแต่งไม่หรูหราเก๋ไก๋ อาหารไม่ได้เลิศรสโอชา และไม่มีสาวงามให้คอยสอดส่องสบสายตา แต่สำหรับผม ที่นี่คือจุดหมายแรกของเกือบทุกค่ำคืนที่ร่างกายและจิตใจอยากสัมผัสกับโลกตอนกลางคืน

คงเป็นเพราะมันอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ราคาพอจ่ายไหว และด้วยอายุที่มากขึ้น บางทีการนั่งอยู่ในร้านที่ไม่ต้องตะโกนคุยกันแข่งกับเสียงดนตรีก็เป็นสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินเพียงพอตามอัตภาพ

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองมาหลายปี ผมพบว่าโลกยามค่ำคืนของเมืองหลวงแห่งนี้เป็นโลกที่น่าศึกษาเรียนรู้ จากวันเวลาดื่มกินแบบกระเหม็ดกระแหม่ในร้านเหล้าใกล้ๆ มหาวิทยาลัย สู่ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเริ่มต้นทำงาน จวบจนผ่านพ้นวันเวลาเข้าสู่ทศวรรษที่สี่ของชีวิต เรื่องราวของโลกกลางคืนก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด เสียงดนตรีจากนักร้องและนักดนตรีหลายร้อยชีวิตยังคงดังกังวาน แสงไฟหลากสียังคงเปล่งประกายทันทีที่ความมืดเริ่มคลี่คลุม ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติดหลากหลายชนิด ยังคงถูกนำเข้าสู่ร่างกายมนุษย์อยู่ทุกวินาที และแน่นอนว่าในโลกแห่งนี้ มันคือเวทีชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับแสนคน

แม้จะเป็นโลกด้านมืด ถูกเบียดขับออกจากบรรทัดฐานของศีลธรรมอันดี และเป็น ‘ความเสื่อม’ ของสังคมในสายตาของ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ ในบ้านเมือง แต่สำหรับผม โลกด้านนี้อาจมีคุณค่าและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกอีกด้าน เป็นอีกด้านของเหรียญที่จำเป็นต้องมี อันหมายถึงการประคับประคองให้สังคมมนุษย์โดยรวมยังก้าวเดินต่อไปได้

 

23 สิงหาคม 2554, ถนนจรัญสนิทวงศ์, 22:29 น.

หญิงสาว 4-5 คนในชุดบางเบาแนบเนื้อยืนเรียงอยู่ตรงหน้า ผมกวาดสายตาเพียงผ่านๆ ไม่กล้าสบตายาวนาน ก่อนจะตัดสินใจเลือกคนที่คิดว่าน่าจะทำให้งานของผมเดินหน้าได้มากที่สุด

ผมเรียกรถแท็กซี่จากถนนข้าวสารมาที่นี่ หลังจากนึกขึ้นได้ว่าบริเวณนี้มีร้านคาราโอเกะตั้งอยู่หลายร้าน การนั่งคุยกันในร้านคาราโอเกะน่าจะทำให้งานของผมง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่ลู่ทางในการนัดหมายเพื่อพูดคุยกับคนทำงานกลางคืนดูเหมือนจะมืดมน

สีหน้าของ ‘ตั๊ก’ หญิงสาววัย 26 ปีจากจังหวัดอุบลราชธานีดูลดความตื่นเต้นกังวลลงทันที หลังจากผมแจ้งจุดประสงค์ในการมาคืนนี้

เธอเพิ่งถูกเจ้าของร้านกำชับถึงเงื่อนไขในการทำงานที่นี่ ซึ่งหากเธอไม่ยอมรับ นั่นหมายถึงที่นี่จะไม่มีงานสำหรับเธออีกต่อไป

 

ที่มาของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ อาจคาดเดาได้ไม่ยาก

บ้านจน เรียนน้อย ครอบครัวแตกแยก ใจแตก ผัวทิ้ง เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ ฯลฯ

แต่ ‘ความทรงจำ’ แรกของผมที่มีต่อ ‘เธอ’ เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมอ่านพบเรื่องราวของ ‘เธอ’ ตอนเรียนอยู่ชั้น ม. 2 และทุกวันนี้ก็ยังนึกถึง ‘เธอ’ เรื่อยมา

เธอชื่อ ‘จิต’ – กะหรี่หรือช็อกกาลีที่เมืองเพชรบูรณ์ในทศวรรษ 2480

คงจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เกินไป หากผมจะสาธยายเรื่องราวของเธอโดยละเอียด จึงขอคัดลอกมาเพียงบทสรุปของเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ที่ ส. อาสนจินดา ถ่ายทอดไว้ใน ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 ดังนี้

ข้าพเจ้ายังนั่งอยู่ตรงนั้น จนพระอาทิตย์ตกลับเขาน้ำพุไปตั้งนานแล้ว ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าก็คงอยู่ที่นั่น

ม้าที่ข้าพเจ้าขี่มายังก้มกินหญ้าอย่างไม่อิ่มและรู้เบื่อ

มองม้าแล้วคิดถึงอีช็อกกาลีจิตมันเป็น-ผิดกับม้าที่เป็นสัตว์ แต่ราคาค่าของมันสำหรับสังคมและคนอื่นๆ ดูมันมีค่าและความหมายน้อยกว่าม้ามาก

ม้ายังเข้ามาอยู่ร่วมกับคนได้ มีค่าตัว-มีค่าเช่า-มีราคา แต่อีจิตยิ่งกว่าม้า ไม่มีใครหรือสังคมที่ไหนต้องการเลย มีแต่คนรังเกียจ-หันหลังให้ รักม้าไม่มีใครว่า แต่รักคนอย่างอีจิตคนนั้น มีแต่คนห้ามปรามหยามเหยียด อนิจจา มนุษย์ ชีวิต

ไม่มีใครคิดบ้างหรือว่าคนอย่างมัน-ช็อกกาลีที่เป็นโรค ก็มีหัวใจ มีความเป็นคน ที่เวลา ‘ถอดเปลือก’ ก็เหมือนคนอื่นๆ

มันมีคุณธรรมแห่งความรัก-ความซื่อสัตย์ กตัญญู-ความเป็นผู้เป็นคนเหนือใครอีกหลายคนที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เสมือนไม่ใช่คนอย่างข้าพเจ้า[1]

เรื่องราวของช็อกกาลีคนหนึ่ง คอยกระตุ้นเตือนให้ผมมองโลกและชีวิตของคนกลางคืนให้รอบด้าน ไม่ด่วนตัดสิน-พิพากษา ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ขณะเดียวกัน ผมคิดว่าเมื่อเรามองเห็น ‘ความเป็นคน’ ของพวกเธอ การตามรู้กิเลสตัณหาที่ก่อตัวขึ้นภายในตัวเราก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น

 

ทศวรรษ 2530 ขณะเป็นนักเรียนชั้นประถม แม้จะยังสรุปบทเรียนเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ได้ แต่ ‘ภาพร่าง’ แรกของผู้หญิงกลางคืนของผมเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

“น้ำตานองอาบสองแก้ม สายลมแย้มพัดผ่านมา นาฬิกาบอกเวลา ดังเตือนว่าเลยเวลานอน…”

อัลบัม เมดอินไทยแลนด์ ของคาราบาว วางแผงในเดือนธันวาคม 2527 คล้อยหลังจากเรื่องราวของ ‘จิต’ สี่สิบกว่าปี แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของ ‘เธอ’ ในเพลง ‘นางงามตู้กระจก’ ก็ไม่ได้บิดผันแปรเปลี่ยนไปจากชีวิตของ ‘จิต’ มากนัก

“…สังคมทราม ทรามเพราะคน ความยากจน ใครทนได้ พ่อก็แก่ แม่ไม่สบาย น้องหญิงชายวัยกำลังหม่ำ…”

อีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อชนชั้นกลางในเขตเมืองขยายตัวมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ นิยามของผู้หญิงกลางคืนก็ขยายขอบเขตออกไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเกิดขึ้นของการท่องเที่ยว สงครามเวียดนาม และความต้องการอันหลากหลายของชนชั้นกลาง โสเภณีถูกแบ่งซอยออกเป็นหลายเกรดหลายราคา ตั้งแต่หลักสิบจนกระทั่งถึงหลักหมื่นหลักแสน จากซ่องหรือโรงน้ำชาในหลืบซอย กลายเป็นตึกหรูหราใหญ่โตกลางเมือง ควบคู่กับการเกิดขึ้นของสนามหลวง สวนลุมฯ วงเวียนใหญ่ ท่าช้าง โรงแรมสยาม พัฒน์พงศ์ ซอยคาวบอย พัทยา ภูเก็ต เด็กคาราโอเกะ ไซด์ไลน์ นักร้องคาเฟ่ อะโกโก้ โคโยตี้ พีอาร์ รับจ้างเที่ยว นวดกะปู๋ ฯลฯ

เพลง ‘คนกลางคืน’ ที่ขับร้องโดย เสาวลักษณ์ ลีละบุตร (อัลบัม Amp’s Tales เรื่องเล่า..เสาวลักษณ์ วางแผงเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544) สะท้อนถึง ‘ที่ยืน’ ของ ‘พวกเธอ’ ในห้วงเวลาปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่ตรงฉันยืน ตรงนี้มันมืดมน ผู้คนเข้ามาแล้วผ่านไป ฉันไม่คิดเลย ว่าฉันจะพบใคร ถึงยังไง ไม่มีใคร เขามีใจให้กัน อยากบอกเหมือนกัน ว่าฉันรู้สึกดี ที่เธอเข้ามา มาผูกพัน แม้จะรักเธอ แต่ฉันก็ไหวหวั่น จะรักกันยังไง…” 

แม้ว่า ‘ฉัน’ ใน ‘คนกลางคืน’ จะยังคงยืนอยู่ในที่มืด แต่ ‘ฉัน’ ก็ก้าวออกมาจากจุดที่ ‘เธอ’ ใน ‘นางงามตู้กระจก’ ยืนอยู่ไกลโข (แม้ว่าในทุกวันนี้จะยังคงมีผู้หญิงที่ยืนอยู่ในจุดเดียวกับ ‘เธอ’ อีกนับไม่ถ้วน) ‘ฉัน’ ไม่จำเป็นต้องเอาเรือนกายเข้าแลกมากเท่า ‘เธอ’ จุดที่ ‘ฉัน’ ยืนดูเหมือนจะมีศักดิ์ศรีและได้รับการยอมรับมากขึ้น กระทั่งเตะตาต้องใจชายหนุ่มมีการศึกษาและหน้าตาดี (ตามที่นำเสนอในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้) แต่ความเป็น ‘ฉัน’ ในความรู้สึกของ ‘ฉัน’ เอง ก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับ ‘เธอ’ มากนัก และก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับความรู้สึกของ ‘สิรี’ หญิงสาวในจินตนาการของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในห้วงทศวรรษ 2500

สิรีรีบผละออกจากชายหนุ่มทันที หล่อนนึกไม่ชอบความจริงจังของเขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ชีวิตเหลวแหลกและหัวใจฟกช้ำ หล่อนไม่เชื่อว่าผู้ชายคนไหนจะพูดความจริง โดยเฉพาะผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวหาความสำราญในบ้านผู้หญิงพรรค์นี้…[2]

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

หลังจากคุยกันพอหอมปากหอมคอ ผมชวนพี่ ก. ย้ายที่นั่งไปยังร้านที่เราเจอกันครั้งแรก

เมื่อประมาณสองปีก่อน วันนั้นเราสองคนนั่งอยู่โต๊ะติดกัน ต่างคนต่างนั่งอยู่เพียงลำพัง ผมคงจะติดลมมาจากที่ไหนสักแห่ง และกำลังนั่งดูอะไรเพลินๆ ก่อนที่พี่ ก. จะเข้ามาทำความรู้จัก

ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยแจ่มใสนัก พี่ ก. ปรับทุกข์กับผมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพนักงานสาวคนหนึ่งในร้าน

แน่นอน สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย (ผู้หญิง และเพศที่สาม) จำนวนมากยอมควักเงินและขโมยเวลานอนของตัวเองออกมาเที่ยว ก็คือเพศตรงข้าม (และเพศเดียวกัน)

“มันดึงดูดมาก มันสวยอ่ะ คนไม่เคยเจอ พอไปเจอ โอ้โห แม่ง…”

นั่นคือความรู้สึกของพี่ ก. สำหรับการไปเที่ยว ‘เลาจน์’ ครั้งแรก

การเกิดขึ้นของ ‘เลาจน์’ แยกไม่ออกจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ‘สุราและนารี’ ทำให้สถานบันเทิงในลักษณะนี้เป็นที่นิยมของชายหนุ่มวัยทำงาน ขณะเดียวกัน มันก็เป็นช่องทางในการหารายได้ (ที่งดงาม) ของหญิงสาวจำนวนมาก

รายได้ในแต่ละเดือนของ ‘โคโยตี้’ และ ‘พีอาร์’ เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นจนกระทั่งถึงหลักแสน นักศึกษาหลายคนเลือกทำงานแบบนี้ควบคู่ไปกับการศึกษาเล่าเรียน ด้วยรายได้ที่สูง และไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายเข้าแลกมากเท่ากับ ‘หมอนวด’ รวมทั้งบรรยากาศการทำงานที่แทบจะไม่ต่างกับการออกไปเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวในลักษณะนี้เรียกร้องค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ลูกค้าส่วนใหญ่ของเลาจน์จึงเป็นคนในวัยทำงานที่มีกำลังจ่าย พวกเขาอาจจะมาสนุกสนานกับเพื่อนฝูง อยากมีหญิงสาวหน้าตาดีเป็นเพื่อนดื่มกิน และหากโชคดี ค่ำคืนนั้นเขาอาจจะไม่ต้องนอนคนเดียวหรือกับหญิงสาวคนเดิม

เลาจน์ส่วนใหญ่ไม่มีการขายบริการทางเพศ เรื่องนี้เป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล

 

30 สิงหาคม 2554, ถนนสุขุมวิท, 13:03 น.

“คนแถวบ้านเขาเคยมาทำแล้วเขาได้ผัวฝรั่ง คือคนอีสาน คนบ้านนอก ส่วนมากถ้าไม่ได้ผัวฝรั่งก็ไม่รวย ถ้าไม่ถูกล็อตเตอรีมันก็ต้องมีผัวฝรั่ง เขาก็บอกต่อๆ กันมา ถ้าไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ต้องมาอย่างนี้ ถ้าอยากสบาย พวกฝรั่งมันมีตังค์เยอะ ทำให้เราสบายได้”

‘กาน’ เด็กสาววัย 18 ปีจากจังหวัดบุรีรัมย์ บอกที่มาของเธอ

“เดี๋ยวนี้แถวหมู่บ้านมีแต่บ้านฝรั่ง” เธอสำทับ

กานทำงานอยู่ที่ซอยคาวบอย สถานที่ที่ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ซอยคาวบอยและถนนพัฒน์พงศ์เป็นแหล่งของสถานบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สถานบันเทิงแห่งแรกๆ บนถนนพัฒน์พงศ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของทหารอเมริกันในทศวรรษ 2510 ลักษณะของร้านรวงต่างๆ จึงตอบสนองรสนิยมของ ‘ฝรั่ง’ เช่นเดียวกับ ‘ผู้หญิง’

ผมเคยเข้าไปสำรวจบรรยากาศของบาร์แห่งหนึ่งบนถนนพัฒน์พงศ์ ร้านที่ผมกับเพื่อน ‘สุ่ม’ เข้าไปสำรวจเป็นร้านขนาดเล็ก มีเวทีสำหรับให้หญิงสาวในชุดบิกินี่ขึ้นไปโชว์สัดส่วนประกอบเสียงเพลงอยู่ตรงกลาง รายรอบด้วยที่นั่งซึ่งอยู่ห่างจากเวทีไม่เกินสองเมตร

สำหรับผม ถึงแม้ที่นี่จะไม่ดึงดูดเย้ายวนใจ แต่ก็เป็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่น่าศึกษาจดจำ

นักท่องเที่ยวสูงวัยชาวญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะถูกใจหน้าอกทรงโตของหญิงสาวคนหนึ่ง เขาหยอกล้อกับเธอด้วยภาษามือและใบหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนั้นก็มีการถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะจูงมือกันออกไปจากร้าน ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของผมเป็นสามี-ภรรยาชาวเอเชียที่มากับลูกเล็กๆ หนึ่งคน พ่อชี้ชวนให้ลูกชายดูการเคลื่อนไหวของหญิงสาวบนเวที ขณะที่แม่ก็ดูเหมือนจะยินดีที่ลูกชายได้สัมผัสกับโลกกว้างตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวนี้นั่งอยู่ไม่นานก็ลุกออกไปจากร้านพร้อมกับรอยยิ้ม ต่อมาก็มีหนุ่ม (เกาหลีหรือญี่ปุ่น) คนหนึ่งก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ามาเพื่อฆ่าเวลามากกว่าจะต้องการความบันเทิง สีหน้าของเขาดูไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไรกับบรรดาสาวๆ บนเวที ผมนึกเล่นๆ ว่าเขาอาจจะกำลังอกหัก

ใจจริงผมอยากจะอยู่ที่นั่นนานกว่านั้น แต่เกรงใจเพื่อนที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า และเริ่มไม่สบายใจกับแววตาแฝงนัยยะของพนักงานหนุ่มคนหนึ่ง

สำหรับสาวๆ บนเวที สีหน้าและแววตาของพวกเธอดูแตกต่างจากบรรดาโคโยตี้ของหนุ่มๆ คนไทย

เช่นเดียวกับกาน ในวัย 18 ปี เธอมีภาระใหญ่หลวงในการประคับประคองชีวิตของตัวเองและคนที่บ้าน

“เราต้องได้ดีกลับไป ถึงจะหยุดคำพูดของคนได้”

ทุกวันนี้ กานทำงานเกือบทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึงตี 2 หรือตี 3 นอกจากการเต้นและการดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า งานของเธอรวมถึงการต้อง ‘ออก’ ไปกับพวกเขา ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีจำนวนครั้งขั้นต่ำที่ร้านกำหนดเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหาได้ง่ายไม่แตกต่างจากบุหรี่ กานบอกว่าชีวิตของพวกเธอกับสิ่งเหล่านั้นคือของที่อยู่คู่กัน

ผมถามกานว่าความฝันของเธอคืออะไร

กานบอกว่าเธอยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้

 

ถนนจรัญสนิทวงศ์, ในเวลาต่อมา

ถึงแม้ว่าจะจับพลัดจับผลูมาทำงานในร้านคาราโอเกะแบบตกกระไดพลอยโจน แต่จากประสบการณ์ชีวิต ผมคิดว่า ‘ตั๊ก’ อาจจะ ‘เก๋า’ กว่าพนักงานในร้านหลายคน

ก่อนจะมาทำงานที่นี่ เธอเป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต มีแฟนเป็น ‘หนุ่ม’ ชาวเยอรมันที่คอยส่งเงินมาให้เธอใช้ทุกเดือน ชีวิตของเธอดูสุขสบายดี ก่อนที่เธอจะบังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครงานในนิตยสารของ ‘สาวโรงงาน’ (ตามความเห็นของเธอ)

“รับสมัครด่วน สุภาพสตรีที่กำลังมองหางานเบา งานสบาย รายได้ดี ไม่ต้องมีประสบการณ์”

“สำหรับคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่ต้องการสร้างฐานะและอนาคตอันมั่นคงเชิญทางนี้ เรามีตำแหน่งพนักงานรีเซฟชั่นซึ่งท่านจะมีเงินเดือนประจำเดือนละ 30,000-40,000 บาท ความรู้และประสบการณ์ไม่จำเป็น ขอเพียงแต่ท่านมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างอนาคตของท่านอย่างแน่วแน่ เรายินดีจะฝึกสอนและชี้แนวทางให้ ทางร้านมีบริการที่พัก อาหาร และน้ำไฟฟรี! สำหรับทุกท่าน”

“ค่ำคืนอันดื่มด่ำด้วยความสุข”

ด้วยรายได้โดยเฉลี่ย 30,000-60,000 บาทต่อเดือนตามที่ระบุในประกาศของหลายๆ ร้าน ทำให้เธอตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ

ผมคิดว่าเธอน่าจะพอรู้ว่ามันเป็นงานประเภทอะไร แต่เธอบอกว่าเธอไม่รู้จริงๆ ว่ามันรวมถึงการต้องทำ ‘ออฟ’

จนกระทั่งวันนี้ ตั๊กทำงานมาแล้วประมาณ 15 วัน และยังไม่ยอมทำ ‘ออฟ’ เธอบอกว่าจะได้รับค่าตอบแทนจากการ ‘นั่งดริ้ง’ ต้นเดือนกันยายน หลังจากนั้น เธอคงจะกลับไปทำงานที่ภูเก็ต

“ที่ภูเก็ตผิดหวังจากชีวิตทั้งน้าน หนี้สินเยอะ มีลูก ผัวทิ้ง” ประสบการณ์หลายปีที่ภูเก็ต ทำให้ตั๊กพอจะสรุปชีวิตของคนทำงานที่นั่นได้ เช่นเดียวกับประสบการณ์ 15 วันจากที่นี่ “คนมีปัญหามาทำที่นี่หมด อันดับแรกคือถูกแฟนทิ้ง มีลูก ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว”

ผมขอให้ตั๊กช่วยสรุปชีวิตของคนที่นี่ให้ฟัง

“ที่นี่มีแต่คนผิดหวังจากความรัก ถูกผัวทิ้ง เข้ากรุงเทพฯ มาทำงาน แล้วพอดีมาเจอ (ประกาศรับสมัครงานใน) หนังสือ พอลองมาทำปุ๊บ พอมานั่งอย่างนี้ก็เปลี่ยนจากสาวโรงงานกลายเป็นสาวแต่งตัวเปรี้ยว แต่งตัวเป็น เริ่มเข้าสังคม จากไม่ชอบก็เริ่มชอบ ทำไปเรื่อยๆ ก็ชอบ เพราะว่าได้ตังค์เยอะ ส่งตังค์ให้พ่อให้แม่ให้ลูก แล้วพอทำไปนานๆ พอเขาคิดจะกลับไปทำที่เดิมหรือมีคนชวนไปทำงานกลางวัน เขาก็ตอบว่าไม่ เพราะว่าความคิดเขาเปลี่ยนไปแล้ว คือตรงที่ว่านั่งเฉยๆ ก็ได้ตังค์”

ที่นี่ ตั๊กมีเพื่อนสนิทอยู่ 2-3 คน และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตซึ่งเธอเสนอเป็นทางเลือกให้กับเพื่อน ก็คือ

“ที่แบบนี้มันมองทางออกไม่เห็น พี่มองเห็นไหม ที่ตรงนั้น (ภูเก็ต) มันยังชัวร์กว่า ตรงที่ว่ามันมีฝรั่งส่งเสีย ตั๊กก็บอกเขาว่า ชีวิตไม่ต้องไปหวังอะไรให้มันมาก หวังแค่แบบว่า หาคนเลี้ยง โอเค ไม่ต้องหวังตังค์เยอะ เอาแค่ซักสองสามหมื่นก็พอ ให้เขาส่งให้แค่นั้นพอ จบ”

มันอาจจะเป็นความคิดแคบๆ สำหรับบางคน แต่ในจุดที่เพื่อนของเธอยืนอยู่ ผมคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ ก็ได้

จากประสบการณ์ของผม คนทำงานกลางคืนทุกคนรู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรติ พวกเขาและเธอสัมผัสได้ถึงสายตาหยามหมิ่นของสังคม แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตราและกิเลสตัณหา บวกรวมกับเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของชีวิต ทางเลือกของชีวิตก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีให้เลือกมากนัก

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

“…เธอน่ะเป็นคนกลางวัน ฉันมันเป็นคนกลางคืน อย่าเลยอย่าไปฝืนความเป็นไป เธอห่วงใยเธอจริงจัง ฉันไม่อยากจะทำลายหัวใจ แต่ความเป็นจริงเราไม่คู่ควร…”

หลังช้ำรักจาก ‘ผู้หญิงกลางวัน’  พี่ ก. อาศัยสถานที่แห่งนี้เป็นที่เยียวยาหัวใจ

แต่มันก็กลับนำไปสู่อาการ ‘ช้ำ’ อีกถึงสองครั้ง

“พี่ไม่สนเลย ความรักของพี่คือพี่ไม่สนอะไรทั้งสิ้น พี่รับเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ครอบครัวพี่จะรับเขาไหม พี่ไม่สน พี่จะสู้ทุกอย่าง… พี่น่ะเต็มที่ แต่ตัวเขาน่ะ…”

หัวข้อการสนทนาของสังคมนักเที่ยวในโลกออนไลน์หลีกหนีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ ‘น้องๆ’ ไปไม่พ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะลงเอยด้วยผลที่ไม่ดีนัก

“คำสารภาพของผู้ที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไป เพราะสาว ‘โคโยตี้’”

“เธอคนนี้ คนที่ทำให้ผมเกิดคำว่ารักแต่แรกพบและทำให้เกิดคำว่าตายทั้งเป็น”

“อดีตที่เป็นบทเรียน กับชีวิตกลางคืน ที่ทำให้ผมเกือบตาย”

นี่คือตัวอย่างของกระทู้ที่มีผู้เข้าไปอ่านมากที่สุดในเว็บไซต์ศูนย์รวมของนักเที่ยวกลางคืนเว็บไซต์หนึ่ง

เช่นเดียวกับพี่ ก.  2-3 ปีที่ได้สัมผัสกับโลกและคนกลางคืน ทุกวันนี้ การดื่มกินกับเพื่อนฝูงคือเป้าหมายหลักของการไปเที่ยว

“ปัจจุบันไม่มีทางเลยที่พี่จะอยากเป็นแฟนกับเด็กพวกนี้ ไม่มีอีกแล้ว”

ในทางกลับกัน ‘น้องๆ’ หลายคนที่ผมเคยพูดคุยด้วย พวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกัน’ ตัวเองในระดับหนึ่ง

สำหรับพวกเธอ นอกเหนือจากปัญหาทางด้านการเงิน เกือบทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ชอกช้ำผิดหวังมาก่อน และคงจะผิดวิสัยสำหรับการเปิดใจง่ายๆ กับบรรดา ‘ลูกค้า’ ที่ส่วนใหญ่ต่างมุ่งหวังเพียงการกอบโกยจากเรือนกายของพวกเธอ

 

1 กันยายน 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 01:10 น.

ผมนั่งกินเบียร์อยู่เพียงลำพัง พร้อมๆ กับพยายามค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

ก่อนหน้านี้มีคนเสนอสถานที่และช่องทางในการพูดคุยกับคนกลางคืนหลากหลายรูปแบบ แต่หลังจากทบทวนอยู่ระยะหนึ่ง ผมก็คิดว่าบางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจจะไม่จำเป็น

จากประสบการณ์ รูปแบบชีวิตของคนกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปมากเพียงใด

พวกเธอและเขาดูเหมือนจะอยู่ภายใต้แรงบีบบังคับ – ทั้งทางตรงและทางอ้อม – ให้ต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ และค่อยๆ ประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปตามความสามารถและความเข้มแข็งของแต่ละคน

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยถามคนทำงานเก่าแก่ในอาบอบนวดแห่งหนึ่งว่าเคยรู้จักใครบ้างไหมที่จบอาชีพ ‘หมอนวด’ แบบ ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’

คำตอบก็คือ “ยังไม่เคย”

ผมเลือกที่นี่เป็นสถานที่ค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

มันเป็นสถานที่แห่งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับโลกและผู้หญิงกลางคืน

จากวันแรกที่นั่งบิดเกร็งด้วยความขวยเขินและประหม่ากับสายตาของหญิงสาวในชุดบิกินี่บนเวที จนกระทั่งวันนี้ที่ผมเดินเข้ามาในร้านด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างจากการเดินเข้าร้านเหล้าทั่วๆ ไป

สภาพของร้านถูกปรับปรุงให้สวยงามและทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่วัยของลูกค้าโดยเฉลี่ยดูเหมือนจะลดต่ำลง ขณะเดียวกันก็มี ‘น้องๆ’ หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมา ‘ทำงาน’ ไม่เคยขาด

ถึงวันนี้ พวกเธอที่ทำงานอยู่ที่นี่เมื่อ 5-6 ปีก่อนแยกย้ายหายหน้าไปเกือบหมดแล้ว

เธอที่เคยเป็น ‘ดาว’ ของที่นี่เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันในหมู่นักเที่ยวเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและความเป็นมืออาชีพของเธอ

เธอที่เคยบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบากพร้อมกับหยาดน้ำตา ตอนนี้เธอผันตัวมาเป็น ‘มาม่า’ คอยดูแลลูกค้า  ใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้ม แต่ผมพอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ชีวิตของเธอคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก

เธอที่เคยบอกผมว่ามี ‘เสี่ย’ คอยดูแล (ก่อนจะกระซิบต่อว่า “แต่เซ็กซ์แย่มาก”) อาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคง ‘เต้น’ อยู่นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้  ด้วยวัยที่สูงเกินค่าเฉลี่ย แต่รูปร่างของเธอยังดูดีไม่ต่างจากรูปร่างของเด็กสาว

ส่วนเธอที่เคยนั่งคุยเป็นเพื่อนผมบ่อยๆ ตอนนี้เปลี่ยนไปทำงานกลางวัน รายได้อาจจะน้อยลง แต่เธอบอกว่ามันดีสำหรับชีวิตของเธอมากกว่า

แต่เธออีกหลายคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่โลกที่มืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเธอไม่กล้าหันกลับไปมอง ‘แสงสว่าง’

 

นานมาแล้ว ขณะนั่งมองพวกเธอเคลื่อนไหวอยู่บนเวที ผมมีความรู้สึกว่าพวกเธอเปรียบเสมือนดวงดาวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปบนเรือนร่างของพวกเธอก็แทบไม่ต่างจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ช่วยให้ดวงดาวเหล่านั้นเปล่งประกายระยิบระยับ

เป็นดวงดาวที่ทุกคนปรารถนาจะไขว่คว้ามาเชยชม

แต่ในความเป็นจริง โลกของพวกเธอกลับสว่างไสวได้เพียงในยามค่ำคืนที่ไร้แสงแห่งชีวิต มันวางตัวโดดเด่นก็เพียงแต่ในพื้นที่ทางกายภาพ แต่กลับคลุมเครือจนกระทั่งหมองหม่นในพื้นที่อื่นๆ

ผู้ชายจำนวนมากหวังเพียงการตักตวงจากพวกเธอในส่วนที่พวกเขาขาดแคลน โดยแทบไม่มีใครใส่ใจว่าสิ่งที่พวกเธอขาดแคลนนั้นมันมากมายเพียงใด

และพวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกันตัว’ เท่าที่พอจะทำได้

เพราะแทบทุกคนอยู่ห่างจากบ้านและคนในครอบครัว

โลกใบนี้อาจเป็นทางออกสำหรับชีวิตที่ไม่ได้มีเส้นทางให้เลือกเดินมากนัก

ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้ความเข้มแข็งในระดับที่มากเกินปกติ

ถ้าหวังจะได้สัมผัสกับ ‘แสงสว่าง’ ในวันข้างหน้า

October No. 11 (openbooks, ตุลาคม 2554)

 


[1] ส. อาสนจินดา, ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 (กรุงเทพฯ: ณ บ้านวรรณกรรม, 2536) น. 364.

[2] ’รงค์ วงษ์สวรรค์, สนิมสร้อย, พิมพ์ครั้งที่ 7 (กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2545), น. 144.

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 4:48 am

Posted in อื่นๆ

อัลเฟรด โนเบล

leave a comment »

ในปี 1888 ลุดวิก โนเบล พี่ชายของ อัลเฟรด โนเบล เสียชีวิตที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส แต่หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่าผู้ที่ตายคือโนเบลผู้น้อง พวกเขาประกาศข่าวการตายไม่ต่างจากการก่นประณาม – “พ่อค้าความตายสิ้นชีวิตแล้ว, ดร. อัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ร่ำรวยมหาศาลจากการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้มากขึ้นอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียชีวิตแล้วเมื่อวานนี้”

อัลเฟรด โนเบล อ่านข่าวการตายของตัวเองด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย มันทำให้เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่วันสุดท้ายของเขาจะมาถึงจริงๆ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 1895 ที่สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ในปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมของเขา โดยเขาจะใช้ทรัพย์สินของตัวเองทั้งหมดในการจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบล เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติโดยไม่เลือกสัญชาติ ทรัพย์สินทั้งหมดของเขามีมูลค่า (ณ ปี 2008) ประมาณ 1.8 พันล้านโครน หรือ 250 ล้านดอลลาร์

อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1833 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ในปี 1842 ซึ่งพ่อของเขา (ผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัด) ได้เริ่มต้นการคิดค้น “ตอร์ปีโด” ที่นั่น โนเบลศึกษาวิชาเคมีที่รัสเซียจนกระทั่งอายุ 18 ปี ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

โนเบลและบิดาเดินทางกลับประเทศสวีเดนหลังจากที่ธุรกิจของครอบครัวล้มละลาย เขาทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิต อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 กันยายน 1864 ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานของครอบครัวโนเบล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน รวมถึงอีมิล น้องชายของ อัลเฟรด โนเบล

อัลเฟรด โนเบล ได้ชื่อว่าเป็นนักเคมี วิศวกร นักประดิษฐ์ และผู้ผลิตอาวุธ เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 355 รายการ รวมถึง “ไดนาไมต์” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1867 โดยโนเบลพบว่า เมื่อนำสารไนโตรกลีเซอริน (nitroglycerin) มารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth – ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะทำให้มีความปลอดภัยในการผลิตและสะดวกในการนำไปใช้ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้น “เจลลิกไนต์” หรือ “ระเบิดเจล” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1876 และระเบิดอีกหลายชนิดที่เกิดจากการผสมโพแทสเซียมไนเตรตกับสารชนิดอื่นๆ เจลลิกไนต์มีความเสถียร ขนส่งได้ง่าย และมีรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของโนเบลกลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับการทำเหมือง อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลเสียต่อสุขภาพของเขาเช่นกัน

“บอลลิสไทต์” (ballistite) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โนเบลค้นพบ สิ่งนี้เป็นต้นแบบของดินระเบิดแบบไร้ควันในยุคปัจจุบัน และยังคงถูกใช้ในการปล่อยจรวด

มีผู้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เปรียบเสมือนเนื้อดินอันอุดมซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของโนเบลผลิดอกงดงามก็คือพรสวรรค์ในการเข้าถึงข้อมูลของเขา (ถึงแม้เขาจะไม่ได้จบการศึกษาขั้นสูงอย่างเป็นทางการ) โนเบลสามารถใช้ภาษาได้ถึง 6 ภาษา (สวีดิช ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ เยอรมัน และอิตาเลียน) นอกจากนี้ เขายังเขียนบทละครร้อยแก้วชื่อ Nemesis ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงที่เขาเสียชีวิต แต่หนังสือเกือบทั้งหมดก็ถูกทำลาย (มีเหลือเพียง 3 เล่ม) เนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนา หนังสือเล่มนี้เพิ่งจะถูกพิมพ์อีกครั้งในปี 2003 (ภาษาสวีดิช-เอสเปรันโต)

สำหรับรางวัลโนเบล สามรางวัลแรกจะมอบให้กับสาขาฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่สี่มอบให้กับงานวรรณกรรมที่ “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” และรางวัลที่ห้ามอบให้กับบุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในสร้างความปรองดอง ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลัง หรือการสร้างสันติภาพ

คำจำกัดที่ว่า “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” ทำให้การมอบรางวัลในสาขาวรรณกรรมมีปัญหาค่อนข้างมาก การตีความคำจำกัดความของคณะกรรมการทำให้นักเขียนคนสำคัญอย่าง เฮนริก อิบเซน และ ลีโอ ตอลสตอย ไม่ได้รับรางวัลนี้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาในการมองรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน ในคำประกาศเจตนาความยาวหนึ่งหน้ากระดาษของโนเบล เขาระบุเพียงว่าเงินรางวัลจะมอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสาขาฟิสิกส์และเคมี เขาเปิดพื้นที่ให้กับรางวัลทางด้านเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่าจะทำอย่างไรกับความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัล โดยปราศจากวิศวกร ช่างเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ

โนเบลได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Swedish Academy of Sciences ในปี 1884 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอัพซาลาในปี 1893 เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1896 จากโรคเส้นโลหิตในสมองแตก

Written by ksamphan

January 24, 2012 at 4:35 am

Posted in อื่นๆ

อับราฮัม ลินคอร์น

leave a comment »

บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 1863  สี่เดือนครึ่งหลังจากกองกำลังของฝ่ายเหนือเอาชนะกองกำลังของฝ่ายใต้ได้ที่เมืองเกตตีสเบิร์ก อันเป็นการรบที่มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามกลางเมืองอเมริกา  อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สุสานแห่งชาติในเมืองเกตตีสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย  ใจความหลักของสุนทรพจน์ (ความยาว 2 นาที) ครั้งนี้คือ หนึ่ง ปกป้องการทำงานของรัฐบาล  สอง อธิบายว่าเหตุใดสงครามอันโหดร้ายจำเป็นต้องดำเนินต่อไป  และสาม ด้วยเหตุดังกล่าว “…รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันเลือนหายไปจากโลก”

สุนทรพจน์ที่เกตตีสเบิร์กกลายเป็นต้นแบบของการทำหน้าที่ของประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านวาทศิลป์ของลินคอร์น ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายการเมืองของเขา

อับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในกระท่อมไม้ซุง  เพราะความยากจน ลินคอร์นจึงได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น โดยเขาขวนขวายศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการมุมานะอ่านหนังสืออย่างจริงจังในระหว่างการทำงานหลากหลายอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

ลินคอร์นเริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองเมื่อเขาอายุได้ 23 ปี (ปี 1832) โดยเริ่มจากความล้มเหลวในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐอิลลินอยส์ ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา  หลังจากนั้นเขาตัดสินใจประกอบอาชีพทนายความ โดยศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะทนายความมือดี และอาจเป็นการปูทางไปสู่การได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐอิลลินอยส์ 4 สมัย  ในปี 1837 เขาและนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่งประกาศว่าระบบทาส “มีรากฐานมาจากความอยุติธรรมและนโยบายที่ใช้ไม่ได้” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงการต่อต้านระบบทาสอย่างเป็นทางการ

ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาในปี 1846 ในนามของพรรควิก และเป็นผู้สนับสนุน ซาคารี เทย์เลอร์ ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1848 ซึ่งช่วยให้เทเลอร์ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 12 ของสหรัฐอเมริกา  แต่ภายหลังการเลือกตั้ง ลินคอร์นไม่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานที่ดินส่วนกลางตามที่เขาต้องการ แต่กลับถูกเสนอให้เป็นผู้ว่าการรัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเดโมแครต และเท่ากับเป็นการดับอนาคตของนักการเมืองจากพรรควิกโดยปริยาย ลินคอร์นจึงไม่รับตำแหน่งใดๆ และย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์

ลินคอร์นประกอบอาชีพทนายความอยู่นานถึง 16 ปี ก่อนจะหวนคืนสู่แวดวงการเมืองอีกครั้งในปี 1854 โดยเขาออกมาคัดค้านร่างกฎหมายแคนซัส-เนบราสกา (1854) ที่สนับสนุนระบบทาส ซึ่งเสนอโดย สตีเฟน เอ. ดักลาส วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์  ร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างรอยร้าวอันยากจะประสานขึ้นในพรรควิก ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว  ลินคอร์นเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในพรรควิกและนักการเมืองจากพรรคอื่นมารวมตัวกันเป็นพรรคใหม่ นั่นคือ พรรครีพับลิกัน

ในปี 1858 ลินคอร์นได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเขาต้องปะทะคารมกับดักลาส (คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต) ถึง 7 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และการโต้วาทีกันในครั้งนั้นก็กลายเป็นการโต้วาทีทางการเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่าลินคอร์นจะแพ้การเลือกตั้ง แต่ความสามารถที่เขาได้แสดงให้สาธารณชนเห็นในระหว่างการหาเสียง ก็ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในระดับชาติ และหลังจากการปราศรัยที่สหภาพแรงงานช่างทำถังไม้ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1860 เขาก็กลายเป็นสมาชิกแถวหน้าของพรรค ก่อนจะเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา

ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1860 เขาคือประธานาธิบดีคนแรกของพรรครีพับลิกัน โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 1861  ในขณะดำรงตำแหน่ง เขาต้องรับมือกับวิกฤตอันหนักหน่วงรุนแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ สงครามกลางเมือง การผสานความแตกแยกของคนในชาติ และการยุติระบบทาส ภารกิจซึ่งทำให้เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภารกิจของเขาในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีส่วนใหญ่คือการต่อสู้กับการแยกตัวของสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐทางใต้ 11 รัฐที่ต้องการคงระบบทาสเอาไว้ อันนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกัน (1861-1865)  เพื่อการนี้ ลินคอร์นต้องใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอยู่ในฝ่ายแยกตัวโดยไม่มีหมายจับหลายพันคน เขาเป็นผู้เสนอมาตรการที่นำไปสู่การยุติระบบทาส เป็นผู้ออกแถลงการณ์ปลดปล่อยทาส (Emancipation Proclamation) รวมทั้งเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยุติระบบทาสอย่างเป็นทางการ

วันที่ 14 เมษายน 1865  หกวันหลังจากการประกาศยอมแพ้ของกองกำลังฝ่ายสมาพันธรัฐ ลินคอร์นถูกลอบสังหารโดยสายลับของฝ่ายสมาพันธรัฐที่โรงละครฟอร์ดส์ ขณะกำลังชมละครเรื่อง Our American Cousin

Written by ksamphan

January 24, 2012 at 4:25 am

Posted in อื่นๆ

หลุยส์ เบรลล์

leave a comment »

ในปี 2009 ทั่วทั้งทวีปยุโรปมีการจัดนิทรรศการและงานสัมมนาเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของคนคนหนึ่งซึ่งถือกำเนิดเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เบลเยียมและอิตาลีผลิตเหรียญ 2 ยูโรเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว เช่นเดียวกับเหรียญ 2 รูปีของอินเดีย และเหรียญ 1 ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ร่างไร้วิญญาณของชายผู้นี้นอนสงบนิ่งอยู่ที่สุสานแพนทีออนในกรุงปารีส ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญของโลกท่านอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังระลึกถึงคุณูปการที่ชายผู้นี้มอบไว้ให้กับมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาในโลกอันมืดมิด

หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1809 ในเมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส พ่อของเขาเป็นช่างทำอานม้า และมีฝีมือในการทำเครื่องหนัง ซึ่งการเข้าไปเล่นในที่ทำงานของพ่อนี่เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างในขณะที่มีอายุเพียง 5 ปี หลังจากถูกเข็มเย็บหนังของพ่อทิ่มตาข้างขวา ก่อนที่ตาข้างซ้ายจะติดเชื้อตามไปด้วย และบอดสนิททั้งสองข้างในที่สุด

เมื่ออายุได้ 10 ปี เบรลล์ได้รับทุนให้เข้าเรียนในสถาบันเพื่อเยาวชนตาบอดแห่งชาติ (National Institute for the Blind Youth) ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับคนตาบอดแห่งแรกของโลก  ที่นี่จะสอนทักษะทางวิชาชีพและการทำการค้าขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียน รวมทั้งสอนการอ่านหนังสือโดยการสัมผัสอักษรนูน (ใช้กระดาษวางทาบบนลวดทองแดง) ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้หัดเขียนหนังสือ และเนื่องจากหนังสือแบบนี้มีน้ำหนักมาก ทั้งน้ำหนักของตัวอักษรและจำนวนหน้าที่มากเพื่อประหยัดเงินในการพิมพ์ โรงเรียนแห่งนี้จึงมีหนังสือให้นักเรียนอ่านน้อยมาก และนักเรียนก็มีปัญหาอย่างมากในการอ่านหนังสือ

ถึงแม้จะตาบอด แต่เบรลล์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความเฉลียวฉลาดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ประสาทหูอันเป็นเลิศส่งให้เขากลายเป็นนักดนตรีชั้นเยี่ยม (เบรลล์เดินทางไปบรรเลงออร์แกนในโบสถ์ทั่วประเทศฝรั่งเศสในช่วงวัยทำงาน และเขาเป็นนักดนตรีประจำโบสถ์ Saint-Nicolas-des-Champs ในปี 1834 และโบสถ์ Saint-Vincent-de-Paul ในปี 1845)  เบรลล์เป็นผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ซึ่งนอกจากมันจะเป็นที่มาของรายได้แล้ว ดนตรียังช่วยให้เขามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

ในปี 1821 มีอดีตนายทหารจากกองทัพฝรั่งเศสมาเยี่ยมโรงเรียนของเบรลล์ เขาได้เล่าประสบการณ์ในสนามรบให้นักเรียนฟัง และหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นคือวิธีการสื่อสารของทหารในระหว่างทำการรบ ซึ่งเสียงพูดเป็นสิ่งต้องห้าม  ในสนามรบ ทหารจะใช้จุดนูน 12 จุดและตัวเลขหรือขีด เป็นรหัสในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่เบรลล์จะเข้าใจ แต่นี่คือสิ่งที่จุดประกายให้เบรลล์เริ่มคิดถึงการคิดค้นรหัสของตัวเขาเอง

เบรลล์เริ่มต้นคิดค้นระบบจุดนูนด้วยเข็มเย็บหนังของพ่อ (ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เขาตาบอด) ก่อนที่เขาจะคิดค้นได้สำเร็จในขณะที่มีอายุเพียง 15 ปี  แทนที่จะใช้ 12 จุดตามระบบของทหาร ระบบของเบรลล์ใช้เพียง 6 จุดเท่านั้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนตาบอด

ระบบของเบรลล์ทำให้ผู้อ่านสัมผัสตัวอักษรได้ในการสัมผัสเพียงครั้งเดียว ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความได้โดยไม่ต้องเคลื่อนหรือย้ายตำแหน่งของนิ้วมือไปมา  นอกจากนี้ ระบบของเบรลล์ยังเรียนรู้ง่าย ทำให้คนตาบอดสามารถฝึกฝนได้ทั้งการเขียนและการอ่าน  ส่วนประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ มันช่วยลดทั้งขนาดและน้ำหนักของหนังสือ อีกทั้งยังทำให้กระบวนการผลิตหนังสือทำได้ง่ายขึ้น

ในเวลาต่อมา เบรลล์ได้ขยายระบบของเขาไปในสาขาคณิตศาสตร์และดนตรี ก่อนจะตีพิมพ์ Method of Writing Words, Music, and Plain Songs by Means of Dots, for Use by the Blind and Arranged for Them ในปี 1829 ในรูปแบบอักษรนูน เพื่อเผยแพร่และอธิบายระบบที่เขาคิดค้นขึ้น  ในปี 1839 เบรลล์เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารระหว่างคนตาบอดกับคนตาปกติซึ่งเขาพัฒนาขึ้น และร่วมกับ ปิแอร์ ฟูโกต์ (Pierre Foucault) ในการพัฒนาเครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์เพื่อช่วยร่นเวลาในการเขียนอักษร

เบรลล์ดำรงชีวิตด้วยการเป็นนักดนตรีและเป็นครูในสถาบันสอนคนตาบอด เขาได้รับการเคารพอย่างสูงจากบรรดาลูกศิษย์ แต่ถึงกระนั้น ระบบที่เขาคิดค้นขึ้นก็ยังเป็นที่ถกเถียง และไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่

เบรลล์เสียชีวิตจากวัณโรคในปี 1852 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่เมืองคูปเฟรย์ (Coupvray) ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมายังสุสานแพนทีออนในอีก 100 ปีต่อมา

ระบบตัวอักษรสำหรับคนตาบอดที่เขาเป็นผู้คิดค้น ถูกใช้อย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศสในปี 1854 สองปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต

Written by ksamphan

January 22, 2012 at 1:24 pm

Posted in อื่นๆ

หลี่ เหลียนเจี๋ย

leave a comment »

“ผมไม่เคยบอกกับตัวเองว่าผมเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ถ้าใครสักคนฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เพียงเพื่อการต่อยตีข้างถนน เพื่อหวังจะใช้มันเป็นอาวุธในการปะทะขัดแย้ง หรือเพื่อจะใช้ข่มขู่รังแกผู้อื่น ในความเห็นของผม คนคนนั้นไม่ใช่นักสู้ที่แท้จริง” – หลี่ เหลียนเจี๋ย

หลี่ เหลียนเจี๋ย (Li Lianjie) หรือที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ เจ็ต ลี (Jet Li) เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1963 ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ โดยหลี่เป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 5 คน

พรสวรรค์ทางด้านวูซูของหลี่เริ่มปรากฏเมื่อเขามีอายุได้ 8 ปี เขาฝึกซ้อมวูซูที่โรงเรียน และเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมวูซูของปักกิ่งทำการแสดงศิลปะการต่อสู้ในช่วงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ผู้ฝึกสอนของหลี่คือ หวู บิน (Wu Bin) สุดยอดผู้ฝึกสอนวูซูของโลกในปัจจุบัน  หวูมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาความสามารถของหลี่ โดยนอกจากจะฝึกสอนวูซูให้กับหลี่แล้ว เขายังซื้ออาหารให้กับครอบครัวของหลี่ เนื่องจากครอบครัวของหลี่ไม่มีเงินมากพอสำหรับอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของหลี่

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักกับหวู 3 ปี หลี่ก็ชนะเลิศการแข่งขันวูซูระดับชาติของจีน ก่อนที่เขาเลิกเล่นวูซูเมื่ออายุ 17 ปี และถูกชักชวนเข้าสู่วงการแสดงเมื่ออายุ 20 ปี

ในปี 1982 บริษัทประชาสัมพันธ์คิดว่าชื่อของหลี่ออกเสียงยาก จึงใช้ชื่อ “Jat Li” ในโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง Shaolin Temple (เสี้ยวลิ้มยี่, 1982) ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของหลี่ โดยเปรียบเทียบการเริ่มต้นอาชีพนักแสดงของหลี่กับการขึ้นบินของเครื่องบิน หลังจากนั้นเป็นต้นมา หลี่ เหลียนเจี๋ย จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ เจ็ต ลี

ภาพยนตร์ภาษาจีนที่หลี่นำแสดง เช่น Shaolin Temple (เสี้ยวลิ้มยี่, 1982), Shaolin Temple 2: Kids from Shaolin (เสี้ยวลิ้มยี่ 2, 1984), Once Upon a Time in China (หวงเฟยหง: หมัดบินทะลุเหล็, 1991), Fist of Legend (ไอ้หนุ่มซินตึ้ง หัวใจผงาดฟ้า, 1994) และ Fong Sai-Yuk (ฟงไสหยก สู้บนหัวคน, 1993) เป็นต้น

ในปี 1998 หลี่ก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูด โดยเริ่มต้นด้วยการรับบทตัวร้ายใน Lethal Weapon 4 (1998) ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น The One (2001), Kiss of the Dragon (2001), Cradle 2 the Grave (2003), Danny the Dog (หรือ Unleashed) (2005), Fearless (2006), War (หรือ Rogue Assassin) (2007), The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008), และ The Expendables (2010) เป็นต้น

จากสถิติรายได้ของภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์ของหลี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Lethal Weapon 4 โดยทำรายได้ 130 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ด้วยรายได้มากกว่า 102 ล้านดอลลาร์  ส่วน Hero (2002) อยู่ในอันดับที่ 3 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นภาพยนตร์ที่นักวิจารณ์ชื่นชมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ Fearless อยู่ในอันดับที่ 6 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกา  ในมุมมองของนักวิจารณ์ Fist of Legend (1994) เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของหลี่ ส่วน War คือเรื่องที่แย่ที่สุด

หลี่กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการจะบอกกับโลกใบนี้อยู่ในภาพยนตร์ 3 เรื่องของเขา นั่นคือ Hero (ความทุกข์ตรมของคนคนหนึ่งมิอาจเทียบเคียงได้กับความทุกข์ตรมของชาติ)  Unleashed (ความรุนแรงมิใช่การแก้ปัญหา)  และ Fearless (ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือตัวเราเอง)  หลี่คิดว่าอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือรอยยิ้ม และพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลกทัศน์และชีวทัศน์ของหลี่เปลี่ยนไปอย่างมากก็คือเหตุการณ์สึนามิในปี 2004  ในตอนนั้นหลี่กำลังพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เขาและครอบครัวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด  หลี่ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกว่าความสามารถหรือความสำเร็จใดๆ ที่เขาเคยได้รับมาไม่สามารถเทียบได้กับพลังของธรรมชาติ “ทั้งเงิน อำนาจ หรืออะไรก็ตามในโลกนี้ ไม่สามารถช่วยคุณจากคลื่นครั้งนั้นได้เลย”  หลี่บอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะและเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต

หลี่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตการกุศล” ของสภากาชาดจีนตั้งแต่เดือนมกราคม 2006  เขาบริจาคเงิน 500,000 หยวน (62,500 ดอลลาร์) ซึ่งแบ่งมาจากรายได้ของภาพยนตร์เรื่อง Fearless ให้กับโครงการเยียวยาทางด้านจิตใจของสภากาชาด  ในเดือนเมษายน 2007 จากประสบการณ์ในเหตุการณ์สึนามิ หลี่ก่อตั้งมูลนิธิ The One เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยทำงานร่วมกับสภากาชาดและองค์กรอื่นๆ  โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ หลี่ได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้คนจากภัยธรรมชาติมาแล้ว 7 เหตุการณ์ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองเสฉวนในปี 2007

หลี่ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2009 เกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาในการทำการกุศล โดยเขาบอกว่า “องค์กรเอกชนสามารถช่วยเหลือรัฐบาลในพื้นที่ที่รัฐบาลมองไม่เห็น ความช่วยเหลือของรัฐบาลไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้เสมอไป องค์กรเอกชนไม่จำเป็นต้องใหญ่แบบรัฐบาล แต่พวกเขาจำเป็นต้องยืดหยุ่นและเป็นอิสระ”

ในเดือนกันยายน 2010 หลี่ได้รับการแต่งตั้งจากสภากาชาดสากลให้เป็น “ทูตไมตรีจิต” คนแรกขององค์กร เขาโพสต์ข้อความขอบคุณในอินเทอร์เน็ต และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

Written by ksamphan

January 22, 2012 at 6:40 am

Posted in อื่นๆ