K. Samphan

Archive for the ‘หนังสือ’ Category

สรุปสาระสำคัญของ “ฟ้าเดียวกัน” ฉบับที่ 5

leave a comment »

สาระสำคัญของนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ “คนที่ตายใต้ฟ้าเดียวกัน” อาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนกว้าง ๆ คือ ส่วนแรก ว่าด้วยร่องรอยความเป็นมาของปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐไทย ส่วนที่สอง ว่าด้วยการทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันที่ดำเนินต่อเนื่องมานับตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธในวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่กลายเป็นปฏิกิริยาโต้กลับที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนสุดท้ายว่าด้วยการแสวงหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าว ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงจากกระบวนการที่นำไปสู่ความรุนแรง

นิตยสารฟ้าเดียวกัน เริ่มต้นบทสำรวจเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการทำความเข้าใจสถานการณ์ความเป็นไปของโลก ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของประเทศไทย ผ่านบทสัมภาษณ์ของ ศ.ดร. เบเนดิคท์ แอนเดอร์สัน นักวิชาการที่มีอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับชาตินิยม “อาจารย์เบน” อธิบายถึงแนวคิดเรื่องชาตินิยมที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก ไล่เรียงมาตั้งแต่การทำสงครามของสหรัฐฯในอิรัก อินโดนีเซียกับจังหวัดอาเจะห์ จนกระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อาจารย์เบนเชื่อว่า สิ่งที่ทำร้ายคนมากที่สุดคือรัฐ และสำหรับปัญหาในภาคใต้ของไทยนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐไทยและผู้นำไทยมองว่าประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยไม่ได้มองว่าพวกเขาคือราษฎรไทยที่เป็นมลายู ดังนั้น แทนที่ปัญหาดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ รัฐไทยก็กลับทำให้มันบิดเบือนกลายไปเป็นปัญหาเรื่องศาสนาอิสลาม

 

ส่วนที่หนึ่ง : ร่องรอยของอดีต

เอกสารสองฉบับที่ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสาร คือ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” และ “คำแปลคำปราศรัยของสหายรับผิดชอบในพิธีก่อตั้งกองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษาจากมุมมองของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐซึ่งเราแทบไม่มีโอกาสได้รับรู้ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้เอกสารทั้งสองชิ้นจะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว แต่เนื้อความในเอกสารก็ร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง

เอกสารของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานีชิ้นนี้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศมุสลิมจากประเทศต่างๆ ณ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10-20 พฤษภาคม 2519 ซึ่งนิตยสารจัตุรัส  (ฉบับที่ 59, 24 สิงหาคม 2519) นำมาตีพิมพ์เผยแพร่ เนื้อความในเอกสารระบุว่า “แนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ตั้งขึ้นเมื่อปี 2503 โดยมีจุดมุ่งหมายของแนวร่วมอย่างชัดเจน คือ

1. เพื่อปลดแอกทุกจังหวัดและทุกถิ่นที่เป็นของมุสลิมทาง “ประเทศไทยภาคใต้” จากการครอบงำแบบอาณานิคมของพุทธศาสนิกชนไทย

2. เพื่อสร้างรัฐอิสลามแห่งปัตตานีที่มีเอกราชและอธิปไตย

3. เพื่อสนับสนุนและปกป้องศาสนาอิสลาม รวมทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม และประเพณีของชาวมุสลิม

เอกสารชี้แจงว่า ปัตตานี เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ก่อนที่จะถูกรุกรานจากคนไทยในศตวรรษที่ 17 และยังคงทำการต่อสู้กับคนไทยอีกหลายครั้งจนกระทั่งตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของรัฐไทยในปี 2375 นอกจากนี้ ยังกล่าวประณามการปกครองของรัฐและข้าราชการไทยที่หาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัวและกดขี่ข่มเหงประชาชน แถมยังมีอคติต่อประชาชนและแสดงท่าทีเหยียดหยามรวมทั้งไม่ให้ความเคารพต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีและศาสนา ซ้ำรัฐยังมีนโยบายที่มุ่งทำลายเอกลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมและพยายามจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปสู่ความเป็นไทยแบบพุทธ เอกสารระบุว่าในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความพยายามที่จะ “ทำให้พวกเราเป็นคนไทย” มีการบังคับให้ใช้ชื่อ เสื้อผ้า ภาษาและจารีตประเพณีแบบชาวไทยพุทธ หนังสือและหนังสือพิมพ์ภาษามลายูถูกสั่งห้ามเผยแพร่รวมทั้งลักษณะอื่น ๆ ที่สื่อถึงวิถีชีวิตชาวมาเลย์ ในปี 2508 รัฐบาลไทยได้นำเอา “การปฏิรูปการศึกษา” มาใช้กับโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมือนกับที่ใช้สอนในโรงเรียนไทยทั่วไป โดยไม่อนุญาตให้เปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม มีการทำลายมัสยิด มีการจัดตั้งชุมชนชาวไทยพุทธที่มาจากภาคกลางในเขตจังหวัดยะลาและนราธิวาส มีการเผาโรงเรียน ที่อยู่อาศัย “แล้วประกาศว่าเป็นการกระทำของแนวร่วมปลดแอกของเราเพื่อสร้างสถานการณ์…ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ผู้คนที่อยู่ส่วนอื่นๆของประเทศเกลียดกลัวพวกเรา แล้วจะได้เรียกร้องรัฐบาลกลางให้จัดการแนวร่วมปลดแอกของเราอย่างสิ้นซาก” (น.111) และที่สำคัญก็คือการสังหารผู้นำและประชาชนผู้บริสุทธิ์ของตำรวจและทหาร

“แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า เราเป็นชนชาติที่ปราชัย และขณะนี้ประเทศของเราเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยก็ตาม เราไม่เคยนับว่าเมืองไทยเป็นประเทศของเราเลย เราถือว่าตัวเองเป็นชาวมาเลย์และมุสลิมมากกว่าเป็นคนไทยชาวพุทธ ขอยืนยันว่าเราแตกต่างจากพุทธศาสนิกชนไทยทุกๆด้าน ทั้งจริยธรรม วัฒนธรรมและศาสนา

“เราเป็น ‘มาเลย์’ ไม่ใช่ ‘ไทยมุสลิม’ เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่คนไทยเรียกประชาชนของเรา… ” (น.112)

“ในฐานะมนุษย์ เราย่อมมีสิทธิจะเลือกวิธีดำเนินชีวิตของเราเอง และเลือกรัฐบาลในระบอบการปกครองที่ประเทศของเราต้องการ” (น.116)

เช่นเดียวกับคำปราศรัยของ “กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2520 ในคำปราศรัยนอกจากจะกล่าวถึงเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศชาติจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดแล้ว ยังมีการประกาศนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องชนชาติ โดยนโยบายข้อที่ 5 กำหนดไว้ว่า “ชนชาติต่าง ๆ แห่งประเทศไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีสิทธิในการใช้ภาษา หนังสือ รักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม คัดค้านการกดขี่เหยียดหยามระหว่างชนชาติ ในเขตรวมของชนชาติให้ดำเนินการปกครองตนเองได้โดยอยู่ภายใต้ครอบครัวใหญ่แห่งประเทศไทย และพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขอย่างทั่วถึง” (น.238)

จากเอกสารทั้งสองฉบับ ทำให้เราพอมองเห็นว่าต้นตอของปัญหานั้นมีที่มาจากรัฐ โดยเฉพาะ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ที่สะท้อนถึงความไม่พอใจในนโยบายและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน จนสะท้อนออกมาด้วยการขอแยกตัวจากอำนาจรัฐไทยในที่สุด ผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ของนิตยสารได้ดีขึ้นโดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านการศึกษาเรื่องราวในอดีตจากเอกสารดังกล่าว

ส่วนที่สอง : ปัญหาที่ยังคงอยู่

เอกสารทั้งสองฉบับข้างต้น ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนเกือบทั้งหมดจะไม่เคยรับรู้เรื่องราวความเป็นมาดังกล่าว อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่รับรู้กันในวงแคบเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการ ผู้ที่ให้ความสนใจและประชาชนในพื้นที่เท่านั้น สังคมไทยในปัจจุบันจึงยังคงถูกครอบงำอยู่ด้วยมายาคติที่บดบังและบิดเบือนการรับรู้เรื่องราวที่เป็นจริงของชาวมลายูมุสลิม เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาในอดีต

นิตยสารฟ้าเดียวกันพยายามอธิบายถึงที่มาของการรับรู้หรือทัศนะคติที่คนไทยมีต่อโลกมุสลิมด้วยบทความ “มุสลิมในการรับรู้ของคนไทย : องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อความจริง” โดยชี้ว่าคนไทยมีองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับมุสลิมและศาสนาอิสลามอย่างผิวเผินและไม่สามารถทำความเข้าใจถึงโลกทัศน์ที่แท้จริงของชาวมุสลิมได้ ด้วยสาเหตุของกระบวนการสร้างการรับรู้จากระบบการศึกษาซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 เป็นต้นมา การรับรู้ดังกล่าวเป็นการรับรู้แบบชุดเดียวที่กำหนดมาจากรัฐโดยอิงอยู่กับโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมแบบพุทธศาสนาทั้งทางกายภาพและจินตภาพ (ในอีกนัยหนึ่ง การสร้างระบบการศึกษาแบบชุดเดียวก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเป็นรัฐชาติ กระบวนการนี้อยู่บนแนวคิดเรื่องบูรณาการแห่งชาติ หรือ national integration ที่มีเป้าหมายให้พลเมืองทุกหมู่เหล่าที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐเดียวกันยอมสวามิภักดิ์ต่ออำนาจรัฐ)

การเริ่มต้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือการก่อกำเนิดของรัฐชาติไทยจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับกระบวนการสร้างความรับรู้ร่วมในเรื่องความเป็นไทย การรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับชาวมุสลิมจึงถูกแบ่งออกเป็น “เขากับเรา” เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ ขณะที่ชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งนับถือพุทธศาสนา เช่น ลาว มอญ จีน สามารถกลมกลืนเข้าร่วมกับความเป็นไทยได้ง่ายกว่า และยิ่งในปัจจุบันเมื่อสังคมไทยอิงอยู่กับแนวคิดของโลกตะวันตกที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามกับโลกมุสลิมมากขึ้น ก็ทำให้ภาพของมุสลิมบิดเบือนไปยิ่งกว่าเดิม ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบก่อนที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ “ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จึงเป็นผลจากการที่เราได้ใช้การรับรู้ต่อมุสลิมในลักษณะดังกล่าว เป็นองค์ความรู้ในการเข้าจัดการกับสิ่งซึ่งเราคิดว่าเราเข้าใจดีมาตลอด ดังนั้นประการสำคัญคือ เราจะต้องรื้อถอนมายาคติ ซึ่งเป็นเสมือนตัวปิดกั้นขอบเขตแห่งความเข้าใจในเรื่องปรัชญาและหลักการทางศาสนาที่เป็นเสมือนดั่งธรรมนูญแห่งชีวิตของชาวมุสลิมทั้งปวงนั่นเอง” (น.183)

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้รับการอธิบายเพิ่มเติมด้วยบทความ “มายาคติ มลายูมุสลิมในสังคมไทย” ที่ชี้ว่านโยบายของรัฐในการสร้างบูรณาการทางสังคมและประสานกลมกลืนชาวมลายูมุสลิมผ่านกระบวนการทำให้ทันสมัย เช่น การขยายฐานการศึกษาสมัยใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางทุนนิยม เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับรัฐบาล และเน้นให้รัฐและสังคมเร่งทำความเข้าใจว่า สังคมไทยมิใช่สังคมที่มีลักษณะเดียวกันในทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ จึงควรปรับให้สอดคล้องกับความจริงข้อนี้ เพื่อความมั่นคงของรัฐเองในท้ายที่สุด

สำหรับ มายาคติ ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้นั้น นิตยสารฟ้าเดียวกันได้สรุปเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ดังนี้

1. อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง

แนวคิดและคำสอนที่น่าจะมีส่วนสนับสนุนมายาคติดังกล่าวมากที่สุดก็คือ แนวคิดเรื่อง “ญิฮาด” (Jihad) ที่แปลกันโดยทั่วไปว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ “สงครามศาสนา” คำว่า ญิฮาด หมายถึงการดิ้นรนต่อสู้ของมนุษย์ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การต่อสู้กับจิตวิญญาณฝ่ายต่ำภายในตัวมนุษย์ และการต่อสู้กับศัตรูภายนอกที่คุกตามทำให้มุสลิมไม่สามารถปฏิบัติกิจตามบทบัญญัติทางศาสนาได้หรือต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนมุสลิม ซึ่งการตีความการต่อสู้อย่างหลังนั้นเป็นเรื่องที่ล่อแหลมมากหากมันถูกตีความเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือรับใช้เป้าหมายที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องระดับจิตวิญญาณ โดยบทความชี้แจงว่าจำเป็นที่ผู้รู้จะต้องออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ว่านับเป็นส่วนหนึ่งของการทำญิฮาดได้หรือไม่ เพื่อปกป้องชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง

2. จุฬาราชมนตรี คือผู้นำสูงสุดของคนมุสลิม

การให้สัมภาษณ์พิเศษของนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี ต่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย คงจะเป็นการสร้างความชอบธรรมต่อการปฏิบัติการสังหารผู้ก่อการในมัสยิดกรือเซะของเจ้าหน้าที่รัฐได้ดีที่สุด หากจะถือว่าตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคือผู้นำสูงสุดของศาสนา แต่ในบทความได้ชี้แจงว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมในภาคใต้ เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งล้วนมาจากส่วนกลางและที่มาของตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเรื่องศาสนามาตั้งแต่ต้น “มุสลิมภาคใต้จึงไม่รับนับถือจุฬาราชมนตรีอย่างเต็มที่นัก เพราะถือว่าจุฬาราชมนตรีซึ่งอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐนั้น จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนชาวมุสลิม” (น.91)

3. ปอเนาะเป็นโรงเรียน

ผู้นำไทยในปัจจุบันมองว่าปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการก่อการร้าย เป็นที่ปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน จึงมีความพยายามที่จะเข้าไปควบคุมดูแลหลักสูตรการเรียนการสอนของปอเนาะ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเยาวชนถูกหลอกลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมองปอเนาะด้วยกรอบของโรงเรียนสมัยใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่าโรงเรียนเป็นระบบการศึกษาที่แตกต่างกับปอเนาะทั้งวิธีการและเป้าหมาย ปอเนาะนั้นไม่ใช่ “โรงเรียน” ที่มุ่งรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมแต่เป็นระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีส่วนสนับสนุนให้ผู้คนในท้องถิ่นสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบราบรื่น ซึ่งรัฐควรคุ้มครองส่งเสริมให้ดำรงอยู่ต่อไปตามจารีตเดิม และหากมีข้อสงสัยก็สามารถขอเข้าตรวจค้นได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรเหมารวมตั้งข้อสงสัยกับปอเนาะทั้งหมด

4. เชื่อว่า “เขา” เป็นคนไทย

รัฐไทยในอดีตไม่เคยถือว่าชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนไทย โดยเริ่มมาเรียกพวกเขาว่า “คนไทย” อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พร้อม ๆ กับการใช้นโยบาย “กลมกลืนทางวัฒนธรรม” (Assimilation Policy) เพื่อทำให้พวกเขาเป็นคนไทยอย่างที่รัฐต้องการ เช่น ยกเลิกการสอนภาษามลายูในระดับประถม สอนภาษาอิสลามโดยบรรจุหลักสูตรภาษาไทย ย้ายชาวไทยจากภูมิภาคอื่นไปตั้งถิ่นฐานในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น แต่ด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวมลายูมุสลิม “ความเป็นไทย” ที่เข้ามาทีหลังไม่อาจทำลายเอกลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาลงไปได้ พวกเขายังคงเป็นชาวมลายูที่สืบทอดผืนดิน ภาษา วัฒนธรรมประเพณีและศาสนาของบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น

5. โจรใต้

ผู้นำไทยและสื่อมวลชนไทยมักให้คำนิยามกลุ่มผู้ก่อการว่าเป็น “โจรใต้” ซึ่งเป็นผลให้คนส่วนใหญ่ไม่ตะขิดตะขวงใจที่รัฐเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาโดยถือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาอาชญากรรม แต่เท่าที่ผ่านมาเราคงทราบดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับโจรหรืออาชญากรรม แต่เป็นเรื่องของการไม่ยอมทำความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความไม่ชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเป็นปฏิกิริยาในการตอบโต้

6. เขตปกครองพิเศษคือการแบ่งแยกดินแดน

ข้อเสนอเกี่ยวกับการปกครองภาคใต้ในรูปแบบเขตปกครองพิเศษถูกนำเสนอต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2490 โดยหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะกลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” ในทางการเมือง บทความชี้แจงว่าท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีการปกครองในรูปแบบเขตปกครองพิเศษ การแก้ไขปัญหาจะมาจากคนในท้องถิ่น ประชาชนจะสามารถกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตได้ด้วยตนเองตามหลักการดั้งเดิมของพวกเขา ถึงแม้จะไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างลุล่วงทั้งหมด แต่รัฐก็ไม่ควรจะปฏิเสธทางเลือกทางการเมืองอื่น ๆ

7. ความยากจนเป็นสาเหตุหลักของปัญหา

รัฐไทยเชื่อว่าปัญหาความยากจนเป็นสาเหตุของทุก ๆ ปัญหาในสังคม ภายใต้กรอบคิดนี้เองหลังจากเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 28 เมษายน รัฐบาลจึงชี้ว่าสาเหตุหลักของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้คือความยากจน และทุ่มงบประมาณ 12,000 ล้านบาทลงไปในพื้นที่ โดยที่รัฐบาลไม่เคยตั้งคำถามจริง ๆ จัง ๆ ว่าความรุนแรงดังกล่าวมีที่มาจากปัญหาเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และการพัฒนาที่รัฐนำเข้าไปจะมิใช่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาดังเช่นที่ผ่านมาอีก การมุ่งไปที่ความยากจนอาจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคงไม่จบลงง่าย ๆ หากขาดการพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาในมิติอื่นควบคู่กันไป

ในส่วนนี้ผู้อ่านจะได้รับทราบแง่มุมเพิ่มเติมจากบทความ “แลมุสลิมในโลกวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ซึ่งเป็นการสะท้อน “ความจริงสองด้าน” ผ่านมุมมองของงานวรรณกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาในภาคใต้ ผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาในลักษณะนี้ช่วยผ่อนคลายผู้อ่านจากความเคร่งเครียดจริงจังของงานวิชาการได้มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านที่ไม่ถนัดกับงานวิชาการสามารถทำความเข้าใจในสาระที่นิตยสารพยายามเสนอได้ดีขึ้น

 

ส่วนที่สาม : หนทางในวันข้างหน้า     

หลังจากที่ใช้เวลาไปไม่น้อยในการเรียนรู้ทำความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับทัศนคติเกี่ยวกับชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามให้ถูกต้องตรงกันแล้ว ในส่วนที่สามนี้จะเป็นการสรุปเหตุการณ์ความรุนแรงร่วมกันพร้อมทั้งการเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาของภาคประชาชน บทความหลักชิ้นหนึ่งในส่วนนี้คือ การสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ซึ่งเป็นความพยายามในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาโดยมีหมุดเริ่มที่เหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และการสร้างข้อเสนอต่อภาครัฐ โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำศาสนามาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นร่วมกัน

ประเด็นสำคัญจากการสัมมนานอกเหนือจากรายละเอียดทั่วไปแล้วอาจสรุปได้ ดังนี้

  1. ปรากฏการณ์ความรุนแรงมีที่มาจากบุคคลหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีเหตุของตน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ “ภาครัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” โลกทัศน์ที่แนบแน่นกับฝั่งตะวันตกของหน่วยงานความมั่นคงไทย ทำให้มองปัญหาผิดจากความเป็นจริง และซ้ำเติมให้ปัญหาหนักขึ้นกว่าเดิม
  2. ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากน้ำมือของฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว สังคมมุสลิมเองก็มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงด้วย มีการเรียกร้องถึงความถูกต้องถึงการแสดงออกด้วยความรุนแรงในการตอบโต้ รวมทั้งความรุนแรงที่มุสลิมปฏิบัติต่อมุสลิมด้วยกัน มาตรฐานทางศีลธรรมที่เรียกร้องกับรัฐก็จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อชุมชนของชาวมุสลิมด้วยกันเอง ข้อเรียกร้องจึงจะมีพลังและดึงให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาในภาคใต้ได้
  3. ในขณะนี้เราจึงสามารถแบ่งกลุ่มคนในพื้นที่ได้เป็น 3 กลุ่มคือ ภาครัฐ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหามากที่สุด ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งก็ยังไม่ได้แสดงความชัดเจนใด ๆ ออกมาไม่ว่าแถลงการณ์ทางการเมืองหรือเป้าหมายการต่อสู้ และฝ่ายประชาชน ที่อยู่ในสถานะลักลั่นไม่สามารถเลือกที่จะยืนอยู่ในฝั่งใดได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่น่าไว้วางใจเหมือนกัน

ต่อประเด็นดังกล่าว อ.นิธิ ชี้แจงผ่านบทความ “ประเทศไทยนี่แหละคือเวทีการต่อสู้ร่วมกัน” ว่าในภาวะที่ประชาชนชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ไม่อาจมอบความไว้วางใจให้รัฐหรือฝ่ายต่อต้าน (ซึ่งมีประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในพื้นที่) เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนได้เช่นนี้ พวกเขาจำเป็นจะต้องอาศัยเวทีระดับประเทศในการต่อสู้ต่อรอง เพื่อสร้างอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อของรัฐและฝ่ายต่อต้านอีกต่อไป “ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ต้องหาคำตอบให้แก่ตนเองด้วย แต่คำตอบนั้นไม่มาเองเฉย ๆ จนกว่าเขาจะต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเคลื่อนไหว อย่างน้อยก็ในระดับที่เข้มข้นพอ ๆ กับประชาชนในส่วนอื่นของประเทศ มิฉะนั้นชะตากรรมของเขาจะถูกผู้อื่นเป็นผู้กำหนดให้เสมอไปแม้บางคนบางกลุ่มอาจกำหนดด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อเขาก็ตาม” (น.165)

ในส่วนนี้ยังมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอต่อรัฐบาลโดยผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ซึ่งเน้นให้รัฐทำความเข้าใจในเรื่องศาสนา วัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ และจัดการแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมการพัฒนาที่สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว

 

สรุป

เป้าหมายของนิตยสารฟ้าเดียวกันฉบับนี้คือการพยายามทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับการรับรู้ต่อเรื่องราวของชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามของคนภายนอกเสียใหม่ อันจะนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหาในท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่าเอกสารของแนวร่วมปลดแอกประชาชาติแห่งปัตตานีที่นิตยสารนำมาเผยแพร่ สามารถสรุปความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ได้ดี ถึงแม้จะเป็นเอกสารที่หวังผลทางการเมืองเป็นด้านหลัก แต่ข้อเท็จจริงในเอกสารก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ที่เสนอรายละเอียดแบบครบถ้วนทั้งเหตุเฉพาะหน้า และเหตุเชิงโครงสร้าง เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านมากโดยเฉพาะการทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน

ประเด็นเรื่องศาสนา เป็นอีกหัวข้อที่นิตยสารพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ทั้งกรณีคู่มือ “การต่อสู้ที่ปัตตานี” ซึ่งพบจากศพของผู้เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ “ญิฮาด” (สงครามศักดิ์สิทธิ์, สงครามศาสนา) “ชะฮีด” (ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา) หรือกระทั่งสถานะของจุฬาราชมนตรีในทัศนะของชาวมลายูมุสลิม รวมทั้งการวิพากษ์การบิดเบือนคำสอนของชาวมุสลิมด้วยกัน เพื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง ข้อมูลในส่วนนี้เมื่อเพิ่มเติมด้วยบทความ “อิสลาม : ความรุนแรงและการเมืองแห่งอภัยวิถี” โดย อ.สุชาติ เศรษฐมาลินี ที่มุ่งตรวจสอบสัญญะของความรุนแรงในศาสนาอิสลาม ก็ทำให้เนื้อหาในส่วนนี้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นมากต่อผู้ที่มิใช่ชาวมุสลิม ในการทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง

แต่ปัญหาสำคัญในตอนนี้ก็คือ เราจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปสู่สังคมภายนอกได้อย่างไร และมายาคติที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานจะมีวิธีขุดถอนออกไปได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นจะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของทั้งฝ่ายอำนาจรัฐและกลุ่มผู้ก่อการ เพื่อเปิดพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายประชาชน และเพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ

ในขณะที่สถานการณ์รอบนอกเริ่มส่งสัญญาณว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภายในประเทศมากขึ้น สังคมไทยคงเหลือทางเลือกไม่มากนักในการรับมือกับปัญหาที่จะตามมาในอนาคต หากยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เพียงพอ

Written by ksamphan

March 31, 2013 at 8:50 am

มองกาย เห็นใจ

with one comment

ฮะรุกิ มุระกะมิ (Haruki Murakami) เริ่มต้น ‘วิ่ง’ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1982 วิถีชีวิตปกติของเขา—ในช่วงขณะที่ ‘จริงจัง’ กับการวิ่ง—คือการวิ่งประมาณวันละ 1 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ หรือหากจะให้ชัดเจนกว่านั้นคือ 6 ไมล์ต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เขาลงแข่งมาราธอนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และลงแข่งวิ่งระยะไกลเกินกว่าจะนับครั้งได้

การวิ่งต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ “ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ”

ในปี 1981 มุระกะมิบอกกับภรรยาของเขาว่าเขาขอเวลา 2 ปีเพื่อจะเขียนนวนิยายลำดับที่สาม ซึ่งนั่นหมายถึงการปิดบาร์แจ๊ซซึ่งเขากับภรรยาร่วมกันดำเนินกิจการนี้มาตั้งแต่ปี 1975 “ผมเป็นคนประเภทที่ทุ่มเทสุดตัวให้กับสิ่งที่ตัวเองทำ ผมไม่สามารถทำสิ่งที่ฉลาดอย่างเขียนนวนิยายไปพร้อมๆ กับให้คนอื่นคอยดูแลกิจการ ผมต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ถ้าผมล้มเหลว ผมสามารถยอมรับมันได้ แต่ผมรู้ว่าถ้าผมทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ หากผลที่ออกมาไม่ดี ผมมักจะเสียใจเสมอ”

A Wild Sheep Chase เสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายนปีถัดมา มันมีเนื้อหาที่ทั้งกว้างขวางและยาวกว่านวนิยายสองเล่มแรก และดูเหมือนนักอ่านส่วนหนึ่งจะหลงรักมัน

และนี่คือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของการดำรงชีวิตในฐานะนักเขียน—และนักวิ่ง—ของ ฮะรุกิ มุระกะมิ

มุระกะมิบอกว่าเขาไม่เหมาะกับกีฬาประเภททีมหรือแม้กระทั่งกีฬาที่ต้องเล่นกันตัวต่อตัว ความรู้สึกของการเอาชนะคะคานทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี และการเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ

หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนสถานะเป็น ‘นักเขียนอาชีพ’ สิ่งแรกที่มุระกะมินึกถึงคือการรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง งานในบาร์ซึ่งเขาทำต่อเนื่องมาหลายปีช่วยให้น้ำหนักตัวของเขาไม่เพิ่มขึ้น แต่หากเขาต้องนั่งอยู่กับที่วันละหลายๆ ชั่วโมงเพื่อที่จะเขียนหนังสือ พลังงานของเขาคงจะค่อยๆ ลดลง และน้ำหนักตัวคงยากจะควบคุม

การปิดแจ๊ซบาร์คล้ายกับเป็นการเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่ มุระกะมิกับภรรยาย้ายไปอยู่ที่เมืองนะระชิโนะในจังหวัดชิบะ เมืองที่เงียบสงบและท้องถนนได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีฐานของกองกำลังป้องกันตนเองตั้งอยู่ใกล้ๆ รวมถึงมีสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยนิฮงตั้งอยู่ในบริเวณที่พักของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนเวลาเข้านอนจากรุ่งสางเป็นหัวค่ำ และตื่นพร้อมๆ กับแสงแรกของดวงอาทิตย์ พวกเขาเลือกที่จะพบกับคนที่พวกเขาอยากเจอ ถึงแม้จะเคยผ่านพบผู้คนมากหน้าหลายตามาตลอดระยะเวลา 7 ปีที่เปิดแจ๊ซบาร์

มุระกะมิออกแบบวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งหมด และนั่นก็เป็นวิถีชีวิตของเขานับจากวันนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ผมตื่นนอนก่อนตี 5 และเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม แต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแต่ละวันแตกต่างกันไป แต่ผมเป็นพวกตื่นเช้า มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีสมาธิและสามารถทำงานสำคัญที่ต้องทำให้ลุล่วงไปได้ หลังจากนั้นผมคิดหรือทำกิจธุระอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้สมาธิมาก ในช่วงท้ายของวันผมจะพักผ่อน ละทิ้งการงานทั้งปวง ผมจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง ผ่อนคลาย และพยายามเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ นี่คือรูปแบบชีวิตของผมที่ดำเนินมาเกือบจะสมบูรณ์จนกระทั่งปัจจุบัน ต้องขอบคุณสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา”

What  I Talk About When I Talk About Running คือรวมบทความ 9 ชิ้นเกี่ยวกับการ ‘วิ่ง’ ของมุระกะมิ บทความชิ้นแรกเขียนขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2005 ก่อนจะจบบทความชิ้นที่ 9 ซึ่งเขียนขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2006 ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกจัดอยู่ในประเภท ‘บันทึกความทรงจำ’ (memoir) และความน่าสนใจก็อาจจะน้อยกว่าผลงานเล่มอื่นๆ แต่ในฐานะผู้อ่านที่ติดตามผลงานของมุระกะมิมาอย่างต่อเนื่อง และในฐานะนักวิ่ง (สมัครเล่น) คนหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านสามารถ ‘เข้าใกล้’ มุระกะมิได้มากขึ้น ทั้งในแง่ของประวัติชีวิตส่วนตัวและความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องต่างๆ (นอกเหนือจากบทสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ และข้อความระหว่างบรรทัดในนวนิยาย) นอกจากนี้ยังทำให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างการ ‘เขียน’ กับการ ‘วิ่ง’—สองกิจกรรมหลักของชีวิตที่นักเขียนผู้นี้ปฏิบัติมาตลอดเกือบ 30 ปี

จากแมสซาชูเซตส์ไปฮาวาย จากฮาวายสู่โตเกียว จากโตเกียวไปคะนะงะวะ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด ไม่ว่าจะมีการแข่งขันรออยู่หรือไม่ หรือไม่ว่าจะต้องยุ่งวุ่นวายกับการงานมากแค่ไหน มุระกะมิก็ให้ความสำคัญกับการวิ่งในฐานะภารกิจสำคัญของชีวิตอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

มุระกะมิเห็นว่าคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่นักเขียนจำเป็นจะต้องมีคือพรสวรรค์ (talent) คุณสมบัติสำคัญลำดับถัดมาคือสมาธิ (focus) และคุณสมบัติที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทน (endurance) เขาบอกว่าสมาธิและความอดทนนั้นสามารถฝึกฝนได้ เช่นเดียวกับการออกวิ่งทุกวัน กล้ามเนื้อของคุณจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น และร่างกายของคุณก็จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ร่างกายของนักวิ่ง ไม่ต่างกับการเขียน มุระกะมิบอกว่าเราสามารถเรียนรู้เรื่องสมาธิและความอดทนจากการที่เรานั่งอยู่กับที่ และฝึกเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกๆ วัน

สำหรับมุระกะมิ การเขียนนวนิยายโดยพื้นฐานคือการออกแรงทำงานภายใน แต่การจะเขียนนวนิยายจนจบได้นั้นไม่ต่างจากการใช้แรงกาย “เมื่อคุณเริ่มลงมือเขียน ในเวลาไม่นาน คุณจะพบว่ามันไม่ใช่งานที่เงียบสงบอย่างที่คุณเห็น กระบวนการทั้งหมด—การนั่งอยู่กับที่ รวบรวมสมาธิแน่วแน่เหมือนกับแสงเลเซอร์ จินตนาการถึงอะไรบางอย่างจากขอบฟ้าว่างเปล่า สร้างเรื่องราว เลือกคำที่เหมาะสมมาใช้ คำต่อคำ และพยุงเรื่องราวทั้งหมดไปบนเส้นทางที่กำหนดไว้—ในห้วงเวลาที่ยาวนาน จำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ คุณอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่มันมีการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงภายในตัวคุณ ทุกๆ คนใช้สมองขณะที่พวกเขาคิด แต่นักเขียนสวมเครื่องแบบที่เรียกว่าการเล่าเรื่อง และใช้ทั้งร่างกายในการคิด สำหรับนักเขียน กระบวนการเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานสำรองทั้งหมดของร่างกายคุณ และบ่อยครั้งที่มักจะไปถึงจุดที่คุณใช้เกินกว่าที่คุณมี”

สำหรับนักเขียน—ที่ไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์—อย่างมุระกะมิ การวิ่งทำให้เขาสามารถปรับปรุงสมาธิและเพิ่มความอดทนขึ้นมาทดแทน และหากไม่ทำอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถทำงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ วิธีการที่นักเขียนแต่ละคนใช้ในการชดเชยสิ่งที่ตัวเองไม่มีหรือมีน้อย ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของแต่ละคน ซึ่งทำให้เขามีอะไรบางอย่างที่เป็นความพิเศษเฉพาะตน

“สิ่งที่ผมรู้เกือบทั้งหมดเกี่ยวกับการเขียน ผมเรียนรู้จากการที่ผมวิ่งทุกวัน นี่คือบทเรียนที่แตะต้องสัมผัสได้ทางร่างกาย… ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ได้เป็นนักวิ่งระยะไกลเมื่อตอนที่ผมเริ่มเป็นนักเขียน งานของผมคงจะแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ต่างกันมากแค่ไหน? คงจะตอบยาก แต่บางอย่างคงจะต่างกันแน่ๆ”

ช่วงเวลานานนับชั่วโมงที่อวัยวะทั้งภายนอกและภายในต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีความคิดใดๆ แวบผ่านเข้ามา มันก็จะคงอยู่ไม่ได้นาน ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว หัวใจที่เต้นรัวเพื่อสูบฉีดโลหิตไปทั่วกาย และปอดที่ขยายและหดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย นักวิ่งจำต้องทุ่มเทสมาธิอยู่กับการทำงานของร่างกายตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะ “ในการวิ่งระยะไกล ฝ่ายตรงข้ามที่คุณจำต้องเอาชนะคือตัวคุณเอง”

นอกเหนือจากนักกีฬาอาชีพที่มีผลการแข่งขันเป็นเป้าหมาย นักวิ่งปกติสามัญมีเป้าหมายส่วนตัวเป็นแรงขับดันสำคัญ หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ มันไม่ใช่การเอาชนะนักวิ่งคนอื่น แต่มันคือการทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ เช่นเดียวกับงานเขียน ถึงแม้รางวัล ยอดขาย หรือคำเชิดชูยกย่องจากนักวิจารณ์จะเป็นมาตรฐานทั่วไปที่ใช้วัดความสำเร็จ แต่สำหรับมุระกะมิ เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนก็คือ คุณทำงานได้ตามมาตรฐานที่คุณตั้งไว้หรือไม่

แรงขับภายในคือขุมพลังของทั้งสองกิจกรรม และสิ่งที่คุณเคยทำหรือเคยเป็น คืออุปสรรคที่คุณต้องข้ามผ่านมันไปให้ได้

คำถามหนึ่งที่มุระกะมิถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “คุณคิดถึงเรื่องอะไรในขณะที่คุณกำลังวิ่ง?”

เขาตอบคำถามนี้ว่า “ในวันที่อากาศหนาว ผมเดาว่าผมคงคิดนิดหน่อยว่าวันนี้มันหนาวแค่ไหน และคิดว่ามันร้อนแค่ไหนในวันที่อากาศร้อน เมื่อผมรู้สึกเศร้า ผมคิดนิดหน่อยถึงความเศร้า เมื่อผมมีความสุข ผมคิดนิดหน่อยเกี่ยวกับความสุข… และในบางครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ผมได้ไอเดียที่จะนำไปใช้ในนวนิยาย แต่แท้จริงแล้วในขณะที่ผมวิ่ง ผมไม่ได้คิดถึงอะไรจริงๆ จังๆ จนสมควรจะนำมากล่าวถึง”

สำหรับผู้ที่ไม่เคยวิ่ง พวกเขาอาจเข้าใจไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีแรงดึงดูดอะไร จนทำให้มนุษย์คนหนึ่งปฏิบัติมันมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี จากประสบการณ์ของผู้เขียน นอกจากการวิ่งจะทำให้มุระกะมิมีสมาธิและความอดทนมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งยังช่วยให้เขาผ่อนคลายจากการทำงานเขียนได้เป็นอย่างดี

ช่วงเวลานานนับชั่วโมง หรืออาจจะหลายชั่วโมง นักวิ่งมีชีวิตอยู่กับร่างกายของตัวเองเพียงลำพัง พวกเขารู้จักร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ทำความรู้จักกับ ‘จิตใจ’ ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน  บางครั้ง ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งแทบจะไม่ต่างกับการเดินจงกรม เรารับรู้การเคลื่อนไหวของกาย จนทำให้เรามีสติมากพอที่จะ ‘มองเห็น’ ความคิดที่วิ่งผ่านเข้ามา เศร้า สุข ทุกข์ เหงา ไม่ต่างจากเมฆหมอกที่เคลื่อนผ่านมาและพร้อมจะเลยผ่านไป เรารู้ว่าความจริงคือร่างกาย และปลดปล่อยตัวเองจากพันธะผูกพันกับความคิด—ถึงแม้จะเป็นแค่บางช่วงเวลาก็ตาม

มุระกะมิบอกว่าเขาวิ่งอยู่ในห้วงเวิ้งว้างว่างเปล่า (I run in a void.) หรือในอีกด้านหนึ่ง อาจจะบอกได้ว่าเขาวิ่งเพื่อที่จะทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น (I run in order to acquire a void.) ถึงแม้ว่าสภาวะดังกล่าวจะไม่มีอยู่จริงสำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่เพียงแค่การตระหนักรู้ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามาในสภาวะนั้น ก็ทำให้เขาสามารถผ่อนคลายจากสงครามบนหน้ากระดาษได้อย่างเกือบสมบูรณ์แบบ ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามันชดเชยพลังงานที่เขาสูญเสียไป และเพิ่มพูนให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

นักวิ่งคนหนึ่งบอกว่า พี่ชายของเขา—ซึ่งเป็นนักวิ่งเช่นกัน—บอกกับเขาว่า มนตราของการวิ่งก็คือ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะทุกข์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา (Pain is inevitable. Suffering is optional.)

มุระกะมิบอกว่านี่คือประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการวิ่งระยะไกล

และมันก็อาจเป็นประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของชีวิตเช่นกัน

openbooks review no. 2 (Winter 2009 – Summer 2010)

Written by ksamphan

November 26, 2012 at 4:53 am

หนังสืออาว์ปุ๊ 3 เล่ม

with one comment

๐๐.๐๐ น. (พิมพ์ครั้งที่แรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ๒๕๑๕)

รวมบทความปกิณกะ ๓๓ ชิ้นจากนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย เขียนขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๑๒ ถึงต้นเดือนมีนาคม ๒๕๑๔ อีกอรรถรสหนึ่งของงานเขียนหลากแนวหลายประเภทของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนและความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ บทความบางชิ้นยังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนในบางห้วงขณะ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยหนนักในผลงานเล่มอื่นๆ

ความรู้สึกของชายหนุ่ม (โสด) ที่ต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อต่อสู้กับความหิว (และความจน) เป็นอย่างไร ผู้อ่านอาจจะเคยรับรู้มาบ้าง—เมามาย เสเพล สัปดน ฯลฯ—แต่ห้วงอารมณ์เช่นนี้ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์—ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับปุถุชนคนหนึ่ง—คงไม่ใช่สิ่งที่ผู้อ่านจะสัมผัสได้บ่อยหนนัก

ปลายสัปดาห์ก่อน ข้าพเจ้าบรรจุเหตุการณ์น่าตระหนกให้กับเวลาที่เป็นของตัวเองอย่างไม่คาดคิด

อะไร? ข้าพเจ้าทำอะไรหรือ?

ข้าพเจ้าอยู่ลำพัง หรือเคลื่อนไหวไปตามลำพัง

มันเป็นประสพการณ์ค่อนข้างน่าประหลาดสำหรับฅนที่มีความรู้สึกเหงาเกือบตลอดเวลา

และต้องการเพื่อนในอัตรารุนแรง  

ข้าพเจ้ากลัวการอยู่ตามลำพังยิ่งกว่าศัตรูหน้าไหน

แต่ทำไมจึงเตลิดไปอย่างฅนไร้เพื่อน?

คุณเคยคิดว่าผู้ชายอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จะ ‘เหงา’ ถึงเพียงนั้นหรือ?

o  o  o

๒๘ ดีกรีเที่ยงวัน บรั่นดีเที่ยงคืน (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประเสริฐวาทิน, ๒๕๑๘)

เห็นชื่อหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะคิดว่าอาว์ปุ๊คงจะพาไปเยี่ยมเยือนความเมาอย่างอิ่มอกอิ่มใจ ตามประสาชายหนุ่มผู้หลงใหลในรสชาติและบรรยากาศของการร่ำสุรา แต่อันที่จริง หนังสือเล่มนี้ยากที่จะระบุบ่งนิยามว่ามันเกี่ยวกับอะไร เพราะเป็นการรวบรวมเรื่องราวกระชับสั้น ทั้งบทสนทนา คำให้สัมภาษณ์ ชวนหัว เรื่องเล่า คำถากถาง ฯลฯ ที่ลำพังอ่านเอาเพลินก็เพลิดจนเกินห้ามใจอยู่แล้ว หากยังแฝงฝังนัยยะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไว้อย่างน่าสนใจ—ไม่เฉพาะในดินแดนสยามเมืองยิ้ม แต่เกาะเกี่ยวกับเมืองลุงแซมอย่างสมัครรักใคร่

นอกจากนี้ยังมี “หำน้อย” มาช่วยบรรเลงเรื่องสัปดี้สีปดนให้ได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศระอุกรุ่นของบ้านเมืองทั้งในสมัยนั้นและในสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี

บางส่วนที่คัดมา—อยากเรียกน้ำย่อย

ศอกแหลมและแข็งของเขาบิดเบ้กระทบทรวงหล่อน

“ผมเสียใจแดดิ้น” เขาครวญ “แต่หากว่าดวงใจของคุณอ่อนโยนราวทรวงที่ผมทะลึ่งโดน คุณคงจะยกโทษ”

“ค่ะ…” หล่อนชม้ายมองพลางรวยโรยยิ้มอบอุ่นในไมตรี “แล้วก็ถ้าว่าคุณยังจะมีอะไรโกกกระด้างเหมือนข้อศอกคุณละก็…ดิฉันอยู่ที่โรงแรมที่เห็นนีออนข้างหน้านั้น ห้องหมายเลขเจ็ดสิบสาม”

o  o  o

บนหลังหมาแดดสีทอง (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์การเวก, ๒๕๒๑)

’รงค์ วงษ์สวรรค์ เดินทางไปเยือนมลรัฐแคลิฟอร์เนียอีกครั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๙ พร้อมกับ ‘มาลี’ ตัวละครในนวนิยายชีวิตของเขา หลังจากที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นพักใหญ่ อันเป็นที่มาของสารคดีชุด ใต้ถุนป่าคอนกรีท อันลือลั่น

จาก ล้อส แอนเจลิส ’รงค์เลือกบัสเกรย์ฮาวด์ขบวน ๗๓๑๕ เป็นพาหนะเดินทางสู่ แซน แฟรนซิสโกเมืองที่ “ไม่สวยเงียบขรึม แต่เหมือนผู้หญิงสาวนุ่งมินิสเกิ๊ร์ทเปิดแก้มก้นที่บรรลุนิติภาวะ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรสำหรับหล่อน” และเมืองที่เป็นวันวานของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์

ระยะทางประมาณสิบชั่วโมงบนบัสเกรย์ฮาวด์ ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าในช่วงฤดูร้อน และทัศนียภาพของสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตกที่เลื่อนไหลผ่านบานหน้าต่างกระจกกว้าง ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้ แต่เปรียบได้ดังการกลับไปสำรวจผู้คนและถิ่นฐานที่คุ้นเคยอีกครั้งของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยสายตาที่เปิดกว้างและเจาะลึก บนความเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันอันยากจะบัญญัตินิยาม

บนหลังหมาแดดสีทอง ยังคงอวลอรรถรสแบบ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เสื่อมคลาย รายละเอียดที่หลายคนอาจเพิกเฉย แต่ ’รงค์ไม่ยอมให้หลุดหายไปจากหน้ากระดาษ  เขากิน ‘แฮมเบอร์เก้อร์’ โดยรู้จักความเป็นมาและประเภทของมัน  เขาเยี่ยมชมโรงแรมแต่ละแห่งด้วยสายตาของนกฮูกที่จ้องจับความเคลื่อนไหวของหนู  ความแพงและไม่แพงในเมนูอาหารหรือในร้านค้าได้รับความใส่ใจโดยโยงเข้ากับสภาวะทางสังคมเศรษฐกิจอย่างแนบแน่นใกล้ชิด

และเขาเดินเข้าบาร์อย่างภาคภูมิในฐานะคนที่รู้จักบาร์ และรู้จักเหล้า!

’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เพียงสำรวจ แซน แฟรนซิสโก หรือสังคมอเมริกัน แต่สิ่งที่เขาทำคือการสำรวจความคิดจิตใจของผู้คนบนโลก

แล้วบรรจงจรดลงเป็นตัวอักษรให้เราได้ครุ่นคิดพิจารณา

Written by ksamphan

February 22, 2012 at 7:34 am

ชีวิตกับความหมาย

leave a comment »

life2 ถ้าหากในชีวิตของคนเราจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ล่ะก็ ในความทุกข์ทรมานก็จะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างด้วยเช่นกัน

ความทุกข์คือส่วนประกอบของชีวิตที่ไม่สามารถกำจัดลบล้างได้ เฉกเช่นเดียวกับชะตากรรมและความตาย

หากปราศจากความทุกข์และความตายแล้ว…ชีวิตของมนุษย์เราก็จะไม่มีวันสมบูรณ์ไปได้ (หน้า 117)

………………

ในค่ายกักกันเชลยสงคราม การมีชีวิตอยู่อาจไม่แตกต่างจากการตายไปแล้ว

สภาพร่างกายที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเพราะการขาดอาหาร บาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการทำงานหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาว เย็น และความตายที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ยังมิต้องกล่าวถึงแรงกดดันที่จิตใจได้รับ ทั้งจากการข่มขู่คุกคามของสภาพแวดล้อมภายนอกและผลจากการทำงานของจิตใจในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งของเชลยแต่ละคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เชลยบางคนมองไม่เห็น ‘เหตุผล’ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และความตายก็กลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดในห้วงเวลาเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เชลยหลายๆ คนกลับยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานทุกรูปแบบ ก่อนที่ความตายจะเดินทางมาถึง

ดร.วิกเตอร์ อี. แฟรงเกิล (Dr.Viktor E. Frankl: 1905-1997) คือหนึ่งในเชลย 1,500 คนที่แออัดอยู่ในตู้รถไฟซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังค่ายกักกันเอาช์วิตช์ ก่อนหน้านี้เขาคือหัวหน้าแผนกประสาทวิทยาของโรงพยาบาลรอธไชล์ (Rothschild)—โรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเวียนนาในขณะนั้นที่อนุญาตให้ชาวยิว เข้าใช้บริการ

แต่บนรถไฟขบวนนั้น เขาเป็นเพียงเชลยคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายทารุณสุดที่จะคาดเดาได้เช่นเดียวกับเชลยคนอื่นๆ

มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน คือบทบันทึกสภาวะจิตใจของผู้คนในค่ายกักกัน—สถานที่ที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธ ความทุกข์และความตายอย่างชัดเจนที่สุด และหนทางแห่งการมีชีวิตอยู่ คือการอยู่ร่วมและเรียนรู้มันอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

………………

ทุกหนทุกแห่งที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรม มนุษย์ก็ต้องพบกับโอกาสจะบรรลุถึงอะไรบางสิ่งบางอย่างโดยผ่านความทุกข์ทรมาน ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น (หน้า 118)

2-3 วันแรกในค่ายกักกัน เชลยจะยังไม่ชินกับสภาพที่เกิดขึ้น เขาจะเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อเห็นการลงโทษ เขายังคงคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว และโกรธแค้นความน่าเกลียดน่าชังของสภาพแวดล้อมในค่าย

เมื่อเวลาผ่านไป เชลยคนเดิมจะออกมายืนรอที่ประตูใหญ่ และพร้อมจะทำงานด้วยท่าทางเฉยชาไร้ความรู้สึก แม้เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนเชลย เห็นคนถูกฟาดจนล้มและถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนใหม่ จากนั้นก็ถูกฟาดล้มไปอีกครั้ง แต่ในห้วงเวลานี้ เขาจะไม่เบือนหน้าไปทางอื่นอีกแล้ว ถึงตอนนี้เขาจะไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่ “ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สงสาร…ความหวาดผวา…ขยะแขยง ล้วนหมดไปจากใจของนักโทษที่เห็นเหตุการณ์รายนี้ เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะความทุกข์ทรมาน คนที่จวนเจียนจะขาดใจตาย และความตาย ล้วนกลายเป็นภาพปกติธรรมดาสำหรับเขาไปแล้วภายหลังเข้ามาใช้ชีวิตในค่าย กักกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ กระทั่งภาพเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกอะไรได้อีกต่อไป…” (หน้า 56)

………………

มนุษย์มีความสามารถจะสงวนรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพทางใจอันเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่… สามารถสงวนอิสระทางความคิดเอาไว้ได้แม้จะอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขเลวร้าย และต้องพบกับสภาพกดดันทางกายและใจก็ตาม

พวกเราผู้ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันยังจดจำบรรดาเชลยที่เดินปลอบใจคน อื่นๆ ให้เศษขนมปังชิ้นสุดท้ายของพวกเขาไปตามกระท่อมต่างๆ ได้

คนเหล่านั้นอาจมีจำนวนน้อยนิด แต่การกระทำของคนเหล่านั้นก็เป็นเครื่องยืนยันมากพอว่า…

มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออิสรภาพส่วนสุดท้ายของมนุษย์…

เป็นอิสรภาพที่จะเลือกทัศนคติที่เราจะมีต่อสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง…เป็นอิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของเราเอง (หน้า 114-115)

‘ทัศนคติ’ ต่อชีวิตอาจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ของเชลยแต่ละคน จากการวิเคราะห์ของ ดร.แฟรงเกิล บุคลิกภาพของเชลยจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นผลมาจากการตัดสินใจของคนคนนั้น ว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่คุกคามจากปัจจัยภายนอกจนเขาสูญเสียอิสรภาพ และศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ไปหรือไม่? ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร.แฟรงเกิล “ไม่ว่ามนุษย์เราจะอยู่ภายใต้สภาวการณ์ใดก็ตาม คนเราสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่า ตัวเขาจะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของความคิดและจิตใจ เขาสามารถจะรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้ แม้จะมีสภาพตกต่ำอย่างในค่ายกักกันก็ตาม” (หน้า 116)

ฟรีดริช นิตเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844-1900) กล่าวไว้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งมีเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ ย่อมสามารถอดทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดได้เกือบทุกอย่าง”

‘สภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด’ จึงเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ของการเป็นมนุษย์

………………

ยิ่งมนุษย์ไม่คิดถึงตัวเอง แต่ได้เสียสละตนเองเพื่อรับใช้เหตุผลบางอย่างหรือให้ใครบางคนด้วยความรัก เขาจะยิ่งเป็นมนุษย์ที่แท้และจะประจักษ์แจ้งในตนเองยิ่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จในชีวิต หาใช่เป้าหมายที่จะบรรลุถึงได้โดยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะยิ่งตั้งใจไขว่คว้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาดเป้ามากเท่านั้น

พูดอีกอย่างก็คือ…การประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็เพราะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเองจากการทำสิ่งที่เกินไปกว่าตัวเอง (หน้า 179)

หลังจากได้รับอิสรภาพ ดร.แฟรงเกิลกลับสู่กรุงเวียนนาบ้านเกิด เขาสูญเสียภรรยา พ่อ และแม่ในค่ายกักกัน ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เขาเหลือเพียงน้องสาวที่อพยพไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพียงคนเดียวเท่านั้น

Man’s Search for Meaning: Experiences in the Concentration Camp ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 มันเป็นหนึ่งในหนังสือจำนวนมากกว่า 30 เล่มที่ ดร.แฟรงเกิลเขียนขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้วางรากฐานของวิธีการบำบัดทางจิตด้วยวิธี ที่เรียกว่า Logotherapy หรือวิธีการบำบัดที่มุ่งเน้นการแสวงหาความหมายแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์

แนวคิดพื้นฐานของการบำบัดด้วยวิธี Logotherapy คือ

1. ชีวิตมีความหมายเสมอในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

2. แรงจูงใจสำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่ของคนเรา คือความต้องการที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต

3. เรามีอิสรภาพในการแสวงหาความหมายจากสิ่งที่เราทำหรือจากประสบการณ์ของเรา หรืออย่างน้อยก็ในวิธีที่เราเลือกใช้เผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้

ตามแนวคิดของ ดร.แฟรงเกิล สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ นั้นไม่ใช่สภาวะที่ปราศจากความตึงเครียด “แต่เป็นการเพรียกหาความหมายแฝงเร้นที่รอให้เขาเติมความหมายนั้นให้สมบูรณ์” (หน้า 171)

ในศตวรรษที่ 20 สาเหตุสำคัญที่นำคนไข้มาสู่จิตแพทย์ไม่ใช่ความกลัดกลุ้ม แต่คือความว่างเปล่าในจิตใจ มนุษย์ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร พวกเขารู้สึกว่างโหวง และเห็นว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย(อย่างสิ้นเชิง)

ในขณะที่พัฒนาการของวัตถุนอกกายดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง รอยแหว่งเว้าภายในก็มากขึ้นทุกที

ดร.แฟรงเกิลเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สุญญากาศแห่งการดำรงอยู่’

และหน้าที่ของการบำบัดรักษาด้วยวิธี Logotherapy ก็คือ การเติมสุญญากาศแห่งการดำรงอยู่นี้ให้เต็ม

………………

“ฉันรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน ที่ชะตากรรมกระหน่ำซ้ำเติมฉันอย่างหนักหน่วง…” คนไข้หญิงคนหนึ่งบอกกับ ดร.แฟรงเกิล ในขณะที่เธอรู้ดีว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 2-3 วัน

“ชาติก่อนของฉัน ฉันถูกโอ๋จนเหลิง ไม่เคยสนใจเรื่องการมีจิตใจอันเข้มแข็งแม้แต่น้อย”

เธอชี้มือไปด้านนอกผ่านหน้าต่างของกระท่อม

“เวลาที่ฉันเหงาว้าเหว่ ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีอยู่”

ต้นเชสนัทต้นหนึ่ง ทั้งต้นมีดอกบานสะพรั่งเพียง 2 ดอก

“ฉันคุยกับต้นไม้ต้นนี้บ่อยๆ”

ดร.แฟรงเกิลถามเธอว่าต้นไม้ต้นนั้นตอบเธอบ้างหรือเปล่า

“ตอบสิคะ มันพูดกับฉันว่า ‘ฉันอยู่ที่นี่…ฉันอยู่ที่นี่…ฉันคือชีวิต…เป็นชีวิตนิรันดร์’ ”

เผยแพร่ครั้งแรกในโอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2550

Written by ksamphan

February 18, 2009 at 7:06 am

ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า ส. อาสนจินดา

with 5 comments


เรื่องราวชีวิตของคนคนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านโลกมาจวบจนบั้นปลายของชีวิต มักจะมีความน่าสนใจเสมอ ประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปี อาจทำให้มนุษย์คนหนึ่งตระหนักรู้ความจริงบางอย่างของชีวิต โดยผ่านการเดินทางของกาลเวลาหรือประสบการณ์อันเข้มข้นเท่านั้น จึงจะบรรลุถึงความจริงนั้นได้

ส. อาสนจินดา บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองก่อนจะถึงกิโลเมตรสุดท้ายของการเดินทาง ฝากฝังไว้เป็น “นิทัศน์อุทาหรณ์” สำหรับคนรุ่นหลัง

“ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ครั้งแรกในนิตยสาร ‘ดิฉัน’ ช่วงปี 2533-2534 ก่อนจะตีพิมพ์รวมเล่ม (แบ่งเป็นสองเล่ม) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม

ใน “บทนำส่ง” สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมชี้แจงว่า งานชิ้นนี้มีชื่อเต็มๆ เมื่อสมัยตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันว่า “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า และเธอคือลมหายใจ” แต่เนื่องจากในส่วนของ “เธอคือลมหายใจ” ไม่ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ชนิดที่ผู้อ่านต่างก็งงงวย “เพราะเป็นการจบแบบไม่จบ เพราะผู้เขียนยังเขียนไม่จบ” เมื่อตีพิมพ์รวมเล่มจึงมีเพียงส่วนของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า”

ผมมี “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ทั้งสองเล่มอยู่ในมือ และยังไม่เคยเห็น “เธอคือลมหายใจ” เลย ไม่ทราบว่ามีผู้อ่านท่านใดเคยพบเห็นหรือมีเก็บไว้บ้างหรือเปล่า

ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.2 ประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นของป๋า ส. ทำให้ผมแทบไม่อยากวางหนังสือ และเรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

ศาสนากับคนเดิน “ทางขนาน” …ไม่ยอมเดินทางเดียวกัน…

คนมุ่งหน้าสู่ความเร็ว-อิ่ม-สมหวัง โดยไม่คำนึงว่าจะลุยไปบนผ้าขาวหรือหยาดเลือดของผู้อื่น…

“เงิน” ไม่ใช่ “ปัจจัย” แต่กลายเป็น “อาวุธ” …เอาไว้ประหัตประหารความถูกต้อง-เอาชนะความดีและความยุติธรรมได้อย่างหน้าด้านๆ และโจ๋งครึ่ม…

“เงิน” พรั่งพรูเข้ามาทางหน้าต่าง… “ความรักดี” ต่างๆ ก็วิ่งหนีหายออกไปทางประตู…

ค่านิยมทางสกุลรุนชาติไม่สำคัญ-ไม่คิดกันแล้ว…

คิดกันแต่ว่าความจน (เงิน) คือความอัปยศ…ไม่คิดบ้างว่าความจนที่บังคับให้ต้องต่อสู้กับชีวิตแบบว่า-“สู้กับคนเพื่อดำรงชาติ-สู้กับธรรมชาติเพื่อดำรงตน” นั้น บรรพชนโลกยึดถือกันมาเป็นคติประจำใจ และภาคภูมิ… [บางส่วนของ “ยังไม่ถึง ‘พรุ่งนี้’ (สักที…)”]

ที่มาของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 23 มกราคม 2531 ในห้องอาหารเรือนต้นของโรงแรมมณเฑียร เมื่อป๋าได้มีโอกาสพบกับคุณชาลี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารดิฉัน คุณชาลีอยากรู้จักและพูดคุยกับป๋ามานาน อีกทั้งยังอยากสัมภาษณ์ป๋าลงตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันด้วย แต่เนื่องจากเห็นนิตยสารฉบับอื่นทำกันมามากแล้ว คุณชาลีจึงเอ่ยปากขอ “เรื่อง” กับป๋าเสียเลย

“จะให้เขียนเรื่องอะไรดีล่ะ เพราะเวลานี้ก็เขียนให้แก่คนอื่น (ฉบับอื่น) มากพอดูอยู่แล้ว”

“ก็เขียนเรื่องชีวิตของคุณสอเอง…” เธอว่า

“ได้ครับ”

ปากบอกไปตามใจบริสุทธิ์เลยว่า ‘ยินดี…’ แต่ในใจยัง ‘หนัก’ อยู่ในปัญหาที่ว่า

“จะเอาอะไรมาเขียนอีก”

ทันใด เธอก็ควักนามบัตรของเธอส่งให้ข้าพเจ้า

นามบัตรนี้ค่อนข้างแปลกตาสำหรับ ‘คนเก่า’ อย่างข้าพเจ้า ก็คือ มันพิมพ์สองสี (แดง-น้ำเงิน…เอ…หรือดำก็ไม่รู้…) อยู่บนแผ่นพลาสติกบางๆ แต่แข็ง…อ่านลำบาก เพราะมันสะท้อนแสงกับไฟ

เลยพูดไปอย่างกันเองว่า

“หาเรื่องให้คนแก่อ่านลำบากแท้ๆ”

(หัวเราะกันนิดหน่อย…)

แต่เมื่อมาอ่าน (เขม้น) ออกแล้วก็เห็นชื่อจริงของเธอ…มัน-‘ชุลิตา…’

ข้าพเจ้าก็ว่า…(เงยมองคุณจุรี—ผู้ที่พาคุณชาลีมาพบป๋า—แล้วถาม)

“เอ…ไหนว่าชื่อชาลี ทำไมนามบัตรนี่พิมพ์ว่า…ชุลิตาล่ะ”

คุณจุรีไม่ทันได้ตอบ บรรณาธิการบริหารของ ‘ดิฉัน’ ก็ตอบเองว่า

“เขาเรียกผวนกันค่ะ…ชุลิตา…ก๊อ…ชาลีตุ๊ไงล่ะคะ”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ตุ๊’ …ตนเองก็ ‘ทะลึ่ง’ พูดขึ้นว่า

“ชื่อเหมือนเมียผมเลย”

(เสียง…ใครต่อใครก็ไม่รู้…หัวเราะทั้งฮาทั้งเฮขึ้นมาทันที)

และใครก็ไม่รู้เปรยว่า

“เอาเข้าแล้วไหมล่ะ” (เล่ม 1, หน้า 2-3)

อันที่จริงป๋าเพิ่งจะมาเพิ่มชื่อ “และ ‘เธอ’ คือ ‘ลมหายใจ’ ” ในตอนแรกของบทละครชีวิตชิ้นนี้ เหตุผลคืออะไร ป๋าอธิบายไว้ดังนี้ครับ

มีอยู่สองประการที่ข้าพเจ้าต้องขอให้ ‘ชื่อเรื่อง’ หรือ ‘หัวข้อเขียน’ ที่ค่อนข้างยาว และ ‘พิสดาร’ อย่างนี้

ประการแรก-ตลอดชีวิตการแสดงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเคยเล่าเรื่องของข้าพเจ้า ‘ขายกิน’ มาหลายครั้งแล้ว ทั้งในรูปแบบ ‘อนุทินบันเทิง’ (ภาพยนตร์และโทรทัศน์), ‘ขายชีวิต’ (เดลิไทม์), ‘สลับหลังม่าน’ (ดาราไทย) ฯลฯ จนจะซ้ำเซ็งไปหมดแล้ว

อีตอนล้มละลายนี่ยิ่งมีคนขอให้เขียนให้เล่าถึงชีวิตนักแสดง-นักหนังสือพิมพ์อย่างข้าพเจ้ามันเป็นไงมาไงถึงได้ ‘ตกต่ำ’ ถึงขนาดนี้ให้ฟังกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตอนนี้ก็เล่าให้ฟังถึงสองสามแห่งในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ ‘เฉพาะกิจ’ หรือไม่ ‘พิสดาร’ เหมือนกับที่เขียนให้ ‘ดิฉัน’ นี่ อย่างน้อยก็เป็น ‘ชีวิต’ ที่จริงจังกว่า จึงอยากให้ชื่อคอลัมน์หรือชื่อเรื่องผิดแผกแปลกต่างกันออกไปจากที่อื่น

ประการหลัง-มีน้อยครั้งที่ข้าพเจ้าเขียนถึงชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว จะแปลกพิสดารไปถึงกับเปิดเผยเรื่องของ ‘คุณตุ๊’ ของข้าพเจ้า หรือไปเปิดเผยถึงชีวิตของเธอที่เกี่ยวพันมากับข้าพเจ้า

เมื่อมาเขียนเจาะจงถึงเรื่อง ‘ชีวิตรัก’ ระหว่างเธอกับข้าพเจ้าเข้าเช่นนี้ ก็อยากจะให้หัวข้อเรื่องเน้นชัดลงไปถึง ‘เธอ’ ผู้ซึ่งเสมือน ‘ลมหายใจ’ ของข้าพเจ้า
ว่า ‘เธอ’ นั้นสำคัญอย่างไร?

อีกประการ…ข้าพเจ้าว่ามันเหมาะสมที่ข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องนี้ให้ ‘ดิฉัน’ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นหนังสือ ‘ของผู้หญิง’-โดยผู้หญิง และเพื่อผู้หญิง

ขอสบถอีกหน่อย…(มันถึงจะแน่และมัน…ส์)

คือ…ให้ตาย…ไม่ได้ประจบสอพลอ ‘ผู้หญิง’ หรือพลอย ‘ชิ่ง’ ประจบไปถึง ‘คุณต๊’ ของข้าพเจ้าหรอก

ไม่รู้จะประจบไปหาอะไร

เราไม่อยู่กันด้วย ‘เซ็กส์ประจบ’ แล้ว

เราอยู่กันมาแล้วอีกสิบเอ็ดเดือนก็จะครบ ๔o ปี

ที่เหลืออยู่คือความรักอันแนบแน่น-ยังกำหนดไม่ถูกว่ามันเป็นความรักของ ‘เพื่อน’ หรือของอะไรกันแน่…

รู้แต่ว่า…เวลาใครคนหนึ่งตายจากไป…อีกคนหนึ่งจะอยู่เป็น ‘ผู้เป็นคน’ ได้อย่างไร?

เรารู้แต่ว่า…เราหายใจอยู่ในลมหายใจของหัวใจดวงเดียวกัน

เราไม่ตั้งใจจะ ‘รัก’ และ ‘เป็นเพื่อน’ กันด้วยการร่วม ‘ลมหายใจ’ กันถึงขนาดนี้…แต่อะไรก็ไม่รู้ซี-ทำให้เราเป็น…? (เล่ม 1, หน้า 10-11)

ต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยที่คัดลอกมายาวๆ แบบนี้ (และคงจะมีอีกหลายตอน) เพราะยิ่งอ่านหนังสือของป๋า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าจะเป็นการดีที่สุดหากผู้อ่านได้อ่านตัวหนังสือของป๋าเอง เพราะนอกจากจะได้เห็นสำนวนการใช้ภาษาและรูปแบบการเขียนของนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ชั้นครูแล้ว ผู้อ่านยังสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งก็คงมีแต่ป๋าคนเดียวเท่านั้นที่จะถ่ายทอดได้

ในวัย 13 ปี ผมจำได้ว่านั่งอ่านชีวิตรัก (ทรหด) ของป๋าด้วยความรู้สึกสุขระคนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก อ่านไปอ่านมาผมก็อดนึกไปไม่ได้ว่าชีวิตรักของตัวเองมันจะออกมาในรูปแบบไหน ความทุกข์ยากลำบากจะต้องเดินทางผ่านเข้ามาทักทายบ่อยครั้งเพียงใดกว่าจะมีโอกาสกลับมานั่งย้อนรำลึกถึงชีวิตที่ผ่านเลย หรือแม้กระทั่งผมจะได้เจอกับ “คุณตุ๊” ของผมเมื่อไหร่

“คุณตุ๊” คือลมหายใจของป๋า และคนเราก็คงต้องการใครสักคนเป็น “ลมหายใจ” ของตนด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็มักจะถูกมองข้ามมากที่สุด—จะมีสักกี่คนใส่ใจกับทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต

ภาพชีวิตในความทรงจำของคุณตุ๊กับป๋ามีอะไรบ้าง ต้องให้ป๋าเล่าให้ฟังครับ

ภาพแรก

– ก่อนที่เราจะบอกรักซึ่งกันและกันได้หนึ่งนาที ข้าพเจ้าอยู่กับเธอสองต่อสอง บอกกับเธอ…แบบ ‘ยื่นคำขาด’ ว่า

“ผมรักคุณ…ผมมีเวลาแค่นาทีเดียวให้คุณตัดสินใจ ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ารักผมแล้ว ก็จงอย่าได้ดัดจริต…จงบอกผมเลยว่า รักผมหรือไม่…เดินมาหาผม…แล้วมาซบที่อกผม…กอดผมไว้ แล้วบอกรักผมเสียโดยไว ไม่งั้น…เร็วซี…หนึ่งนาทีเท่านั้นนะ…”

“แล้วเธอก็หัวเราะ…แล้วเธอก็เดินมา…แล้วก็มา…(ไม่ทันได้ซบอกแล้วบอกรักข้าพเจ้าหรอกครับ…ข้าพเจ้าดึงเธอเข้าหาอก) และวันนั้น…จูบเธอซะห้าสิบทีเลย”

ภาพที่สอง

– พอบอกรักกันแล้ว ก็พาเธอนั่งสามล้อจากบางลำพูบ้านเธอไปดูหนังถึงโอเดียนสามแยก…ขากลับ – แกล้งบอกเธอว่า ไม่มีค่ารถ…พาเธอเดินกลับ

จนจากสามแยกถึงบ้านบางลำพู รองเท้าส้นสูงกัดส้นเท้าของเธอจนหนังเปิดเลือดไหลโทรม เพียงเพื่อพิสูจน์ว่า

“…จะเป็นคู่ชีวิตนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จะต้องอดต้องทน และต้องจน…ให้ได้”

ภาพที่สาม

– ก่อนวันแต่งงานได้คืนเดียว…ข้าพเจ้าเหิมใจจะปล้ำให้เธอเป็นเมีย (ล่วงหน้า ๑ วัน)

แต่เธอรักตัวสงวนกาย-ไม่ยอม

พอวันรุ่งขึ้น-แต่งงาน-เข้าเรือนหอแล้ว…เธอยอมเป็นเมีย

แต่ข้าพเจ้าไม่มีปัญญา ‘จะทำ…’ …?

ภาพที่สี่– ตอนเรามีลูกกันได้หลายคนแล้ว…ฐานะทางการเงินของข้าพเจ้าล้มเหลว (เพราะอุตริฮึกเหิมไปเป็น ‘นายทุนหนัง’ เสียเอง) ถูกตำรวจจับเช็คเด้ง…ไปอยู่โรงพักพญาไท

เธออุ้มท้องลูกคนที่สี่-โอ้โย้ไปยืนเกาะลูกกรงห้องขังเยี่ยมข้าพเจ้า…ด้วยห่วงใย…น่าเวทนา

ภาพที่ห้า

– เมื่อจนถึงขนาดถูกโรงไฟฟ้าตัดไฟ บ้านทั้งสองสามหลังติดกันนั้นมืดหมด เราเอาลูกสี่ห้าคนเข้ามานอนในห้องเดียวกัน…เปิดหน้าต่างประตูหมด

ข้าพเจ้าเคยนอนแต่ห้องแอร์…ร้อนทุรนทุราย…เธอนอนประคองอยู่เคียงข้าง เอาพัดโบกลมให้ข้าพเจ้าบรรเทาร้อน…จนข้าพเจ้างีบไปได้

และเธอทำอย่างนั้นอยู่ทั้งคืน…ไม่ปริปาก (ไม่สะอื้นไห้ให้ได้ยิน…) ไม่ว่าเธอจะเศร้ารันทดสักแค่ไหน

ภาพที่หก

– เธอเล่าถึงชีวิต ‘ตกยาก’ ใน ‘ดงผู้ดี’ ของเธอ…ชนิดที่ข้าพเจ้าเองยังคาดไม่ถึง นึกว่าเธอเป็นลูกสาวพระยาพานทองนั้นคงจะมี ‘ช้อนทองคาบในปาก’ มาเช่นลูกผู้ลากมากดีคนอื่นๆ

แต่เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงชีวิตหนหลังของเธอ…ชีวิตของลูกผู้หญิงที่เป็นพี่ ลูกที่ยึดมั่นในความกตัญญูต่อพ่อแม่พ่อเป็น ‘เจ้าคุณ’ ก็จริง แต่ ‘เหลาซิด’ ชนิดใครจะมาให้คอร์รัปชั่นสักเฟื้องหรือสลึงก็ไม่ยอม

ใครยกถาดของกำนัลขึ้นบ้าน…พ่อก็โยนทิ้งตามหลังมา-ไม่ยอมรับ…ถือความบริสุทธิ์ และหยิ่งในเกียรติแห่งสกุลเป็นที่ยิ่ง

เธอจึงเป็นพี่และลูกที่เสมือน ‘คนรับใช้’ ของแม่และน้องๆ

คนอื่น (น้อง) ไม่ว่าแม่ใด…เจ้าคุณพ่อเรียก ‘หนู’ นั่น-หนูนี่ แต่สำหรับเธอแล้ว…พ่อจิกหัวเรียกเธอว่า ‘อี’ …อีตุ๊ทุกคำไป

สมัยยังเป็นเด็กและเป็นสาว…เธอไม่มีแม้จะมีมุ้งนอนสำหรับตัวเอง ตอนกลางคืน-จะนอน-ต้องเที่ยวมุดมุ้งขออาศัยนอนกับน้อง และก็ถูกน้องถีบและขับไสเอา-หาว่าเหม็นสาบ

อาหารประจำวันคือ ข้าวเย็นก้นหม้อคลุกกับน้ำปลาพริก-บีบมะนาว…

เป็นสาว…อยากจะมียกทรงใส่กับเขาบ้าง…แอบขโมยยกทรงน้องสาวคนโปรดของพ่อและแม่ใส่ ก็ถูกด่าสาดเสียเทเสีย

ภาพที่เจ็ด

– หวนนึกไปถึงสมัยข้าพเจ้าเล่นละคร…‘สมสู่’ อยู่กับการสร้างและแสดงละครเวที ทั้งๆ ที่แต่งงานกับเธอใหม่…ไม่ได้นอน ‘ร่วม’ เรียงเคียงหมอนกับเธอเหมือนเจ้าบ่าว-เจ้าสาวหรือผัวเมียอื่นๆ อยู่หนึ่งปีเต็ม

เธอได้แต่ร้องไห้น้อยอกน้อยใจอยู่คนเดียวเป็นปี…แต่ไม่ปริปาก

ตอนที่ร้ายที่สุดคือ ตอนจนยาก-ข้าพเจ้ามา ‘ซุกหัว’ อยู่กับเธอ…ให้เธอปรนนิบัติวัตถากสารพัด แต่อีตอนมีเงิน-ฟุ้งเฟ้อ…ดันไป ‘มีอีหนู’ เสียนี่
เจ็บปวดไหม?
(เล่ม 1, หน้า 12-15)

นอกจากเรื่องราวของคุณตุ๊แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังจำได้ดีคือ ฉากชีวิตสุดแสนคลาสสิกที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ปลายปี พ.ศ. 2482 ป๋าลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และสมัครเข้าเป็นเสมียนแผนกส่งเสริมกิจการสหกรณ์ตามความต้องการของคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ (เพื่อนของคุณพ่อป๋า) ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมสหกรณ์

เมื่อย่างเข่าสู่ปี พ.ศ. 2485 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายลับต้องการกู้ชาติจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น ท่านเริ่มต้นด้วยการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ กรมสหกรณ์ต้นสังกัดของป๋าได้รับนโยบายด่วนจากกระทรวงเกษตรฯให้จัดคณะเจ้าหน้าที่พนักงานสหกรณ์ไปสำรวจและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมนโยบายย้ายเมืองหลวง

แต่… ให้ตาย

เมืองเพชรบูรณ์ในตอนนั้นเขากำลังเรียกกันว่า ‘เมืองหม้อใหม่แขวนคอ’ คือถ้าใครไปที่เมืองนั้น ต้องมีหม้อใหม่เอาไปสำหรับใส่กระดูกผูกเชือกแขวนคอไปด้วย เผื่อตาย ชาวบ้านจะได้ช่วยเผา เอากระดูกคนที่เป็นเจ้าของหม้อนั้นใส่หม้อส่งกลับไปยังบ้านเดิมของตนได้สะดวก (เล่ม 1, หน้า 234)

ป๋าได้รับคำสั่งย้ายเหมือนกัน แต่ให้ย้ายไปประจำสำนักงานสหกรณ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่—เมืองสวรรค์ที่ใครๆ ก็อยากไป

เสียงนินทาป๋าดังกระหึ่ม เนื่องจากใกล้ชิดกับเจ้ากรม

เมื่อเป็นดังนั้น ป๋าปราดขึ้นไปหาคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ และประกาศกร้าว

“ผมไม่ไปเชียงใหม่”

เถียงกันไปเถียงกันมา เมื่อคุณพระพิจารณ์พาณิชย์เห็นท่าว่าป๋าเอาจริงแน่ จึงพูดประชดขึ้นว่า

“อ๋อ ยืนยันอยากไปที่อื่น-อยู่เชียงใหม่เพื่อนฝูงพี่น้องของเอ็งเต็มเมือง ไม่ชอบ งั้นไปเพชรบูรณ์เอาไหม เพชรบูรณ์นี่แน่ะเฮ้ยว่างตั้ง ๑๔ ตำแหน่ง ไม่มีหมาสมัครไปสักตัว ข้าสั่งให้คนไหนไป-มันร้องไห้โฮทุกราย บางคนอยากลาออก”ข้าพเจ้าโพล่งพรวด, “ผมอยากไป”

พระพิจารณ์พาณิชย์สะอึก มีอาการตาค้าง เหมือนช็อค ยังกะหนังสต๊อปโมชั่น (เล่ม 1, หน้า 236)

ป๋ากับพรรคพวกอีกสิบสามคนขึ้นรถไฟสายเหนือไปถึงตะพานหินตอนย่ำรุ่ง ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโรงแรมแถวหัวลำโพงที่เพิ่งเช็กเอาต์ออกมาโดนระเบิดจากเครื่องบินพันธมิตรแหลกเป็นผุยผง

พวกเราทั้งสิบสี่คน มองนิ่งไปเบื้องหน้า ตะวันออก มองเห็นทางลูกรังสายยาวทอดจากหน้าโรงแรมไปสู่ทิศ ‘เมืองหม้อใหม่’ ยาวและเหยียดไปไม่มีโค้งและเลี้ยว ไปสู่ไอดินและหมอกขมัวข้างหน้า ซึ่งมีทิวเขายาวเหยียดขวางอยู่

เสียงปั่นหม้อถ่านเพื่อเป็นพลังแทนน้ำมันเบนซินที่ขาดแคลนของรถเมล์ดังแว่วมา อีกสักครู่มันจะเป็นพาหนะให้เราเดินทางไปสู่จุดหมายอันมืดมนข้างหน้า

ครู่หนึ่งนั้น ขณะที่พวกเราหยิบกระเป๋าจากที่วางบนรางรถไฟขึ้น เพื่อจะข้ามทางรถไฟไปสู่หน้าโรงแรมนั้น ลมหนาวพัดกรูมาวูบใหญ่วูบหนึ่ง

มันเย็นจนเยือก ปนร้อนระอุอยู่ภายใน

เป็น ‘ลมชีวิต’ ใหม่ที่พัดมาต้อนรับเรา มันให้บรรยากาศที่ว้าเหว่ เดียวดายเหมือนถูกเนรเทศและทอดทิ้ง

ไม่มีใครจะเดาชีวิตข้างหน้าของตนได้ในครั้งนั้น พวกเราเหมือนถูกนรกหรือผีร้ายบันดาลและหยิบยกชีวิตเรามาวางอยู่บนโลกอีกโลกหนึ่ง โลกพิสดาร
ใช่แล้ว

โลกของใครจะพิสดาร หรือวิบัติร้ายกาจสักแค่ไหนก็ช่างหัว

แต่โลกใหม่ที่ชีวิตข้าพเจ้ากำลังจะพบข้างหน้า มันเป็นโลกแห่งชีวิตที่แสนจะบัดซบอย่างพิสดารที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่า (อย่างสารภาพ) ให้ท่านได้รู้ได้อ่านกันต่อไป (เล่ม 1, หน้า 248-249)

จบแบบนี้ หวังว่าคงไม่ทำให้ท่านผู้อ่านอยากอ่านต่อจนส่งคนมาปล้นหนังสือจากผมนะครับ

ฉากชีวิตของป๋าที่เพชรบูรณ์ทั้งสนุก เข้มข้น และน่าตื่นเต้น ซึ่งผมก็คงทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าคัดลอกเอามาให้ผู้อ่านได้อ่านต่อ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉากที่ผมชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเพชรบูรณ์ก็คือฉากนี้ครับ

งานของพรรคพวกและป๋าดำเนินไปค่อนข้างน่าพอใจ แต่ยังเหลือพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ที่ยังไม่มีใครเข้าไป—ดงมูลเหล็ก ซึ่งกำนันเจ้าของพื้นที่บอกกับพวกป๋าเมื่อเข้ามาประชุมในตัวเมืองว่า

“หนุ่มๆ ทั้งนั้น ไหวหรือ”

เรายังเซ่อ ถามเขาว่า

“ไม่ไกลไม่ใช่รึ แค่ไหนเราก็ไปได้น่ะ พรุ่งนี้นะ พอจะรวบรวมราษฎรได้ทันไหม”

กำนันว่า “เรื่องหนทางคิดว่าพวกคุณไปไหว ก็ออกหนุ่มแน่นอย่างนี้ แต่มันต้องพิสูจน์กันก่อนนะ ว่าพวกเราควรจะร่วมมือกับพวกคุณหรือไม่น่ะ ไหวหรือไม่ไหวยังไม่รู้”

พวกเรางง ปลัดสมัยสะกิดข้าพเจ้าไปกระซิบ

“พวกนี้ยังไม่ยอมใครง่ายๆ หรอก เขาต้องลองก่อน”

“ลองอะไร”

“ลองดีน่ะซี อย่างนักเลงทั่วไปน่ะแหละ เขาอยากจะรู้ว่าพวกเราจะแน่สักแค่ไหน”

ขณะนั้น กำนันและพวกกำลังลงไปจากอำเภอ เขาเปรยขึ้นว่า

“จะลองดูก็ได้นะคุณ พรุ่งนี้ไปดงมูลเหล็ก จะได้ประชุมราษฎรอย่างที่พวกคุณอยากทำ ได้หรือไม่ รู้กันมะรืนนี้แหละ” (เล่ม 2, หน้า 272)

เอก อนันตวงษ์ ‘นักเลงชีวิต’ จากแม่โจ้ เป็นคนแรกที่อาสาจะเข้าไป เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามว่า “ว่าแต่ว่า จะมีใครไปกับผมบ้างล่ะ”

และเพียงคนเดียวที่พยักหน้าจะไปกับเขาด้วยก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้…

แต่โชคร้าย คืนนั้นฝนถล่มลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมสูง และตามขอนไม้ก็เต็มไปด้วยงูจงอาง แม้แต่ม้าก็ยังต้องถอย สหายเอกของป๋าเห็นท่าว่าคงจะไปไม่ไหว เตรียมยกเลิกการเดินทาง แต่เด็กหนุ่มอายุยี่สิบเอ็ดอย่างป๋าไม่ฟัง และยืนยันว่าตนเองจะเดินต่อไปคนเดียว

ในสถานการณ์เช่นนั้น เดินทางบุกน้ำแค่อกที่เชี่ยวกรากไปอย่างนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าหรือใครก็ตาม มันต้องบ้า ไม่บ้า-ไม่มีใครทำได้

แต่เป็นบ้าที่มีสาเหตุ บ้าที่รู้อยู่กับใจตนเอง อยากจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองนับถือตัวเอง ก็ต้องฉวยโอกาสวิกฤติเช่นนี้ อายุของเราไม่มากเกินกว่าที่จะรอให้ใครมาเติมใส่ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเองได้หรอก

ข้าพเจ้าบุกป่าน้ำเหนือหลากท่วมอกนั้นไปเป็นชั่วโมงๆ อย่างบ้าดีเดือด บอกกับตัวเองว่า ‘เอ็งต้องทำ…ทำอย่างที่ไม่มีใครกล้าที่ทำได้ เอ็งจะได้นับถือตัวเองว่าเป็นนักเลงชีวิตกับเขาอื่นได้สักที ต่อไปนี้ไม่มีใครจะมาวิ่งไล่จับไล่จูบแก้มแดงๆ ของข้าได้อีก ข้าเป็นลูกผู้ชายชาตินักสู้ได้เต็มตัวแล้ว’ (เล่ม 2, หน้า 276)

4-5 ชั่วโมงต่อมา ป๋าก็เข้าไปถึงดงมูลเหล็ก โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านรอต้อนรับ พร้อมกับไหเหล้า 5-6 ไห ขวดเหล้าประมาณ 20 ขวด และตะกร้ากระบุงใส่ปลากรอบสำหรับเป็นกับแกล้ม

เห็นแบบนั้น ป๋าก็ถึงบางอ้อทันทีว่าไอ้ “ลองดี” ที่ว่ามันเป็นอย่างไร

ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ (อีกแล้ว) ไม่มีทางที่ผมจะบรรยายฉากนี้ได้เลย นอกจากต้องยกพื้นที่นี้ให้กับป๋าครับ

เหล้า ‘ลองดี’ ข้าพเจ้าเริ่มกินจอกหรือแก้วแรก โดยยังมีวางเรียงเป็นตับบนโต๊ะอีกไม่ต่ำกว่า ๒o ขวดนั้น มีสีเหลือง เหนียวข้น

พอกระดกเข้าปาก มันลื่นไหลอย่างช้าๆ ไปที่ลำคอแล้วก็ติด รู้สึกมันร้อนระอุเหมือน ‘น้ำไฟ’ ลืมตัวต้องเอามือซ้ายของเราไปช่วยลูบมันนอกลำคอ

เสียงพวกกำนันผู้ใหญ่หันเราะกันอย่างครื้นเครง

สารวัตรกำนันรีบรินจอกใหม่ให้ข้าพเจ้าดื่มต่ออีก

“มันติดคอ ต้องกระแทกซ้ำ เอาเลยคุณ ไม่งั้นมันเผาคอคุณพังแน่”

ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อเขา รับจอกมากระดกเข้าปากอีก คราวนี้แก้วสองกระแทกที่หนึ่งที่ติดที่ลำคอ ไหลเรื่อยลงไปที่หน้าอก แล้วก็ติดอยู่ที่นั่น มันเหมือนน้ำไฟที่กำลังระเหยและเผาอยู่ในอกเรา แล้วทำท่าจะทะลุออกมา

“ติดอีกแล้ว” กำนันร้อง แล้วสั่งสารวัตรกำนัน “เฮ้ย รินช่วยคุณอีกสิ ซ้ำลงไปอีก ให้มันไหลลงท้อง ไม่งั้นหน้าอกหน้าใจพัง”

มีการรินซ้ำ และดื่มซ้ำลงไปอีกอย่างรวดเร็ว กว่าน้ำไฟนั้นจะไหลลงไปถึงท้อง ก็ล่อเข้าไปห้าแก้ว (เล่ม 2, หน้า 279)

จากสองโมง กินแบบเวียนจอกกันไปถึงสองทุ่ม ปลากรอบเป็นกระบุงและเหล้าหรืออุที่มีอยู่ทั้งหมู่บ้านหายวับไร้ร่องรอย

สองยาม ป๋าเปลี่ยนจากนั่งห้อยเท้ามาเป็นนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่หัวโต๊ะ ในขณะที่จอกยังถูกเวียนไปเรื่อย

ประมาณตีหนึ่ง เหล้าที่เพิ่งถูกต้มใหม่ๆ ถูกส่งมาเติมอีกสิบกว่าขวด ป๋าบรรยายไว้ว่า “ดีกรีมันแรงกว่าเก่า กินแล้วเหงื่อแตกสู้กับน้ำค้างหยาด”

ตีสอง เสียงกำนันและพวกผู้ใหญ่บ้านเริ่มอ้อแอ้ ป๋ายังคงยิ้มดื่ม ในขณะที่จอกยังคงเวียนต่อไป

น้ำเหล้ามาหยุดขังอยู่แค่ลำคอ เผาคอ มันไม่ยอมลง หรือลงไปไม่ค่อยไหว เพราะกินจนล้นกระเพาะ ไม่ได้เยี่ยว-ไม่ได้ตด ไม่มีใครเขาห้ามเยี่ยวห้ามตดหรอก แต่ลุกจากเก้าอี้ไปไม่ได้ ถ้าลุกเป็นล้ม (เล่ม 2, หน้า 282)

ตีสี่ ผู้ใหญ่บ้านจากคนละหมู่บ้านช่วยชีวิตป๋าไว้ได้ทัน ทั้งคู่พูดขัดคอกัน ก่อนที่จะสาวมือสาวเท้าเข้าใส่กันจนหมอบ

ตีห้า กำนันเถียงกับสารวัตรกำนัน ผลก็คือสารวัตรกำนันเตะกำนันเข้าให้ ที่เหลือไม่มีใครห้าม แต่แบ่งออกเป็นสองพวก—พวกกำนันกับพวกสารวัตรกำนัน—เปิดฉากตะลุมบอนกันนัวเนียวุ่นวาย ป๋ายังคงนั่งยิ้ม แต่น้ำตาคลอ

ป๋านั่งหลับจนถึงหกโมงเช้า ลูกเมียของใครบ้างก็ไม่รู้ลุกออกมาลากผัวของตนกลับเข้าบ้าน

ประมาณเจ็ดโมงเช้า “แสงแดดสีเหลืองเริ่มกราดมาแต่ขอบฟ้า ข้าพเจ้าหันหน้าตรงกับดวงอาทิตย์พอดี น้ำตาข้าพเจ้าไหลพราก ไม่รู้ว่าร้องไห้ทำไม ชนะหรือแพ้ ภูมิใจหรือเสียใจ

“มันเศร้า เหงา อ้างว้าง บอกไม่ถูก”

ที่ดงมูลเหล็กและพื้นที่โดยรอบ ป๋ากับพรรคพวกสามารถตั้งสหกรณ์ได้อีกเกือบสิบสมาคม และได้รับการยอมรับจากชาวบ้านแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่นั่นก็อาจจะยังไม่มีค่าเท่ากับการที่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า “ข้าพเจ้าเหมือนคนผ่านปริญญาเอกแห่งชีวิต ได้เป็น ‘นักเลงชีวิต’ ในป่าดงเช่นเพชรบูรณ์ได้ เมื่ออายุ ๒๑ ปี” อย่างน่าภาคภูมิ

ครับ ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี และก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสกลับมาพิจารณามันอีกครั้งในอีกสิบกว่าปีต่อมา กลับมาอ่านอีกครั้งหลังจากสิบปีล่วงเลยไป เรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังสนุกสนานเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม แถมยังได้ข้อคิดและเกร็ดความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก

และปรัชญานักเลงแบบนี้ ก็คงมีเฉพาะ “นักเลงตัวจริง” แบบป๋าเท่านั้นที่จะเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง

อย่าไปคิดว่า ลูกผู้ชายต้องร้องไห้ไม่ได้ อย่าคิดว่า ‘น้ำตา’ คือ ‘ความอ่อนแอ’

คนเรามีทั้ง ‘จุดเดือด’ และ ‘จุดอ่อน’ ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนมี ‘จุดอ่อน’ มีสติยิ่งกว่าคนมี ‘จุดเดือด’

น้ำตาจะมาพร้อมกับคุณธรรมและความสำนึก

เป็นความอ่อนที่ละมุนละไม

พูดกันอย่าง ‘นักเลงเอากำปั้นทุบดิน’ ก็ต้องว่า ถ้าลูกผู้ชายหาควรมีน้ำตาไม่แล้ว ‘ลูกกะตา’ จะมีเอาไว้ให้มนุษย์ผู้ชายหา (ส้น) เท้าอะไร (เล่ม 2, หน้า 381-382)

ขอขอบคุณป๋า—สมชาย อาสนจินดา—สำหรับ “นิทัศน์อุทาหรณ์” อันมีคุณค่ายิ่งครับ

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

Written by ksamphan

August 16, 2006 at 9:38 am

โลกของสุมิเระใน Sputnik Sweetheart

leave a comment »

1

“ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เขารู้จักพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว” (หน้า 16)

ข้อความของแจ็ก เครูแอ็ก ใน Lonesome Traveler ข้อความนี้ อาจเป็นคำอธิบายลักษณะเฉพาะของตัวละครในนวนิยายแทบทุกเรื่องของฮารูกิ มูราคามิ

วังเวง โดดเดี่ยว ในบริบทของสังคมที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตถึงขีดสุด และผู้คนต่างมุ่งหวังครอบครองวัตถุเงินทองอย่างสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม

ยุคแห่งการฟื้นฟูที่เอ่อล้นไปด้วยผลผลิต เทคโนโลยีอันทันสมัย และชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว การได้มากลับดูเหมือนไม่ต่างจากการสูญเสีย

ผู้คนต่างน้อมคารวะให้แก่การก่อกำเนิด แต่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าพิธีเซ่นสังเวยก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

“ทำไมคนเราถึงได้เหงาขนาดนี้? คำอธิบายแท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน? คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคนที่จะมาปลอบประโลมใจให้คลายเหงา แต่ก็กระถดตัวหนี ปลีกตัวไปอยู่เดียวดาย ทำไม? เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา?” (หน้า 176)

อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในลักษณะนี้กลายเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวในงานเขียนของมูราคามิ มันดึงดูดนักอ่านจำนวนหนึ่งให้หลงใหล แต่อีกจำนวนหนึ่งก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนี

2

ใน Sputnik Sweetheart (1999) มูราคามิยังคงอาศัยเรื่องราวเหนือจริงเป็นเครื่องมือช่วยถ่ายทอดเนื้อหาสาระของนวนิยายเช่นเดียวกับอีกในหลายๆ เรื่อง การหายตัวไป (เหมือนหมอกควัน) ของสุมิเระบนเกาะเล็กๆ ในทะเลอีเจียน เปิดโอกาสให้มูราคามิสามารถนำสุมิเระอีกคนหนึ่งออกมานำเสนอต่อผู้อ่าน—สุมิเระที่แนะนำตัวเธอเอง ไม่ใช่สุมิเระที่ผู้อ่านรู้จักผ่านคำบอกเล่าของ ‘ผม’

ก่อนที่จะลงมือเขียน A Wild Sheep Chase (1982) ผลงานชิ้นที่สาม มูราคามิตระหนักดีว่าเขาต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากผลงานสองชิ้นแรก (Hear the Wind Sing [1979] และ Pinball, 1973 [1980]) ซึ่งนั่นทำให้เขาค้นพบว่าพลังของเรื่องราวเหนือจริงจะช่วยให้เขาทำเช่นนั้นได้ มูราคามิเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “บางครั้งคุณก็ต้องการอะไรบางอย่าง—บางอย่างที่เหนือธรรมชาติหรือแปลกประหลาด—เพื่อทำให้มันเป็นจริงมากขึ้น ผมรู้ว่าใน A Wild Sheep Chase เรื่องราวดูเหมือนจะจับต้องสัมผัสได้มากขึ้นเมื่อมนุษย์แกะปรากฏตัว แม้ว่าตัวมนุษย์แกะเองจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงก็ตาม ผมชอบแบบนั้น”

การหายตัวไปของสุมิเระอาจไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เธออาจกำลังสับสนจนต้องลุกออกไปเดินเล่นคนเดียว เธออาจประสบอุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย เหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับใครในที่ไหนๆ ก็ได้ในโลก ศพของเธอหาไม่พบ และตำรวจก็จนปัญญาจะสะสางเรื่องราว เธอกลายเป็นผู้สูญหาย เมื่อเวลาผ่านเลยไป เธอกลายเป็นเพียงความทรงจำของญาติพี่น้องและคนรู้จัก ก่อนที่จะถูกลืมเลือน

แต่ถ้าแก่นแท้ของเรื่องราวเหนือจริงในนวนิยายของมูราคามิคือการทำหน้าที่นำพาผู้อ่านไปสู่อะไรบางอย่าง การหายตัวไปของสุมิเระก็อาจเป็นประตูที่มูราคามิใช้สำหรับนำพาผู้อ่านเข้าไปสู่โลกของตัวเธอเอง—โลกของ ‘ผม’ โลกของมิว และโลกของเราทุกคน

3

นวนิยายลำดับที่เก้าของมูราคามิเกริ่นนำด้วยการบอกเล่าถึงชะตากรรมของไลก้า—เยอรมันเชฟเพิร์ด—สิ่งมีชีวิตแรกที่มีโอกาสก้าวพ้นชั้นบรรยากาศของโลก ออกโคจรพร้อมกับดาวเทียมสปุตนิก II ของสหภาพโซเวียต …ชั่วนิรันดร์

สปุตนิก II—ทรงกลมโลหะเส้นผ่านศูนย์กลาง 58 เซนติเมตร น้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม—และไลก้า เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่มูราคามิใช้เป็นสื่อในการแสดงความรู้สึกของตัวละคร เป้าหมายทางด้านการวิจัยทางชีววิทยาอาจสร้างความตื่นเต้นให้กับนักวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คน และผลการวิจัยก็แทบจะกลายเป็นความลับของคนทั้งโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ในฐานะของมนุษย์ธรรมดาบนโลกใบนี้ มูราคามิเห็นว่าดาวเทียมกับสุนัขตัวหนึ่งส่งผ่านความหมายมากมายกว่านั้น

“เหมือนเขื่อนแตกเลย สุมิเระนอนซบหมอนร้องไห้จนตัวโยนอยู่นาน เธอร้องไห้ ฉันนั่งลูบหลังให้ ลูบจากหัวไหล่มาถึงบั้นเอว ปลายนิ้วแตะกระดูกทุกท่อน ฉันอยากร่วมร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้

“นั่นเองที่ฉันตระหนักถึงความหมายแท้จริง…เพื่อนเดินทาง เราสองเป็นเพื่อนเดินทางวิเศษสุด แต่ในท้ายที่สุด ก็เป็นได้เพียงแค่ทรงกลมโลหะอัปลักษณ์ แยกย้ายกันหมุนเคลื่อนไปตามวงทางโคจรเฉพาะตัว มองจากระยะไกล ดูสุดสวยเหมือนดาวตกพุ่งวาบข้ามฟ้า แต่ในความเป็นจริง ก็เป็นแต่เพียงคุก กักขัง ขังเดี่ยว เดินทางไปไร้จุดหมาย เมื่อใดที่วงทางโคจรตัดข้ามกัน เราก็ร่วมทางกันได้ชั่วอึดใจ อาจเปิดหัวใจตีแผ่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะทันรู้ตัว เราก็พุ่งวาบไปในความเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยวอ้างว้าง จนกว่าเราจะตกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เผาไหม้เป็นจุณ” (หน้า 117)

4

เรื่องราวของหญิงรักหญิงเป็นแง่มุมที่มูราคามิยังไม่เคยสำรวจมาก่อน และเมื่อเขาลงมือ ผลที่ออกมาก็อยู่เหนือการคาดเดา

สุมิเระอายุ 22 ปี เลิกเรียนมหาวิทยาลัยกลางคัน พร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจจะเป็นนักเขียนให้จงได้ ‘ผม’ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ ความสัมพันธ์เริ่มต้นจากความหลงใหลในการอ่านของทั้งคู่ ‘ผม’ หลงรักสุมิเระ แต่สุมิเระหลงรักผู้หญิงที่อายุมากกว่าเธอ 17 ปี และไม่มีความกระหายอยากทางเพศกับผู้ชาย

“ในเสี้ยววินาทีที่มิวขยี้เส้นผม สุมิเระตกหลุมรักด่วนฉับพลัน ประหนึ่งว่ากำลังเดินไปกลางทุ่ง ตูม! สายฟ้าพุ่งผ่าลงมากลางหัว ละม้ายคล้ายการดลบันดาลเชิงศิลปะ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมสุมิเระไม่เสียเวลาใส่ใจว่า ผู้ที่หลงรักเป็นสตรี” (หน้า 19)

มิวชวนสุมิเระมาช่วยงานในธุรกิจนำเข้าไวน์ของเธอ ทั้งคู่ออกตระเวนยุโรปเพื่อติดต่อธุรกิจด้วยกัน อิตาลี ฝรั่งเศส ก่อนจะสิ้นสุดที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในกรีซ ที่ที่สุมิเระหายตัวไป—เหมือนหมอกควัน

‘ผม’—ครูโรงเรียนประถม เพื่อนคนเดียวของสุมิเระ—ได้รับการติดต่อจากมิวให้ไปช่วยตามหาสุมิเระที่กรีซ หลังจากความพยายามในการค้นหาดูจะไร้ความหมาย ‘ผม’ ตัดสินใจเสนอทฤษฎีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

“สุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้ว” (หน้า 162)

5

“หนูรู้ไหมว่าครูอยากทำอะไรมากที่สุดในตอนนี้?” ‘ผม’ คุยกับแคร็อต—ลูกศิษย์ในชั้นเรียนที่เพิ่งขโมยของในห้างสรรพสินค้า “ครูอยากจะปีนขึ้นไปยังที่สูง เช่น ยอดพีระมิด สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ จะได้มองไปให้ไกลที่สุด ยืนอยู่บนยอดสุดสูง กวาดสายตามองรอบโลก มองภาพทิวทัศน์ มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตาตนเองว่ามีสิ่งใดสูญหายไปจากโลกนี้บ้างแล้ว ไม่รู้ซี…จริงแล้วครูอาจจะไม่ต้องการมองอะไรอีก ไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้” (หน้า 189)

การตามหาสิ่งที่ ‘สูญหาย’ เป็นสาระสำคัญอีกอย่างหนึ่งในนวนิยายของมูราคามิ ใน Sputnik Sweetheart นอกจากการหายตัวไปของสุมิเระแล้ว เรายังพบกับมิวที่สูญเสียมิวคนเดิมไปตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน พบกับสุมิเระที่ฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงแม่ของเธอที่ถูกดูดหายไปในโลกอีกฟาก พบกับแมวที่กระโจนขึ้นต้นไม้โดยไม่ยอมกลับลงมาอีก พบกับ ‘ผม’ ในวัยเด็กที่สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป และพบกับเพื่อนสาวของ ‘ผม’ ที่ต้องเสีย ‘เพื่อนร่วมทาง’ ในท้ายที่สุด

การสูญเสียแต่ละครั้งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง และหน้าที่ของมนุษย์ก็คือการก้มหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มันอาจจะดูเหมือนไร้ความหมายหากเรามีหน้าที่เพียงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันไร้ที่สิ้นสุด ยอมให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นสัจธรรมหุ้มห่อชีวิต แต่ใครจะกล้าปฏิเสธ ว่าแท้จริงแล้ว คุณค่าที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดลบันดาล แต่อยู่ที่ความสามารถในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มูราคามิตอบคำถามที่ถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเขียนนวนิยายเรื่องนี้หรือ? ผมไม่รู้ เรื่องราวมันเดินทางมาหาผมอย่างเป็นธรรมชาติมาก มันเป็นมากกว่า ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนประหลาด’ หรือ ‘เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ผมชอบ ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ”

6

‘ผม’ พบแผ่นฟล็อปปี้ในกระเป๋าเดินทางของสุมิเระ ในแผ่นมีไฟล์สองไฟล์ และมันอาจเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะใช้ไขปริศนาการหายไปของตัวเธอได้

ทั้งสองไฟล์มีจุดร่วมบางอย่าง ไฟล์แรกบอกเล่าความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับแม่ของสุมิเระ เธอไต่บันไดขึ้นไปพบกับแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อขึ้นไปถึง ร่างของแม่ถูกดูดหายเข้าไปในโลกฟากโน้น สุมิเระไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ ไฟล์ที่สองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับมิวเมื่อ 14 ปีก่อน เธอติดอยู่ในกระเช้าชิงช้าสวรรค์ตลอดทั้งคืน เธอใช้กล้องส่องหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเธอ มองเห็นตัวเธอเองอีกคนหนึ่งอยู่ในห้อง ประสบการณ์นี้ทำลายความเป็นมนุษย์ของเธอ “…อย่างน้อยที่สุด บาดแผลการทำลายล้างก็สาหัสจับต้องได้ ร่างของเธอแตกเป็นสองเสี่ยง มีกระจกเงากางกั้นคั่นระหว่างกลาง…” (หน้า 161)

หลังจากการครุ่นคิดใคร่ครวญ ทฤษฎีที่ว่าสุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้วจึงถือกำเนิด

“แนวคิดนี้อธิบายเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด สุมิเระทำลายกระจกเงา เดินข้ามไปยังโลกฟากโน้น เดินทางไปเสาะหามิวอีกครึ่งซีกที่ยังหลงอยู่ที่นั่น…หากมิวในโลกนี้ไม่รับรักเธอ ทางเลือกเช่นว่าก็น่าจะสมเหตุสมผลเป็นที่สุด” (หน้า 162)

โลกฟากนี้ โลกฟากโน้น โลกฟากไหนคือโลกที่เราอาศัยอยู่

หรือเราต่างมีโลกคนละสองฟาก โลกที่เปิดเผยกับโลกที่ซ่อนเร้น โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝัน โลกที่งดงามกับโลกที่โหดร้าย

โลกของมิวในทุกวันนี้กับโลกของมิวเมื่อ 14 ปีก่อน โลกของ ‘ผม’ ก่อนและหลังการหายตัวไปของสุมิเระ …หรือโลกของสุมิเระกับมิวสองคนที่อยู่คนละฟาก

“ฟ้าเหนือยอดเขาโปร่ง ดวงจันทร์ขยายขนาด มหึมาแทบเต็มฟ้า ลอยดวงหินแกร่งกลางอวกาศเวิ้งว้าง ผิวหน้าปุปะกร่อนหายไปในห้วงเวลาไร้เมตตา เงาดำมืดลายเค้าโครงน่าสะพรึงกลัว เป็นมะเร็งเนื้อร้ายที่ยื่นรยางค์ออกมาคว้าจับไออุ่นของสิ่งที่มีชีวิต แสงจันทร์ดัดเสียงให้ผิดเพี้ยน ชำระล้างความหมายทั้งมวลให้เหลือเพียงความสับสนโกลาหลจู่โจมเข้ามา ขับห้วงความคิดให้กระเจิง นี่เองที่ทำให้มิวมองเห็นร่างอีกซีกของเธอ นี่เองที่เป็นตัวการลักพาตัวแมวของสุมิเระ นี่เองที่ทำให้สุมิเระหายตัวไป และนี่เองที่เชื้อเชิญให้ผมเดินเท้ามาถึงยอดเขา กล่อมด้วยดนตรีแว่วหวานกลางดึก …ดนตรีที่อาจไม่มีอยู่จริง เบื้องหน้าของผมเป็นหล่มความมืดล้ำลึกไร้ก้น เบื้องหลังเป็นโลกแสงเรื่องซีดจาง ผมยืนอยู่บนยอดเขาต่างแดน ร่างอาบอยู่ในแสงจันทร์ขาวโพลน บางทีเรื่องราวทั้งหมดผ่านการวางแผนไว้รอบคอบ…ตั้งแต่เริ่มต้น” (หน้า 168)

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

Written by ksamphan

June 27, 2006 at 6:37 am

เขื่อน อาวุธนิวเคลียร์ นักเขียนแอคทิวิสต์ กับหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของอรุณธตี รอย

leave a comment »

“We have to support our small heroes. (Of these we have many. Many.) We have to fight specific wars in specific ways. Who knows, perhaps that’s what the 21st century has in store for us. The dismantling of the Big. Big bombs, big dams, big ideologies, big contradictions, big countries, big wars, big heroes, big mistakes. Perhaps it will be the Century of the Small. Perhaps right now, this very minute, there’s a small god up in heaven readying herself for us.”

Arundhati Roy

1

ในขณะที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ความแตกแยกขัดแย้งกำลังลุกลามไปทั่ว และรอยยิ้มรวมถึงการประกาศตนว่ารักสงบไม่ใช่หลักประกันว่าคนในชาติจะมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งได้จริง ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากผู้คนอีกกว่าห้าสิบล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดียในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในชุมชนต้นน้ำคงกำลังเฝ้ามองเหมืองฝายดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำของชุมชนมานับสิบนับร้อยปี ถูกรื้อทำลายย่อยยับหลังจากมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง ชาวบ้านแถบภาคอีสานคงกำลังเฝ้ามองสวนป่ายูคาลิปตัสอันเขียวขจีสมชื่อโครงการอีสานเขียวด้วยความขมขื่น เพราะอาหารของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้นถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้วพร้อมกับผลงานของนักการเมืองบางคน

ปัญหาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเดินทางไปไกลกว่าคำถามที่ว่าเราจะยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่อไปหรือไม่ และหากเราสามารถมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้จริง ใครจะกล้ารับประกันว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโครงการของรัฐจะได้รับการแก้ไข

การเดินขบวนขับไล่นายกรัฐมนตรีจึงไร้ความหมายสำหรับลุงมี ซึ่งที่ดินของบรรพบุรุษต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไร้ความสำคัญสำหรับป้าบัว ที่ต้องถูกไล่ที่เพราะรัฐบาลอยากเพิ่มจำนวนอุทยานแห่งชาติ และไร้ประโยชน์สำหรับไอ้จุ้น ที่ต้องเตรียมบากหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่นาของพ่อกลายเป็นของนายทุน

2

มีคนถามอรุณธตี รอย ว่าทำไมเธอจึงไม่เขียนนวนิยายอีก (หลังจาก The God of Small Things) รอยตอบว่า “Because I have the strong feeling that we are living in a time in which writers have to take a position. I feel under a tremendous amount of pressure just now to respond to things.” และชะตากรรมของชาวพื้นเมืองนับแสนนับล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของรัฐบาลอินเดีย รวมทั้งความฉ้อฉลปลิ้นปล้อนของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ดึงดูดให้รอยต้องไปที่แม่น้ำนรมทา (Narmada)

เธอยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำ มองมายังหมู่บ้านของชาวพื้นเมือง ทุ่งหญ้า ป่าไม้ ฝูงแพะ และเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนผืนดินที่กำลังจะจมอยู่ใต้น้ำในฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึง

ไม่มีใครรู้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิจนิรันดร์

ไม่มีใครเคยคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาจะมีโอกาสเฝ้ามองพืชผลของตัวเองถูกทำลายย่อยยับในชั่วข้ามคืน

จากผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษ พวกเขากลายเป็นแรงงานไร้ที่ดินในชั่วพริบตา ก่อนจะถูกบังคับให้ต้องยอมรับค่าชดเชย และถูกขับไล่ออกไปจากบ้านของตัวเอง “คนจำนวนมากที่ถูกอพยพย้ายถิ่นฐาน คือผู้คนที่ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าลึกที่แทบไม่เคยได้สัมผัสกับเงินและโลกสมัยใหม่ แล้วจู่ๆ พวกเขาก็พบว่าตัวเองถูกทำให้เหลือทางเลือกเพียงว่าจะอดตายหรือจะเดินหลายกิโลเมตรไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปนั่งอยู่ในตลาด (ทั้งชายและหญิง) เหมือนสินค้าที่วางขาย เสนอตัวเองเป็นกรรมกรแลกค่าแรง” (หน้า 48)

ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศผู้สร้างเขื่อนรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก 3,600 เขื่อนเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ และอีกกว่าเจ็ดร้อยเขื่อนกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเท่ากับว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนขนาดใหญ่ในโลกกำลังถูกสร้างขึ้นที่อินเดีย

รัฐบาลอินเดียประกาศก้อง (ไม่ต่างจากรัฐบาลผู้นิยมสร้างเขื่อนในประเทศอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศแถวนี้) ว่าเขื่อนขนาดใหญ่จะช่วยปลดปล่อยประชาชนชาวอินเดียจากความหิวโหยและความยากจน ผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม “เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” “เพื่อความก้าวหน้า” “เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ” และแน่นอน ผู้ที่คัดค้านคือพวกก่อความไม่สงบ เป็นภัยต่อชาติ ต่อต้านการพัฒนา หรือเป็นพวก “รับเงินต่างชาติ”

แต่ชาติหรือประเทศเป็นของใคร? ใครควรได้รับผลประโยชน์? ใครควรเป็นผู้เสียประโยชน์? และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ?

“บนธงชาติมีรูโหว่ และมันกำลังเลือดไหล” (หน้า 23)

ใช่! บนธงชาติมีรูโหว่ แต่มือที่จับมีดปาดเฉือนธงชาติแล้วล้วงเข้าไปกะซวกแทงผู้คนในชาติเป็นมือของใคร? ของผมหรือของคุณ?

รัฐบาลอาจไม่ใช่ปีศาจร้ายผู้เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด (เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่อัศวินควายดำหน้าไหนที่จะคอยโผล่มาช่วยกู้วิกฤตได้เสมอไป) แต่ประโยคเหล่านี้ของอรุณธตี รอย ก็บาดลึกทิ่มแทงจนเจ็บจำฝังใจ

“ถ้าจะถ่วงสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง คุณต้องหักขามัน ถ้าจะถ่วงประเทศชาติ คุณต้องทำลายประชาชนในชาตินั้น คุณต้องปล้นเอากำลังใจของพวกเขาไป ต้องสำแดงให้พวกเขาเห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของคุณในการควบคุมชะตากรรมของพวกเขา ต้องทำให้พวกเขาหายข้องใจว่าถึงที่สุดแล้วคุณต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่ ใครจะตาย ใครจะได้เป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย ใครจะไม่เป็น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความเก่งกล้าสามารถของคุณ คุณต้องแสดงฝีมือออกมาให้หมด และให้เห็นว่าคุณทำมันได้ง่ายดายเพียงใด ว่ามันง่ายดายเพียงใดในการที่คุณจะกดปุ่มและทำลายล้างโลกใบนี้ ในการที่จะก่อสงครามหรือขอสงบศึก ในการที่จะฉวยเอาแม่น้ำทั้งสายจากคนพวกหนึ่งไปกำนัลแด่คนอีกพวกหนึ่ง ในการที่จะทำให้ทะเลทรายเป็นสีเขียว หรือโค่นป่าสักแห่งแล้วไปปลูกใหม่ที่อื่น คุณใช้การกระทำตามอำเภอใจของคุณมาทำลายศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อสิ่งที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ไม่ว่าผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่า ผืนฟ้า

“พอทำเสร็จแล้ว พวกเขาจะเหลืออะไร? เหลือแต่คุณไง พวกเขาก็จะหันหน้ามาหาคุณ เพราะคุณคือทั้งหมดที่พวกเขามี พวกเขาจะรักคุณกระทั่งในยามที่พวกเขาชิงชังคุณ พวกเขาจะยังวางใจคุณทั้งที่พวกเขารู้ไส้คุณดีแล้ว พวกเขาจะลงคะแนนเสียงให้คุณทั้งที่คุณเค้นคอเขาอยู่ พวกเขาจะดื่มสิ่งที่คุณยื่นให้ดื่ม พวกเขาจะหายใจตามที่คุณให้พวกเขาหายใจ พวกเขาจะอยู่ตามแต่ที่คุณจะโยนข้าวของของพวกเขาไปไว้ที่ไหน พวกเขาจำต้องเป็นอย่างนั้น พวกเขาจะทำอย่างไรได้? ไม่มีศาลไหนที่พวกเขาจะหันไปพึ่งพาได้ คุณเป็นทั้งแม่ของพวกเขาและพ่อของพวกเขา เป็นทั้งผู้พิพากษาและลูกขุน คุณคือโลก คุณคือพระเจ้า” (หน้า 72-73)

3

ต้นเดือนพฤษภาคม ปี 1998 อรุณธตี รอย บอกกับเพื่อนของเธอว่า ความฝันประเภทเดียวที่คุ้มค่าจะฝัน คือการฝันที่จะมีชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่ และฝันที่จะตายก็ต่อเมื่อคุณสิ้นลมหายใจไปแล้ว

“มันแปลว่าอะไร” เพื่อนของเธอทำหน้าสงสัย

รอยเขียนข้อความลงบนกระดาษเช็ดปากแทนการอธิบายด้วยคำพูด

“การได้รัก ได้เป็นที่รัก การที่จะไม่ลืมความไม่สำคัญของตัวเอง การที่จะไม่มีวันชาชินกับความรุนแรงสุดจะพรรณนาและความไม่เสมอภาคอันป่าเถื่อนของชีวิตที่อยู่รอบตัวเธอ การที่จะค้นหาความรื่นรมย์ในที่ที่เศร้าที่สุด การที่จะไล่ติดตามความงดงามไปจนพบแหล่งที่อยู่ของมัน การที่จะไม่ลดทอนสิ่งที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และที่จะไม่ทำให้เรื่องง่ายๆ ต้องกลายเป็นเรื่องซับซ้อน การที่จะเคารพความเข้มแข็ง ไม่ใช่เคารพอำนาจ เหนืออื่นใดก็คือการที่จะได้เฝ้าดู ได้พยายาม และได้เข้าใจ การที่จะไม่มีวันเบือนหน้าหนี และการที่จะไม่มีวันและไม่มีทางลืม” (หน้า 100-101)

สองสัปดาห์ถัดมา รัฐบาลอินเดียก็ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สื่อมวลชนพากันโหมประโคมถึงอนาคตอันสุกใสที่เฝ้ารออยู่เบื้องหน้า อาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ มันน่าพรั่นพรึงจนอาจทำให้ปากีสถานต้องยอมค้อมหัว รัฐบาลอินเดียเรียกร้องการสนับสนุนจากคนในชาติ โยงใยมันเข้ากับความรักชาติที่ยากจะปฏิเสธ “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบนิวเคลียร์ แต่มันคือการทดสอบความรักชาติ”

รอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยความมึนงง เธอหรือใครกันแน่ที่เสียสติ? เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า? ทำไมใครต่อใครจึงยกย่องสรรเสริญการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง? หรือนี่อาจจะเป็นประตูสู่ความยิ่งใหญ่ของชนชาติฮินดูผู้เกรียงไกรจริงๆ ?

“ฉันเองพร้อมแล้วที่จะเอาตัวเข้ามา และพร้อมที่จะทำให้ตัวเองขายหน้าอย่างชวนสมเพช เพราะในสถานการณ์แบบนี้ การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น” (หน้า 90)

เดือนกรกฎาคม ปี 1998 The End of Imagination ก็ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วอินเดีย มันเป็นบทความชิ้นแรกของรอยที่เผยแพร่สู่สาธารณะหลังจากนวนิยาย The God of Small Things ได้รับการตีพิมพ์

การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น และหากการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มีความหมายเดียวกับการต่อต้านฮินดูหรือต่อต้านประเทศชาติแล้วล่ะก็ รอยก็พร้อมที่แยกตนเป็นอิสระ เธอเป็นสาธารณรัฐอิสระเคลื่อนที่ เธอคือพลเมืองของโลก เธอไร้เขตแดนขอบเขต เธอไม่มีธงชาติ และเธอยินดีต้อนรับผู้อพยพทุกคนเข้าสู่สาธารณรัฐแห่งนี้

ผู้อพยพ 400 ล้านคนที่ไม่รู้หนังสือและมีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ผู้อพยพ 600 ล้านคนที่ขาดแคลนสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และผู้อพยพมากกว่า 200 ล้านคนที่ไม่มีน้ำสะอาดให้ดื่ม ในสาธารณรัฐอินเดียที่มีประชากรหนึ่งพันล้านคน ซึ่งรัฐบาลพยายามหลอมรวมผู้คนเพื่อสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ

อัตลักษณ์แห่งชาติที่ต้องการศัตรูเป็นผู้ขัดเกลาให้อัตลักษณ์นั้นแจ่มชัด

และการสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์จึงกลายเป็นความรักชาติ เพราะนั่นไง! ศัตรูของเรายืนทนโท่อยู่ตรงนั้นทั้งคน!

แต่ใครจะเข้าใจอัตลักษณ์แห่งชาติได้ดีไปกว่านักการเมืองผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ใครจะใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์แห่งชาติได้คุ้มค่าไปกว่านักการเมืองผู้ร่ำรวยหรูหรา และใครจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติได้ชัดเจนแจ่มชัดไปกว่านักการเมืองผู้เป็นตัวแทนของประชาชน

“ผู้คนจำพวกที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญ (หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ) ต่อการที่ประเทศอินเดียจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว, แจ่มแจ้ง และเหนียวแน่น ก็คือพวกนักการเมืองที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ในระดับประเทศของเรา เหตุผลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็แค่เพราะว่าสิ่งที่นักการเมืองเหล่านี้ดิ้นรนที่จะให้ได้มา รวมทั้งเป้าหมายในทางอาชีพของพวกเขา ก็คือการ (จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง) ทำให้ตัวเองกลายเป็นอัตลักษณ์นั้น การยึดโยงตัวเองเข้ากับอัตลักษณ์นั้นถ้าหากยังไม่มีอัตลักษณ์อย่างที่ว่า พวกเขาก็จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ชักจูงประชาชนให้โหวตให้กับอัตลักษณ์นั้น… ยิ่งนักการเมืองเหล่านั้นล้มละลายทางศีลธรรมมากท่าไหร่ ความคิดที่ว่าอัตลักษณ์นั้นควรเป็นอย่างไรก็ยิ่งหยาบเท่านั้น…” (หน้า 111-112)

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรี (ที่ให้ความเคารพอย่างยิ่งกับเสียงสวรรค์จากประชาชน) ซึ่งรอยไม่เคยไว้วางใจ

“ใครหน้าไหนกันที่เป็นคนทำการสำรวจความคิดเห็น? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกันหรือถึงจะมาตัดสินใจว่านิ้วของใครจะอยู่บนปุ่มนิวเคลียร์ที่สามารถเปลี่ยนทุกสิ่งที่เรารัก—แผ่นดิน, ท้องฟ้า, ภูเขา, ที่ราบ, แม่น้ำ, เมืองและหมู่บ้านของเรา ให้กลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วแวบเดียว? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกัน ถึงจะมายืนยันกับเราว่าจะไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น? เขารู้ได้ยังไง? ทำไมเราจะต้องไว้ใจเขาด้วย? เขาเคยทำอะไรมาหรือถึงจะทำให้เราไว้ใจเขาได้? ใครคนไหนในหมู่พวกเขาเคยทำอะไรที่จะทำให้เราไว้ใจพวกเขาได้หรือ?” (หน้า 121)

4

“การเป็นนักเขียน อย่างที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นนักเขียน ‘ผู้โด่งดัง’ ในประเทศที่ประชาชนหลายล้านคนอ่านหนังสือไม่ออกนั้น ออกจะเป็นเกียรติยศที่น่ากังขาอยู่ไม่น้อย การเป็นนักเขียนในประเทศที่มอบคนอย่างมหาตมะ คานธี ผู้สร้างแนวคิดเรื่องการต่อต้านโดยสันติวิธีให้แก่โลก แล้วจากนั้นอีกครึ่งศตวรรษก็ติดตามมาด้วยการทดลองนิวเคลียร์นั้น เป็นภาระอันสาหัสสากรรจ์นัก… การเป็นนักเขียนในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองอย่างไม่เป็นทางการคอยบีฑาพลเมืองของตนในนามของ ‘การพัฒนา’ นั้น เป็นความรับผิดชอบอันหนักหน่วง เมื่อต้องพูดถึงนักเขียนและการเขียนหนังสือ ฉันใช้คำอย่าง ‘หนักหน่วง’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และมิใช่ด้วยความรู้สึกเสียใจแม้เพียงสักน้อยนิด” (หน้า 127)

ซูซานนา อรุณธตี รอย เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1961 ที่รัฐเกรละ (Kerala) ซึ่งเธอใช้เป็นฉากใน The God of Small Things นวนิยายเล่มแรกของเธอที่ได้รับรางวัล The Booker Prize ในปี 1997 เธอออกจากบ้านเมื่ออายุ 16 ปี อาศัยอยู่ในเพิงหลังคาสังกะสี เลี้ยงชีพด้วยการเก็บขวดเบียร์ขาย ก่อนที่จะเข้าเรียนใน Delhi School of Architecture เธอแต่งงานกับเพื่อนนักเรียนสถาปนิก ก่อนที่จะแยกทางกันในอีก 4 ปีต่อมา

สามีคนใหม่ของรอยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เธอมีโอกาสได้เขียนบทภาพยนตร์อีก 2 เรื่อง ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำงานเขียนอย่างจริงจัง และนั่นจึงเป็นที่มาของ The God of Small Things

หลังจากใช้เวลานานนับปีในการตระเวนให้สัมภาษณ์และพบปะผู้อ่าน รอยกลับมาพำนักที่นิวเดลี และเริ่มต้นการเขียนบทความทางการเมือง รวมทั้งเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างจริงจัง ในปัจจุบัน อรุณธตี รอย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านต่อต้านอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ การแปรรูปกิจการสาธารณะอันเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ และการรุกรานในรูปแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักเขียน (รอยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Ever since as a child I knew that people had to do things when they grew up, I knew that I wanted to be a writer.”) อรุณธตี รอย กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างสุดความสามารถ บนหลักการพื้นฐานธรรมดาสามัญ “เมื่อคุณมองเห็นมัน คุณจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ และเมื่อคุณได้เห็นมันแล้ว การจะอุบเงียบไม่พูดอะไร ก็จะกลายเป็นท่าทีทางการเมืองไม่ต่างจากการพูดออกมา” (หน้า 129)

ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นความโหดร้ายอัปลักษณ์ที่แฝงซ่อนในสถานการณ์สุขสงบ

หรือความน่ารักสดใสในบรรยากาศที่อบร่ำด้วยคาวเลือดและควันปืน

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

Written by ksamphan

May 19, 2006 at 8:22 am