K. Samphan

Archive for the ‘วรรณกรรมแปล’ Category

หน้าต่าง

leave a comment »

แปลจาก A Window ใน The Elephant Vanishes โดย Haruki Murakami

เป็นไงบ้าง

หลายวันมานี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น และตอนนี้แสงอาทิตย์ก็เริ่มส่งสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิกลิ่นหอมจรุงมาบ้างแล้ว ผมหวังว่าคุณคงสบายดี

จดหมายฉบับล่าสุดของคุณอ่านสนุกมาก คุณเขียนได้ดีมากในตอนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแฮมเบอร์เกอร์สเต็กกับลูกจันทน์ สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ มันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ผมได้กลิ่นหอมอบอุ่นของห้องครัว ได้ยินกระทั่งเสียงอันมีชีวิตชีวาของมีดที่กระทบกับแผ่นรองในขณะที่กำลังซอยหัวหอม

จดหมายของคุณทำให้ผมอยากกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กขึ้นมาจนห้ามใจไว้ไม่อยู่ ผมต้องออกไปที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ และสั่งมันมากินในคืนนั้นเลย อันที่จริงที่ร้านอาหารมีแฮมเบอร์เกอร์สเต็กให้เลือก 8 แบบ แบบเท็กซัส แบบฮาวาเอียน แบบญี่ปุ่น อะไรแบบนั้น แบบเท็กซัสอันใหญ่ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเท็กซัสคงประหลาดใจน่าดูหากพวกเขาผ่านมาในย่านนี้ของโตเกียว แบบฮาวาเอียนประดับด้วยสับปะรดชิ้นเล็กๆ แบบแคลิฟอร์เนีย… ผมจำไม่ได้แล้ว แบบญี่ปุ่นโรยด้วยหัวไชเท้าขูด ร้านอาหารตกแต่งอย่างปราณีต และสาวเสิร์ฟแต่ละคนก็งามหมดจดด้วยกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋

ผมไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อสำรวจการตกแต่งร้านอาหารหรือเรียวขาของสาวเสิร์ฟ ผมไปที่นั่นด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือการกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็ก ไม่ใช่แบบเท็กซัส แบบแคลิฟอร์เนีย หรือแม้กระทั่งแบบอื่นๆ แต่เป็นแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบธรรมดาเรียบง่ายสามัญ

นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับสาวเสิร์ฟ “ขอโทษค่ะ” เธอตอบ “แฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบที่คุณเห็นคือทั้งหมดที่ร้านของเรามีค่ะ”

ผมโทษอะไรเธอไม่ได้ แน่นอน เธอไม่ใช่คนคิดรายการอาหาร เธอไม่ได้เป็นคนเลือกชุดทำงานที่เผยขาอ่อนให้เห็นทุกครั้งที่เก็บจานบนโต๊ะ ผมยิ้มให้เธอและสั่งแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบฮาวาเอียน ผมก็แค่หยิบสับปะรดวางไว้ข้างๆ จานอย่างที่เธอบอก ก่อนที่จะกินสเต็ก

เราอยู่ในโลกที่ช่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้! สิ่งที่ผมต้องการคือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กธรรมดาสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ผมได้กินตอนนี้คือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบฮาวาเอียนที่ไม่มีสับปะรด

ตามที่ผมเข้าใจ แฮมเบอร์เกอร์สเต็กของคุณเป็นแบบธรรมดา ขอบคุณสำหรับจดหมาย สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กธรรมดาๆ ที่คุณทำ

ตรงกันข้าม ผมรู้สึกว่าย่อหน้าที่พูดถึงเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติบนทางรถไฟสายหลักมันผิวเผินไปหน่อย ประเด็นปัญหาของคุณใช้ได้แน่อยู่แล้ว แต่ผู้อ่านไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนนัก อย่าพยายามเป็นผู้สังเกตการณ์ที่มองอย่างเจาะลึกมากจนเกินไป ถึงที่สุดแล้ว การเขียนก็เป็นเพียงแค่สิ่งชั่วคราว

คะแนนสำหรับจดหมายฉบับล่าสุดของคุณคือ 70 รูปแบบการเขียนของคุณกำลังพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง อย่าเพิ่งหมดความอดทน ทำงานของคุณต่อไปด้วยความมุมานะแบบที่คุณทำมาตลอด ผมจะรอจดหมายฉบับต่อไปของคุณ ไม่ดีหรือที่ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้ว?

ปล. ขอบคุณสำหรับคุกกี้หลากรส มันอร่อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม กฎของบริษัทห้ามติดต่อกันเป็นการส่วนตัวอย่างเคร่งครัดนอกเหนือจากการเขียนจดหมาย ผมคงต้องขอร้องให้คุณใจดีน้อยลงกว่านี้หน่อยในโอกาสต่อไป

แต่ถึงกระนั้น ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

ผมทำงานล่วงเวลางานนี้มาได้ปีหนึ่งแล้ว ผมอายุยี่สิบสองในเวลานั้น

ผมตอบจดหมายแบบนี้เดือนละประมาณสามสิบฉบับหรือมากกว่า รับสองพันเยนต่อฉบับจากบริษัทแปลกประหลาดบริษัทเล็กๆ ในย่านอิดาบาชิซึ่งเรียกตัวเองว่า “สังคมแห่งการเขียน”

“คุณเองก็สามารถเขียนจดหมายจับใจได้เช่นกัน” โฆษณาของบริษัทโม้ไว้แบบนั้น “สมาชิก” ใหม่จ่ายค่าธรรมเนียมเริ่มต้นและค่าสมาชิกรายเดือน แลกกับการที่พวกเขาสามารถเขียนจดหมายได้สี่ฉบับต่อเดือนส่งตรงถึงบริษัท พวกเราเหล่า “กูรู” จะตอบจดหมายของพวกเขาด้วยตัวเองแบบเดียวกับจดหมายข้างต้น ตรวจทานความถูกผิด, แสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางปรับปรุงแก้ไขสำหรับฉบับต่อไป ผมมาสมัครงานนี้หลังจากเห็นประกาศรับสมัครในสำนักงานของนักศึกษาภาควิชาวรรณกรรม ในเวลานั้นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าผมต้องเรียนจบช้าไปอีกหนึ่งปี และพ่อแม่ของผมบอกว่าหากเป็นดังนั้นก็จะตัดเงินเดือนของผมลง นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ ผมต้องเขียนบทความสั้นๆ จำนวนหนึ่ง สัปดาห์ต่อมาผมก็ได้เข้าทำงาน เริ่มต้นจากการฝึกอบรมเรื่องความถูกต้อง การเสนอแนวทาง และเคล็ดลับอื่นๆ ของการทำงาน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน

สมาชิกของบริษัทจะถูกแจกจ่ายไปยังกูรูแต่ละคนที่เป็นเพศตรงข้าม ผมมีสมาชิกทั้งหมด 24 คน อายุตั้งแต่ 14-53 ปี ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 25-35 ปี ที่สำคัญ เกือบทั้งหมดอายุมากกว่าผม ในเดือนแรก ผมอกสั่นขวัญหาย พวกเธอเข้าไปใกล้การเป็นนักเขียนมากกว่าผมและมีประสบการณ์มากโขให้ถ่ายทอด ยิ่งไปกว่านั้น ผมแทบไม่เคยเขียนจดหมายแบบจริงจังมาก่อนในชีวิต ผมไม่แน่ใจว่าจะผ่านเดือนแรกไปได้ เหงื่อผมออกอยู่ตลอดเวลา มั่นใจว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในความรับผิดชอบของผมคงเรียกขอกูรูคนใหม่—แรงจูงใจพิเศษของบริษัท

หนึ่งเดือนผ่านไป ไม่มีสมาชิกคนใดไม่สบอารมณ์กับการเขียนของผม ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของบริษัทบอกว่าผมเป็นที่ชื่นชอบมาก สองเดือนกว่าผ่านไป ดูเหมือนว่าสมาชิกจะขอบคุณ “แนวทาง” ที่ผมเสนอไปซึ่งช่วยปรับปรุงการเขียนของพวกเขาด้วยซ้ำ มันแปลกมาก ผู้หญิงเหล่านั้นยกให้ผมเป็นครูของพวกเธอด้วยความไว้วางใจเต็มที่ เมื่อผมรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมสามารถเสนอคำวิจารณ์ต่อพวกเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติและไม่วิตกกังวล

ในเวลานั้นผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้—พวกเธอเงียบเหงาเดียวดาย (เช่นเดียวกับสมาชิกผู้ชายของบริษัท) พวกเขาต้องการเขียน แต่ก็ไม่มีใครให้เขียนถึง พวกเขาไม่ใช่ประเภทที่ชอบเขียนจดหมายไปหาดีเจ พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านั้น แม้ว่ามันจะมาในรูปของการตรวจทานความถูกต้องและการวิจารณ์ก็ตาม

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตวัยยี่สิบต้นๆ เหมือนกับตัววอลรัสพิการในฮาเร็มอันแสนจะอบอุ่นที่เต็มไปด้วยจดหมาย

และจดหมายเหล่านั้นก็บรรจุเรื่องราวหลากหลายจนสุดจะพรรณนา บางฉบับน่าเบื่อ บางฉบับก็สนุก และบางฉบับก็น่าเศร้า เสียดายที่ผมไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ (เราต้องคืนจดหมายทุกฉบับให้บริษัท) และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นนานมาแล้วจนผมจำรายละเอียดอะไรไม่ได้ แต่ที่ผมยังจำได้คือมันเต็มไปด้วยเรื่องราวของชีวิตในทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่คำถามที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมที่สุด และข้อความที่พวกเธอเขียนมา สำหรับผม—ผมซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 22 ปี—มันดูหนีห่างจากความเป็นจริง มันดูเหมือนไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงในเวลานั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการขาดประสบการณ์ชีวิตของผมเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่าความจริงของสรรพสิ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณถ่ายทอดไปสู่คนอื่น แต่คือสิ่งที่คุณสร้างขึ้น นี่คือสิ่งที่ให้กำเนิดความหมาย แน่นอน ในเวลานั้นผมยังไม่รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกับผู้หญิงเหล่านั้น นี่ต้องเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจดหมายเหล่านั้นพุ่งชนผมด้วยสองมิติแปลกประหลาด

เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องออกจากงาน สมาชิกในความรับผิดชอบของผมต่างแสดงความเสียใจ และด้วยความสัตย์จริง แม้ว่าผมจะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวแล้วกับงานเขียนจดหมายอันไม่มีวันสิ้นสุด แต่ผมก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน ผมรู้ว่าผมจะไม่มีโอกาสที่ผู้คนจำนวนมากยินดีเปิดเผยตัวตนต่อผมด้วยความจริงใจแบบนี้อีกแล้ว

0 0 0

แฮมเบอร์เกอร์สเต็ก, ผมมีโอกาสได้กิมแฮมเบอร์เกอร์สเต็กจากฝีมือของหญิงสาวที่ผมเขียนจดหมายตอบกลับไปเมื่อตอนต้น

เธออายุ 32 ปี ไม่มีลูก สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ เมื่อผมแจ้งข่าวในจดหมายฉบับสุดท้ายว่าผมจะลาออกจากงานในเดือนนั้น เธอชวนผมไปกินข้าวกลางวัน “ฉันจะทำแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบธรรมดาสามัญที่สุดให้คุณกิน” เธอตอบกลับมา แม้จะมีกฎของบริษัทห้ามไว้ แต่ผมก็ตัดสินใจตอบตกลง แรงกระตุ้นของคนหนุ่มอายุ 22 ปีเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ

อพาร์ตเมนต์ของเธอตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายโอดาคิว ห้องพักเป็นระเบียบดูเหมาะกับคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ หรือเสื้อสเวตเตอร์ของผู้หญิง ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ของดีมีราคาแต่ก็ดูดี เราทั้งสองคนต่างประหลาดใจเมื่อได้พบกัน เธอดูอ่อนกว่าอายุจริงสำหรับผม และอายุที่แท้จริงของผมก็ทำให้เธอประหลาดใจ เธอนึกว่าผมจะอายุมากกว่าเธอ บริษัทไม่ยอมเปิดเผยอายุของกูรูให้สมาชิกทราบ

เมื่อเราหายประหลาดใจ ความตึงเครียดปกติของการพบกันครั้งแรกก็หายไป เรากินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กและจิบกาแฟ รู้สึกราวกับว่าเราทั้งคู่ต่างพลาดรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อพูดถึงรถไฟ จากหน้าต่างอพาร์เมนต์บนชั้นสามของเธอสามารถมองเห็นทางรถไฟที่อยู่ข้างล่างได้ อากาศในวันนั้นกำลังดี และราวตากผ้าตามระเบียงของอาคารก็เต็มไปด้วยผ้าปูกับเบาะรองนอน เสียงไม้ไผ่ตีเบาะรองนอนดังมาเป็นระยะ ผมยังจำเสียงนั้นได้จนทุกวันนี้ น่าแปลกที่ระยะเวลาทำอะไรมันไม่ได้

แฮมเบอร์เกอร์สเต็กเยี่ยมยอด ให้รสชาติที่แท้จริง ผิวนอกเป็นสีน้ำตาลเกรียมกรอบ ข้างในชุ่มไปด้วยน้ำจากชิ้นเนื้อและซอสสมบูรณ์แบบ แม้ว่าผมจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าผมยังไม่เคยกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้กินที่อร่อยแบบนี้มานานแล้ว ผมบอกเธอไปแบบนี้ เธอดีใจ

หลังจากจิบกาแฟ เราคุยกันเรื่องชีวิตของแต่ละคน มีเสียงเพลงจาก Burt Bacharach บรรเลงเป็นเพื่อน อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตตัวเองมากนัก เธอจึงเป็นฝ่ายพูดมากกว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เธอบอกว่าอยากเป็นนักเขียน เธอพูดถึง Francoise Sagan หนึ่งในนักเขียนที่เธอชอบ เธอชอบ Aimez-vous Brahms? เป็นพิเศษ ผมไม่ได้ไม่ชอบ Sagan อย่างน้อยผมก็ไม่ได้คิดว่าเธอเขียนไม่ดีอย่างที่หลายคนบอก ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ทุกคนต้องเขียนนิยายแบบ Henry Miller หรือ Jean Genet

“แต่ฉันก็ไม่สามารถเขียนได้” เธอบอก

“ไม่มีอะไรสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น” ผมบอก

“ไม่ ฉันรู้ว่าฉันเขียนไม่ได้ คุณเป็นคนหนึ่งที่บอกฉันอย่างนั้น” เธอยิ้ม “การเขียนจดหมายถึงคุณทำให้ฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันไม่มีพรสวรรค์”

หน้าผมเริ่มแดง นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในตอนนี้ แต่ตอนที่ผมอายุยี่สิบสอง หน้าผมแดงตลอดเวลา “แต่อันที่จริง การเขียนของคุณก็มีอะไรบางอย่างที่ซื่อตรง”

เธอยิ้มแทนคำตอบ รอยยิ้มเล็กๆ

“อย่างน้อยจดหมายฉบับหนึ่งของคุณก็ทำให้ผมต้องออกไปกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็ก”

“ตอนนั้นคุณอาจกำลังหิวก็ได้”

ใช่ ผมอาจกำลังหิวจริงๆ

รถไฟวิ่งผ่านด้านล่างของหน้าต่าง เสียงล้อบดรางแข็งกระด้าง

เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 5 โมงเย็น ผมขอตัวกลับ “ผมคิดว่าคุณคงต้องเตรียมอาหารเย็นสำหรับสามี”

“เขากลับบ้านดึกมาก” เธอบอก ยกมือขึ้นแนบคาง “เขาไม่เคยกลับบ้านก่อนเที่ยงคืน”

“เขาคงมีงานยุ่งมาก”

“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น” เธอตอบ นิ่งไปสักพัก “ฉันคิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับปัญหาของฉันถึงคุณสักครั้ง มีบางอย่างที่ฉันไม่สามารถคุยกับเขาได้ ความรู้สึกของฉันแทรกผ่านไปถึงเขาไม่ได้ หลายๆ ครั้งฉันรู้สึกว่าเรากำลังพูดกันคนละภาษา”

ผมไม่รู้ว่าจะพูดกับเธอยังไงดี ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกคนหนึ่งได้อย่างไรถ้าหากมันเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงความรู้สึกให้คนคนนั้นได้รับรู้

“แต่ก็ไม่เป็นไร”เธอพูดเบาๆ น้ำเสียงพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นไรจริงๆ “ขอบคุณที่เขียนจดหมายถึงฉันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันสนุกกับมันมากจริงๆ และการเขียนจดหมายถึงคุณก็เป็นการช่วยชีวิตฉัน”

“ผมก็สนุกกับจดหมายของคุณเช่นกัน” ผมบอก แม้ว่าจริงๆ แล้วผมแทบจะจำไม่ได้ว่าเธอเขียนอะไรมาบ้าง

เรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง เธอมองไปที่นาฬิกาบนผนัง ราวกับกำลังคิดวิเคราะห์การเลื่อนผ่านของกาลเวลา

“คุณจะทำอะไรต่อไปหลังจากที่เรียนจบ?” เธอถาม

ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ ผมตอบเธอ ผมยังไม่มีความคิดว่าจะทำอะไรต่อไป เมื่อผมพูดจบ เธอยิ้มอีกครั้ง “บางทีคุณน่าจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน” เธอบอก “คำวิจารณ์ของคุณเขียนได้งดงามมาก ฉันเคยเฝ้ารอคอยมัน จริงๆ นะ นี่ไม่ได้แกล้งชมกัน เท่าที่ฉันรู้ คุณเขียนมันก็เพราะเป็นหน้าที่ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่แท้จริง ฉันเก็บมันไว้ทุกฉบับ และเอามันออกมาอ่านซ้ำอยู่บ่อยๆ”

“ขอบคุณครับ” ผมตอบ “และขอบคุณสำหรับแฮมเบอร์เกอร์ด้วย”

สิบปีผ่านเลยไป แต่ทุกครั้งที่ผมผ่านทางรถไฟสายโอดาคิว ผมคิดถึงเธอและแฮมเบอร์เกอร์สเต็กผิวเกรียมกรอบ ผมมองไปยังอาคารที่อยู่ข้างๆ ทางรถไฟและถามตัวเองว่าหน้าต่างบานไหนคืออพาร์ตเมนต์ของเธอ ผมนึกถึงทิวทัศน์ที่มองมาจากหน้าต่างบานนั้นและพยายามคิดว่ามันน่าจะเป็นบานไหน แต่ผมก็ไม่เคยจำมันได้

บางทีเธออาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่ถ้าเธอยังอยู่ เธออาจกำลังฟังเพลงของ Burt Bacharach ม้วนเดียวกันนั้นอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้าต่าง

ผมควรจะนอนกับเธอหรือเปล่า?

นี่คือคำถามหลักของเรื่องนี้

คำตอบอยู่ห่างไกลจากตัวผม แม้กระทั่งตอนนี้ ผมไม่มีความเห็น มีหลายอย่างที่เราไม่มีทางเข้าใจมันได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ทั้งหมดที่ผมทำได้คือการมองจากรถไฟไปยังหน้าต่างบานที่อาจเป็นอพาร์ตเมนต์ของเธอ บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทุกๆ บานสามารถเป็นหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเธอได้ทั้งนั้น และบางครั้งผมก็คิดว่าไม่มีบานใดเลยที่ใช่ มันมีหน้าต่างอยู่ที่นั่นมากเกินไป

Advertisements

Written by ksamphan

July 13, 2006 at 9:27 am

การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน, การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียนแดงในปี 1881, การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์, และเขตแดนของสายลมโหมกระพือ

leave a comment »

แปลจาก The Fall of the Roman Empire, The 1881 Indian Uprising, Hitler’s Invasion of Poland, and The Realm of Raging Winds ใน The Elephant Vanishes

โดย Haruki Murakami

1.
การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

สิ่งแรกที่ผมรับรู้คือสายลมที่เริ่มพัดโชยในช่วงเวลากลางวันของวันอาทิตย์ หรือหากระบุให้ชัดเจนแม่นยำ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเวลาบ่าย 2 โมง 7 นาที

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา—ภารกิจหน้าที่ของผมในทุกกลางวันของวันอาทิตย์—ผมนั่งลงกับโต๊ะในห้องครัว ฟังเพลงอ่อนนุ่มเสนาะโสต พร้อมๆ กับบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ลงในสมุดบันทึก ผมจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ก่อนที่จะลงมือเขียนทั้งหมดอีกครั้งในวันอาทิตย์

ผมเพิ่งเขียนไปได้ถึงวันอังคารในตอนที่รู้สึกว่ามีเสียงของสายลมพัดผ่านหน้าต่าง ผมหยุดเขียนบันทึก สวมปลอกปากกา และเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่ตากอยู่ วัตถุที่พาดอยู่กับราวล้วนพลิ้วสะพัด กระพือพัดส่งเสียงแข็งกระด้าง ปลดปล่อยส่วนปลายของดาวหางไหลเป็นสายพุ่งสู่ฟากฟ้า

เมื่อผมเริ่มเกิดความสงสัย สายลมก็ดูเหมือนจะอพยพหลบหน้าไปสิ้น ปล่อยให้เสื้อผ้าแขวนห้อยเหมือนกับเมื่อช่วงเช้า—10 โมง 18 นาที หากต้องการความถูกต้องแม่นยำ—ตอนที่ไม่มีแม้เสียงกระซิบแผ่วบางของสายลม ในตอนนั้นความทรงจำของผมผนึกแน่นราวกับฝาปิดเตาหลอม เพราะหลังจากนั้นเล็กน้อย ผมก็คิดว่าที่หนีบผ้าไม่มีความจำเป็นสำหรับวันที่นิ่งสงบแบบนี้

ด้วยความสัตย์จริง ณ ห้วงเวลานั้นไร้สิ้นซึ่งการเดินทางของสายลม

หลังจากเก็บเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ผมก็ปิดหน้าต่างทุกบานในอพาร์ตเมนต์ เมื่อหน้าต่างถูกปิดหมดแล้ว ผมก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงของสายลม ภาพภายนอกซึ่งปราศจากเสียง ต้นไม้—ส่วนใหญ่เป็นต้นสนหิมาลายันกับต้นเกาลัด—บิดสะบัดไปมาราวกับสุนัขที่กำลังต่อสู้กับอาการคันที่ยากจะควบคุม กลุ่มเมฆก้อนน้อยเคลื่อนผ่านผืนฟ้าก่อนลับหายเหมือนสายลับแววตาเจ้าเล่ห์ ขณะที่เสื้อเชิ้ตหลายตัวหมุนพันตัวเองอยู่กับราวตากผ้าพลาสติกบนระเบียงของอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม จับยึดเหนียวแน่นราวกับเด็กกำพร้าผู้ถูกทอดทิ้ง

สายลมช่างพัดแรงจริงๆ ผมคิด

เปิดหนังสือพิมพ์ตรวจสอบสภาพอากาศ ผมไม่พบคำเตือนของไต้ฝุ่น 30% คือความเป็นไปได้ที่ฝนจะตก ช่วงเวลากลางวันอันสุขสงบของวันอาทิตย์ ไม่ต่างจากคืนวันอันรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน คาดเดาว่ามันเป็นแบบนั้น

ผมถอนหายใจเบาๆ อาจจะซัก 30% ของการถอนหายใจปกติ ปิดหนังสือพิมพ์ พับเสื้อผ้าเก็บใส่ลิ้นชัก ชงกาแฟไปพร้อมๆ กับฟังเพลงเสนาะโสตเช่นเดิม หลังจากนั้นผมกลับมาเขียนบันทึกต่อ โดยมีถ้วยกาแฟอยู่ข้างๆ

วันพฤหัสบดี ผมร่วมรักกับแฟน เธอชอบใส่ผ้าปิดตาระหว่างการร่วมรัก เธอจะพกมันไว้ในกระเป๋าเสมอเพียงเพื่อจุดประสงค์นี้

อันที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวกับผม แต่เธอก็ดูน่ารักดีตอนที่ใส่ผ้าปิดตา ผมไม่มีสิทธิ์คัดค้านในเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุด เราต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชน และแต่ละคนล้วนมีบางอย่างตกทอดมาจากที่ไหนซักแห่ง

ทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอสำหรับบทบันทึกของวันพฤหัสบดี เรื่องจริง 80% ที่เหลืออีก 20% เป็นความเห็นสั้นๆ นโยบายส่วนตัวในการเขียนบันทึกของผม

วันศุกร์ ผมไปพบเพื่อนเก่าที่ร้านหนังสือกินซ่า เขาสวมเนกไทหลุดยุคพ้นสมัย หมายเลขโทรศัพท์เป็นสิ่งเดียวที่ปรากฏบนแถบริ้วพื้นหลัง—ผมเขียนมาถึงตรงนี้ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง

2.
การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียแดงในปี 1881

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่าย 2 โมง 36 นาทีตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง ผมคิดว่าอาจเป็นเธอ—เพื่อนสาวกับผ้าปิดตา—เธอจะมาหาผมทุกวันอาทิตย์ และก็มักจะโทร.มาก่อนเสมอ มันเป็นหน้าที่ของเธอสำหรับอาหารมื้อเย็น เย็นนี้เราเลือกหอยนางรมกระทะร้อน

อย่างไรก็ตาม มันเป็นเวลาบ่าย 2 โมง 36 นาทีตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง ผมวางนาฬิกาไว้ข้างๆ โทรศัพท์ ด้วยวิธีนี้ผมจึงเห็นนาฬิกาเสมอเวลาจะรับโทรศัพท์ เพราะฉะนั้น ผมจดจำเวลาได้แม่นยำสมบูรณ์แบบ

เมื่อผมยกหูโทรศัพท์ สิ่งที่ได้ยินคือเสียงสายลมโหมกระหน่ำกึกก้องกัมปนาทราวกับอยู่ในสงครามของชาวอินเดียแดงในปี 1881 พวกเขาเผาทำลายที่พักของเหล่าผู้บุกเบิก ตัดสายโทรเลข ข่มขืนแคนดิช เบอร์เกน

“ฮัลโหล?” ผมรับสาย แต่เสียงโดดเดี่ยววังเวงของผมจมหายไปในความอึกทึกครึกโครมของประวัติศาสตร์ที่แผ่คลุมบดบัง

“ฮัลโหล? ฮัลโหล?” ผมตะโกนส่งเสียง แต่ก็ไร้วี่แวว

หูของผมเริ่มรับไม่ไหว สิ่งที่พอจะจับความได้ฟังคล้ายเสียงแผ่วจางของหญิงสาวที่แหวกผ่านสายลม หรือมันอาจเป็นเสียงอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไร สายลมก็พัดกระหน่ำจนยากจะคาดเดา และผมเดาว่าไอ้ทุยหลายตัวน่าจะฟุบคาพื้นไปแล้ว

ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ได้แต่ยืนพร้อมแนบหูโทรศัพท์กับหู หนักหน่วงและรวดเร็ว ผมมุ่งสมาธิทุ่มเทไปที่หู ผมเกือบคิดว่ามันคงไม่มีทางไขปริศนาได้แล้ว หลังจากนั้นประมาณ 15-20 วินาที เสียงโทรศัพท์ก็ขาดหายราวกับชีวิตที่เลือนดับในวินาทีของการจู่โจม สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความเงียบอันกลวงเปล่าว่างโหวง ปราศจากความอบอุ่นเหมือนกางเกงในซีดจาง

3.
การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์

ช่างหัวมัน ผมถอนหายใจอีกครั้ง และเริ่มเขียนบันทึกต่อไป ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ดีกว่าแค่การบันทึกข้อมูล

วันเสาร์ หน่วยรบติดอาวุธของฮิตเลอร์บุกโจมตีโปแลนด์ ทิ้งระเบิดใส่กรุงวอร์ซอว์—

ไม่ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น การบุกโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ปี 1939 ไม่ใช่เมื่อวานนี้ หลังจากมื้อเย็นของเมื่อวาน ผมไปดูเมอริล สตรีฟ ใน Sophie’s Choise การบุกโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์เป็นเพียงเหตุการณ์ในหนัง

ในหนัง เมอริล สตรีฟ หย่ากับดัสติน ฮอฟฟ์แมน หลังจากนั้นเธอก็พบกับวิศวกรที่แสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นีโร เธอแต่งงานใหม่กับเขา มันเป็นหนังที่น่าพอใจ

ที่นั่งข้างผมเป็นเด็กนักเรียน ม.ปลายสองคน ทั้งคู่สัมผัสหน้าท้องของกันและกันตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรอยู่แล้ว หน้าท้องของเด็กนักเรียน ม.ปลาย แม้แต่ผมก็เคยมีหน้าท้องของเด็กนักเรียน ม.ปลาย

4.
และเขตแดนของสายลมโหมกระพือ

หลังจากเสร็จสิ้นการจัดเรียงเรื่องราวอันมีค่าของสัปดาห์ที่ผ่านมาลงในสมุดบันทึก ผมนั่งลงหน้าชั้นแผ่นเสียง เลือกเพลงสำหรับช่วงกลางวันของวันอาทิตย์ที่อบอวลไปด้วยสายลม ผมหยิบเซลโล่ คอนแชร์โตของโชสตาโควิช กับอัลบั้มของ Sly and the Family Stone ทั้งคู่น่าจะเหมาะกับวันที่สายลมโหมกระพือ ผมฟังเพลงทั้งสองชุดไล่เรียงต่อเนื่องกัน

มีสิ่งของถูกกราดกระหน่ำผ่านหน้าต่างอยู่เป็นระยะ กระดาษขาวลอยละลิ่วจากฟากตะวันตกมุ่งสู่ฟากตะวันออก เหมือนกับหมอผีกำลังทำพิธีเป่าเสกน้ำยาวิเศษต้มจากรากไม้และสมุนไพร ดีบุกบางยาวหักงอ เหมือนกับผู้กระตือรือร้นในรายละเอียดเรื่องเพศ

ผมกำลังชมทิวทัศน์ภายนอกพร้อมๆ กับเซลโล่ คอนแชร์โตของโชสตาโควิชเมื่อตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง นาฬิกาปลุกข้างโทรศัพท์บอกเวลา 15.48 น.

ผมยกหูโทรศัพท์ เตรียมพร้อมสำหรับเสียงคำรามของเครื่องยนต์โบอิ้ง 747 แต่คราวนี้ไม่มีเสียงสายลมกรรโชกให้ได้ยิน

“ฮัลโหล” เธอพูด

“ฮัลโหล” ผมพูดตอบ

“ฉันกำลังมุ่งหน้าไปพร้อมกับเครื่องปรุงของหอยนางรมกระทะร้อน โอเค?” แฟนของผมบอก เธอกำลังเดินทางมาพร้อมกับข้าวของและผ้าปิดตา

“ไม่มีปัญหา แต่—”

“คุณมีหม้ออบหรือเปล่า?”

“มี แต่…” ผมตอบ “เกิดอะไรขึ้น ผมไม่ได้ยินเสียงลมอีกแล้ว”

“ใช่ ลมหยุดแล้ว ที่นากาโน มันหยุดพัดไปเมื่อตอนบ่าย 3 โมง 25 นาที ฉันคิดว่าที่นั่นก็คงจะหยุดในไม่ช้านี้”

“น่าจะอย่างนั้น” ผมตอบก่อนวางหูโทรศัพท์ จากนั้นจึงหยิบหม้ออบลงมาจากชั้นเก็บของและล้างมันในอ่างล้างจาน

เป็นดั่งที่เธอทำนายเอาไว้ สายลมจากไปเมื่อเวลา 16.05 น. ผมเปิดหน้าต่างและมองออกไปข้างนอก หมาสีดำกำลังจดจ่อดมกลิ่นพื้นดินอยู่ข้างล่าง ผ่านไป 15-20 นาที เจ้าหมายังไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายเมื่อยล้าให้เห็น ผมนึกไม่ออกว่าทำไมมันถึงมุ่งมั่นตั้งใจได้ขนาดนั้น

ยกเว้นเรื่องนี้ โลกยังคงหมุนเคลื่อนไปไม่ต่างจากเมื่อตอนที่สายลมเริ่มพัด ต้นสนหิมาลายันกับเกาลัดยังตั้งตรงอยู่ตรงนั้น วางเฉยเย็นชาราวกับไม่เคยมีอะไรพัดผ่าน เสื้อผ้ายังแขวนห้อยอยู่กับราวตากผ้าพลาสติก นกกากระพือปีกอยู่บนเสาโทรศัพท์ จงอยปากมันวาวราวบัตรเครดิต

ในระหว่างนี้ แฟนของผมก็มาถึงและเริ่มเตรียมอาหาร เธออยู่ในครัว ล้างหอยนางรม หั่นกะหล่ำปลีจีนคล่องแคล่ว เตรียมโตฟูด้วยความปราณีต ต้มน้ำซุป

ผมถามว่าเธอโทร.มาเมื่อ 14.36 น. หรือเปล่า

“ฉันโทร.มา” เธอตอบขณะกำลังซาวข้าวในหม้อกรอง

“ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” ผมบอก

“ใช่ ลมพัดน่ากลัวมาก” เธอบอกข้อมูลความจริง

ผมหยิบเบียร์จากตู้เย็นและนั่งลงจิบที่ขอบโต๊ะ

“แต่… ทำไมอยู่ดีๆ สายลมก็พัดกระหน่ำ แล้วก็พัดอีกครั้ง อะไรแบบนั้น มันไม่มีอะไรจริงๆ หรือ?” ผมสงสัย

“จะให้ฉันตอบคุณยังไง” เธอบอก หันมาเผชิญหน้ากับผมขณะที่มือกำลังแกะเปลือกกุ้ง “มีตั้งหลายเรื่องที่เราไม่รู้เกี่ยวกับลม เช่นเดียวกับมีอีกตั้งหลายเรื่องที่เราไม่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคโบราณ หรือมะเร็ง หรือพื้นมหาสมุทร หรืออวกาศ หรือเซ็กซ์”

“อืมม” ผมคราง มันไม่มีคำตอบ ดูเหมือนโอกาสจะเหลือไม่มากนักสำหรับการสานต่อบทสนทนาบทนี้กับเธอ ดังนั้น ผมจึงนิ่งเงียบ เฝ้ามองกระบวนการทำหอยนางรมกระทะร้อนต่อไป

“ถ้างั้น ผมขอจับหน้าท้องคุณได้ไหม?” ผมถาม

“เอาไว้วันหลัง” เธอตอบ

ในที่สุดหอยนางรมกระทะร้อนก็เสร็จเรียบร้อย ผมตัดสินใจประมวลเหตุการณ์ประจำวันอย่างย่อ เตรียมพร้อมสำหรับการเขียนบันทึกในสัปดาห์หน้า นี่คือสิ่งที่ผมจดเอาไว้

· การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน
· การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียนแดงในปี 1881
· การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์

เพียงเท่านี้ สัปดาห์หน้าผมก็จะสามารถบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้บ้างอย่าง ถูกต้องแม่นยำด้วยระบบอันละเอียดรอบคอบของผม ผมเขียนบันทึกมา 22 ปีโดยไม่พลาดแม้ซักวัน เก็บทุกรายละเอียดของทุกการกระทำทรงความหมายด้วยระบบของผมเอง ไม่ว่าจะมีสายลมหรือไม่ก็ตาม นั่นคือวิถีชีวิตของผม

หมายเหตุ: ผู้อ่านท่านใดที่มีต้นฉบับภาษาอังกฤษของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จะเป็นพระคุณอย่างสูงหากจะช่วยตรวจทานและเสนอแนะความหมายที่ถูกต้องและเหมาะสมกว่าที่ผมได้แปลไว้ เพราะมีหลายคำและหลายประโยคที่ผมจนปัญญาจะแปลออกมาได้ตรง (ทั้งตามตัวอักษรและอารมณ์ความรู้สึก) ตามต้นฉบับภาษาอังกฤษครับ

Written by ksamphan

May 8, 2006 at 9:38 am

เจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียวตัวน้อย

with 4 comments

 แปลจาก The Little Green Monster ใน The Elephant Vanishes

โดย Haruki Murakami

สามีของฉันออกไปทำงานตามปกติ และฉันก็คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างเพียงลำพัง มองออกไปที่สวนหย่อมผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษสำหรับการนั่งมองสวนหย่อม ฉันแค่ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำก็แค่นั้น และฉันก็คิดว่าอีกไม่นาน ถ้าหากฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้ ฉันน่าจะคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง ต้นโอ๊คในสวนแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันให้ความสนใจ มันเป็นสิ่งที่ฉันชอบมากที่สุด ฉันปลูกมันเองตอนที่ฉันยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และฉันก็เฝ้ามองมันเติบโต ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นเพื่อนเก่า ฉันคุยกับมันอยู่ในใจตลอดเวลา

วันนั้นก็เหมือนกัน ฉันกำลังคุยอยู่กับต้นโอ๊ค ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยเรื่องอะไรกัน และฉันก็ไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว เวลาคล้อยผ่านขณะที่ฉันเฝ้ามองสวนหย่อม ความมืดโรยตัวปกคลุมก่อนที่ฉันจะทันรู้ตัว ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกสักพัก ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียง มันดังมาจากที่ไหนซักแห่งในระยะไกล เสียงประหลาดและได้ยินไม่ค่อยชัด คล้ายใครบางคนกำลังทุบทำลายอะไรบางอย่าง ตอนแรกฉันคิดว่าเสียงนี้ดังมาจากร่างกายของฉัน ฟังๆ ดูแล้วเหมือนกับเสียงเตือนจากรังไหมมืดมิดซึ่งร่างกายของฉันกำลังถูกมันพันม้วนเข้าไปอยู่ข้างใน ฉันสูดลมหายใจและตั้งใจฟัง ใช่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันคืออะไร? ฉันหมดปัญญาจะนึกได้ แต่มันทำให้ฉันขนลุก

พื้นดินบริเวณใต้ต้นโอ๊คเริ่มนูนขึ้น ราวกับว่ามีของเหลวแน่นหนักกำลังโผล่ขึ้นมา ฉันสูดลมหายใจอีกครั้ง ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มแตกออกและเผยให้เห็นอุ้งเล็บแหลมคม ฉันจ้องมันตาไม่กระพริบ กำมือแน่น บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ฉันพูดกับตัวเอง มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ อุ้งเล็บตะกุยดินขึ้นมาจนเปิดออกเป็นโพลง และเจ้าสัตว์ประหลาดตัวเล็กสีเขียวก็คลานขึ้นมาจากพื้นดิน

ผิวของมันเป็นเกล็ดสีเขียวสว่าง ทันทีที่มันโผล่ขึ้นมา มันก็สะบัดเอาดินที่ติดอยู่ตามร่างกายออก จมูกสีเขียวของมันยื่นยาวประหลาด ปลายแหลมเรียวยาวราวกับแส้ แต่ตาของมันคล้ายกับตาของมนุษย์ แววตาที่มันมองมาทำให้ฉันตัวสั่น มันแสดงความรู้สึกได้เหมือนกับตาของคุณหรือของฉัน

โดยไม่ลังเล เจ้าสัตว์ประหลาดเริ่มเคลื่อนที่มายังประตูหน้าบ้านของฉันช้าๆ มันใช้ปลายจมูกแหลมเรียวเคาะประตู เสียงเคาะไร้ความรู้สึกดังกังวานไปทั้งบ้าน ฉันย่องไปที่ห้องด้านหลัง หวังว่าเจ้าสัตว์ประหลาดคงไม่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่สามารถตะโกนบอกใครได้ บริเวณนี้มีบ้านของเราเพียงหลังเดียว และสามีของฉันก็จะยังไม่กลับบ้านจนกว่าจะค่ำ ฉันไม่สามารถวิ่งหนีออกทางประตูหลังได้อีกเหมือนกัน เนื่องจากบ้านของฉันมีแค่ประตูหน้าเพียงประตูเดียว ซึ่งเจ้าสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวน่ากลัวกำลังเคาะมันอยู่ ฉันหายใจอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้เหมือนกับไม่มีฉันอยู่ที่นี่ ฉันภาวนาให้เรื่องราวทั้งหมดจบสิ้นลงและผ่านพ้นไป แต่มันยังไม่จบ หลังจากเคาะประตู มันก็ใช้จมูกของมันปลดล็อค ดูเหมือนมันจะไม่มีปัญหาอะไรในการปลดล็อค และในที่สุดประตูก็เปิดออก เจ้าสัตว์ประหลาดค่อยๆ ยื่นจมูกผ่านขอบประตูเข้ามาก่อนที่หยุดลง หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนกับงูที่ชูคอขึ้นสำรวจทิศทางภายในบ้าน ถ้าฉันรู้ว่ามันจะทำแบบนี้ ฉันจะไปแอบอยู่ข้างประตูและตัดจมูกของมันซะ ในครัวมีมีดให้ฉันเลือกใช้เหลือเฟือ ไม่นานหลังจากที่ฉันคิดถึงเรื่องนี้ เจ้าสัตว์ประหลาดก็เคลื่อนที่ผ่านขอบประตูเข้ามา มันยิ้มราวกับรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ และมันก็เริ่มพูด–ไม่ใช่อาการติดอ่าง–แต่มันพูดซ้ำคำราวกับมันกำลังเรียนรู้คำเหล่านั้นอยู่ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก ดีขึ้นหรอก เจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียวตัวเล็กพูด จมูกของข้าเหมือนกับหางของจิ้งจก มันจะงอกขึ้นมาใหม่ แข็งแรงและยาวกว่าเดิม แข็งแรงและยาวกว่าเดิม ผลที่ท่านได้รับจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านต้องการ พอพูดจบมันก็กลอกตาไปมาอยู่นาน ดวงตาที่แปลกประหลาดสุดบรรยาย

โธ่ ไม่นะ ฉันบอกกับตัวเอง มันสามารถอ่านใจคนได้หรือเนี่ย? ฉันเกลียดการที่มีใครรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ โดยเฉพาะถ้าใครคนนั้นเป็นสิ่งลึกลับน่ากลัวแบบนี้ เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมาตั้งแต่หัวจรดเท้า เจ้าสิ่งนี้มันต้องการจะทำอะไรฉัน? กิน? หรือจะดึงฉันลงไปใต้ดิน? แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ไม่น่าเกลียดจนฉันทนดูไม่ได้ แค่นี้ก็ดีแล้ว มันมีแขนกับขาสีชมพูอันเล็กๆ ยื่นออกมาจากลำตัวที่เป็นเกล็ดสีเขียว เล็บที่มือและเท้างอกยาว ยิ่งฉันมองดูมันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นว่ามันเกือบจะน่ารัก และฉันก็รับรู้ได้อีกด้วยว่า เจ้าสิ่งนี้ไม่มีเจตนาจะทำร้ายฉัน

ไม่แน่นอน มันพูดกับฉัน เชิดหน้าขึ้น เสียงเกล็ดของมันกระทบกันเวลาที่มันเคลื่อนไหว เหมือนกับเสียงของถ้วยกาแฟกระทบกันตอนที่เราเก็บโต๊ะ ทำไมจึงคิดอะไรโหดร้ายปานนั้น คุณผู้หญิง แน่นอน ข้าจะไม่กินท่าน ไม่ ไม่ ไม่ ข้าจะไม่ทำอันตรายท่าน ไม่ทำอันตราย ไม่ทำอันตราย เอาล่ะ ฉันคิดถูกแล้ว มันรู้แน่นอนว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่

คุณผู้หญิง คุณผู้หญิง คุณผู้หญิง ท่านไม่เห็นหรือ? ท่านไม่เห็นหรือ? ข้ามาที่นี่เพื่อขอแต่งงานกับท่าน จากที่ที่ลึกลึกลึกลงไปลึกลงไป ข้าต้องคลานตรงดิ่งขึ้นมาบนนี้ แย่มาก มันแย่มาก ข้าต้องขุดแล้วขุดอีก ขุดแล้วขุดอีก ดูซิว่ามันทำให้เล็บของข้าเป็นยังไง ข้าไม่มีทางทำแบบนี้ถ้าข้าจะทำร้ายท่าน ทำร้ายท่าน ทำร้ายท่าน ข้ารักท่าน ข้ารักท่านมากจนทนอยู่ข้างล่างอยู่ข้างล่างไม่ได้อีกต่อไป ข้าคลานขึ้นมาหาท่าน ข้าต้องทำ ข้าต้องทำ พวกนั้นพยายามห้ามข้า แต่ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว และข้าก็หวังว่าท่านจะตอบรับ ได้โปรดตอบรับ ท่านคิดว่านี่เป็นการไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเอง ไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเองหรือไม่ สำหรับการที่ตัวประหลาดอย่างข้าจะขอแต่งงานกับท่าน?

มันเป็นการไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเอง ฉันคิดในใจ มันเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างยิ่งสำหรับการที่ตัวประหลาดอย่างแกจะมาขอความรักจากฉัน!

ความเศร้าปรากฏบนใบหน้าของเจ้าสัตว์ประหลาดทันทีที่ฉันคิด และเกร็ดของมันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ราวกับกำลังจะบอกว่ามันรู้สึกอย่างไร ร่างกายของมันเริ่มหดเล็กลง ฉันกอดอกมองดูความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น บางทีสิ่งเหล่านี้คงเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกของมันเปลี่ยนแปลง และบางทีความน่ากลัวภายนอกก็อาจเป็นเพียงหน้ากากที่ปิดคลุมจิตใจอันอ่อนไหวเปราะบางเหมือนกับขนมมาร์ชเมลโลว์ ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันรู้แล้วว่าฉันเอาชนะมันได้ ฉันจึงตัดสินใจทดลองดู แกมันเป็นสัตว์ประหลาดตัวเล็กน่าเกลียด! แกรู้ตัวหรือเปล่า ฉันตะโกนในใจจนสุดเสียง–ดังจนทำให้หัวใจฉันกระเทือน–แกมันเป็นสัตว์ประหลาดตัวเล็กน่าเกลียด! เกล็ดของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มมากขึ้น และสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าตาของมันก็เริ่มปูดโปนออกมา เหมือนกับมันถูกดูดออกมาด้วยความเกลียดชังที่ฉันมอบให้ มันถลนออกมาจากหน้าของเจ้าตัวประหลาดเหมือนผลไม้สีเขียวสุกงอม และน้ำตาที่เหมือนกับน้ำผลไม้สีแดงก็ไหลออกมา กระเส็นกระสายกระจายอยู่บนพื้น

ฉันไม่กลัวเจ้าสัตว์ประหลาดอีกต่อไปแล้ว ฉันนึกถึงภาพความโหดร้ายทารุณที่ฉันต้องการให้มันได้รับขึ้นในใจ ฉันมัดมันไว้กับเก้าอี้ด้วยลวดเส้นใหญ่ และใช้คีมถอนเกล็ดของมันทีละอัน ทีละอัน ฉันลนคมมีดกับเปลวไฟ และกรีดมันลงบนเนื้ออ่อนสีชมพูที่ขาของมัน กรีดแล้วกรีดอีก ฉันใช้เหล็กร้อนแทงไปบนดวงตาของมัน พร้อมๆ กับวิธีการทรมานที่ฉันคิดขึ้น เจ้าสัตว์ประหลาดก็ร้องโหยหวนและบิดร่างไปมาด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับว่าสิ่งที่ฉันคิดได้เกิดขึ้นจริงๆ มันร้องไห้ ของเหลวเหนียวๆ สีแดงไหลลงสู่พื้น ควันกลิ่นกุหลาบสีขาวขุ่นลอยออกมาจากหูของมัน ตาของมันมองมาที่ฉันอย่างตัดพ้อผิดหวัง ได้โปรด คุณผู้หญิง ได้โปรด ข้าขอร้อง กรุณาอย่าคิดทรมานข้าอีกเลย มันร้อง ข้าไม่เคยคิดร้ายกับท่าน ข้าไม่มีวันจะทำร้ายท่าน ความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านคือความรัก คือความรัก แต่ฉันปฏิเสธที่จะฟังมัน อย่าทำตลกไปหน่อยเลย! ฉันคิดในใจ แกคลานขึ้นมาจากสวนของฉัน แกเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต แกเข้ามาในบ้านของฉัน ฉันไม่เคยขอร้องให้แกมาที่นี่ ฉันมีสิทธิที่จะคิดอะไรก็ได้ตามที่ฉันต้องการ และฉันก็คิดวิธีการทรมานที่จะทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดเจ็บปวดยิ่งขึ้นต่อไป ฉันนึกถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทรมานเจ้าสัตว์ประหลาดทุกชนิดเท่าที่พอจะนึกได้ นึกถึงวิธีการทรมานสิ่งมีชีวิตทุกวิธีที่อาจมีอยู่บนโลก เจ้าสัตว์ประหลาดบิดร่างไปมาด้วยความเจ็บปวด แกรู้อะไรมั้ย เจ้าตัวประหลาด แกไม่รู้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไร ฉันมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับวิธีที่จะทรมานแก แต่ต่อมาไม่นาน ร่างของเจ้าสัตว์ประหลาดก็เริ่มหายไป และแม้แต่จมูกสีเขียวอันใหญ่ของมันก็หดเล็กลงจนมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าตัวหนอน ขณะที่มันนอนบิดเร่าอยู่ที่พื้น เจ้าสัตว์ประหลาดพยายามจะบอกอะไรบอกอย่างกับฉัน มันพยายามขยับริมฝีปากเหมือนมันต้องการกล่าวคำพูดสุดท้าย—เพื่อถ่ายทอดเสรีภาพอันเก่าแก่ หรือความรู้ที่สำคัญบางอย่างซึ่งมันลืมบอกกับฉัน—ก่อนที่มันจะพูดอะไร ปากของมันก็นิ่งค้างด้วยอาการเจ็บปวดทรมานอยู่อย่างนั้น และไม่นาน ร่างของมันก็เริ่มสูญเสียรูปทรงและค่อยๆ เลือนหายไป ในตอนนี้เจ้าสัตว์ประหลาดดูไม่ต่างไปจากเงาสลัวรางตอนกลางคืน สิ่งที่เหลืออยู่คือตาดวงโตเศร้าสร้อยที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว ฉันคิดในใจ แกสามารถมองดูอะไรก็ได้ตามที่แกต้องการ แต่แกไม่สามารถพูดอะไรได้ แกไม่สามารถทำอะไรได้ การดำรงอยู่ของแกยุติจบสิ้นไปแล้ว ไม่นานต่อมา ดวงตาก็เลือนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า และภายในห้องก็ห่มคลุมด้วยความมืดของค่ำคืน

Written by ksamphan

February 3, 2006 at 5:07 am

การปรากฏตัวของเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% ในเช้าวันหนึ่งอันงดงามของเดือนเมษายน

with 9 comments

แปลจาก On Seeing the 100% Perfect Girl One Beautiful April Morning ใน The Elephant Vanishes

โดย Haruki Murakami

เช้าวันหนึ่งอันงดงามของเดือนเมษายน บนถนนเส้นเล็กๆ ย่านฮาราจูกุ แหล่งรวมแฟชั่นของโตเกียว ผมเดินผ่านเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100%

ถ้าจะบอกคุณตามจริง เธอก็ไม่ได้ดูดีอะไรนัก ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยด้วยซ้ำไป เธอใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ผมของเธอยุ่งไม่เป็นทรงเหมือนกับคนเพิ่งลุกจากที่นอน อีกอย่าง เธอก็อายุไม่น้อยแล้ว น่าจะประมาณสามสิบ ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าเธอไม่ใช่ “เด็กสาว” แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมรับรู้ได้จากระยะห่างห้าสิบหลา เธอเป็นเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับผม ทันทีที่ผมเห็นเธอ หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ และภายในปากของผมแห้งผากราวกับทะเลทราย

คุณอาจจะมีลักษณะของเด็กสาวในดวงใจของคุณอยู่แล้ว—เรียวขาเพรียวงาม หรือดวงตากลมโต หรือไม่ก็นิ้วมือที่แสนจะนุ่มนวล หรือคุณอาจจะควานหาเหตุผลไม่เจอสำหรับการที่คุณต้องร่วมโต๊ะอาหารกับผู้หญิงคนหนึ่งในทุกๆ มื้อ แน่นอน ผมก็มีแบบของผม บางครั้งเวลาอยู่ในร้านอาหาร ผมจะนั่งจ้องเด็กสาวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เพราะผมชอบรูปทรงจมูกของเธอ

แต่ไม่มีใครที่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับเขา จะตรงกับภาพที่เขาจินตนาการไว้ ยิ่งผมชอบจมูกของเธอมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งจดจำรูปทรงของมันไม่ได้ หรือแม้กระทั่งว่าเธอมีจมูกแบบนี้จริงหรือเปล่า สิ่งที่ผมจำได้แน่นอนก็คือ เธอไม่ใช่คนสวย มันประหลาดพิกล

“เมื่อวานผมเดินผ่านเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% บนถนน” ผมบอกกับใครบางคน

“เหรอ?” เขาพูด “ต้องตาตรึงใจ?”

“ก็ไม่เชิง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตรงกับสเป็คของคุณ?”

“ผมไม่รู้ ดูเหมือนผมจะจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้เลย ไม่ว่าจะลักษณะของดวงตาหรือขนาดของหน้าอก”

“แปลกพิกล”

“ใช่ แปลกพิกล”

“ถ้าอย่างนั้น” เขาพูดขึ้นแบบเบื่อๆ “คุณทำยังไงต่อ? เข้าไปทักทายหรือเดินตามเธอไป?”

“เปล่า แค่เดินสวนกับเธอบนถนน”

เธอเดินมาจากทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ส่วนผมมาจากทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก มันเป็นเช้าของวันในเดือนเมษายนที่งดงามจริงๆ

ถ้าผมได้คุยกับเธอ แค่ครึ่งชั่วโมงก็พอ ผมจะถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผม และสิ่งที่ผมจะทำก็คือ อธิบายให้เธอฟังถึงความซับซ้อนของโชคชะตาที่ดลบันดาลให้เราทั้งคู่เดินมาพบกันบนถนนในฮาราจูกุ ในเช้าอันงดงามของเดือนเมษายนปี 1981 แน่นอนว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นความลึกลับอันอบอุ่นมีชีวิตชีวา เหมือนกับนาฬิกาโบราณที่เกิดขึ้นเมื่อความสงบสุขแผ่คลุมโลกใบนี้

หลังจากที่คุยกัน เราจะไปกินอาหารเที่ยงด้วยกันที่ไหนซักแห่ง อาจจะไปดูหนังของวู๊ดดี อัลเลน แวะจิบค็อกเทลในบาร์ และถ้าโชคดี เส้นทางของเราทั้งคู่อาจสิ้นสุดบนเตียงนอน

ความเป็นไปได้มายืนเคาะประตูอยู่หน้าห้องหัวใจของผม

ตอนนี้ระยะทางระหว่างเราลดลงเหลือ 15 หลาแล้ว

ผมจะเข้าไปคุยกับเธอยังไงดี? ผมควรจะพูดอะไร?

“สวัสดีตอนเช้าครับคุณผู้หญิง คุณพอจะมีเวลาซักครึ่งชั่วโมงสำหรับการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ไหมครับ”

ให้ตายเถอะ ฟังดูเหมือนคนขายประกันไม่มีผิด

“ขอรบกวนนิดหนึ่งครับ คือว่าคุณพอจะรู้จักร้านซักรีดที่เปิดตลอดคืนแถวนี้บ้างไหมครับ”

ไม่ นี่มันฟังดูตลกไปหน่อย ผมไม่ได้หิ้วเสื้อผ้าที่จะซักมาด้วย ที่สำคัญ ใครจะมาเดินหาร้านแบบนั้นแถวนี้

บางที การพูดความจริงตรงๆ อาจจะเข้าท่าที่สุด “สวัสดีครับ คุณคือเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับผม”

ไม่ เธอไม่มีทางเชื่อแน่ๆ ต่อให้เธอเชื่อ เธอก็คงไม่อยากพูดกับผม ขอโทษ—เธออาจจะพูดแบบนี้—ฉันอาจจะเป็นเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับคุณ แต่คุณไม่ใช่เด็กหนุ่มสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับฉัน เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นได้ และถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมคงย่อยยับป่นปี้ ผมคงเยียวยาตัวเองจากความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้ ผมอายุ 32 แล้ว และนั่นคือสิ่งที่คนเมื่อมีอายุมากขึ้นมักเป็นกัน

เราเดินผ่านร้านขายดอกไม้ มวลอากาศอบอุ่นแผ่วจางลอยมาสัมผัสผิวของผม พื้นถนนเปียกชื้น และมีกลิ่นกุหลาบโชยมาพร้อมกับสายลม ผมไม่สามารถเข้าไปคุยกับเธอได้ เธอสวมสเวตเตอร์สีขาว และในมือขวาของเธอมีซองจดหมายสีขาวสะอาดที่ยังไม่ได้ติดแสตมป์ เธอคงจะเขียนจดหมายถึงใครบางคน อาจจะใช้เวลาทั้งคืนเมื่อดูจากแววตาสลึมสลือของเธอ ในซองจดหมายคงบรรจุความลับทั้งหมดที่เธอมี

ผมเพิ่มระยะก้าวเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง เธอเลือนหายไปในฝูงชน

ณ บัดนี้—แน่นอน—ผมรู้แล้วว่าควรจะพูดอะไรกับเธอ มันค่อนข้างยาวทีเดียว ยาวเกินไปสำหรับผมที่จะบอกเล่าได้ครบสมบูรณ์ด้วยซ้ำ ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมไม่เคยมีอะไรเข้าท่าเลย

แต่ก็เอาเถอะ มันจะเริ่มต้นด้วย “ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว” และจบด้วย “เรื่องมันน่าเศร้า หรือคุณว่าไง?”

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีเด็กหนุ่มกับเด็กสาวสองคน เด็กหนุ่มอายุ 18 ส่วนเด็กสาวอายุ 16 เขาไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่น ส่วนเธอก็ไม่ได้งดงามเป็นพิเศษ ทั้งคู่เป็นเพียงเด็กหนุ่มกับเด็กสาวที่อ้างว้างโดดเดี่ยวเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไป แต่พวกเขาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า มีเด็กหนุ่มสมบูรณ์แบบ 100% กับเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับทั้งคู่อยู่ที่ไหนซักแห่งบนพื้นโลก ใช่ พวกเขาเชื่อในปาฏิหาริย์ และปาฏิหาริย์นั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ

วันหนึ่ง ทั้งคู่ได้มาพบกันที่มุมถนน

“มันแปลกมาก” เขาพูด “ผมตามหาคุณมาตลอดทั้งชีวิตของผม คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่คุณเป็นเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับผม”

“คุณ…” เธอพูดกับเขา “คุณก็เป็นเด็กหนุ่มสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับฉัน ภาพของคุณที่ฉันเคยคิดไว้ไม่ต่างอะไรกับตัวคุณเลย มันช่างเหมือนกับความฝัน”

พวกเขานั่งอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ กุมมือกันและกัน และผลัดเปลี่ยนบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคนชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า พวกเขาไม่โดดเดี่ยวอ้างว้างอีกต่อไปแล้ว ทั้งคู่ค้นพบคนที่สมบูรณ์แบบ 100% และถูกค้นพบโดยคนที่สมบูรณ์แบบ 100% สำหรับทั้งคู่ จะมีอะไรวิเศษไปกว่าการได้พบและกลายเป็นผู้ที่ถูกค้นพบโดยคนที่สมบูรณ์แบบ 100% สำหรับคุณ มันคือปาฏิหาริย์ สุดยอดของปาฏิหาริย์

ขณะที่พวกเขานั่งคุยกัน ความสงสัยก็ค่อยๆ หยั่งรากเล็กๆ ลงบนหัวใจของทั้งคู่—มันเป็นความจริงแน่หรือ สำหรับการที่ความฝันของคนคนหนึ่งจะกลายเป็นความจริงได้ง่ายขนาดนี้?

และเมื่อบทสนทนาขาดห้วง เด็กหนุ่มก็บอกกับเด็กสาว “เรามาทดสอบกันเถอะ แค่ครั้งเดียว ถ้าเราต่างเป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบ 100% ของกันและกันจริง ไม่ว่า ณ เวลาใด สถานที่แห่งไหน เราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ไม่มีทางผิดพลาด และเมื่อถึงตอนนั้น เมื่อเราทั้งคู่ต่างก็รู้ว่าเราเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ 100% ของกันและกัน เราจะแต่งงานกันทันทีหลังจากที่ได้พบกัน คุณคิดยังไง”

“ใช่” เธอพูด “นี่เป็นสิ่งที่เราควรจะทำ”

ดังนั้น ทั้งคู่จึงแยกทางกัน เธอมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบ พวกเขาไม่ควรทำแบบนั้น เพราะพวกเขาต่างก็เป็นคนรักสมบูรณ์แบบ 100% ของกันและกันอย่างแท้จริง และการที่ทั้งคู่ได้มาพบกันก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินกว่าใครจะคาดคิด แต่มันเป็นเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้เรื่องนี้ พวกเขาอายุยังน้อย กระแสคลื่นเย็นยะเยียบแห่งโชคชะตาพัดกระหน่ำเข้าใส่พวกเขาอย่างไม่ปรานี

ในฤดูหนาวครั้งหนึ่ง ทั้งเด็กหนุ่มและเด็กสาวติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ซึ่งระบาดอย่างรุนแรง หลังจากล่องลอยอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายนานนับสัปดาห์ ทั้งคู่ก็สูญเสียความทรงจำทั้งหมด เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมา ภายในศีรษะของพวกเขาว่างเปล่าราวกับหมูออมสินของหนูน้อย ดี.เอช. ลอเรนซ์

ทั้งคู่ฉลาดและอายุยังน้อย ด้วยความพยายามอย่างหนัก พวกเขาก็สามารถกลับคืนสู่การรับรู้และมีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง ขอบคุณสวรรค์ พวกเขากลับสู่การเป็นประชาชนคนธรรมดาที่รู้ว่าจะเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดินได้อย่างไร หรือมีความสามารถอย่างเต็มเปี่ยมในการส่งจดหมายพิเศษที่ที่ทำการไปรษณีย์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาได้สัมผัสกับประสบการณ์ความรักอีกครั้ง บางครั้งก็เป็นความรักในระดับ 75% หรือบางครั้งก็ 85%

เวลาล่วงผ่านรวดเร็วจนน่าตกใจ ไม่ช้าไม่นาน เด็กหนุ่มก็อายุ 32 ส่วนเด็กสาวก็อายุ 30

เช้าอันงดงามวันหนึ่งในเดือนเมษายน ระหว่างการมองหากาแฟซักแก้วเพื่อการเริ่มต้นของวัน เด็กหนุ่มเดินมาจากทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก ขณะที่เด็กสาวซึ่งตั้งใจจะไปส่งจดหมายพิเศษ เดินมาจากทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ทั้งคู่อยู่บนถนนเส้นเล็กๆ สายเดียวกันในย่านฮาราจูกุของโตเกียว พวกเขาเดินสวนทางกันตรงเกือบกึ่งกลางของถนน แสงสลัวรางของความทรงจำที่สูญหายส่องวาบขึ้นในหัวใจของคนทั้งคู่ หัวใจทั้งสองดวงเต้นไม่เป็นจังหวะ และพวกเขาต่างรู้ดีว่า

เธอคือเด็กสาวสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับผม

เขาคือเด็กหนุ่มสมบูรณ์แบบ 100% สำหรับฉัน

แต่แสงสว่างเรืองของความทรงจำปรากฏอยู่ในที่อันแสนไกล และห้วงเวลา 14 ปีก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทางปรากฏชัดในความคิดของพวกเขา ไร้ซึ่งคำพูด พวกเขาเดินสวนทางกัน ลับหายไปในฝูงชน—ตลอดกาล

เรื่องมันน่าเศร้า หรือคุณว่าไง?

ใช่แล้ว เรื่องนี้แหละที่ผมน่าจะเล่าให้เธอฟัง

Written by ksamphan

January 4, 2006 at 6:07 am