K. Samphan

Archive for the ‘รายงาน’ Category

การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนามฯ (2)

leave a comment »

การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาตินิยมอื่นๆ

การต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงแรกนั้นนำโดยกลุ่มปัญญาชนขงจื้อซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดสำนึกการต่อต้านต่างชาติผ่านทางประวัติศาสตร์นิพนธ์มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากระบบการบริหารของฝรั่งเศสโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงจากระบบอุปถัมภ์ระหว่างขุนนางขงจื้อกับสามัญชนเป็นระหว่างเจ้าอาณานิคมกับชาวพื้นเมือง กลุ่มปัญญาชนขงจื้อจึงเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการปกครองของฝรั่งเศส แนวทางการต่อสู้นั้นเน้นการโค่นล้มระบอบการปกครองแบบใหม่ของฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบอบการปกครองภายใต้จักรพรรดิแบบเดิมขึ้นมาอีกครั้ง(19)

ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรกที่สำคัญขบวนการหนึ่งคือ ขบวนการเกิ่นเวือง (Can Vuong Movement) ขบวนการนี้ก่อตัวขึ้นภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กในปี 1883 นำโดยผู้สำเร็จราชการโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) ขบวนการนี้พยายามเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ด้วยการต่อสู้กับฝรั่งเศส การเรียกร้องดังกล่าวทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ในหลายๆ พื้นที่ นำโดยนักปราชญ์ที่ทำการรวบรวมอาสาสมัครและก่อตั้งเป็นกองกำลังรบกระจายไปทั่วดินแดน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทำการรบยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 40 ปี คือนับตั้งแต่ปี 1858 จนถึงปี 1896 ขบวนการผู้รักชาติชาวเวียดนามก็ถูกฝรั่งเศสปราบปรามลงได้สำเร็จ การต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรก (ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) มีผู้ตั้งข้อสังเกตดังนี้(20)

ประการแรก การต่อสู้ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสในระยะแรกนั้น โลกทัศน์ในการต่อสู้ของประชาชนยังผูกติดกับระบบเดิม คือในสมัยการต่อต้านการรุกรานของจีน เป้าหมายของการต่อสู้จึงจำกัดอยู่ที่การขับไล่ฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบบเดิม

ประการที่สอง จุดอ่อนที่สำคัญของการต่อต้านฝรั่งเศสคือ การขาดศูนย์กลางที่จะชี้นำการต่อสู้ ขบวนการผู้รักชาติต่างรวมกลุ่มของตนเองก่อกบฏเป็นจุดๆ ขาดการประสานร่วมมือกัน ทำให้ฝรั่งเศสปราบปรามได้ง่าย

ประการที่สาม จักรพรรดิและขุนนางเวียดนามไม่สามารถแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนระดับล่างได้อย่างกว้างขวาง เมื่อเทียบกับความสำเร็จของขบวนการชาตินิยมในสมัยต่อมา เพราะระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้แบ่งแยกชนชั้นผู้ปกครองออกจากประชาชน องค์จักรพรรดิไม่เคยเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชน ส่วนหนึ่งคงเกรงว่าประชาชนจะโค่นล้ม โดยเฉพาะหลังจากที่ราชวงศ์เหวียนปราบกบฏไตเซินลงได้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังคงถือหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมแบบเก่า โดยปล่อยให้จักรพรรดิและขุนนางเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนและประเทศชาติ ช่องว่างระหว่างราชสำนักกับประชาชนทำให้การร่วมมือกันต่อต้านฝรั่งเศสไม่มีประสิทธิภาพ

ประการที่สี่ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังมีไม่มากนัก เพราะฝรั่งเศสยังไม่สามารถจัดวางระบบได้อย่างเต็มที่ ประชาชนจึงไม่ได้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากเหมือนในระยะต่อมา

ประการที่ห้า บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพยายามใช้องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อต้านฝรั่งเศส(21) แต่เมื่อฝรั่งเศสมักจะเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ด้อยคุณภาพมาเป็นจักรพรรดิ และอาศัยสถาบันนี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ในเวียดนาม จึงทำให้ความศรัทธาในองค์จักรพรรดิเสื่อมลงจนไม่สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนได้อีก

จากความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชาวเวียดนาม ปัญญาชนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อสถาบันการปกครองของเวียดนามในช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคม และเริ่มตระหนักว่าการเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสด้วยกำลังโดยตรงเช่นเดียวกับที่เคยต่อต้านจีนมานับพันปี คงไม่ประสบความสำเร็จโดยง่าย เนื่องจากฝรั่งเศสมีอำนาจและความก้าวหน้าเหนือกว่าเวียดนามมาก อีกทั้งระบบของเวียดนามแต่เดิมเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และการต่อสู้ตามแนวทางเดิมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ พวกเขาจึงมองหาแนวทางใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางที่จะสถาปนาประชาคมเวียดนามในรูปแบบใหม่ด้วย(22)

ชาวเวียดนามมีโอกาสรับรู้แนวความคิดและเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อต้านระบบอาณานิคมจากภายนอกน้อยมาก เพราะฝรั่งเศสพยายามปิดกั้น โดยไม่ยอมให้แนวความคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อระบบอาณานิคมแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนเวียดนามสามารถเรียนรู้แนวความคิดตะวันตกได้โดยผ่านช่องทางอื่นๆ ช่องทางที่สำคัญคือการเรียนรู้ผ่านงานเขียนของปัญญาชนชาวจีนที่เผยแพร่เข้าสู่เวียดนามทางตอนเหนือของประเทศ และการเรียนรู้จากการที่ชาวเวียดนามได้เดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง

แนวความคิดของนักปฏิรูปชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อปัญญาชนเวียดนามมากที่สุดคือ แนวความคิดของคังยู่เหวย (K’ang Yu-wei) และเหลียงฉี่เฉา (Liang Ch’i-ch’ao) ทั้งคู่มีแนวคิดเช่นเดียวกับนักปฏิรูปของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียและแอฟริกาว่าจะต้องสร้างประชาคมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ชาติรอดพ้นจากอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยกระตุ้นให้ขบวนการปฏิรูปมุ่งฟื้นฟูสังคมจากสังคมดั้งเดิมตามจารีตประเพณี ให้กลายเป็นสังคมที่ทันสมัย

ในขณะที่ปัญญาชนเวียดนามเปิดรับแนวความคิดจากภายนอกมากขึ้น แนวความคิดเรื่องความรักชาติและชาตินิยมในเวียดนามก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมชาวเวียดนามจะแสดงความรู้สึกในลักษณะของ “ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์” (trung quan) ขณะที่ “ชาติ” (quoc) เป็นส่วนหนึ่งของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์เป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นเมื่อจงรักภักดีต่อกษัตริย์ก็เท่ากับรักชาติด้วย แต่ในช่วงศตวรรษที่ 20 กษัตริย์มีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ความรู้สึก “รักชาติ” (ai quoc) เข้ามาแทนที่ โดยมีความคิดว่ากษัตริย์เป็นเพียงผู้นำที่มีอำนาจ เมื่อสิ้นอำนาจ กษัตริย์หรือผู้นำนั้นก็ต้องจากไป หากแต่ชาติจะต้องดำรงคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง(23)

ความพอใจของนักปราชญ์เริ่มที่จะไม่หยุดอยู่แค่เพียงการต่อต้านการรุกราน และสนับสนุนอิสรภาพของชาติภายหลังการก่อตั้งรัฐบาลกษัตริย์และอุดมการณ์ขงจื้อเช่นในอดีตเท่านั้น พวกเขาเริ่มยื่นข้อเสนอแผนการสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและอุดมการณ์ โดยกลุ่มนักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็นฝ่ายที่ยึดถือประเพณีโบราณ และเสนอแผนการปฏิรูปต่อรัฐบาลอาณานิคม ส่วนอีกฝ่ายเริ่มแสวงหาแนวทางการต่อสู้และอุดมการณ์ใหม่ พร้อมๆ กับเตรียมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ(24)

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีขบวนการชาตินิยมในความเข้าใจ “ชาติ” แบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ผู้นำขบวนการผู้รักชาติในระยะแรกมักจะเป็นผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ต่อต้านฝรั่งเศสของขบวนการเกิ่นเวือง ผู้นำคนสำคัญที่สุดคือ ฟานโบ่ยเจิว (Phan Boi Chau) ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1900 ได้เริ่มปรับแนวทางการต่อสู้ใหม่ โดยจัดตั้งขบวนการยวีเตินเห่ย (Duy Tan Hoi) ขึ้นเมื่อปี 1904 โดยมีเจ้าชายเกื่องเดะเป็นประธาน เหตุที่ฟานโบ่ยเจิวเลือกเชื้อพระวงศ์มาเป็นผู้นำขบวนการก็เพราะต้องการได้รับการสนับสนุนจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่า ขบวนการยวีเตินเห่ยมีการกล่าวถึงแนวความคิด “รักชาติ” ตามความเข้าใจในปัจจุบันเป็นครั้งแรก(25) และมีแนวทางต่อต้านฝรั่งเศสด้วยวิธีรุนแรง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ฟานโบ่ยเจิวได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการต่อต้านฝรั่งเศส เขาเป็นบุคคลที่ฝรั่งเศสถือว่าเป็นนักปฏิวัติที่อันตรายมากที่สุด(26) วิถีชีวิตทางการเมืองของเขาสิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกจับตัวในปี 1925

“จุดจบในวิถีของเขาแสดงให้เห็นความล้มเหลวของขบวนการปฏิวัติ ซึ่งเป็นขบวนการที่ได้รับแรงกระตุ้นทางการเมืองจากชนชั้นสูงในชาติแต่เพียงอย่างเดียว ในฐานะที่โจ (เจิว) เป็นผู้ก่อตั้ง เขาไม่เพียงละเลยปัญหาที่จะเข้าถึงชาวนาที่อดอยากและกระวนกระวายโดยตรง แต่ละเลยการขยายตัวออกเป็นการปฏิวัติประชาชน…”(27)

อย่างไรก็ตาม ยังมีขบวนการผู้รักชาติบางกลุ่มที่เห็นว่าควรจะร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาเวียดนามทั้งในด้านการเมืองและสังคม ซึ่งนำโดยฟานจูตรินห์ (Phan Chu Trinh) ฟานจูตรินห์ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง เขาเห็นว่าการปฏิรูปโดยร่วมมือกับฝรั่งเศสเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะเวียดนามยังมีระดับวัฒนธรรมที่ต่ำกว่ายุโรป และยังไม่พร้อมที่จะนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ในปี 1906 ฟานจูตรินห์ทำหนังสือเปิดผนึกถึงข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ เพื่อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสทำการปฏิรูปเวียดนาม โดยเฉพาะให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์และระบบราชการแบบจีน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวทั้งสองแนวทางต่างก็ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลไกการปราบปรามของฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพสูง และถึงแม้ว่าการจัดองค์กรของนักชาตินิยมในช่วงนี้จะมีระบบมากกว่าขบวนการเกิ่นเวืองในอดีต แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจของฝรั่งเศส เพราะการที่ไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ชาวเวียดนามได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนยังได้รับอิทธิพลจากแนวทางการต่อสู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการลุกฮือเป็นจุดๆ มากกว่าการวางแผนปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ(28)

การเข้ามาของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

ในขณะที่นักชาตินิยมในช่วงแรกรับแนวคิดมาจากจีน ขบวนการผู้รักชาติในระยะต่อมาก็มีโอกาสได้ศึกษาแนวความคิดของตะวันตกจากหนังสือที่ลักลอบส่งมาจากยุโรปหรือมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนในฝรั่งเศส ชาวเวียดนามที่ถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลอดจนชาวเวียดนามที่ทำงานให้กับฝรั่งเศสและมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ จากการได้เรียนรู้แนวคิดของตะวันตก ทำให้พวกเขาจำนวนหนึ่งต้องการให้เวียดนามมีเอกราชและก้าวหน้าแบบตะวันตก การเคลื่อนไหวหนึ่งก็คือ การก่อตั้งพรรครัฐธรรมนูญขึ้นในปี 1923 โดยพรรคเรียกร้องให้มีกฎหมายหนังสือพิมพ์ที่เสรีมากขึ้น ให้โอกาสชาวเวียดนามมีตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้น ให้กำหนดคุณสมบัติในการทำงานด้านกฎหมายที่เปิดกว้างมากขึ้น ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝรั่งเศสเท่าไรนัก

กลุ่มนักชาตินิยมที่สำคัญกลุ่มหนึ่งคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผู้นำคนสำคัญคือ เหงียนอ๊ายก๊วก (Nguyen Ai Quoc) ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า โฮจิมินห์ ถึงแม้กลุ่มนี้จะรวมตัวกันเป็นองค์กรในปี 1925 แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมีองค์การคอมมิวนิสต์สากลหรือโคมินเทิร์น (Comintern)(29) เป็นผู้ประสานงาน

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เริ่มเข้าสู่เวียดนามตั้งแต่ปี 1903 เมื่อมีการประชุมพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (The Russian Social Democratic Workers Party) เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพทั้งในรัสเซียและในหลายประเทศรวมทั้งเวียดนาม(30) มีหลักฐานบ่งชี้ว่า โฮจิมินห์น่าจะเริ่มศึกษาแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 1919 ระหว่างที่อยู่ในฝรั่งเศส เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ (Tours) ซึ่งจะจัดขึ้นในปีต่อมา อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ยืนยันว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างแน่นอนคือ รายงานของทางการฝรั่งเศสในปี 1920 ที่ระบุว่าฝรั่งเศสเนรเทศชาวรัสเซียออกจากอินโดจีน เพราะนำแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินเข้าไปเผยแพร่ในไซ่ง่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1920 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการคือ การขยายตัวของแนวความคิดสากลนิยมในขบวนการคอมมิวนิสต์ยุโรป และความพยายามแสวงหาแนวทางการต่อสู้แบบใหม่ของนักชาตินิยมเวียดนาม(31)

โฮจิมินห์เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดานักชาตินิยมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดคอมมิวนิสต์ บทเรียนทางการเมืองที่สำคัญของโฮจิมินห์มี 2 ช่วง ช่วงแรกคือในระหว่างที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส ในปี 1919 เขาได้ยื่น “ข้อเรียกร้องของชาวอันนัม” (Revendications du Peuple Annamite) ต่อที่ประชุมสันติภาพแวร์ซายส์ หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ข้อเรียกร้องของเขาได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือเลอเปิ้ปป์ (Le Peuple – ประชาชน) แต่ข้อเรียกร้องของประชาชนในประเทศอาณานิคมก็ไม่ได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจแต่อย่างใด โฮจิมินห์จึงได้ข้อสรุปว่าจะไม่มีการประนีประนอมระหว่างเจ้าอาณานิคมและดินแดนอาณานิคม ตลอดจนการโค่นล้มระบบอาณานิคมจำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรง ช่วงที่สองคือ เมื่อเขาเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ ในเดือนธันวาคม ปี 1920 และได้ร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสที่แยกตัวออกจากพรรคสังคมนิยม

โฮจิมินห์มีความประทับใจเลนินในฐานะที่เป็นผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ และเริ่มศึกษางานของเลนินในปี 1920 โดย “แนวความคิดเกี่ยวกับปัญหาแห่งชาติและอาณานิคม” ของเลนินมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของเขาอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสจัดตั้งสหภาพของชาวอาณานิคมขึ้นในฝรั่งเศส โดยเขาเป็นผู้เขียนคำประกาศ มีความตอนหนึ่งว่า

“ในการเอาหลักลัทธิมาร์กซ์มาใช้ ประชาชนจะต้องได้รับการปลดปล่อย ในการจัดตั้งสันนิบาต (สหภาพ) ประเทศอาณานิคม โดยความสนับสนุนของสหายในประเทศใหญ่ที่เห็นอกเห็นใจต่อความปรารถนาของเรา สิ่งนี้มีความหมายเอื้ออำนวยต่อท่านทั้งหลาย ในการที่จะปลกแอกประเทศชาติของท่าน สันนิบาต (สหภาพ) นี้ ตั้งขึ้นในฝรั่งเศส โดยประชาชนจากประเทศอาณานิคมที่มีจิตสำนึกต้องการปฏิวัติ”(32)

นอกจากนี้ ในปี 1921 โฮจิมินห์ยังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อ เลอ ปาเรีย (Le Paria) นอกจากจะเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในหมู่ชาวอาณานิคมในฝรั่งเศสโดยเฉพาะชาวเวียดนามแล้ว เลอ ปาเรีย ยังถูกส่งไปเผยแพร่อย่างลับๆ ในประเทศอาณานิคมอื่นๆ ด้วย เลอ ปาเรีย ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวเวียดนาม และมีอิทธิพลในการปลุกระดมมวลชนสูง ชาวเวียดนามในเมืองแม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ในรัสเซีย อีกทั้งยังได้รู้จักแนวคิดมาร์กซ์-เลนินในฐานะที่เป็นเครื่องมือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้จึงเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเวียดนามหัวก้าวหน้า

จะเห็นว่าการเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในระยะแรกยังจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชาวเวียดนามที่รู้ภาษาฝรั่งเศส และยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการแปลแนวคิดดังกล่าวเป็นภาษาเวียดนามแล้วส่งกลับมาเผยแพร่ในเวียดนาม จนกระทั่งกลางปี 1923 โฮจิมินห์ได้ลอบเข้าไปในโซเวียตเพื่อร่วมประชุมชาวนาชาวไร่สากลที่กรุงมอสโก ในระหว่างการประชุม เขาได้รับเลือกเป็นตัวแทนชาวนาของประเทศอาณานิคม และแปลคำประกาศของการประชุมเป็นภาษาเวียดนามส่งกลับไปยังประเทศของตน ในปีต่อมา เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซ์-เลนินเป็นภาษาเวียดนามอีก 2 ชิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวความคิดคอมมิวนิสต์เริ่มเผยแพร่อย่างจริงจังในเวียดนามราวกลางทศวรรษ 1920(33)

แม้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กระแสหลักจะเข้าสู่เวียดนามผ่านขบวนการโคมินเทิร์นและโฮจิมินห์ แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่าขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet – เวียดนามใหม่) ก็ได้รับอุดมการณ์มาร์กซิสม์เช่นกันโดยไม่ผ่านโคมินเทิร์น พรรคนี้ก่อตั้งราวปี 1925 โดยเป็นที่รวมของนักศึกษาและอดีตนักโทษการเมือง แต่ก็เป็นการรับรู้ที่จำกัด เนื่องจากฝรั่งเศสกวดขันอย่างเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้เอกสารเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสม์เผยแพร่เข้าสู่อาณานิคม หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงข่าวการปฏิวัติบอลเชวิคหรือสถานการณ์ในโซเวียต อย่างไรก็ตาม เมื่อโฮจิมินห์จัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์ขึ้นครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากโคมินเทิร์น อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็มีโอกาสเผยแพร่สู่ชาวเวียดนามได้มากขึ้น

จุดกำเนิดของขบวนการคอมมิวนิสต์

ผู้นำในขบวนการต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสในเวียดนามมีทั้งผู้นำเดิมของเวียดนามที่สูญเสียอำนาจและกลุ่มปัญญาชน โดยปรากฏออกมาในรูปของขบวนการผู้รักชาติรูปแบบต่างๆ แต่ต่อมาก็พบว่าขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ไม่สามารถต่อต้านฝรั่งเศสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นขบวนการที่อาศัยชนชั้นสูงชาวเวียดนามเป็นหลัก มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการระดมพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เมื่อขบวนการชาตินิยมดังกล่าวถูกฝรั่งเศสกำจัด จึงเหลือเพียงขบวนการคอมมิวนิสต์ซึ่งได้เปรียบขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในเวียดนามตรงที่สามารถรวมตัวกันได้อย่างกว้างขวางและค่อนข้างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการที่จะต้องสืบทอดภารกิจต่อไป

ฝรั่งเศสได้ทำลายอารยธรรมดั้งเดิมของเวียดนามไปจนแทบจะหมดสิ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนเวียดนามจากสังคมหมู่บ้านที่เป็นปึกแผ่นและผสมผสานกลมกลืนกัน มาเป็นรัฐที่มีอำนาจควบคุมอย่างใกล้ชิดและเก็บภาษีอย่างเข้มงวด และการที่ฝรั่งเศสมีฐานสนับสนุนเพียงกลุ่มเจ้าที่ดินและขุนนางกลุ่มน้อย จึงเปิดโอกาสให้แนวความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนาม ซึ่งรวมทั้งอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินด้วย โฮจิมินห์นั้นเห็นว่าแนวคิดด้านเศรษฐกิจของเลนินสามารถนำไปสู่การปลดแอกอาณานิคมและนำมาซึ่งอำนาจรัฐ แนวคิดนี้ถือว่าขบวนการชาตินิยมที่ไม่ได้อยู่ในโลกตะวันตกมีศักยภาพที่จะเป็นพันธมิตรต่อต้านศัตรูร่วมกัน เลนินได้เสนอว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในสังคมก่อนอุตสาหกรรมควรจะร่วมมือกับพลังชาตินิยมอื่นๆ เพื่อดำเนินการปฏิวัติตามแนวทางประชาธิปไตยทุนนิยม หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จะแยกตัวเองออกมาเพื่อดำเนินการปฏิวัติในขั้นต่อไปตามแนวทางสังคมนิยม(34)

ภารกิจแรกในการดำเนินงานปฏิวัติคือ การจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมการสนับสนุนจากกลุ่มพลังชาตินิยมในเวียดนาม โดยในปี 1925 โฮจิมินห์จัดตั้ง “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือแทนห์เนียน (Viet Nam Thanh Nien Cach Menh Dong Chi Hoi – Thanh Nien) ขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ประกอบด้วยผู้ลี้ภัยกลุ่มย่อยๆ ในจีนตอนใต้ อดีตสมาชิกของกลุ่มขบวนการผู้รักชาติอื่นๆ และนักศึกษาปัญญาชน เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์และฝึกอบรมชาวเวียดนามให้กลับไปปฏิบัติการในประเทศ โดยเยาวชนชาวเวียดนามจะถูกส่งไปประเทศจีนเพื่อฝึกหัดวิธีการปฏิวัติ ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งกลับเวียดนามเพื่อวางรากฐานขบวนการปฏิวัติภายในประเทศ ในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี แทนห์เนียนก็สามารถสร้างองค์กรใต้ดินที่มีสมาชิกหลายพันคน

การจัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์นับเป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญสำหรับการต่อต้านฝรั่งเศส แต่เดิม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นเพียงแนวความคิดที่เผยแพร่ในหมู่ชาวเวียดนามจำนวนน้อย และมิได้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน โฮจิมินห์ตระหนักดีว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสภาพดังกล่าว เนื่องจากการปฏิวัติจะต้องเป็นการรวมพลังกันของปัจเจกชน และหากปราศจากการจัดตั้งองค์กรก็จะไม่มีการปฏิวัติ(35)

การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามในช่วงปี 1925-1930 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การต่อต้านฝรั่งเศส เพราะนอกจากขบวนการนี้จะเสนออุดมการณ์ใหม่แล้ว ยังมีวิธีการต่อสู้ที่ชัดเจนกว่าขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในอดีต ดังที่ปรากฏในข้อเขียนของโฮจิมินห์ในหนังสือชื่อ แนวทางปฏิวัติ (Duong Kach Menh – เดื่องแก๊จแหม่นห์) ซึ่งเน้นถึงหลัก 3 ประการดังนี้(36)

1. การปฏิวัติเป็นหน้าที่ของมวลชนผู้เป็นชาวนาและกรรมกร และมิใช่เป็นของวีรบุรุษไม่กี่คน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมมวลชนให้เข้าร่วมในการปฏิวัติ

2. เพื่อให้ประสบความสำเร็จ การปฏิวัติจำเป็นต้องมีพรรคมาร์กซ์-เลนินเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องก่อตั้งพรรคในรูปแบบใหม่

3. การปฏิวัติเพื่อชาติจำเป็นต้องจัดร่วมไปกับการปฏิวัติในโลก และชาวเวียดนามต้องกระทำการร่วมกันพร้อมกับชนชั้นกรรมกรทั่วโลก

ความสำเร็จของขบวนการคอมมิวนิสต์นั้นเนื่องมาจากความชัดเจนของทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินที่เน้นการปฏิบัติ และความสามารถของนักปฏิวัติชาวเวียดนามที่สามารถปรับทฤษฎีดังกล่าวให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางสังคมของเวียดนาม การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามจะเน้นเรื่องคุณธรรมมาก การฝึกอบรมสมาชิกของขบวนการจึงเน้นที่ความมัธยัสถ์ ความยุติธรรม ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความถ่อมตน และจิตสำนึกแห่งการเสียสละ ในปี 1925 ขบวนการแทนห์เนียนประกาศว่า สมาชิกของขบวนการต้องปฏิญาณว่าจะเสียสละเจตจำนงส่วนตัว ผลประโยชน์ส่วนตัว และชีวิตของตัว เพื่อการปลดปล่อยชาติเป็นอันดับแรก (โค่นล้มระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสและนำเสรีภาพมาสู่ประชาชน) และเพื่อการปฏิวัติโลกในลำดับต่อไป (โค่นล้มระบบทุนนิยมและสถาปนาระบบสังคมนิยม)

การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญอีกประการคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่เน้นเรื่องการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพอย่างเคร่งครัดตามทฤษฎี พวกเขาถือว่าการปฏิวัติเวียดนามจะต้องปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยม เนื่องจากในระยะนั้นผู้นำของขบวนการเชื่อว่าเวียดนามยังไม่พร้อมที่จะปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ความจำเป็นของเวียดนามคือปัญหาเรื่องเอกราชและปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน เมื่อขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอประเด็นดังกล่าว จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับล่างของสังคม และแนวคิดการปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคมก็ได้พัฒนาเป็นแนวคิด “การปฏิวัติทวิภาค” (Dual Revolution) ซึ่งกลายเป็นแนวทางหลักของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนในเวลาต่อมา(37)

ขบวนการแทนห์เนียน

ขบวนการแทนห์เนียนนับเป็นก้าวแรกของขบวนการคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม แต่ก็ยังไม่ใช่รูปแบบของขบวนการคอมมิวนิสต์ตามแนวคิดของเลนินอย่างสมบูรณ์ โคมินเทิร์นประเมินว่าเวียดนามยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการปฏิวัติ เพราะเวียดนามยังไม่มีขบวนการชาตินิยมที่เข้มแข็ง และเห็นว่าเวียดนามควรจัดตั้งองค์กรที่มีผู้นำเป็นมาร์กซิสต์และมีเป้าหมายในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนทุกชนชั้นขึ้นมาเสียก่อน ในปี 1924 โฮจิมินห์ได้รับมอบภารกิจจากโคมินเทิร์นให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคอยให้คำแนะนำสำหรับการก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้นในอินโดจีน(38)

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1925 โฮจิมินห์ก็ก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้น โดยมีสมาชิก 9 คน หลังจากนั้นเขาก็ขยายองค์กรขึ้นเป็น 3 ระดับ องค์กรแรกเป็นองค์กรระดับนานาชาติ คือ “สมาคมผู้กูกกดขี่แห่งเอเชีย” โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับชาวเกาหลี จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย ภายใต้แรงผลักดันจากโคมินเทิร์น เพื่อที่จะจัดตั้ง “ขบวนการคอมมิวนิสต์ของเอเชียทั้งมวล” (Pan-Asian Communist Movement) แต่สมาคมนี้ก็ไม่มีบทบาทมากนัก และสลายตัวลงอย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกันนั้นเอง
องค์กรที่สองคือ “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือ “แทนห์เนียน” ก่อตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1925 และองค์กรสุดท้ายคือ “สันนิบาตคนหนุ่มคอมมิวนิสต์” (Thanh Nien Cong San Doan) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของขบวนการแทนห์เนียน มีสมาชิกประมาณ 6-8 คน(39)

ภารกิจที่สำคัญของขบวนการแทนห์เนียนมี 3 ประการ ประการแรกคือ การเผยแพร่และอบรมอุดมการณ์แก่สมาชิก มีการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อการปฏิวัติขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง และเปิดหลักสูตรการอบรมทางการเมืองเพื่อการปฏิวัติของเวียดนาม ประการที่สองคือ การเคลื่อนไหวในอินโดจีนและไทย โดยการตั้งหน่วยงานของขบวนการขึ้นตามโรงงานและเขตนิคมการเกษตร เพื่อทำการปลุกระดมและกระตุ้นจิตสำนึกของมวลชน ภารกิจประการสุดท้ายคือ การก่อความไม่สงบและการโฆษณาชวนเชื่อภายในอินโดจีน

นอกจากขบวนการแทนห์เนียนแล้ว ยังมีขบวนการชาตินิยมที่สำคัญอีกอย่างน้อย 2-3 ขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในระยะเวลาเดียวกัน ขบวนการแรกคือ ขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติใหม่) ซึ่งเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เดิมมีชื่อว่า ฝุกเหวียด (Phuc Viet – การฟื้นฟูเวียดนาม) ต่อมาเมื่อรับแนวคิดมาร์กซิสม์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น เหวียดนามแก๊กเหม่นด๋าง (Vietnam Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติเวียดนาม) ในปี 1926 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นขบวนการเตินเหวียดในปี 1958

อีกขบวนการหนึ่งก็คือ พรรคชาตินิยมเวียดนาม (Viet Nam Quoc Dan Dang) ตั้งขึ้นเมื่อปี 1927 พรรคนี้เป็นที่รวมของกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ข้าราชการในชนบท และนักชาตินิยม โดยได้รับอิทธิพลมาจากพรรคก๊กมินตั๋งในประเทศจีน จึงมีแนวโน้มต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และมีเป้าหมายในการแสวงหาเอกราชและจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย พรรคชาตินิยมเวียดนามมุ่งสร้างเอกภาพของชาติตามทัศนะของชนชั้นกลางเป็นสำคัญ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของชาวนาและกรรมกร แนวทางการต่อสู้คือการก่อความไม่สงบและต่อต้านฝรั่งเศสด้วยอาวุธทางภาคใต้ของเวียดนามก็มีขบวนการทางการเมืองและศาสนา คือสมาคมกาวด่าย (Cao Dai) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้นับถือศาสนาต่างๆ รวมไปถึงลัทธิบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีวิญญาณ องค์กรนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวนา เนื่องจากสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวเวียดนามในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ

เชิงอรรถ

19. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 37

20. เรื่องเดียวกัน, น. 40-42

21. ต่อเรื่องนี้ โจเซฟ บัตตินเจอร์ ได้กล่าวถึงข้าราชการ (ที่เต็มไปด้วยเล่ห์อุบาย) 2 คน ในสภาผู้สำเร็จราชการ คือโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) และเหงียนวันเตื่อง (Nguyen Van Tuong) ว่าทั้งสองจัดการแต่งตั้งและปลดจักรพรรดิถึง 3 พระองค์นับตั้งแต่พระเจ้าตื่อดึ๊กสวรรคต และในปี 1885 ก็จัดการให้จักรพรรดิฮัมงีเป็นหัวหน้ากบฏ เพื่อทำการลดอำนาจการปกครองของฝรั่งเศสในบางพื้นที่ของอันนำ ดู โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 111

22. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 45

23. เรื่องเดียวกัน, น. 49

24. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 183

25. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 4, น. 49

26. เรื่องเดียวกัน, น. 52

27. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 119

28. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 58

29. โคมินเทิร์น ก่อตั้งเมื่อปี 1919 ภายหลังการปฏิวัติบอลเชวิคในรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1917 เพื่อเป็นสถาบันส่งเสริมการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย มีที่มาจากแนวคิดสากลนิยมของเลนิน ที่เห็นว่ากลุ่มชาตินิยมในประเทศอาณานิคมก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านทุนนิยมโลกเช่นกัน

30. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 59

31. เรื่องเดียวกัน, น. 60

32. วินัย คุณอุดม (บรรณาธิการ), โฮจิมินห์ (สำนักพิมพ์ประกายพรึก, ไม่ระบุปีที่พิมพ์), น. 32

33. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 66

34. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 93

35. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68

36. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 207

37. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68-71

38. เรื่องเดียวกัน, น. 74

39. เรื่องเดียวกัน, น. 74

Written by ksamphan

September 14, 2006 at 9:55 am

Posted in รายงาน

การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนามฯ (1)

leave a comment »

บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานเรื่องเดียวกันที่เสนอต่อ อ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวิชา ร. 430 ชนชาติ วัฒนธรรม และปัญหาการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การรุกรานของฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาในเวียดนามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยตามหลังโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ซึ่งเข้ามาทำการค้าในภูมิภาคนี้อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม การค้าของชาวตะวันตกในเวียดนามนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อังกฤษต้องปิดสำนักงานการค้าในฮานอยในปี 1697 ฮอลันดาปิดในปี 1700 มีเพียงโปรตุเกสที่ยังคงเดินเรือระหว่างมาเก๊าและเวียดนามต่อไป แต่ก็อยู่ในวงที่แคบลงมาก(1)

หลังจากพ่อค้าจากยุโรปพวกสุดท้ายออกจากเวียดนามไปในปี 1700 แล้ว กลุ่มที่มีบทบาทต่อมาก็คือ นักเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่มีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ มีการตั้ง “สมาคมโพ้นทะเล” ขึ้นในปี 1658 เพื่อทำหน้าที่ส่งคณะเผยแพร่ศาสนามายังเวียดนาม โดยความร่วมมือของสถาบันกษัตริย์ กองทัพเรือ และบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส (The French East India Co.)(2)

อย่างไรก็ตาม ความพยายามเผยแพร่ศาสนาดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากในระยะนั้นเกิดความไม่สงบขึ้นในเวียดนาม ตั้งแต่สงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลเหวียน (Nguyen) กับตระกูลตรินห์ (Trinh) จนถึงกบฏไตเซิน (Tay Son) แต่สำหรับฝรั่งเศสแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสเห็นว่าเวียดนามเป็นเพียงทางผ่านไปยังจีนเท่านั้น โดยมีการวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนามนั้นนอกจากความต้องการวัตถุดิบและตลาดในเวียดนามแล้ว ฝรั่งเศสยังต้องการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านเข้าสู่จีนผ่านทางแม่น้ำโขง เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและเป็นที่สนใจของชาติตะวันตกในขณะนั้น(3) ในช่วงแรกฝรั่งเศสจึงยังไม่ได้เข้ามาจัดการควบคุมเวียดนามอย่างเต็มที่ บทบาทของชาวฝรั่งเศสในการขยายอำนาจในเวียดนาม จึงมีเพียงบทบาทของพ่อค้าเอกชนร่วมกับนายทหารในกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในเขตทะเลจีนใต้เท่านั้น(4)

ฝรั่งเศสเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อบาทหลวงปิโย เดอ บาแอนน์ (Pigneau de Bahaine) นำกองทหารเข้าช่วยเหลือเหวียนแอ๊นท์ (Nguyen Anh) ปราบกบฏไตเซินได้สำเร็จ และเหวียนแอ๊นท์สามารถสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลอง (Gia Long) แห่งราชวงศ์เหวียนในปี 1802 โดยจักรพรรดิยาลองได้ตอบแทนฝรั่งเศสด้วยการอนุญาตให้เผยแพร่คริสต์ศาสนาได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งก็มีชาวเวียดนามหันไปเข้ารีตเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในหมู่คนยากจน จนเกิดเป็นความขัดแย้งทางความคิดในสังคมเวียดนาม โดยเฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง (Minh Mang) ซึ่งจักรพรรดิและขุนนางมองว่าคริสต์ศาสนาเป็นของ “ต่างชาติ” และแตกต่างจากพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเวียดนาม

นอกจากนี้ การเผยแพร่คริสต์ศาสนายังอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจของจักรพรรดิ เนื่องจากอุดมการณ์ณ์ขงจื้อนั้นยกย่องจักรพรรดิเป็นประมุขทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไม่มีองค์กรศาสนามายุ่งเกี่ยว แต่คริสต์ศาสนาได้แยกประมุขทางโลกกับทางธรรมออกจากกัน โดยมีประมุขทางธรรมคือพระสันตะปาปา ทำให้จักรพรรดิมิได้มีฐานะสูงสุดเพียงผู้เดียวอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น คริสต์ศาสนายังพยายามรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนและขยายอิทธิพลกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้นำของเวียดนามเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของเวียดนาม(5)

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำของเวียดนามจึงไม่ยินยอมให้การเผยแพร่ศาสนาทำได้อย่างเสรี มีการดำเนินการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาของฝรั่งเศสอย่างจริงจัง ทำให้นักสอนศาสนาและประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ในปี 1825 ในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง มีการออกพระราชกฤษฎีกาประณาม “ศาสนาวิตถารของชาวยุโรป” ว่าเป็น “การทำให้จิตใจคนเลวลง” ระหว่างปี 1833-1838 นักสอนศาสนา 7 คนถูกตัดสินประหารชีวิต(6) ในขณะเดียวกัน การเผชิญหน้ากับชาวตะวันตกก็เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ในปี 1847 ซึ่งเป็นปีแรกในรัชสมัยของจักรพรรดิตื่อดึ๊ก (Tu Duc) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม พระองค์เน้นการปิดประเทศเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของต่างชาติ มีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม ฝรั่งเศสจึงอ้างเหตุเหล่านี้เข้ารุกรานเวียดนาม โดยเข้าโจมตีเมืองตูราน (Tourane) หรือเมืองดานัง (Danang) ในปัจจุบัน เป็นแห่งแรก และเริ่มยึดครองดินแดนส่วนอื่นๆ เรื่อยมา ฝรั่งเศสใช้การบังคับให้ราชสำนักยินยอมทำสนธิสัญญา จนกระทั่งเวียดนามต้องลงนามในสนธิสัญญายอมรับอำนาจของฝรั่งเศสในดินแดนของตนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1883 ระยะเวลา 900 ปีแห่งเอกราชของอาณาจักรเวียดนามจึงสิ้นสุดลง

การลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ แน่นอนว่าเป็นการถูกกดขี่บังคับมากกว่าโดยสมัครใจ ประชาชนหรือข้าราชการชาวเวียดนามต่างก็ไม่ต้อนรับการเข้ามายึดครองของฝรั่งเศส เมื่อมีการออกแถลงการณ์การสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กที่สวรรคตไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทางราชสำนักจึงแสดงความปรารถนาที่จะกู้เอกราชคืน โดยในแถลงการณ์มีข้อความตอนหนึ่งว่า “พระเจ้าตื่อดึ๊กสิ้นพระชนม์เพราะความเสียพระทัยที่ชนต่างชาติเข้ามารุกรานและทำลานอาณาจักรของพระองค์ และพระองค์สิ้นพระชนม์พร้อมด้วยมีพระราชดำรัสสาปแช่งผู้รุกราน หัวใจทุกดวงจงรำลึกถึงพระองค์ และแก้แค้นให้เป็นพระราชานุสรณ์แด่พระองค์เถิด”(7)

การก่อตั้งรัฐบาลอาณานิคม (ปี 1897-1918) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ

ฝรั่งเศสยังคงต้องทำสงครามต่อไปจนกระทั่งถึงปี 1896 รัฐบาลอาณานิคมจึงสามารถสร้างฐานอำนาจขึ้นมาได้ การเข้ามาของระบบอาณานิคมฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาของผู้ปกครองใหม่ แต่เป็นการเข้ามาของระบบการเมือง การศึกษา วัฒนธรรม และค่านิยมแบบตะวันตก ตลอดจนเป็นการนำระบบเศรษฐกิจของเวียดนามเข้าไปผูกพันกับระบบเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ถึงแม้ว่าการยึดครองของฝรั่งเศสจะเป็นเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการถูกจีนยึดครองในอดีต แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเวียดนาม

นโยบายของฝรั่งเศสในอาณานิคม

ในด้านการเมืองการปกครอง ฝรั่งเศสได้ผนวกดินแดนลาวและกัมพูชารวมเข้ากับเวียดนามในปี 1862 เรียกว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” (French Indochina) จากนั้นก็แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 แคว้น ได้แก่ โคชินจีน อันนัม ตังเกี๋ย ลาว และกัมพูชา แคว้นโคชินจีนซึ่งอยู่ทางใต้ของเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสโดยตรง ในขณะที่แคว้นอื่นๆ เป็นรัฐอารักขาขึ้นต่อรัฐบาลกลางที่โคชินจีน การปกครองส่วนกลางที่โคชินจีนมีข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส (Governor) เป็นผู้ปกครอง และมีองคมนตรีกับสภาอาณานิคมทำหน้าที่เป็นสภาบริหารและสภานิติบัญญัติตามลำดับ ในขณะที่แคว้นอื่นๆ มีผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสซึ่งมีตำแหน่งที่เรียกชื่อต่างกันไปในแต่ละแคว้น กล่าวคือ Governor-General ในฮานอยและ Resident superieur ในตังเกี๋ยและอันนัม(8) โดยที่ฝรั่งเศสปกครองแบบกดขี่และใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกันหมดทุกแคว้น

โคชินจีนถูกแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัด แต่ละจังหวัดมีเจ้าหน้าที่บริหารชาวฝรั่งเศสคอยดูแล ส่วนในอันนัมและตังเกี๋ย ฝรั่งเศสจัดการปกครองทางอ้อม โดยส่งผู้สำเร็จราชการไปดูแล แต่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการบริหารภายใต้การแนะนำของชาวฝรั่งเศส และฝรั่งเศสจะไม่พยายามแทรกแซงโดยตรงนอกจากเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในอันนัมที่ฝรั่งเศสยังคงสถาบันจักรพรรดิ ราชสำนัก และขุนนางไว้ ควบคู่กับการบริหารของผู้สำเร็จราชการ

ฝรั่งเศสได้นำโครงสร้างการปกครองแบบตะวันตกเข้ามาแทนที่โครงสร้างการปกครองของชาวพื้นเมือง รัฐบาลกลางมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่หมู่บ้านในชนบทสูญเสียความสามารถในการปกครองตนเอง เกิดระบบอำนาจนิยมขึ้นในหมู่ข้าราชการ การปกครองของชาวเวียดนามถูกจำกัดหรือได้รับมอบหมายเพียงแต่งานรองๆ ฝรั่งเศสเป็นผู้ดูแลสภาเสนาบดีเวียดนาม และเสนาบดีแต่ละคนจะมีที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสกำกับดูแลอยู่ การปกครองอาณานิคมแบบใหม่ต้องการบุคลากรชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะในงานบริหารระดับต่ำ ซึ่งต้องทำหน้าที่ภายใต้แบบแผนของตะวันตกโดยไม่มีการคำนึงถึงภูมิหลังทางสังคมและงานเดิม แต่คำนึงถึงคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการทำงานเป็นสำคัญ ผลก็คือผู้ที่เคยมีฐานะสูงในสังคมเดิมเกิดความไม่พอใจที่ถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะบรรดาขุนนางขงจื้อที่กลายเป็นกลุ่มที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม(9)

ความต้องการบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ของระบบอาณานิคม ทำให้มีความจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมแบบตะวันตก มีการตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยซึ่งเปิดสอนโดยคณะมิชชันนารีหรือรัฐบาลของระบบอาณานิคม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเวียดนามคือข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ (Paul Beau) ซึ่งจัดตั้งสภาส่งเสริมการศึกษาพื้นเมืองขึ้นเมื่อปี 1906 เพื่อวางระบบการศึกษาแบบใหม่ ต่อมาในปี 1915 ก็ล้มเลิกระบบการสอบชิงตำแหน่งขุนนางตามประเพณีเดิม ระบบการศึกษาตามประเพณีถูกแทนที่ด้วยระบบที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาคนงานและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่ำๆ ในรัฐบาลอาณานิคม โดยใช้ภาษาฝรั่งเศสในการเรียนการสอน

ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการศึกษาแบบใหม่ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมแพร่หลายขึ้นในหมู่นักศึกษา จนฝรั่งเศสต้องสั่งปิดมหาวิทยาลัยฮานอยชั่วคราวในปี 1908(10) นอกจากนี้ การศึกษาในเวียดนามก็ไม่ได้ขยายตัวอย่างทั่วถึง เพราะรัฐบาลอาณานิคมพยายามจำกัดการขยายการศึกษา ผู้ที่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเพียงคนส่วนน้อยของสังคม เยาวชนกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ และหลังจากก่อตั้งมาได้ 30 ปี มหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษาเพียง 600 คนเท่านั้น(11) ขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านระบบการศึกษาแบบเก่า ทำให้ไม่สามารถทำงานภายใต้ระบบอาณานิคมได้ เหล่าปัญญาชนขงจื้อที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการปกครองของฝรั่งเศสเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้นำขบวนการชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสในเวลาต่อมา(12)

การปกครองระบบอาณานิคมนั้นเน้นสร้างความแข็งแกร่งของรัฐบาลกลาง ถึงแม้จะเกิดกบฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อันแสดงให้เห็นว่าขบวนการชาตินิยมยังคงดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่ด้วยทหารฝรั่งเศสเพียง 11,000 คน กับกองทหารเวียดนามอีก 5,000 คน และตำรวจรักษาความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่ง ก็สามารถปกครองชาวเวียดนามถึง 24 ล้านคนได้ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ใช้วิธีการที่โหดร้ายทารุณเพื่อรักษาความสงบภายใน โดยเฉพาะเพื่อปราบปรามพวกชาตินิยมชาวเวียดนาม คนงาน และชาวนาที่คิดกบฏ

ในด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสเริ่มแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างเต็มที่ในช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1919-1929) โดยในช่วงแรกฝรั่งเศสยังไม่ได้จัดระบบเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างชัดเจน จนในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ซึ่งฝรั่งเศสสามารถยึดครองโคชินจีนได้แล้ว ฝรั่งเศสจึงจัดสรรระบบที่ดินใหม่เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิครอบครองที่ดินมากขึ้น ใน 1863 ฝรั่งเศสประกาศให้ชาวเวียดนามที่อพยพไปในระหว่างสงครามย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนภายในเวลาที่กำหนด ถ้าหากที่ดินใดไม่มีผู้อ้างเป็นเจ้าของก็จะถูกริบคืนแผ่นดิน แต่ผลในทางปฏิบัติปรากฏว่าแม้ชาวเวียดนามจะกลับสู่ดินแดนของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ก็พบว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกแก่ชาวฝรั่งเศสไปก่อนหน้านั้นแล้ว

สำหรับในตังเกี๋ยและอันนัม ในปี 1888 ฝรั่งเศสสั่งให้จักรพรรดิออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกข้อบังคับที่จำกัดการครอบครองที่ดินของชาวฝรั่งเศสไว้ไม่เกิน 100 เอเคอร์ ทำให้ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้าไปครอบครองที่ดินในรัฐอารักขาดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง(13)

ในบริเวณที่ราบสูงภาคกลาง รัฐบาลอาณานิคมได้นำที่ดินมาแจกจ่ายให้กับชาวฝรั่งเศสผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและชาวเวียดนามที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ผลก็คือในระหว่างปี 1897-1913 ผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและบริษัทต่างๆ สามารถยึดครองที่ดินได้ถึง 470,000 เฮกตาร์ (306,000 เฮกตาร์ [1 เฮกตาร์ = 1.5 เอเคอร์] อยู่ในโคชินจีน)(14)

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสเร่งพัฒนาเวียดนามเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง ค่าเงินฟรังค์ที่ต่ำลงและการเก็งกำไรยางพาราในตลาดโลกทำให้ฝรั่งเศสเร่งมาลงทุนในอินโดจีน การลงทุนในเวียดนามขยายตัวทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในช่วงปี 1888-1918 ฝรั่งเศสนำเงินมาลงทุนในอินโดจีน 490 ล้านฟรังค์ และเพิ่มเป็น 4,000 ล้านฟรังค์ในช่วงปี 1919-1929 เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในด้านกิจการเหมืองแร่และสวนยางพารา เพื่อตักตวงเอาทรัพยากรธรรมชาติของเวียดนามส่งออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจของเวียดนาม เนื่องจากผลประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าครึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส และถึงแม้ฝรั่งเศสจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไว้หลายด้าน เช่น ถนน การชลประทาน ตลอดจนการตั้งสถาบันเพื่อการพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรและสถาบันการเงิน แต่ชาวเวียดนามกลับได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ชาวเวียดนามจำนวนมากกลายเป็นชาวนาที่ต้องเช่าที่ดินผู้อื่น หรือเป็นกรรมกรในโรงงานของชาวฝรั่งเศส

ปัญหาที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ของชาวเวียดนาม เนื่องจากที่ดินได้เปลี่ยนมือจากจักรพรรดิและขุนนางไปเป็นของชาวฝรั่งเศสหรือชาวเวียดนามที่เป็นพันธมิตรกับข้าราชการชาวฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสยังคงรักษาโครงสร้างระบบเจ้าที่ดินไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์หรือเก็บภาษีต่อไป ชนชั้นเจ้าของที่ดินมีจำนวน 3-5% ของประชากรทั้งหมด แต่ครอบครองที่ดินประมาณครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด ส่วนจำนวนชาวนานั้นมีประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมด(15) ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าได้กลายเป็นความขัดแย้งกันมากขึ้น เนื่องจากเจ้าของที่ดินสามารถกำหนดค่าเช่าในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ด้วยอัตราค่าเช่าถึงครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดที่ผลิตได้ ทำให้ชาวนากลายเป็นผู้มีหนี้สินมาก จากที่เคยมีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยก็กลายเป็นชาวนาผู้ไร้ที่ดิน เพราะถูกช่วงชิงไปหมด

ความทุกข์ยากของชาวเวียดนามยังถูกซ้ำเติมด้วยระบบภาษีของรัฐบาลที่เก็บเป็นเงินสดในอัตราที่แน่นอน โดยไม่มีการผ่อนปรนแม้ในยามที่เกิดทุพภิกขภัย ภาษีของรัฐบาลอาณานิคมมี 3 ประเภทคือ ภาษีรายหัว ภาษีที่ดิน และภาษีการผูกขาดเหล้าเกลือ ซึ่งอัตราภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้นไม่ว่าราคาของผลผลิตจะตกต่ำหรือไม่ก็ตาม หากปีใดผลผลิตตกต่ำ ชาวนาก็จะต้องจำนองหรือขายที่นาไปทีละส่วน เพื่อจ่ายภาษีและดอกเบี้ยเงินกู้

สภาพดังกล่าวจึงทำให้ชาวเวียดนามแทบจะไม่มีโอกาสทางการศึกษา จากที่แต่เดิม เด็กชายทุกคนไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจนก็มีโอกาสเป็นขุนนางได้ แต่ในสมัยเป็นอาณานิคม มีครอบครัวชาวนาไม่กี่ครอบครัวที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาเรียกเก็บได้ โดยในปี 1940 มีชาวเวียดนามไม่ถึง 3% ที่มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน(16) แรงกดดันของสังคมศักดินาและอาณานิคมโถมทับลงบนชีวิตชาวนาเวียดนามผู้ไร้ที่ดินจำนวนหลายล้านคน ซึ่งชาวนาที่ถูกกดขี่ทารุณเหล่านี้ ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นพลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวิติเพื่อชาติและประชาธิปไตยในเวียดนาม(17)

ในด้านสังคม ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้โครงสร้างทางสังคมของเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดชนกลุ่มใหม่ คือชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ ในปี 1929 มีกรรมกรประมาณ 222,000 คนทั่วทั้งเวียดนาม แม้จะเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่กรรมกรเหล่านี้อยู่รวมกันในบริเวณที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของอาณานิคม เช่น ในเหมืองแร่ สวนยางพารา และในเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นคนกลุ่มเดียวในสังคมที่เผชิญหน้าโดยตรงกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส พวกเขาจึงอยู่ในฐานะที่สำคัญยิ่งในสังคมเวียดนาม

กรรมกรส่วนใหญ่ของเวียดนามต้องยินยอมทำสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบกับตัวแทนของบริษัทฝรั่งเศส เนื่องจากพวกเขาอ่านเขียนไม่ได้ และคนที่ว่างงานและต้องการทำงานนั้นมีมาก พวกชาวนาที่เซ็นสัญญาเข้าทำงานเหล่านี้จะถูกส่งไปทำงานในสวนยางพาราหรือในเหมืองแร่ พวกเขาต้องทำงานในสภาพที่ยากลำบาก หากคนงานปฏิเสธไม่ยอมทำงานก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ ผู้จัดการชาวฝรั่งเศสสามารถสั่งฆ่าคนงานชาวเวียดนามได้ ถ้าคนงานหลบหนีจะถูกตามจับโดยตำรวจอาณานิคม ไม่มีกฎหมายใดๆ ที่ให้ความคุ้มครองแรงงาน ไม่มีเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การนัดหยุดงานจะถูกลงโทษเสมือนเป็นอาชญากร เช่น การจำคุก การทรมาน และการเนรเทศ(18)

สำหรับชนชั้นกลางเวียดนาม ในระยะแรกคือช่วงปี 1919-1929 นั้นยังไม่เข้มแข็งมากนัก ถึงแม้จะเติบโตขึ้นมากนับจากอดีต เนื่องจากต้องเผชิญกับระบบการผูกขาดของฝรั่งเศสและการแข่งขันกับนายทุนชาวจีน แต่ในช่วงหลังคือระหว่างปี 1924-1929 ก็เริ่มมีห้างร้านของชาวเวียดนามเกิดขึ้นบ้าง กลุ่มชนชั้นกลางนั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือกลุ่มนายทุนชาติที่ต้องการลงทุนทำการผลิตหรือการค้าแต่ประสบกับอุปสรรคจากการบริหารของรัฐบาลอาณานิคม อีกประเภทหนึ่งคือกลุ่มนายทุนนายหน้า (comprador) ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการติดต่อกับฝรั่งเศส โดยรับสินค้าจากฝรั่งเศสมาจำหน่าย หรือรับช่วงประมูลการก่อสร้างต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนอพยพหรือชาวเวียดนามเชื้อสายจีน ชนชั้นกลางประเภทสุดท้ายคือชนชั้นนายทุนน้อย (petty-bourgeoisie) ประกอบด้วยพ่อค้ารายย่อย ช่างฝีมือ และนักศึกษาปัญญาชนซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดก้าวหน้าจากฝรั่งเศสผ่านทางการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

การจัดตั้งระบบอาณานิคมของฝรั่งเศส ในด้านหนึ่งก็คือการสถาปนา “ประชาคม” (community) แบบใหม่ในเวียดนามซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลักษณะของประชาคมที่ฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้นนั้นเอื้อประโยชน์แก่ชาวฝรั่งเศสและชาวเวียดนามบางกลุ่ม ในขณะที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่ภายใต้ประชาคมใหม่นี้ ดังนั้นจึงเกิดกระแสการต่อต้านขึ้น

เชิงอรรถ

1. โจเซฟ บัตตินเจอร์, ประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม แปลจาก Vietnam: A Political History, ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี (บรรณาธิการ), มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2522), น. 44

2. โกสุมภ์ สายจันทร์, จักรพรรดินิยมกับการปฏิวัติสังคมนิยมเวียดนาม (ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2532), น. 69

3. เชิดเกียรติ อัตถากร, ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม. (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2540), เชิงอรรถที่ 19, น. 24

4. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 69

5. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 25

6. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 54

7. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 73

8. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 81

9. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28

10. เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน

11. เหงียน คัก เวียน, เวียดนาม: ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร แปลจาก Vietnam: A Long History โดย เพ็ชรี สุมิตร (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2545), น. 173

12. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28

13. เรื่องเดียวกัน, น. 30

14. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 177

15. เรื่องเดียวกัน, น. 196-197

16. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 84

17. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 198

18. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 34

Written by ksamphan

August 31, 2006 at 6:35 am

Posted in รายงาน

เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ต่อแนวคิดทางการเมืองของนักศึกษายุคปัจจุบัน*

with 2 comments


* บทความชิ้นนี้เรียบเรียงและปรับปรุงจากบทความพิเศษ เรื่อง “บทบาทของนักศึกษาไทยยุค 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 เปรียบเทียบกับนักศึกษายุคปัจจุบัน” ใน จุลสาร ปXป ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2546

ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ดูเหมือนว่าบทบาท ทางสังคมและการเมืองของนิสิตนักศึกษาจะค่อยๆ เลือนหายไป บรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมือง การต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียเปรียบในสังคมไม่ปรากฏให้เห็นอีกภายในรั้วมหาวิทยาลัยไทย อันนำมาซึ่งข้อถกเถียงระหว่างคนต่างรุ่นหรือแม้กระทั่งคนในรุ่นเดียวกันตามมามากมายถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ต่อเนื่องไปจนถึงว่าจำเป็นหรือไม่ที่นิสิตนักศึกษาต้องมีการเคลื่อนไหวหรือแสดงบทบาททางการเมือง บทความชิ้นนี้จึงพยายามศึกษาถึงเงื่อนไขต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมโดยรวมและทัศนคติอันนำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตของนิสิตนักศึกษายุคปัจจุบัน โดยผู้เขียนหวังว่าจะสามารถช่วยสร้างความเข้าใจถึงบทบาทโดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไปของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น

โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2530

หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 2520 สิ้นสุดลง ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ระยะเวลาแห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ระบบอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว การปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Export-led growth) และดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างไปสู่ระบบการแข่งขันเสรี (liberalization) ทำให้เศรษฐกิจไทยถูกผนวกเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างแนบแน่น

ลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2530

1. เศรษฐกิจไทยมีลักษณะเปิดมากยิ่งกว่ายุคสมัยใดในอดีต การค้ากับต่างประเทศจากที่เคยอยู่ในระดับร้อยละ 49.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ในช่วงปี 2523-2532 ได้เพิ่มเป็นร้อยละ 67.8 ในช่วงปี 2533-2539(1) ในขณะเดียวกัน ช่วงปี 2533-2538 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ก็เพิ่มขึ้นในอัตราปีละ 8-9 เปอร์เซ็นต์(2) นโยบายส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศทำให้การส่งออกและนำเข้ามีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับก่อนมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในปี 2504 ซึ่งขนาดการเปิดของประเทศอยู่ในราว 30-40 เปอร์เซ็นต์ ได้เพิ่มเป็น 75.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2533 และ 102.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2542(3)

2. โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ภาคอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวสูงมากเมื่อเทียบกับภาคเกษตรกรรมซึ่งยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและกำลังแรงงานร้อยละ 60 อยู่ในภาคเศรษฐกิจนี้(4) สัดส่วนของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ11.4 ในปี 2504 เป็นร้อยละ 26.7 ในปี 2532 และร้อยละ 29.6 ในปี 2535 การส่งออกของไทยก็มีอัตราการขยายตัวสูงเช่นเดียวกันโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา คือร้อยละ 28.8 ในปี 2530 ร้อยละ 33.9 ในปี 2531 และร้อยละ 27.7 ในปี 2532 ในปี 2535 สินค้าส่งออกมีมูลค่าทั้งหมด 831,405 ล้านบาท สัดส่วนของสินค้าส่งออกที่มาจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นร้อยละ 71.2 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด(5)

3. ทุนไหลเข้าสุทธิในช่วงปี 2533-2539 มีปริมาณสูงมากกระทั่งสูงกว่าการขาดดุลการค้าในแต่ละปี ในช่วงปี 2323-2532 มีอัตราส่วนทุนไหลเข้าสุทธิในแต่ละปีประมาณ ร้อยละ 40-80 ของยอดขาดดุลการค้า แต่ในช่วงปี 2533-2539 อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 110-130 สาเหตุที่ไทยสามารถดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติได้มากในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นผลมาจากนโยบายที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ การเปลี่ยนไปสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้รัฐบาลยังผลักดันให้เศรษฐกิจเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาเป็นการผลิตเพื่อส่งออก อัตราภาษีศุลกากรทั้งขาเข้าและขาออกของไทยจึงลดต่ำลงโดยตลอด(6)

การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมและการเปิดเสรีทางด้านการค้าและทางด้านการเงินของไทย ในช่วงแรกได้ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการไหลเข้ามาของเงินทุนที่กู้จากต่างประเทศ ทั้งที่กู้โดยภาครัฐและเอกชน แต่เงินกู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพการผลิตหรือเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของคนไทย หากแต่กลับกลายเป็นที่มาของลัทธิบริโภคนิยมสุดขั้วและการทุจริตอย่างกว้างขวางทั้งในภาครัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางดังกล่าวกลับทำให้การกระจายรายได้ยิ่งเหลื่อมล้ำกันมากขึ้น คนส่วนน้อยที่รวยมากอยู่แล้วก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก จากที่เคยมีสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 49.3 ของคนทั้งประเทศในปี 2518 มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 57.8 ในปี 2533 และร้อยละ 58.5 ในปี 2542(7)

สภาพเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับผลสำรวจนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ จำแนกตามอาชีพผู้ปกครองในปี 2537 จะพบว่า ร้อยละ 33 ของนักศึกษามาจากครอบครัวที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 31.42 ประกอบอาชีพรับราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.23 มีอาชีพเกษตรกรและร้อยละ 12.55 มีอาชีพรับจ้าง อีกร้อยละ 8.78 ประกอบอาชีพอื่น ๆ(8) จะเห็นว่า มีนักศึกษาถึงประมาณร้อยละ 60 ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดสองอันดับแรก ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าแวดวงของนักศึกษาในยุคปัจจุบันนั้นเป็นที่รวมของกลุ่มประชากรที่เป็นผู้ได้เปรียบในสังคมอันเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

โลกาภิวัตน์กับผลกระทบต่อบทบาทของนักศึกษา

นักศึกษายุคปัจจุบันเติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสการพัฒนาประเทศและการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เศรษฐกิจ-สังคมไทยถูกผูกโยงเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการเชื่อมโยงส่วนต่างๆเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(9)

กระบวนการโลกาภิวัตน์ในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเกิดขึ้นเร็วมาก ประการแรก อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการคมนาคม โลกถูกย่อส่วนลงทั้งเวลาและพื้นที่ การแผ่ถึงกันของโลกจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและครอบคลุมไปทั่ว ประการที่สองคือ การพังทลายของกำแพงเบอร์ลินและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2532 ทำให้โลกสังคมนิยมผนึกเข้ากับโลกทุนนิยมและสร้างเครือข่ายของกระบวนการโลกาภิวัตน์ออกไปอย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) เป็นกระแสที่ครอบงำยุคโลกาภิวัตน์ บรรษัทข้ามชาติหรือทุนใหญ่ระดับโลกใช้แนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการทำให้ประเทศที่อ่อนแอเปิดประตูการค้าเสรี เปิดระบบการเงินเสรี องค์กรสำคัญของทุนข้ามชาติ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) แท้จริงแล้วล้วนทำหน้าที่วางกรอบกฎเกณฑ์และกดดันให้ประเทศที่เสียเปรียบยกเลิกมาตรการป้องกันตนเอง(10)

พร้อมๆกับกระแสการเปิดเสรีทางด้านการค้าและการเงิน กระแสคลื่นวัฒนธรรมจากซีกโลกที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะวัฒนธรรมอเมริกันก็หลั่งไหลแผ่คลุมไปทั่วโลก คนชั้นกลางในเมืองเป็นตลาดใหญ่ของผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ดังกล่าว พวกเขาผูกพันตนเองเข้ากับกระแสทุนนิยมสากลและวัฒนธรรมสากล ผูกพันกับสินค้าต่างประเทศ บุคคลต่างประเทศผ่านการทำธุรกิจ การบริโภคข้อมูลข่าวสารทั้งสาระและบันเทิงผ่านสื่อสากล ในขณะเดียวกันก็ยิ่งตัดขาดจากสายใยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชาติที่เสียเปรียบจากการพัฒนาไปเรื่อยๆ

จากผลแห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ประกอบกับการผูกสายใยสัมพันธ์กับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของไทย โลกทรรศน์และชีวทรรศน์ของนักศึกษาในยุคปัจจุบันถูกครอบงำโดยกรอบแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในด้านหนึ่ง ชีวิตของพวกเขาขึ้นตรงกับเรื่องราวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้า การเงิน การลงทุนในเกือบทุกมิติ กิจกรรมการดำเนินชีวิตกลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสีย ไม่ยกเว้นแม้แต่เรื่องการศึกษาหรือสายใยสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลายเป็นลูกค้าชั้นดีของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เสรีนิยมที่มุ่งหวังเพียงผลกำไรสูงสุด เนื่องจากเป็นกลุ่มชนที่มีอำนาจซื้อสูงและเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นที่ทำการแยกตัวออกจากรากเหง้าของสังคมวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมจนแทบไม่เหลือเยื่อใย พวกเขาจึงกลายเป็นตลาดใหญ่ที่รองรับสินค้าทุกประเภท รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากสังคมตะวันตก

การโหมกระพือของลัทธิบริโภคนิยม วัตถุนิยมและปัจเจกชนนิยมล้วนเป็นการตอบสนองและดำรงไว้ซึ่งระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราเป็นใหญ่ นักศึกษาถูกชักนำให้ยึดติดกับการบริโภคเพื่อตอบสนองความพอใจเฉพาะตน ยึดติดกับความสุขที่ได้รับจากการมีวัตถุปรนเปรอภายนอกและยินดีทำทุกอย่างเพื่อเงินทอง

ภาพรวมของนิสิตนักศึกษายุคปัจจุบัน

มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอย่างน้อย 3 ประการที่ควรพิจารณาคือ

ประการแรก นักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพมหานคร เฉลี่ยแล้วประมาณร้อยละ 50 ของผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือก ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพมหานครมีประชากรเพียงประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

ประการที่สอง นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพียง 5 – 8% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีถึงร้อยละ 75 ของจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ

ประการที่สาม นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีและฐานะปานกลาง ส่วนผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมีไม่ถึง 5% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด(11)

แนวโน้มดังกล่าวมีมาตั้งแต่ช่วงปี 2514 – 2516 แต่สัดส่วนอาจแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นชนชั้นผู้ได้เปรียบเหมือนกัน แต่ด้วยบริบททางสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ทั้งสองยุคสมัยแตกต่างกันไม่น้อย

รศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าเยาวชนไทยปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงและอันตราย จากการถูกหล่อหลอมจากสังคมที่ถูกครอบงำจากลัทธิบริโภคนิยม วัตถุนิยม นอกจากนี้ระบุว่าเมื่อนำผลการศึกษาวิจัยในเรื่องเด็กไทยพันธุ์ใหม่ ค.ศ. 2000 เป็นแกนหลักและเชื่อมโยงกับผลการศึกษาวิจัยกว่า 15 ชิ้น ทำให้สามารถเสนอภาพของเด็กไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะที่เด่นชัดดังนี้

1. ระดับสติปัญญาของเด็กไทยมีแนวโน้มลดต่ำลง

2. สภาพร่างกายที่อ่อนแอลง ขาดภูมิต้านทานทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์

3. วุฒิภาวะทางอารมณ์ พฤติกรรมและการแสดงออกแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าวรุนแรง

4. เด็กอยู่ในวัยเยาว์แต่เรียนรู้เรื่องเพศไวกว่าวัยที่ควรจะเป็น ต่อกรณีนี้มีรายงานการศึกษาและผลการสำรวจของสถาบันการศึกษาหลายแห่งพบว่าเด็กหญิง-ชายอายุ 10-11 ปีบางคนเริ่มเรียนรู้การมีเพศสัมพันธ์แล้วและอายุเฉลี่ยของเด็กไทยที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกลดน้อยลงตามลำดับ ในปัจจุบันสถิติของเด็กชายอยู่ที่ 16 ปีส่วนเด็กหญิงอยู่ที่ 17 ปี

5. มุ่งแสวงหาความรู้ ความสุขและการมีเพื่อนใหม่ทางอินเตอร์เน็ต

6. วัตถุนิยมถูกใช้เป็นหลักในการสร้างคุณค่าเชิงปริมาณ

7. การให้ความสำคัญกับตนเองมากกว่าส่วนรวม

8. เด็กจำนวนมากขาดรากเหง้าทางศีลธรรม ศาสนาและวัฒนธรรม

9. เด็กเกิดภาวะความเครียดและการกดดันจากการแข่งขัน มีวัฒนธรรมเงียบ แยกตนจากคนในครอบครัว

10.การมองความสำเร็จในเชิงตัวบุคคลมากกว่าความเป็นหลักการและเหตุผล ชอบลอกเลียนและแสวงหาความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการ

11. ชอบการพนัน

12. เด็กทำงานหนักไม่เป็น

“เด็กและเยาวชน” ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยแท้จริงแล้วก็ไม่อาจไม่นับรวมนิสิตนักศึกษาเข้าอยู่ในสังกัดด้วยได้ พฤติกรรมหลายๆด้านนั้นพบเห็นได้ชัดเจนในหมู่คนหนุ่มสาววัย 18-25 ปีหรืออาจจะมากกว่านั้น ภาพสะท้อนไม่ได้มีเพียงบทบาททางการเมืองและสังคมที่เลือนหายไป แต่ยังมีปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอีกมากมายที่สังคมเห็นว่าจำเป็นต้องช่วยกันแก้ไข

แน่นอนว่าคงไม่มีผู้ใดเรียกร้องให้นิสิตนักศึกษาต้องออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลหรือจับอาวุธขึ้นสู้กับอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่เหมือนที่นิสิตนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 เคยทำ แต่ด้วยพันธกิจและแม้กระทั่งคำป่าวประกาศของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเองก็เป็นที่รับรู้เสมอมาว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัยนอกจากจะผลิตบัณฑิตออกมาเพื่อใช้ความรู้ในการพัฒนาประเทศแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีหน้าที่รับในการช่วยเหลือและรับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบหรือตกทุกข์ได้ยากด้วย ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทหนึ่งของนิสิตนักศึกษาไทยที่ทุกคนยอมรับก็คือ การเป็นผู้มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยากและการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เป็นที่น่าสังเกตว่าในปัจจุบัน บทบาทดังกล่าวยังคงได้รับการถ่ายทอดและปลูกฝังต่อนักศึกษาในยุคต่อ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในงานรับเพื่อนใหม่หรือกิจกรรมการรับน้องใหม่ของคณะต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือ การฉายภาพเหตุการณ์ 14 ตุลาคมและ 6 ตุลาคมพร้อมรายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ให้กับนักศึกษาใหม่ได้รับรู้ พร้อมกันนั้น วลีอย่างเช่น ‘ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’, ‘มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน’ ก็จะได้รับการบอกกล่าวให้นักศึกษาใหม่ได้ยินอยู่เสมอ จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คณะผู้จัดงานจะละเลยมิได้ เช่นเดียวกับการปิดท้ายงานด้วยการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องจากค่ายเทปใหญ่ ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่านักศึกษายุคปัจจุบันไม่ปฏิเสธบทบาทที่ตนควรมีต่อสังคมเสียทั้งหมด (ไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) วาทกรรมการรับใช้ประชาชนนั้นยังคงอยู่คู่กับมหาวิทยาลัยไทยเสมอมา แต่จะมีการกระทำรองรับหรือไม่นั้นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“มหาลัย…ที่ดับวิญญาณนักศึกษา” ซีรี่ย์ข่าวเชิงวิเคราะห์ชุด : มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 รายงานว่า แนวโน้มของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน มุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองทุนนิยม และระบบการตลาดมากขึ้นทุกที ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“ขณะที่การเข้ามหาวิทยาลัยเป็นแค่การชุบตัว ซื้อใบปริญญาเพื่อเป็นใบผ่านทางในการทำงานเท่านั้น ทุกคนมุ่งเน้นแต่การเรียนเพื่อให้ได้เกรดสูงๆ ได้เกียรตินิยมและสนในเฉพาะหนังสือที่อาจารย์ให้อ่าน อ่านยังไงให้ได้เกรดดี ตอบข้อสอบยังไงให้ตรงใจอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะไม่สนใจความรู้อื่นๆ ที่จะสะสมและพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์” ตัวอย่างที่บทความเสนอคือในช่วงใกล้จะถึงวันสอบของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (บางกลุ่ม) นิสิตลูกคนรวยจะไปเปิดจองห้องในโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส เพื่อใช้เป็นสถานที่ติวข้อสอบและเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางเมื่อถึงวันสอบจริง ทั้งนี้ทางโรงแรมยังมีส่วนลดพิเศษสำหรับนิสิตจุฬาฯเป็นพิเศษประมาณ 10% อีกด้วย

รศ.สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “โครงสร้างของจุฬาฯเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพของมหาวิทยาลัยและก็เห็นความเข้มข้นหลายอย่าง อยู่กลางเมือง อยู่ในความสะดวกที่สุด ถูกขนาบข้างด้วยศูนย์การค้า เวลาที่เรียนในห้องเรียนแล้วเบื่อก็ไปเดินเล่น โอกาสที่จะทำกิจกรรมหรือคิดเพื่อสังคมมีน้อยลงทุกที… ระบบมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน สิ่งที่เชิดหน้าชูตาก็คือเกียรตินิยม เชียร์ลีดเดอร์ อัญเชิญพระเกี้ยว เรื่องอื่นๆไม่ได้อยู่ในความสนใจของนักศึกษา จำนวนคนที่สนใจทำกิจกรรมน้อยลงทุกที เด็กๆหลายคนที่มาคุยกับผมบอกเลยว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยได้กลายเป็นที่ดับวิญญาณของนักศึกษา”

“นิสิตนักศึกษายุครับใช้ตนเอง” โดยรศ.สมพงษ์ จิตระดับ หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับวันที่12 ธันวาคม 2545

รศ.สมพงษ์ ชี้ว่า ในปัจจุบัน “ยิ่งมหาวิทยาลัยอ้างถึงประชาชนมากเท่าใดมหาวิทยาลัยนั้นจะยิ่งฟุ้งเฟ้อไร้สาระและบ้าวัตถุมากขึ้นเท่านั้น ไม่มียุคใดสมัยใดที่นิสิตนักศึกษาจะไร้จิตสำนึกต่อประชาชนและสังคมมากเท่ายุคนี้” นอกจากนี้รศ.สมพงษ์ยังวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่นิสิตนักศึกษาไม่สนใจสังคมและประชาชนเพราะเป็นความตั้งใจของผู้บริหาร นักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องในประเด็นต่อไปนี้

1. กิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยและนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาล้วนต้องการดึงความสนใจของนักศึกษาจากปัญหาของบ้านเมืองมาสู่กิจกรรมความบันเทิง การประกวด การแข่งขันกีฬา การรับน้องและอื่นๆ อันเนื่องมาจากการไม่ไว้วางใจนิสิตนักศึกษาซึ่งเคยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางสังคม การเมือง การต่อต้านเผด็จการและเป็นพลังสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

2. บรรยากาศของการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ อธิการบดีจำนวนไม่น้อยมุ่งไปสู่การนำมหาวิทยาลัยไปสู่ยุคธุรกิจการศึกษา การขยายวิทยาเขต เปิดหลักสูตรพิเศษเพื่อหารายได้ การหาลูกค้าทางการศึกษา การลงทุนร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ อาจารย์ยุคใหม่ไม่มีใครลงมาทำกิจกรรมทางสังคมดังแต่ก่อน ทุกคนมุ่งหวังสร้างเนื้อสร้างตัวในเวลาอันสั้นจากหลักสูตรพิเศษ การคุมวิทยานิพนธ์และการวิจัยของภาคธุรกิจเอกชน

3. มหาวิทยาลัยมีระบบหลักสูตรที่เน้นแต่ภาควิชาการเป็นหลัก กิจกรรมในมหาวิทยาลัยทุกแห่งเป็นเรื่องตัวบุคคลที่ทำด้วยตนเอง “มหาวิทยาลัยที่เน้นเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ให้ไปดูความเจือจางแห่งอุดมการณ์ได้ทุกตารางนิ้วเช่นเดียวกัน” นิสิตนักศึกษาไม่ชอบทำกิจกรรม “ผู้เขียนไปแทบทุกมหาวิทยาลัยล้วนแต่เห็นสภาพความอ่อนแอทางปัญญาที่ผู้ใหญ่เสนอกิจกรรมแบบแยบยลให้ติดกับความฟุ้งเฟ้อ สนุกสนานจนถอนตัวไม่ขึ้นและสายพันธุ์นี้จะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ”

มองบทบาทนิสิตนักศึกษาผ่านสิ่งพิมพ์ในมหาวิทยาลัย

อาจไม่เป็นการยุติธรรมต่อนิสิตนักศึกษานักหากจะศึกษาภาพรวมของพวกเขาผ่านมุมมองของ ‘ผู้ใหญ่’ เพียงด้านเดียว

ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง จะพบเห็นสิ่งพิมพ์ของนักศึกษาวางจำหน่ายหรือแจกฟรีให้กับผู้ที่สนใจอยู่เป็นระยะ โดยมีรูปแบบและเนื้อหาแตกต่างกันไป ส่วนหนึ่งของสิ่งพิมพ์ดังกล่าวผู้เขียนได้ทำการรวบรวมและศึกษาเนื้อหาของสิ่งพิมพ์เหล่านั้น ดังนี้

1. โดม’43 จัดทำโดยสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุดประสงค์หลักของการจัดพิมพ์คือการแนะนำให้นักศึกษาทั่วไปรู้จักกับสภานักศึกษา “เพราะหลายคนยังไม่รู้เลยว่ามีองค์กรนี้อยู่หรือบางคนรู้ว่ามีแต่ก็ไม่รู้ว่ามีไว้ทำอะไร” (บทบรรณาธิการ, โดม’43 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2543)

เนื้อหาโดยรวมนอกจากจะเป็นการแนะนำสภานักศึกษาแล้วยังมีบทความและบทกวีตีพิมพ์รวมอยู่ด้วย เช่นบทกวี ‘ฉันจึงมาหาความหมาย’ ของวิทยากร เชียงกูล, ข้อเขียนจากเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเพื่อการเลือกตั้ง, บทสัมภาษณ์เชียร์ลีดเดอร์งานฟุตบอลประเพณีและคอลัมน์ Gossip

2. Common จัดทำโดยกลุ่มนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปกติแล้วจะพิมพ์แจกฟรีภายในหมู่นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์เฉลี่ยเดือนละ 1 ฉบับ เนื้อหาภายในส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับแวดวงนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ คอลัมน์ซุบซิบ นินทา เรื่องราวเบาสมอง เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวหรือร้านอาหาร เป็นต้น ตัวอย่างเนื้อหา เช่น สัมภาษณ์คู่รักที่ไม่ล้มเหลวในการบอกรัก, แอบรักเพื่อน…จะบอกเขาไปหรือรักษามิตรภาพไว้, แฉวิธีการไดเอ็ด, เทียบความหล่อ&น่ารักของหนุ่มสาวจุฬาฯ&ธรรมศาสตร์ เป็นต้น

3. จุลสารกระดานดำ จัดทำโดยชุมนุมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉบับแรกตีพิมพ์ในปี 2544 เนื้อหาของจุลสารค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องสั้น การนำเสนอประเด็นการย้าย-ไม่ย้าย การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ความรักของหนุ่มสาว วิถีชีวิตนักศึกษาทั้งที่ศูนย์รังสิตและท่าพระจันทร์ บทความแนะนำหนังสือดี เป็นต้น จุดเด่นที่สุดของจุลสารฉบับนี้คือการรวบรวมบทกวีที่แต่งโดยนักศึกษาซึ่งมีเนื้อหาที่แตกต่างหลากหลายตามความสนใจของแต่ละบุคคล

ตัวอย่างแนวคิดของนักศึกษาที่สะท้อนผ่านบทความและบทกวีในจุลสารฉบับนี้ มีดังนี้

“ยุคนี้คำว่า ‘ธรรมศาสตร์’ ในความหมายของนักศึกษาคือมหาวิทยาลัยมีอันดับในประเทศไทย คือความหรูหราฟุ่มเฟือยของการแข่งกันเรียน แข่งขันกันแต่งตัว ฯลฯ … จิตวิญญาณรับใช้ประชาชนน่ะเหรอ เอาไปรับใช้ GSM 2 วัตต์ซะจะดีกว่า! อุดมการณ์ทางการเมืองน่ะเหรอ!!! เอาไปไกลๆฉันดีกว่าน่า นี่แหละคือภาพที่ฉันเห็นส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ท่าพระจันทร์” ( จุลสารกระดานดำ ฉบับท่าพระจันทร์ ฉบับที่ 1 ปี 2544)

“… แต่ลูกชายคนนี้ทำใจไม่ได้ที่ลูกชายลูกสาวของแม่หลายๆคนปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงอยู่เหนือการควบคุม พวกเขาไม่ใส่ใจ ไม่ไยดีว่าแม่จะเป็นอย่างไร พวกเขาลืมรากเหง้าลืมตัวของแม่…ตอนนี้พวกเขาเต้นรำ บ้าบอกับการทุ่มเงินทำงานฟุตบอลประเพณีเป็นแสนๆ พวกเขาสนุกกับชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
วันนี้โดมพระจันทร์เงียบสงัด สายลมพัดอดีตห่างจากใจฉัน

วันนี้ดินแดนโดมช่างเงียบงัน

เพราะพวก “มัน” คิดเอาแต่ทำลาย

ฉันตื่น ฉันรู้ จึงลองสู้

แต่ก็ดูเหมือนแรงร้างละลายหาย

พบคนใหม่ให้สลดน่าละอาย

พวกเขาตายในความคิดสู่เสรี

ขอให้สุขกับสิ่งแสนสะดวก

สุขกับพวกพ้องเพื่อนให้เต็มที่

เมเจอร์ฯ ฟิวเจอร์ฯ คือชีวี

แล้วเฉยเมยท่าทีต่อสังคม

ใช้สิทธิเสรีให้เต็มที่

ชีวิตนี้เพื่อดูหนัง-กินขนม

ใช้ชีวิตเสเพล…ถ้าชื่นชม

สุขอารมณ์ตามสบายในเมืองแมน

จงรู้ไว้ธรรมศาสตร์จะตายหาย

เหลือแต่กายเอาไว้ใช้ทำเงินแสน

เหล่าลูกโดมก็ให้ใช้ชื่ออื่นแทน

สร้างดินแดนเสื่อมโทรมแห่ง “ทุนนิยม”

(จุลสารกระดานดำ ฉบับสัมภาระ ฉบับที่ 3 ปี 2545)

เนื้อหาในจุลสารกระดานดำเริ่มพบเรื่องราวทางสังคมและการเมืองมากขึ้น ที่สำคัญคือมีการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทและความประพฤติของนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมาจากนักศึกษาด้วยกันเอง โดยมุมมองการวิพากษ์วิจารณ์นั้นส่วนมากก็ไม่ต่างจากมุมมองของ ‘ผู้ใหญ่’ มากนัก

4. จุลสารการะเวก จัดทำโดยนักศึกษากลุ่มอิสระ จุดประสงค์การจัดพิมพ์นั้นสะท้อนผ่านบทบรรณาธิการดังนี้ “ฉบับแรกนี้ เกิดขึ้นจากการรวมตัวทางอารมณ์ ความรู้สึกและความคิดอีกเล็กน้อยของคนที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับชีวิต… ชีวิตที่ถูกห้อมล้อมด้วยคำป่าวประกาศถึงเสรีภาพแต่แท้ที่จริงกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดและการลงทัณฑ์ ชีวิตที่ไม่ต้องซีเรียสอะไรเพราะสิ่งที่น่าซีเรียสอย่างสุดยอดกลับถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ” จุลสารฉบับนี้เป็นการรวบรวมบทความของนักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนความเปลี่ยวเหงาในชีวิตและความแตกต่างแปลกแยกจากสังคมของคนส่วนใหญ่ บทความบางชิ้นยังได้วิพากษ์วิจารณ์บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยและค่านิยมที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยึดถือ

5. Cheer Tham จัดทำโดยชุมนุมเชียร์และแปรอักษร พิมพ์แจกฟรีในช่วง 4-5 เดือนก่อนการแข่งขันฟุตบอลประเพณีในแต่ละปี วัตถุประสงค์หลักคือต้องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับชุมนุมเชียร์ฯและรายละเอียดต่างๆของการแข่งขันฟุตบอลประเพณี ท่ามกลางกระแสการต่อต้านการจัดงานฟุตบอลประเพณีจากนักศึกษาส่วนหนึ่งและสังคมภายนอก แต่ Cheer Tham และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานฟุตบอลประเพณีอื่นๆก็ยังคงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษาส่วนใหญ่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยยังคงมีนักศึกษาชาย-หญิงสมัครเข้าคัดเลือกเป็นจำนวนมากทุกปี

6. หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย จัดทำโดยนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน จัดพิมพ์จำหน่ายเป็นประจำทุกปี หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เปรียบเสมือนเวทีทดลองฝีมือสำหรับนักศึกษาภาควิชาหนังสือพิมพ์ เนื้อหาที่เสนอส่วนใหญ่เป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวภายในรั้วมหาวิทยาลัย ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนหรือข่าวคราวของชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัย การนำเสนอประเด็นปัญหาทางการเมืองและสังคมพบเห็นได้บ้างแต่ก็ไม่เข้มข้นมากนัก

หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยนั้นจวบจนปีปัจจุบันมีอายุยาวนานถึง 46 ปีแล้ว แต่เดิมหนังสือพิมพ์เคยมีบทบาทสูงมากในการเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา โดยเฉพาะในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าหนังสือพิมพ์เหลือเพียงบทบาทในการเป็นเวทีฝึกงานสำหรับนักศึกษาและไม่เป็นที่แพร่หลายนักในหมู่ผู้อ่านปัญญาชน

7. วารสารลานโพ ฉบับ Dome See Through ฉบับนี้ตีพิมพ์ในปี 2545 จัดทำโดยนักศึกษากลุ่มอิสระ วารสารฉบับนี้เริ่มต้นตีพิมพ์ในปี 2540 และอาจกล่าวได้ว่า ‘ลานโพ’ เป็นแหล่งรวบรวมบทความที่วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของนักศึกษายุคปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาและเข้มข้นมากที่สุดฉบับหนึ่งในแวดวงสิ่งพิมพ์ของนักศึกษา บทความส่วนใหญ่ให้ภาพของความตกต่ำในหลายๆด้านของนักศึกษาและมหาวิทยาลัย นอกจากนี้มีการยังนำเสนอประเด็นปัญหาของสังคม เช่น กรณีเด็กขายพวงมาลัยหรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของคู่รักนักศึกษา ตัวอย่างของบทความมีดังนี้

“…สถาบันทางการศึกษาเองก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนให้ต้องรับรู้ต่อสถานการณ์ของประเทศ จะเห็นได้จากกิจกรรมที่นิสิตนักศึกษาในปัจจุบันให้ความสนใจ และได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย จะเป็นกิจกรรมประเภทที่ไม่ต้องคิดมากในเรื่องการเมือง ยกตัวอย่างเช่น งานฟุตบอลประเพณีและกีฬามหาวิทยาลัย” (ฟ้ารุ่ง ศรีขาว, ธรรมศาสตร์ที่หายไปจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง, น.13)

“ระหว่างเรียนเธอก็ใช้ชีวิตสนุกสนาน เฮฮา ฟู่ฟ่า ตามยถาประดามี แต่มันก็คงบังเอิญที่เหล่าเธอทั้งหลายมีกะตังกันมากอยู่ซักหน่อย จึงพอจะมีเงินเจียดมาซื้อกระเป๋าราคาแพงๆ แต่งตัวให้โก้หรูหรา เดินหาของกินดีๆ เที่ยวห้าง ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวเธค ผับ RCA ซื้อมือถือราคาแพง อวดแข่งความทันสมัย…” ( พงศธร ศรเพชรนรินทร์, หนุ่มสาวเอยเธอจะไปสู่หนใด, น.17)

“ในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่หล่อหลอมระบบความคิดของนักศึกษาให้หนีห่างจากความเป็นจริงมากขึ้น ความเป็นจริงของมหาวิทยาลัยที่กำลังเดินผิดทาง แต่นักศึกษาก็ไม่ได้สนใจ ในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังเข้มข้นด้วยเกมการเมืองจะย้าย-ไม่ย้าย นักศึกษาก็เพิกเฉย ถึงแม้เรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนข้องเกี่ยวกับนักศึกษาโดยตรง แต่ไม่มีใครคิดจะใส่ใจเพราะไม่มีใครมีจิตสำนึกของความเป็นธรรมศาสตร์อย่างแท้จริง” (อภิชัย อาภรณ์ศรี, ธรรมศาสตร์วันนี้, น.87)

จากบทสำรวจสิ่งพิมพ์ของนักศึกษาเท่าที่ผู้เขียนรวบรวมได้ พบว่านักศึกษาส่วนหนึ่งแสดงออกถึงความผิดหวังและความไม่พอใจต่อสภาพที่เป็นอยู่ภายในมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ถึงแม้จะเป็นคนส่วนน้อยแต่ข้อเขียนที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของนักศึกษายุคปัจจุบันนั้นปรากฏออกมามากพอสมควร ไม่ว่าจะแพร่หลายหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้เราคงพอมองเห็นภาพของนิสิตนักศึกษาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผ่านทางมุมมองของส่วนหนึ่งของพวกเขาเอง

บทสรุป

บทบาทและแนวคิดทางการเมืองของนักศึกษาผูกพันเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางการเมือง-เศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัยอย่างแยกกันไม่ออก ทัศนคติที่มีต่อโลก ต่อสังคมและต่อตนเองล้วนได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคล

บรรยากาศทางการเมืองที่รัฐเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและสามารถควบคุมสังคมได้ในเกือบทุกมิติ ประกอบกับการเริ่มต้นพัฒนาประเทศในแนวทางทุนนิยมที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ นักศึกษาจึงเป็นผลิตผลโดยตรงของกระบวนการพัฒนาประเทศและกลายมาเป็นผู้ตั้งคำถามต่อโครงสร้างดังกล่าวในเวลาต่อมา

แม้ในความเป็นจริง คนกลุ่มนี้จะมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักศึกษาทั้งหมด แต่ก็เป็นคนกลุ่มน้อยที่มีพลังและสามารถเชื่อมโยงแนวคิดเข้ากับคนส่วนที่เหลือได้ ด้วยรากฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่ยังไม่ถูกตัดขาดจากคนส่วนใหญ่ของประเทศมากเท่ากับในปัจจุบันและด้วยฐานะของปัญญาชนผู้แสวงหาความรู้ ทำให้นักศึกษากลายเป็นแนวหน้าในการต่อสู้และกลายเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบคนส่วนใหญ่

พลังดังกล่าวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และนำมาซึ่งการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สงครามอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น ได้ผนวกเอาการต่อสู้ดังกล่าวข้ากับสงครามอุดมการณ์ในระดับโลก แต่การล่มสลายของอาณาจักรโซเวียตก็ทำให้สงครามดังกล่าวจบสิ้นลงอย่างเป็นทางการ โลกเดินทางเข้าสู่สมรภูมิรบในรูปแบบใหม่ที่ไร้ขอบเขตและทารุณโหดร้ายยิ่งกว่าเดิม ประเทศต่าง ๆ เริ่มก่อสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยมเสรีนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยเข้าสู่สมรภูมิดังกล่าวอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะนับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ทุนนิยมกลายเป็นอุดมการณ์เดียวที่ครอบงำคนส่วนใหญ่ตั้งแต่ระดับผู้นำประเทศจนถึงกรรมกร ชาวไร่ชาวนา ‘เงิน’ กลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวัดความสุขและความสำเร็จในชีวิตของปัจเจกบุคคล คนชั้นกลางที่เริ่มก่อตัวขึ้นในทศวรรษ 2510 เป็นกลุ่มชนที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศในแนวทางทุนนิยมโดยตรง ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจที่นับวันจะขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้พวกเขาเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าทุกประเภทและนับวันสังคมของพวกเขาก็ยิ่งถอยห่างออกจากสังคมของผู้เสียเปรียบซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เช่นเดียวกับนักศึกษาในปัจจุบัน ด้วยเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมส่งผลต่อบทบาทและพฤติกรรมของพวกเขาด้วย นักศึกษาส่วนใหญ่เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจและท่ามกลางวัฒนธรรมซึ่งตัดขาดจากวัฒนธรรมดั้งเดิมแทบจะสิ้นเชิง โลกทรรศน์ของพวกเขาถูกเชื่อมโยงอยู่กับเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการตอบสนองความสุขส่วนตนจากการใช้จ่ายและการบริโภคมากกว่าที่จะสนใจปัญหาความเป็นไปของบ้านเมืองหรือกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสในสังคม คำว่า ‘ส่วนรวม’ แทบจะถูกตัดออกจากระบบคิดของพวกเขาเนื่องจากไม่สอดคล้องกับแนวคิดของนักธุรกิจผู้หวังผลกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง

โครงสร้างของระบบการศึกษาไทยเองก็เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยมากกว่าคนจน ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมบริษัทธุรกิจต่าง ๆ จึงหวังช่วงชิงส่วนแบ่งของตลาดระดับอุดมศึกษา ไม่ยกเว้นแม้แต่ธุรกิจการประกวดนางงาม ปัจจุบันเราจึงพบเห็นบรรยากาศงานเปิดตัวสินค้าในรั้วมหาวิทยาลัยมากยิ่งกว่าบรรยากาศทางวิชาการ

ด้วยเหตุดังกล่าว การเรียกร้องให้นักศึกษากลับมามีบทบาทเช่นในอดีตจึงเป็นสิ่งที่ขัดกับเงื่อนไขทั้งหมดในสังคม ซึ่งออกแบบให้นักศึกษาถอยห่างออกจากเรื่องราวของชาติบ้านเมืองและของส่วนรวมมาตั้งแต่ต้น อย่าว่าแต่ความทุกข์สุขของเพื่อนบ้านใกล้เคียงกัน

บทบาททางการเมืองและสังคมของนักศึกษาที่หายไป จึงเป็นผลิตผลโดยตรงจากกระบวนการพัฒนาประเทศในระยะประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่มันเคยเป็นต้นกำเนิดของพลังนักศึกษาในช่วงทศวรรษ 2510 ระยะเวลาต่อจากนี้ไปคงต้องขึ้นอยู่กับว่าแนวทางการพัฒนาประเทศของไทยจะเป็นไปในทิศทางใด และผลกระทบต่อบทบาทของนักศึกษาจะเป็นเช่นไร แต่หากสังคมยังคงหวังให้พลังนักศึกษากลับคืนมาพร้อม ๆ กับอนาคตที่ดีขึ้นของเยาวชนรุ่นใหม่ เราคงต้องหันกลับมาทบทวนกันใหม่ว่ากระบวนการพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้นเดินมาถูกทิศผิดทางอย่างไร

เชิงอรรถ

1) พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, “วิกฤตเศรษฐกิจไทย : โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลง”, ใน ทุนนิยมฟองสบู่: ปรัชญาและทางออก. (สถาบันวิถีทรรศน์, 2544), น.3

2) วิทยากร เชียงกูล, ข้อเท็จจริงและอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย. (สำนักพิมพ์มิ่งมิตร,2544), น.17 อาจารย์วิทยากรยังชี้ว่า ถ้ามองผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างจำแนก ภาคอุตสาหกรรม, ก่อสร้าง, บริการและอื่นๆ จะมีสัดส่วนสูงและเติบโตในอัตราที่สูงกว่าภาคการเกษตรมาก ผู้ประกอบอาชีพนอกภาคเกษตรโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการและผู้ปฏิบัติงานระดับสูงและระดับกลาง เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าเกษตรกรและคนจนในเมือง โดยนัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้คนชั้นกลางในเมือง (ซึ่งมีเหลือกินเหลือใช้อยู่แล้วและเป็นที่มาของนักศึกษาส่วนใหญ่) ร่ำรวยมากขึ้นกว่าคนชั้นกลางในช่วงปี 2516-2519 โดยเปรียบเทียบ

3) เล่มเดียวกัน, น.21

4) วรวิทย์ เจริญเลิศ, “เศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสโลกานุวัตร”, ใน สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร (บรรณาธิการ), โลกาภิวัตน์กับสังคมเศรษฐกิจไทย. (ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), น.98

5) เล่มเดียวกัน, น.99

6) พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, อ้างแล้ว, น.5

7) วิทยากร เชียงกูล, อ้างแล้ว, น.35

8) เล่มเดียวกัน, น.76

9) โลกานุวัตร (Globalization) เป็นกระบวนการเชื่อมโยงส่วนต่างๆของโลกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดู รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “โลกานุวัตรกับสังคมเศรษฐกิจไทย”, ใน สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร (บรรณาธิการ), โลกาภิวัตน์กับสังคมเศรษฐกิจไทย. (ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2538), น.61

10) เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ก่อนสิ้นศตวรรษ. (สำนักพิมพ์สามัญชน, 2544), น.276

11) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, การศึกษา ทุนนิยม และโลกานุวัตร. (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2544), น.346

บรรณานุกรม

ทุนนิยมฟองสบู่: ปรัชญาและทางออก
, สถาบันวิถีทรรศน์, 2544

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, การศึกษา ทุนนิยม และโลกานุวัตร, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2544

วิทยากร เชียงกูล, ข้อเท็จจริงและอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร, 2544

สังศิต พิริยะรังสรรค์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร (บรรณาธิการ), โลกาภิวัตน์กับสังคมเศรษฐกิจไทย, ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ก่อนสิ้นศตวรรษ, สำนักพิมพ์สามัญชน, 2544

Written by ksamphan

December 22, 2005 at 12:08 am

Posted in รายงาน