K. Samphan

Archive for October 2014

31 วัน ใต้ผืนน้ำ

leave a comment »

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

ฟาเบียง กูสตู มองโลกใต้ทะเลผ่านหน้าต่างของอแควเรียส

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ฌากส์ กูสตู (Jacques Cousteau) และนักสำรวจใต้ทะเลอีก 6 คน ใช้ชีวิต 30 วันร่วมกันในทะเลแดง เพื่อทำการศึกษาสภาพแวดล้อมใต้ผืนน้ำ

นักสำรวจใต้ทะเลชาวฝรั่งเศสผู้นี้หลงใหลมหาสมุทรเป็นอย่างมาก และเขาต้องการให้ผู้คนบนโลกเห็นความสำคัญของมัน

อย่างไรก็ตาม แม้ฌากส์จะพยายามกรุยทางสำหรับการศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมใต้ทะเล แต่ 50 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ใต้ท้องทะเลเพียงแค่ร้อยละ 5 ที่ได้รับการสำรวจจากมนุษย์ และฌากส์กับเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์เพียงกลุ่มเดียว ที่ลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ผืนน้ำเป็นเวลายาวนานขนาดนั้น

การเดินตามรอยเท้าของปู่ เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของ ฟาเบียง กูสตู (Fabien Cousteau) และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาและนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกมากกว่า 30 ชีวิต ก็สานต่อความหลงใหลของฌากส์ ด้วยการเริ่มต้น ‘ภารกิจ 31 วัน’ ในมหาสมุทรแอตแลนติก

‘อแควเรียส’ (Aquarius) คือห้องทดลองใต้ทะเลเพียงแห่งเดียวที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ได้ มันอยู่ห่างจากชายฝั่งของหมู่เกาะฟลอริดา คีย์ส (Florida Keys) 9 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากผิวน้ำ 19 เมตร

ที่นี่มีพื้นที่ 37 ตารางเมตร มันประกอบด้วยที่นอน 6 ที่ ห้องครัว และห้องน้ำ รวมทั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมงานบนชายฝั่งคอยเฝ้าติดตามตลอดเวลา

ภารกิจของฟาเบียงและเพื่อนร่วมทีมนั้นไม่แตกต่างจากสิ่งที่ ฌากส์ กูสตู เคยทำ แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันมีโอกาสที่ดีกว่า

ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล มีเซ็นเซอร์ขนาดเท่าเส้นผมของมนุษย์ และมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพที่สายตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้  อีกทั้งอุปกรณ์หายใจใต้น้ำที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ก็ช่วยให้การศึกษาวิจัยทางทะเลเกิดขึ้นได้ทั่วโลก

‘ภารกิจ 31 วัน’ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  แน่นอนว่าระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ คือหนึ่งในความสำเร็จของภารกิจนี้ แต่สำหรับฟาเบียงและทีมงาน ข้อมูลที่พวกเขาได้รับนั้นมีคุณค่ามากกว่า

ตลอดระยะเวลา 31 วันใต้ผิวน้ำ ทำให้นักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลได้เทียบเท่ากับการทำงานแบบปกติเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางระหว่างพื้นดินและมหาสมุทร อีกทั้งอากาศในถังดำน้ำก็ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป

ขุมทรัพย์ของพวกเขาคือข้อมูลขนาด 12 เทระไบต์ (หรือเทียบเท่าความจุของไอแพดประมาณ 750 เครื่อง) ซึ่งมากพอที่จะทำให้พวกเขาเขียนงานวิจัยได้ประมาณ 10 ชิ้น ในเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมของเหยื่อและนักล่า ผลกระทบของสารอาหารบางอย่างต่อปะการัง ผลจากการรั่วไหลของน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยทางทะเล

ในอนาคต อแควเรียสจะยังคงเป็นบ้านใต้ทะเลของนักวิทยาศาสตร์ต่อไป  และเร็วๆ นี้ นาซาจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ศึกษาปฏิกิริยาของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอ้างว้างโดดเดี่ยว

แต่สำหรับ ฟาเบียง กูสตู เขาหวังว่าอแควเรียสจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภารกิจ 32 วัน’ ในอีกไม่นาน

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2557)

Written by ksamphan

October 7, 2014 at 3:14 am

Posted in Neighbours Matters

เด็กๆ จากอเมริกากลาง

leave a comment »

Familes and Children Held In U.S. Customs and Border Protection Processing Facility

หลังจากเข้าสู่เขตแดนของสหรัฐฯ เด็กๆ หลายร้อยคน (ส่วนใหญ่มาจากอเมริกากลาง) จะถูกกักตัวไว้ที่ U.S. Customs and Border Protection Nogales Placement Center ในเมืองบราวน์สวิลล์ รัฐเทกซัส

สำหรับผู้ค้าของเถื่อนบริเวณชายแดนทิศใต้ของสหรัฐฯ เด็กคือสินค้าที่ทำกำไรได้ดีกว่าผู้ใหญ่

ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา เด็กๆ จากฮอนดูรัส กัวเตมาลา และเอล ซัลวาดอร์ มากกว่า 34,000 คน ถูกกักตัวอยู่ที่ชายแดนของสหรัฐฯ (มากกว่า 10 เท่าของจำนวนเด็กที่ถูกกักตัวในปี 2009) โดยทำเนียบขาวเชื่อว่า ผู้คนที่สิ้นหวังในประเทศเหล่านั้นพากันส่งลูกหลานข้ามเขตแดนเข้าสู่สหรัฐฯ เพราะหลงเชื่อคำหลอกลวงของผู้ค้าของเถื่อนเกี่ยวกับการได้เป็นพลเมืองอเมริกันและชีวิตที่สุขสงบปลอดภัย

แต่จากการสัมภาษณ์เด็กๆ ที่ถูกกักตัว การได้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่า เนื่องจากร้อยละ 66 ของเด็กๆ จากเอล ซัลวาดอร์ ร้อยละ 44 ของเด็กๆ จากฮอนดูรัส และร้อยละ 20 ของเด็กๆ จากกัวเตมาลา บอกว่าปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศ คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเดินทางออกจากบ้าน

นอกจากนี้ ข้อมูลเบื้องต้นขององค์การสหประชาชาติยังบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นเพียงหนึ่งในสถานที่ลี้ภัย เนื่องจากในช่วงปี 2008-2013 จำนวนของประชาชน (จากดินแดนอเมริกากลางทั้งสามประเทศ) ที่ต้องการลี้ภัยไปยังนิการากัว เม็กซิโก และเบลีซ ก็เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า

แมตต์ แซลมอน (Matt Salmon) ส.ส. จากรัฐแอริโซนา กล่าวว่าผู้ลี้ภัยจากอเมริกากลางต่างออกเดินทางเพราะความกลัว และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2014 เป็นเพียงคลื่นผู้ลี้ภัยลูกแรกเท่านั้น

ณ เวลานี้ ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับคลื่นผู้ลี้ภัยรอบใหม่

และชาวอเมริกันก็เพิ่งรู้ว่าตนเองมีภาระในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่กำลังล้มละลายอีกครั้ง

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2557)

Written by ksamphan

October 7, 2014 at 3:04 am

Posted in Neighbours Matters