K. Samphan

Archive for April 2014

‘การปฏิรูป’ ของเม็กซิโก

leave a comment »

ประธานาธิบดีไฟแรงวัย 47 ปี ผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของเม็กซิโก

ประธานาธิบดีไฟแรงวัย 47 ปี ผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของเม็กซิโก

เมื่อ 5 ปีก่อน รายงานของเพนตากอนระบุว่าสถานการณ์ของเม็กซิโกไม่แตกต่างไปจากปากีสถาน โดยในรายงานระบุว่าทั้งสองประเทศมีความเสี่ยงที่จะ ‘ล่มสลายในทันทีทันใด’

และในขณะที่ บารัก โอบามา เตรียมตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2008 หนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายการต่างประเทศของเขาก็บอกกับเขาเป็นการส่วนตัวว่าเม็กซิโกคือปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกา

แต่เมื่อถึงปี 2014 เสียงเตือนภัยข้างต้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงปรบมือชื่นชม หลังจากกระบวนการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่ดำเนินการโดยประธานาธิบดี เอนรีเก เปญา เนียโต (Enrique Peña Nieto) เริ่มเห็นผล

“สำหรับชุมชนนักลงทุนในวอลล์สตรีท ผมพูดได้ว่าเม็กซิโกอยู่ห่างไกลจากความนิยมชมชอบ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกวันนี้” รูเชอร์ ชาร์มา (Ruchir Sharma) หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ของมอร์แกน สแตนลีย์ ช่วยย้ำความเป็นจริง และการที่พันธบัตรของรัฐบาลเม็กซิโกได้รับความน่าเชื่อถือในระดับ A จากมูดีส์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2014 ก็คือหลักฐานที่ช่วยยืนยัน (เม็กซิโกเป็นประเทศลาตินอเมริกาประเทศที่สองที่ได้ A ต่อจากชิลี)

ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคม 2013 ของเม็กซิโกก็ลดลงเหลือร้อยละ 4.76 (จากร้อยละ 5 ในเดือนธันวาคม 2012) และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2014 เศรษฐกิจของเม็กซิโกจะโตขึ้นร้อยละ 3 ขณะที่ตัวเลขของบราซิล (ซึ่งเคยเป็นที่รักของนักลงทุนต่างชาติ) คือร้อยละ 2.3

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2015 ค่าจ้างแรงงานในจีนจะสูงกว่าในเม็กซิโกถึงร้อยละ 19 ซึ่งส่งผลให้สินค้าจากเม็กซิโกมีความได้เปรียบในตลาดต่างประเทศ

เอนรีเก เปญา เนียโต ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเม็กซิโกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2012

ในวัย 46 ปี เขาประกาศก่อนรับตำแหน่งว่าจะยกเครื่องกิจการพลังงานของรัฐและระบบภาษี รวมทั้งจะยุติความป่าเถื่อนของสงครามยาเสพติด โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ

และเพียง 11 วันหลังจากรับตำแหน่ง เสียงตะโกน “คนทรยศ!” ก็ดังกระหึ่มในรัฐสภาของเม็กซิโก เมื่อรัฐบาลของเปญา เนียโต ออกกฎหมายอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสำรวจและหากำไรจากน้ำมันดิบของเม็กซิโกเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี  หลังจากนั้น แผนการปฏิรูปการศึกษาและโทรคมนาคมครั้งใหญ่ก็ติดตามมา โดยมีเสียงต่อต้านดังกระหึ่มพอๆ กับเสียงปรบมือ

อย่างไรก็ตาม แม้เม็กซิโกจะกลายเป็นดาวเด่นของนักลงทุนและสื่อต่างชาติ แต่ภาพฝันของเปญา เนียโต และทีมงานของเขาก็ยังคงต้องรอวันพิสูจน์ และในปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ก็ยังคงหนักหน่วงรุนแรง

นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้คือ ‘ช่วงเวลาของเม็กซิโก’ แต่พวกเขาสงสัยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งเดียวกับที่เปญา เนียโต ต้องการหรือไม่

และสำหรับประเทศที่การทุจริตคอร์รัปชั่นแพร่กระจายไปทั่ว พวกเขาเกรงว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นเพียงการเพิ่มโอกาสให้กับคนจำนวนน้อย แทนที่จะหมายถึงความกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศ

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2557)

Advertisements

Written by ksamphan

April 28, 2014 at 4:52 am

Posted in Neighbours Matters

ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย

leave a comment »

เด็กๆ ในค่ายซาตารี

เด็กๆ ในค่ายซาตารี

สงครามกลางเมืองตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวซีเรียประมาณ 6 ล้านคนต้องละทิ้งบ้านของตัวเอง และส่วนหนึ่ง (มากกว่า 2.3 ล้านคน) ของคนเหล่านั้นต้องเดินทางออกนอกประเทศ

พวกเขาและเธอเกือบ 900,000 คนอยู่ในเลบานอน ส่วนใหญ่พักพิงอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลเลบานอนไม่อนุญาตให้องค์การสหประชาชาติสร้างค่ายถาวร

ขณะที่รัฐบาลจอร์แดนร่วมมือกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สร้างค่ายผู้ลี้ภัยซาตารี (Za‘atari) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 เพื่อรองรับชาวซีเรียราว 30,000 คน

ในเวลานี้ ซาตารีคือค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง และมันกลายเป็นที่พักพิงของชาวซีเรียมากกว่า 85,000 คน บนเนื้อที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร

ไม่ต่างจากชุมชนทั่วไป ที่นี่มีหมอ แต่คนไข้ของพวกเขาคือเด็กๆ ที่สูญเสียการได้ยินจากแรงระเบิด

ที่นี่มีป้ายชื่อถนน แต่มันถูกเขียนด้วยสีสเปรย์ และไม่ใช่ชื่อของรัฐบุรุษผู้ล่วงลับ แต่เป็นชื่อของสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตจากสงคราม

และที่นี่มีผู้ลี้ภัยหน้าใหม่เข้ามาทุกวัน เนื่องจากการต่อสู้ยังไม่ยุติ

เจ้าหน้าที่ของค่ายซาตารีระบุว่ามีผู้ลี้ภัยเดินทางมายังค่ายแห่งนี้สัปดาห์ละประมาณ 300 คน

และองค์การสหประชาชาติก็คาดการณ์ว่าภายในปี 2014 จะมีชาวซีเรียอีกมากกว่า 1.7 ล้านคนที่ต้องละทิ้งบ้านเกิดของพวกเขา

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2557)

Written by ksamphan

April 28, 2014 at 4:48 am

Posted in Neighbours Matters

โครงการสังคมสงเคราะห์ของอินเดีย

leave a comment »

1 Food Security-Indiaหลายสิบปีมาแล้วที่รัฐบาลอินเดียดำเนินโครงการข้าวราคาถูกสำหรับชาวอินเดียที่ยากจนหลายล้านคน แต่โครงการที่ถือเป็นก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นั่นก็คือการออกพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านอาหารแห่งชาติ (National Food Security Act) ซึ่งเป็นหลักประกันว่าชาวอินเดียประมาณร้อยละ 70 จะมีข้าวบริโภคอย่างเพียงพอ และมันคือโครงการด้านสวัสดิการที่ใช้งบประมาณมากที่สุดโครงการหนึ่งของโลก

ณ เวลานี้ โครงการดังกล่าวทำให้ชาวอินเดียมากกว่า 800 ล้านคนมีข้าวบริโภคอย่างน้อย 5 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งในบางด้าน โครงการนี้ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ

ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2011-12 ชาวอินเดียมากกว่า 500 ล้านคนได้รับข้าวจากโครงการดังกล่าว 51.3 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ได้รับโดยตรงในปี 2011 จากโครงการอาหารโลก (World Food Programme) เกินกว่า 10 เท่า

ส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้เป็นไปได้ ก็เพราะเกือบตลอด 25 ปีที่ผ่านมา อินเดียผลิตข้าวได้มากกว่าความต้องการภายในประเทศ และในปีงบประมาณ 2012-13 อินเดียก็ส่งออกธัญพืชได้ถึง 22 ล้านตัน  นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2014-15 อินเดียยังมีแผนการส่งมอบความช่วยเหลือด้านอาหารให้กับเยเมนและอัฟกานิสถานจำนวน 26.2 ล้านตัน (แม้ว่ายังมีชาวอินเดียมากกว่าร้อยละ 17 ที่ได้รับอาหารไม่เพียงพอ และมีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบร้อยละ 40 ที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับโครงการนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐบาลถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2013-14 (ประมาณร้อยละ 1.35 ของจีดีพี)  แม้ว่ามันจะเพิ่มขึ้นไม่มากจากเงินทั้งหมดที่รัฐบาลอินเดียเคยใช้จ่ายไปกับโครงการด้านอาหาร แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งกังวลว่ามันจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มอบหมายให้แต่ละรัฐเป็นผู้ดำเนินโครงการ ความคุ้มค่าของงบประมาณจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแต่ละรัฐ โดยในปี 2005 รัฐบาลอินเดียประมาณการว่าข้าวประมาณร้อยละ 60 ไปไม่ถึงมือประชาชน เนื่องจากมันถูกขโมย การคอร์รัปชัน และความยุ่งยากในการระบุตัวตนของผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

โครงการข้าวราคาถูกทำให้เกิดคำถาม (สำหรับอินเดียและประเทศอื่นๆ) ตามมาว่ารัฐควรทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือรัฐควรใช้เงินกับโครงการที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ไมเคิล ชูแมน (Michael Schuman) ผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของเอเชีย เห็นว่าโครงการนี้คือความความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐบาลอินเดีย เขาระบุว่าโครงการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักการเมืองชาวอินเดียได้เรียนรู้การแก้ปัญหาความยากจนมาน้อยนิดเพียงใด ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการละเลยเพิกเฉยที่มาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย แม้กระทั่งเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศของพวกเขาเอง

ชูแมนระบุว่า รัฐบาลสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูง ล้วนทุ่มเททรัพยากรให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างความสามารถในการเติบโต  นอกจากนี้ แผนการของประเทศเหล่านี้ไม่ใช่ ‘การให้’ แต่คือ ‘การสร้างงาน’ เพื่อให้ประชาชนดูแลตัวเองได้

ชูแมนแนะนำรัฐบาลอินเดียว่า ‘ผู้ประกอบการ’ คือเครื่องยนต์ในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศในเอเชียตะวันออก ไม่ใช่ ‘ข้าราชการ’

และความยากจนจะบรรเทาเบาบางลงได้โดยการให้เสรีภาพกับภาคเอกชนและการสร้างงาน

ไม่ใช่โครงการสังคมสงเคราะห์ (หรือนโยบายประชานิยม?) ของรัฐบาล

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 (มีนาคม 2557)

Written by ksamphan

April 11, 2014 at 8:29 am

Posted in Neighbours Matters

การสำรวจน้ำมันที่กรีนแลนด์

leave a comment »

Kumi Naidooรัฐบาลกรีนแลนด์เพิ่งออกใบอนุญาตการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมให้กับ BP, Statoil และบริษัทอื่นๆ ซึ่งเป็นการกลับลำนโยบายที่เข้มงวดกับการขุดเจาะนอกชายฝั่ง และเป็นการประกาศยืนยันอิสรภาพ หลังจากแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์กเมื่อปี 2009

แต่เรื่องนี้สร้างความกังวลให้กับบรรดานักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์ เนื่องจากของขวัญ (ทะเลอาร์กติกรอบเกาะกรีนแลนด์อาจมีน้ำมันอยู่หลายพันล้านบาร์เรล) ที่รัฐบาลกรีนแลนด์มอบให้กับบริษัทเอกชน จะนำมาซึ่งต้นทุนอันประเมินค่าไม่ได้

ระบบนิเวศถูกทำลาย – นอกจากเงินช่วยเหลือจำนวนมากจากเดนมาร์ก เศรษฐกิจของกรีนแลนด์ขึ้นอยู่กับการส่งออกอาหารทะเล ซึ่งนักอนุรักษ์กังวลว่าแรงสั่นสะเทือนและเสียงที่เกิดจากเรือเดินสมุทรและกระบวนการขุดเจาะ จะส่งผลต่อพฤติกรรมของปลา

ชุมชนแตกสลาย – ส่วนหนึ่งของประชากร 57,000 คนบนเกาะกรีนแลนด์กำลังต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคซึมเศร้า  การไหลทะลักของคนงานหน้าใหม่ (ส่วนใหญ่เป็นชายต่างชาติ) อาจทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น รวมทั้งมันอาจมาพร้อมกับโรคชนิดใหม่และความขัดแย้งทางวัฒนธรรม

ความขัดแย้งเรื่องเขตแดน – เดนมาร์กและแคนาดาเพิ่งยุติความขัดแย้งเกี่ยวกับน่านน้ำบริเวณนี้เมื่อปี 2012 แต่เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดทางไปสู่พื้นที่ที่ไม่อาจเข้าถึงได้ก่อนหน้านี้ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้หิวโหยน้ำมัน ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนอาจถือกำเนิดอีกครั้ง เมื่อมนุษย์เดินทางไปถึงดินแดนแห่งใหม่

ความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะ – เมื่อปี 2010 น้ำมันปริมาณ 170 ล้านแกลลอนจากแท่นขุดเจาะของ BP รั่วไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกล่าวว่า หากครั้งนี้เกิดการรั่วไหล มันจะเป็นความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้ เนื่องจากผืนน้ำบริเวณนี้เข้าถึงได้ยาก

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 (มีนาคม 2557)

Written by ksamphan

April 11, 2014 at 8:25 am

Posted in Neighbours Matters