K. Samphan

Archive for September 2013

จีนมองโลกอย่างไร

leave a comment »

Xi Jinpingหลิว หมิงฝู่ ไม่เคยเหยียบผืนดินอเมริกา แต่เขาอ้างว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

หลิวเป็นผู้บรรยายวิชาดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในปักกิ่ง เมื่อสามปีก่อน เขาเขียนหนังสือชื่อ China Dream: Great Power Thinking and Strategic Positioning of China in the Post-American Age ซึ่งระบุว่าจีนต้องการผู้นำที่ห้าวหาญ และให้คำแนะนำกับประเทศของเขาว่า “เมื่อจีนถูกรุกราน ทางเลือกเดียวที่มีคือใช้สงครามปกป้องสิทธิในการเติบโตของเรา เราจะต้องแหวกผ่านการควบคุมด้านการทหารของอเมริกา”     

การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ สี จิ้นผิง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ใบหน้าของหลิวสดใส เนื่องจากน้ำเสียงของประธานาธิบดีนั้นแข็งกร้าวเมื่อเขากล่าวถึงปัญหาเรื่องพรมแดน และเขายังทำนายว่าจีนจะเป็นผู้นำด้านการทหารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายในปี 2049

ผู้นำวัย 59 ปีกระตุ้นเตือนว่ากองทัพปลดแอกประชาชนควรจะ ‘เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม’ เขาเดินทางไปเยี่ยมชมยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศนับครั้งไม่ถ้วน และประกาศว่า “เราต้องประสบความสำเร็จในการนำพาชาติจีนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ และเราต้องแน่ใจว่าเรามีเอกภาพระหว่างประเทศที่เจริญรุ่งเรืองกับกำลังทหารที่แข็งแกร่ง”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ทัศนคติของจีนต่อชาวต่างชาตินั้นไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นคือ อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ยาวนานของตนถูกทำลายโดยเรือปืนต่างชาติ ฝิ่นจากอังกฤษ และการกดขี่จากญี่ปุ่นในช่วงสงคราม เมื่อใดก็ตามที่ต้องเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก พวกเขาจะขุ่นมัวในใจ และคำพูดของผู้นำรุ่นก่อนหน้าสีก็มักจะเจือปนไปด้วย ‘ความอัปยศอดสู’ อันเกิดจากน้ำมือของคนภายนอก

สำหรับชาวตะวันตก พวกเขาอยู่ในฐานะเจ้านายผู้หยิ่งยโส ศัตรูจากโลกประชาธิปไตย และผู้บ่อนทำลาย

ความรู้สึกถึงความอยุติธรรมในอดีตยังคงอยู่ แม้จีนจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจนกระทั่งความไม่ปลอดภัยต่างๆ ดูเหมือนถูกปัดกวาดไปหมดสิ้น และเมื่อ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี หมุดหมายใหม่ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชุมชนนานาชาติก็ถูกประกาศ (แทนที่สโลแกน ‘peaceful development’ และ ‘harmonious society’ ของอดีตประธานาธิบดี หู จิ่นเทา) นั่นก็คือ จีนจะไม่ยอมอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำอีกต่อไป

นับจากนี้ จีนคือชาติมหาอำนาจที่กำลังถางทางกลับคืนสู่สถานะเดิมของตน – ไม่เฉพาะในด้านเศรษฐกิจ แต่รวมถึงด้านการเมืองและวัฒนธรรม

ณ เวลานี้ เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของจีนไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด นี่คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก – และสามารถแซงสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ภายในห้าปี – พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็วและมหาศาลชนิดไม่มีประเทศใดเคยทำได้ ซึ่งมันช่วยให้ประชากร 300 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน นักท่องเที่ยวชาวจีน 83 ล้านคนคือผู้ที่ใช้จ่ายเงินมากที่สุดในโลก ธนาคารของพวกเขาถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศไว้มากที่สุด โรงงาน โรงไฟฟ้า และรถยนต์ในจีนผลิตก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ชาวจีนคือผู้ที่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยอันดับหนึ่ง – แม้ประชากรจีนจะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าคิวบา เซอร์เบีย และตูนิเซีย  

ตอนนี้จีนคือผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในห้าอันดับแรกของประเทศผู้ขายอาวุธ

มุมมองของจีนต่อโลกใบนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความปรารถนา รสนิยม และความหวาดกลัวของพวกเขา จะส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนอีกหลายพันล้านคนบนโลก

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 5:48 am

Posted in Neighbours Matters

การปฏิรูปแบบ ‘ช้า’ แต่ ‘มั่นคง’ ของคิวบา

leave a comment »

1 Cubaเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลคิวบาเพิ่งเพิ่มสถานที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ประชาชน (ค่าใช้บริการ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ชั่วโมง ขณะที่อัตราเงินเดือนโดยเฉลี่ยของประชาชนคือ 20 ดอลลาร์สหรัฐ)

นี่คือสัญญาณล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้ และต่อไปนี้คือการเปลี่ยนแปลงสามเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นแล้ว

1. ทรัพย์สินส่วนบุคคล

กฎหมายที่ออกในช่วงปลายปี 2011 อนุญาตให้ชาวคิวบาซื้อและขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ และหลังจากการปลดคนงานของรัฐ 500,000 คนในปี 2010 ใบขออนุญาตเปิดสถานประกอบการหลายพันใบก็ได้รับอนุมัติ รวมทั้งการห้ามนำเข้าเครื่องใช้ส่วนบุคคลตลอด 8 ปีก่อนหน้านี้ก็ถูกยกเลิก

2. การเดินทางไปต่างประเทศ

เมื่อเดือนมกราคม ประธานาธิบดีราอุล กัสโตร (Raúl Castro) เพิ่งยุตินโยบายจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศของประชาชน (ซึ่งใช้มา 5 ทศวรรษ) เขาปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ และขยายเวลาการอยู่ในต่างประเทศจาก 11 เดือนเป็น 24 เดือน โดยหวังว่าประชาชนจะเรียนและทำงานได้มากขึ้น เพื่อส่งเงินกลับประเทศ

3. สิทธิของเกย์

กลางเดือนพฤษภาคม กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านการกีดกันชาวรักร่วมเพศตีกลองและเต้นรำไปตามถนนในเมืองฮาวานา โดยกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการรักร่วมเพศไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายอีกต่อไป

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 5:46 am

Posted in Neighbours Matters

เงินมา ป่าหมด

leave a comment »

1 Prey Lang forest

หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง อีกไม่กี่ปี กัมพูชาจะสูญเสียป่าผืนใหญ่ที่สุดของประเทศ

หลังจากถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2012 ครอบครัวของ ชัต วัตตี (Chut Wutty) นักอนุรักษ์ชาวกัมพูชา ก็คงยังไม่รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

ชัตถูกยิงในระหว่างเผชิญหน้ากับพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทที่ได้รับสัมปทานก่อสร้างเขื่อน เขาเข้าไปในพื้นที่สัมปทานเพราะสงสัยว่ามันถูกใช้เป็นแหล่งเก็บไม้พะยูงอันมีค่าที่ถูกตัดจากป่าสงวนรายรอบ ก่อนจะถูกลงทะเบียนว่าเป็นไม้ที่ถูกตัดในพื้นที่สัมปทาน

โอเลเซีย พลอกี (Olesia Plokhii) คือหนึ่งในสองผู้สื่อข่าวที่อยู่กับชัตในวันนั้น (แต่เธอไม่เห็นเหตุการณ์ตอนที่เขาถูกยิง) เธอให้สัมภาษณ์ว่าชัตตระหนักดีว่าเขากำลังอยู่ในอันตราย และคิดว่าชีวิตของเขาคงไม่ยืนยาวนัก

ไม้พะยูงที่ ชัต วัตตี พยายามปกป้องนั้นมีราคาแพง ราคาของมันอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อคิวบิกเมตรในพนมเปญ และสูงถึง 50,000 ดอลลาร์ต่อคิวบิกเมตรในจีน ชาวบ้านผู้ยากจนจึงแทบไม่มีทางเลือก เมื่อบรรดานายทุนยื่นเศษเงินให้กับพวกเขาเพื่อแลกกับการนำไม้ออกจากป่า

จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ อัตราการทำลายป่าของกัมพูชานั้นสูงเป็นอันดับที่สามของโลก (รองจากไนจีเรียและเวียดนาม) ส่วนจีนคือประเทศที่นำเข้าไม้มากที่สุดในโลก และมันก็คือจุดหมายปลายทางของไม้ส่วนใหญ่จากป่าของกัมพูชา

ในปี 2000 จีนนำเข้าไม้ทั้งหมด 13.6 ล้านคิวบิกเมตร (มูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์) ก่อนจะเพิ่มเป็น 42 ล้านคิวบิกเมตร (มูลค่า 8,200 ล้านดอลลาร์) ในปี 2011 ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของการค้าไม้ทั่วโลก (ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นเป็นไม้ผิดกฎหมาย – จากรายงานในเดือนพฤศจิกายน 2011 ของ Environmental Investigation Agency)

รัฐบาลกัมพูชาเคยถูกกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกกดดันให้จัดการเรื่องการค้าไม้ผิดกฎหมายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยระบุเป็นเงื่อนไขของการให้เงินช่วยเหลือ แต่หลังจากปี 2010 สถานการณ์ก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีการให้สัมปทานพื้นที่ปลูกยางพาราและพื้นที่ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ (กัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่าเกือบ 3 ล้านเฮกตาร์ในช่วงปี 1990-2010)

Prey Lang คือป่าไม่ผลัดใบในพื้นที่ต่ำผืนสุดท้ายในอินโดจีน ครั้งหนึ่ง มันเคยครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 ของคาบสมุทร แต่ทุกวันนี้มันมีพื้นที่เพียง 3,140 ตารางกิโลเมตร นักอนุรักษ์ประมาณการว่าตั้งแต่ปี 2000 Prey Lang สูญเสียพื้นที่ไปร้อยละ 40 และป่าทั้งผืนจะหายไปภายใน 5-6 ปีต่อจากนี้ หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ประกาศชะลอการให้พื้นที่สัมปทานแห่งใหม่ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ 4 แห่งในเขตป่าสงวน แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนของกัมพูชารายงานว่า ฮุน เซน บอกว่าพื้นที่สัมปทานขนาด 1.5 ล้านเฮกตาร์ (ร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ปลูกยางพารา) ถูกส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนเรียบร้อยแล้ว

การเสียชีวิตของ ชัต วัตตี ไม่ใช่เรื่องแปลกในกัมพูชา เพราะเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาถูกยิง เด็กหญิงวัย 14 ปีก็ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตในระหว่างการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และสี่เดือนต่อมา เฮง เสรี อุดม (Hang Serei Oudom) ผู้สื่อข่าวที่เปิดเผยข้อมูลการค้าไม้ผิดกฎหมายและการบุกรุกป่า ก็กลายเป็นศพที่ท้ายรถของเขา

กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เข้าร่วมงานครบรอบวันเสียชีวิตของ ชัต วัตตี กล่าวว่า หากชุมชนต่างประเทศกดดันรัฐบาลกัมพูชาอีกครั้ง จะทำให้การชะลอการให้พื้นที่สัมปทานแห่งใหม่มีความเป็นไปได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นหนทางเดียวในการปกป้องผืนป่าของประเทศ

และอาจเป็นหนทางเดียวในการปกป้องชีวิตของผู้คนเช่นกัน

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 (กรกฎาคม 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 5:43 am

Posted in Neighbours Matters

จีนกำลังถดถอย?

leave a comment »

2 Broken Chinaจีนเปรียบเสมือนรถสปอร์ตคันโตมาได้พักใหญ่ ด้วยอัตราการเจริญเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และตอนนี้จีนกำลังเปลี่ยนเกียร์เพื่อพุ่งไปเร็วกว่าเดิม ด้วยการลดการพึ่งพาอุปสงค์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของประเทศพัฒนาแล้ว และหันไปให้ความสำคัญกับอุปสงค์ภายในประเทศและการบริการ

แม้จะยังไม่มีสัญญาณว่าเครื่องยนต์จะหยุดทำงาน แต่ก็มีตัวบ่งชี้จำนวนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามันทำงานช้าลง โดยหลังจากมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 มาหลายปี ตอนนี้รัฐบาลจีนบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นร้อยละ 7.7 ในไตรมาสแรกของปี 2013 ซึ่งสำหรับมาตรฐานของจีน นี่เป็นตัวเลขที่น่าผิดหวัง และในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม รัฐบาลจีนรายงานว่าผลผลิตทางอุตสาหกรรมของเดือนเมษายนโตขึ้นร้อยละ 9.3 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว หลังจากเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักมาหลายปี

แม้จะประกาศว่าการส่งออกของประเทศในเดือนเมษายนโตขึ้นร้อยละ 14.7 แต่รัฐบาลจีนก็ยอมรับว่ายอดซื้อของสองลูกค้ารายใหญ่ลดลงร้อยละ 0.1 (สหรัฐอเมริกา) และร้อยละ 6.4 (สหภาพยุโรป) และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม Purchasing Managers’ Index ก็แสดงให้เห็นว่าคำสั่งซื้อสินค้าจากจีนของสามในสี่เดือนแรกของปี 2013 มีน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ขณะที่ตลาดโลกกำลังรอคำยืนยันของแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารกลางออสเตรเลียก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 3.0 เหลือร้อยละ 2.75 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมสำหรับความถดถอยของจีน เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของออสเตรเลียตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 (กรกฎาคม 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 5:39 am

Posted in Neighbours Matters

เมื่อบรรษัทข้ามชาติบุกอเมริกา

leave a comment »

1ค่ำคืนวันเสาร์ในอเมริกา หากคุณอยากชมภาพยนตร์สักเรื่อง คุณก็เพียงแค่เช็ครายชื่อและเวลาฉายจากคอมพิวเตอร์ ThinkPad ขณะนี้โรงภาพยนตร์ AMC กำลังฉาย Iron Man 3 ซึ่งถ่ายทำส่วนหนี่งในจีน คุณตัดสินใจว่าจะเพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องนี้ จากนั้นคุณก็ขับรถ Volvo ซึ่งใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงไปยังโรงภาพยนตร์ ก่อนจะเดินเข้าโรงพร้อมกับป็อปคอร์นในมือ

Iron Man 3 ซึ่งเข้าฉายในอเมริกาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2013 คือตัวแทนของทิศทางใหม่ของฮอลลีวูด นั่นก็คือการตอบสนองผู้ชมชาวจีนด้วยฉากของดินแดนที่พวกเขาคุ้นเคย แต่ค่ำคืนวันเสาร์ของคุณไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ‘จีน’ เพียงแค่ฉากในภาพยนตร์ โลกของคุณ (ในอเมริกาและทั่วโลก) ถูกห้อมล้อมด้วยจีน – และอีกหลายประเทศ – เกินกว่าที่คุณคาดคิด

คอมพิวเตอร์ ThinkPad ที่คุณใช้ คือผลิตภัณฑ์ของ Lenovo ซึ่งบริษัทสัญชาติจีนผู้เป็นเจ้าของ ซื้อมันจาก IBM เมื่อปี 2005 ในราคา 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่โรงภาพยนตร์ AMC ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ลำดับที่สองของอเมริกา ก็ถูก Delian Wanda Group ของชาวจีนซื้อกิจการเมื่อปี 2012 ในราคา 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแก๊สที่รถ Volvo ของคุณใช้ มันอาจจะมาจากที่ไหนก็ได้ในโลก แต่เนื่องจากแคนาดาคือผู้จำหน่ายน้ำมันดิบให้กับอเมริกามากที่สุด การซื้อ Nexen (หนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันและแก๊สที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา) ของ China National Offshore Oil Company (CNOOC) ในปี 2013 ก็ทำให้มีความเป็นไปได้ที่แก๊สซึ่งรถของคุณใช้ คือแก๊สของ CNOOC

ยังเหลือรถ Volvo ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวีเดนอีกคัน ที่คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าของมันคือ Geely บริษัทผลิตรถยนต์ของรัฐบาลจีน ซึ่งซื้อมันจาก Ford Motor Co. เมื่อปี 2010 ในราคาประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แล้วป็อปคอร์นในมือของคุณล่ะ แน่นอน มันอาจมาจากข้าวโพดที่ปลูกบนผืนดินอเมริกา แต่หากอุปกรณ์ที่ทำให้ข้าวโพดกลายเป็นป็อปคอร์นถูกผลิตที่จีน มันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ

แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ชาวอเมริกันเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 94 ไม่สามารถบอกยี่ห้อสินค้าของจีนได้) ไม่รู้ว่าบริษัทจากจีน – และจากประเทศตลาดเกิดใหม่ – กำลังกว้านซื้อยี่ห้อสินค้าและบริษัทในยุโรปและอเมริกา

ปัจจุบัน ปัจจัยชี้วัดทางประชากรและเศรษฐกิจล้วนบ่งบอกว่าตลาดเกิดใหม่ (โดยเฉพาะในเอเชีย) จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของตลาดโลก โดยภายในปี 2025 เกือบสองในสามของมนุษย์บนโลกจะอาศัยอยู่ในเอเชีย ขณะที่ประชากรในพื้นที่ใต้ทะเลทรายซาฮารา (sub-Saharan Africa) จะเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในปี 2036

มีการคาดการณ์ว่าตลาดเกิดใหม่จะโตขึ้นร้อยละ 5.5 ในปี 2013 และเกือบร้อยละ 6 ในปี 2014 โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดในโลก) จะเติบโตเร็วที่สุด ซึ่งจากรายงานของธนาคารโลก ในปี 2012 ภูมิภาคดังกล่าวมีส่วนแบ่งร้อยละ 40 ของการเติบโตของตลาดโลก และคาดว่าจะโตขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ในอีกสองปีถัดจากนี้

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีเพียงบริษัทจากญี่ปุ่นที่ซื้อกิจการของบริษัทในโลกตะวันตก แต่ทุกวันนี้ Jaguar และ Land Rover ซึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษ ถูกครอบครองโดย Tata Motors จากอินเดีย และตั้งแต่ปี 2005 บริษัทจากประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ครอบครองบริษัทในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่า 3,100 บริษัท โดยหนึ่งในสามเป็นบริษัทในสหรัฐอเมริกา และบริษัทจากจีนคือผู้ที่ครอบครองมากที่สุด

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา และมันจะเกิดมากขึ้นในทศวรรษนี้

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 6 (มิถุนายน 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 3:38 am

Posted in Neighbours Matters

กำแพง (น้ำ) เมืองจีน

leave a comment »

2 salween damsน้ำคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่ บราห์มา เชลเลนีย์ (Brahma Chellaney) นักคิด-นักเขียนชาวอินเดีย บอกไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา (Water, Peace, and War: Confronting the Global Water Crisis) ว่าภายในทศวรรษ 2020 ประชากรประมาณสองในสามของโลกจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ

เอเชีย (ไม่ใช่แอฟริกา) คือภูมิภาคที่แห้งแล้งที่สุดในโลก และจีน (ซึ่งเป็นประเทศที่มีเขื่อนขนาดใหญ่มากกว่าที่มีอยู่ในทุกประเทศทั่วโลกรวมกัน) ก็คืออุปสรรคสำคัญของการสร้างองค์กรความร่วมมือด้านการจัดสรรทรัพยากรน้ำ โดยจีนปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการจัดสรรทรัพยากรน้ำเสมอมา

ล่าสุด รัฐบาลจีนเพิ่งรื้อโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน (ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายสุดท้ายในเอเชียที่ยังไม่มีเขื่อน) หลังจากโครงการนี้ถูกประท้วงจนหยุดชะงักมาแปดปี เนื่องจากพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน คือที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อย 16 กลุ่ม และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก

อนาคตของเอเชียจะร้อนและแล้งมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและการล้างผลาญทรัพยากร ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรน้ำของภูมิภาคจะร่อยหรอมากขึ้นจากการเติบโตของการบริโภค ระบบชลประทานที่ไม่ยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรม มลภาวะ การเสื่อมสลายของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์

ดูเหมือนอนาคตของเอเชีย (และของจีน) จะยุ่งยากซับซ้อนขึ้นทุกวัน

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 6 (มิถุนายน 2556)

Written by ksamphan

September 3, 2013 at 3:34 am

Posted in Neighbours Matters