K. Samphan

Archive for June 2013

โอสถดีมักมีรสขม

leave a comment »

1 big-sugary-drink-banเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2013 นายกเทศมนตรีไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) แห่งนครนิวยอร์ก ได้รับข่าวร้ายว่าผู้พิพากษามิลตัน ทิงลิง (Milton Tingling) สั่งระงับกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในภาชนะที่มีความจุมากกว่า 16 ออนซ์ในร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และแหล่งบันเทิงอื่นๆ ทั่วนิวยอร์ก ซึ่งบลูมเบิร์กหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของโรคอ้วน โดยการจำกัดปริมาณแคลอรีที่ประชากรได้รับจากเครื่องดื่มในแต่ละวัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าว แต่บรรดาเสรีชนและมิตรรักแฟนเพลงจำนวนมหาศาลของเครื่องดื่มผสมน้ำตาลต่างย่นจมูก สำหรับพวกเขา (ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อคนหนึ่ง) กฎหมายนี้คือการจำกัดเสรีภาพในการดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลซึ่งไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ อันเป็นการปิดกั้นสิทธิพื้นฐานในการมีร่างกายที่อ่อนแอ

แม้ชาวอเมริกันมากกว่าครึ่งจะมีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน อันเป็นหลักฐานว่าผู้คนทั่วไปไม่สามารถควบคุมรอบเอวของตัวเองได้ แต่ผู้ที่คัดค้านกฎหมายก็ยืนกรานว่ารัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ – แม้ว่ารัฐจะต้องสูญเสียค่ารักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนถึงปีละเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ก็ตาม

รัฐควรยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งใช้ ‘เข็มขัดนิรภัย’ เป็นตัวอย่าง

สหรัฐอเมริกามีรัฐบัญญัติให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องติดเข็มขัดนิรภัยในรถที่ผลิตใหม่ทุกคันตั้งแต่ปี 1968 และในปี 1984 นิวยอร์กคือรัฐแรกที่ออกกฎหมายให้คาดเข็มขัดนิรภัย หลังจากนั้น ทุกรัฐ ยกเว้นนิวแฮมป์เชอร์ (ซึ่งมีคำขวัญว่า ‘Live Free or Die’) ก็ออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน และรัฐส่วนใหญ่ยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกใบสั่งฯ ให้กับผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ในช่วงปี 1975-2009 เข็มขัดนิรภัยช่วยชีวิตของผู้คนมากกว่า 260,000 คน (จากข้อมูลของหน่วยงานด้านการขนส่ง) ยิ่งไปกว่านั้น มันช่วยให้หลายล้านคนรอดพ้นจากอาการบาดเจ็บ เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไม่ต้องถูกใช้ และคนในครอบครัวจำนวนนับไม่ถ้วนไม่ต้องเผชิญกับภาวะหัวใจสลาย

ประเด็นของเรื่อง ‘เข็มขัดนิรภัย’ กับ ‘เครื่องดื่มผสมน้ำตาล’ จึงไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือรัฐบาลต้องมีส่วนเกี่ยวข้องโดยการใช้เครื่องมือทางกฎหมายและการเงินเพื่อจูงใจให้ผู้คนทำในสิ่งที่พวกเขาไม่อยากทำ แม้ว่ามันจะดีกับพวกเขาเองก็ตาม

ความจริงง่ายๆ ของเรื่องนี้ก็คือ คนเราล้วนไม่สมบูรณ์แบบ และเราต่างต้องการความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้และตลอดไป โดยเฉพาะเรื่องที่น่ารำคาญหรือทำลายความพึงพอใจอย่างการคาดเข็มขัดนิรภัย การลดความอ้วน การใช้ไหมขัดฟัน หรือการก้มแตะหัวแม่เท้า

ในความเห็นของผู้รักสุขภาพ การห้ามขายเครื่องดื่มผสมน้ำตาลในภาชนะที่มีความจุมากกว่า 16 ออนซ์ (ประมาณ 500 มิลลิลิตร) นั้นไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่คือหมุดหมายที่แสดงว่าภาครัฐ (ของนิวยอร์ก) ให้ความสำคัญกับเรื่องสาธารณสุขอย่างจริงจัง

ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญกับยารักษาโรคและการรักษาพยาบาล แต่รวมถึงการให้ความรู้และการโน้มน้าวให้ประชาชนใช้ชีวิตในแนวทางที่ส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจของพวกเขาเอง

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 5 (พฤษภาคม 2556)

Advertisements

Written by ksamphan

June 14, 2013 at 3:33 am

Posted in Neighbours Matters

หนาวๆ ร้อนๆ

leave a comment »

2 impacts-mindmapภัยธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้คนจำนวนมากครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จอห์น เลแธม (John Latham) นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ เป็นผู้หนึ่งที่นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

งานวิจัยของเลแธมแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่การฉีดพ่นอนุภาคของน้ำทะเลเข้าสู่ก้อนเมฆ จะทำให้ก้อนเมฆสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดีขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการทำให้อุณหภูมิเบื้องล่างลดต่ำลง

เลแธมกล่าวว่าปัญหาโลกร้อนกำลังนำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ ซึ่งเทคนิคของเขาจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลกไว้ “จนกว่าพลังงานสะอาดจะถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน”

เขามองโลกในแง่ดีว่าเทคนิคดังกล่าวจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลกได้ “ประมาณ 50 ปี”

ถ้านั่นเป็นความจริง มันอาจเป็นแสงสว่างที่อยู่ปลายอุโมงค์

แต่สิ่งที่ขาดแคลนในเวลานี้คือเงินทุนที่จะสนับสนุนการศึกษาวิจัยต่อยอดจากงานของเลแธม

นอกเหนือจากบทเรียนที่มนุษย์ควรตระหนักเสียทีว่า

สำหรับภูมิอากาศ เมื่อคุณแก้ปัญหาหนึ่ง คุณก็อาจกำลังสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมาแทน

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 5 (พฤษภาคม 2556)

Written by ksamphan

June 14, 2013 at 3:31 am

Posted in Neighbours Matters