K. Samphan

สรุปสาระสำคัญของ “ฟ้าเดียวกัน” ฉบับที่ 5

leave a comment »

สาระสำคัญของนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ “คนที่ตายใต้ฟ้าเดียวกัน” อาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนกว้าง ๆ คือ ส่วนแรก ว่าด้วยร่องรอยความเป็นมาของปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐไทย ส่วนที่สอง ว่าด้วยการทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันที่ดำเนินต่อเนื่องมานับตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธในวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่กลายเป็นปฏิกิริยาโต้กลับที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนสุดท้ายว่าด้วยการแสวงหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าว ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงจากกระบวนการที่นำไปสู่ความรุนแรง

นิตยสารฟ้าเดียวกัน เริ่มต้นบทสำรวจเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการทำความเข้าใจสถานการณ์ความเป็นไปของโลก ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของประเทศไทย ผ่านบทสัมภาษณ์ของ ศ.ดร. เบเนดิคท์ แอนเดอร์สัน นักวิชาการที่มีอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับชาตินิยม “อาจารย์เบน” อธิบายถึงแนวคิดเรื่องชาตินิยมที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก ไล่เรียงมาตั้งแต่การทำสงครามของสหรัฐฯในอิรัก อินโดนีเซียกับจังหวัดอาเจะห์ จนกระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อาจารย์เบนเชื่อว่า สิ่งที่ทำร้ายคนมากที่สุดคือรัฐ และสำหรับปัญหาในภาคใต้ของไทยนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐไทยและผู้นำไทยมองว่าประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยไม่ได้มองว่าพวกเขาคือราษฎรไทยที่เป็นมลายู ดังนั้น แทนที่ปัญหาดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ รัฐไทยก็กลับทำให้มันบิดเบือนกลายไปเป็นปัญหาเรื่องศาสนาอิสลาม

 

ส่วนที่หนึ่ง : ร่องรอยของอดีต

เอกสารสองฉบับที่ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสาร คือ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” และ “คำแปลคำปราศรัยของสหายรับผิดชอบในพิธีก่อตั้งกองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษาจากมุมมองของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐซึ่งเราแทบไม่มีโอกาสได้รับรู้ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้เอกสารทั้งสองชิ้นจะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว แต่เนื้อความในเอกสารก็ร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง

เอกสารของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานีชิ้นนี้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศมุสลิมจากประเทศต่างๆ ณ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10-20 พฤษภาคม 2519 ซึ่งนิตยสารจัตุรัส  (ฉบับที่ 59, 24 สิงหาคม 2519) นำมาตีพิมพ์เผยแพร่ เนื้อความในเอกสารระบุว่า “แนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ตั้งขึ้นเมื่อปี 2503 โดยมีจุดมุ่งหมายของแนวร่วมอย่างชัดเจน คือ

1. เพื่อปลดแอกทุกจังหวัดและทุกถิ่นที่เป็นของมุสลิมทาง “ประเทศไทยภาคใต้” จากการครอบงำแบบอาณานิคมของพุทธศาสนิกชนไทย

2. เพื่อสร้างรัฐอิสลามแห่งปัตตานีที่มีเอกราชและอธิปไตย

3. เพื่อสนับสนุนและปกป้องศาสนาอิสลาม รวมทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม และประเพณีของชาวมุสลิม

เอกสารชี้แจงว่า ปัตตานี เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ก่อนที่จะถูกรุกรานจากคนไทยในศตวรรษที่ 17 และยังคงทำการต่อสู้กับคนไทยอีกหลายครั้งจนกระทั่งตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของรัฐไทยในปี 2375 นอกจากนี้ ยังกล่าวประณามการปกครองของรัฐและข้าราชการไทยที่หาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัวและกดขี่ข่มเหงประชาชน แถมยังมีอคติต่อประชาชนและแสดงท่าทีเหยียดหยามรวมทั้งไม่ให้ความเคารพต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีและศาสนา ซ้ำรัฐยังมีนโยบายที่มุ่งทำลายเอกลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมและพยายามจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปสู่ความเป็นไทยแบบพุทธ เอกสารระบุว่าในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความพยายามที่จะ “ทำให้พวกเราเป็นคนไทย” มีการบังคับให้ใช้ชื่อ เสื้อผ้า ภาษาและจารีตประเพณีแบบชาวไทยพุทธ หนังสือและหนังสือพิมพ์ภาษามลายูถูกสั่งห้ามเผยแพร่รวมทั้งลักษณะอื่น ๆ ที่สื่อถึงวิถีชีวิตชาวมาเลย์ ในปี 2508 รัฐบาลไทยได้นำเอา “การปฏิรูปการศึกษา” มาใช้กับโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมือนกับที่ใช้สอนในโรงเรียนไทยทั่วไป โดยไม่อนุญาตให้เปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม มีการทำลายมัสยิด มีการจัดตั้งชุมชนชาวไทยพุทธที่มาจากภาคกลางในเขตจังหวัดยะลาและนราธิวาส มีการเผาโรงเรียน ที่อยู่อาศัย “แล้วประกาศว่าเป็นการกระทำของแนวร่วมปลดแอกของเราเพื่อสร้างสถานการณ์…ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ผู้คนที่อยู่ส่วนอื่นๆของประเทศเกลียดกลัวพวกเรา แล้วจะได้เรียกร้องรัฐบาลกลางให้จัดการแนวร่วมปลดแอกของเราอย่างสิ้นซาก” (น.111) และที่สำคัญก็คือการสังหารผู้นำและประชาชนผู้บริสุทธิ์ของตำรวจและทหาร

“แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า เราเป็นชนชาติที่ปราชัย และขณะนี้ประเทศของเราเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยก็ตาม เราไม่เคยนับว่าเมืองไทยเป็นประเทศของเราเลย เราถือว่าตัวเองเป็นชาวมาเลย์และมุสลิมมากกว่าเป็นคนไทยชาวพุทธ ขอยืนยันว่าเราแตกต่างจากพุทธศาสนิกชนไทยทุกๆด้าน ทั้งจริยธรรม วัฒนธรรมและศาสนา

“เราเป็น ‘มาเลย์’ ไม่ใช่ ‘ไทยมุสลิม’ เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่คนไทยเรียกประชาชนของเรา… ” (น.112)

“ในฐานะมนุษย์ เราย่อมมีสิทธิจะเลือกวิธีดำเนินชีวิตของเราเอง และเลือกรัฐบาลในระบอบการปกครองที่ประเทศของเราต้องการ” (น.116)

เช่นเดียวกับคำปราศรัยของ “กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2520 ในคำปราศรัยนอกจากจะกล่าวถึงเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศชาติจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดแล้ว ยังมีการประกาศนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องชนชาติ โดยนโยบายข้อที่ 5 กำหนดไว้ว่า “ชนชาติต่าง ๆ แห่งประเทศไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีสิทธิในการใช้ภาษา หนังสือ รักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม คัดค้านการกดขี่เหยียดหยามระหว่างชนชาติ ในเขตรวมของชนชาติให้ดำเนินการปกครองตนเองได้โดยอยู่ภายใต้ครอบครัวใหญ่แห่งประเทศไทย และพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขอย่างทั่วถึง” (น.238)

จากเอกสารทั้งสองฉบับ ทำให้เราพอมองเห็นว่าต้นตอของปัญหานั้นมีที่มาจากรัฐ โดยเฉพาะ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ที่สะท้อนถึงความไม่พอใจในนโยบายและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน จนสะท้อนออกมาด้วยการขอแยกตัวจากอำนาจรัฐไทยในที่สุด ผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ของนิตยสารได้ดีขึ้นโดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านการศึกษาเรื่องราวในอดีตจากเอกสารดังกล่าว

ส่วนที่สอง : ปัญหาที่ยังคงอยู่

เอกสารทั้งสองฉบับข้างต้น ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนเกือบทั้งหมดจะไม่เคยรับรู้เรื่องราวความเป็นมาดังกล่าว อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่รับรู้กันในวงแคบเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการ ผู้ที่ให้ความสนใจและประชาชนในพื้นที่เท่านั้น สังคมไทยในปัจจุบันจึงยังคงถูกครอบงำอยู่ด้วยมายาคติที่บดบังและบิดเบือนการรับรู้เรื่องราวที่เป็นจริงของชาวมลายูมุสลิม เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาในอดีต

นิตยสารฟ้าเดียวกันพยายามอธิบายถึงที่มาของการรับรู้หรือทัศนะคติที่คนไทยมีต่อโลกมุสลิมด้วยบทความ “มุสลิมในการรับรู้ของคนไทย : องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อความจริง” โดยชี้ว่าคนไทยมีองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับมุสลิมและศาสนาอิสลามอย่างผิวเผินและไม่สามารถทำความเข้าใจถึงโลกทัศน์ที่แท้จริงของชาวมุสลิมได้ ด้วยสาเหตุของกระบวนการสร้างการรับรู้จากระบบการศึกษาซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 เป็นต้นมา การรับรู้ดังกล่าวเป็นการรับรู้แบบชุดเดียวที่กำหนดมาจากรัฐโดยอิงอยู่กับโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมแบบพุทธศาสนาทั้งทางกายภาพและจินตภาพ (ในอีกนัยหนึ่ง การสร้างระบบการศึกษาแบบชุดเดียวก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเป็นรัฐชาติ กระบวนการนี้อยู่บนแนวคิดเรื่องบูรณาการแห่งชาติ หรือ national integration ที่มีเป้าหมายให้พลเมืองทุกหมู่เหล่าที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐเดียวกันยอมสวามิภักดิ์ต่ออำนาจรัฐ)

การเริ่มต้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือการก่อกำเนิดของรัฐชาติไทยจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับกระบวนการสร้างความรับรู้ร่วมในเรื่องความเป็นไทย การรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับชาวมุสลิมจึงถูกแบ่งออกเป็น “เขากับเรา” เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ ขณะที่ชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งนับถือพุทธศาสนา เช่น ลาว มอญ จีน สามารถกลมกลืนเข้าร่วมกับความเป็นไทยได้ง่ายกว่า และยิ่งในปัจจุบันเมื่อสังคมไทยอิงอยู่กับแนวคิดของโลกตะวันตกที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามกับโลกมุสลิมมากขึ้น ก็ทำให้ภาพของมุสลิมบิดเบือนไปยิ่งกว่าเดิม ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบก่อนที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ “ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จึงเป็นผลจากการที่เราได้ใช้การรับรู้ต่อมุสลิมในลักษณะดังกล่าว เป็นองค์ความรู้ในการเข้าจัดการกับสิ่งซึ่งเราคิดว่าเราเข้าใจดีมาตลอด ดังนั้นประการสำคัญคือ เราจะต้องรื้อถอนมายาคติ ซึ่งเป็นเสมือนตัวปิดกั้นขอบเขตแห่งความเข้าใจในเรื่องปรัชญาและหลักการทางศาสนาที่เป็นเสมือนดั่งธรรมนูญแห่งชีวิตของชาวมุสลิมทั้งปวงนั่นเอง” (น.183)

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้รับการอธิบายเพิ่มเติมด้วยบทความ “มายาคติ มลายูมุสลิมในสังคมไทย” ที่ชี้ว่านโยบายของรัฐในการสร้างบูรณาการทางสังคมและประสานกลมกลืนชาวมลายูมุสลิมผ่านกระบวนการทำให้ทันสมัย เช่น การขยายฐานการศึกษาสมัยใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางทุนนิยม เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับรัฐบาล และเน้นให้รัฐและสังคมเร่งทำความเข้าใจว่า สังคมไทยมิใช่สังคมที่มีลักษณะเดียวกันในทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ จึงควรปรับให้สอดคล้องกับความจริงข้อนี้ เพื่อความมั่นคงของรัฐเองในท้ายที่สุด

สำหรับ มายาคติ ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้นั้น นิตยสารฟ้าเดียวกันได้สรุปเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ดังนี้

1. อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง

แนวคิดและคำสอนที่น่าจะมีส่วนสนับสนุนมายาคติดังกล่าวมากที่สุดก็คือ แนวคิดเรื่อง “ญิฮาด” (Jihad) ที่แปลกันโดยทั่วไปว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ “สงครามศาสนา” คำว่า ญิฮาด หมายถึงการดิ้นรนต่อสู้ของมนุษย์ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การต่อสู้กับจิตวิญญาณฝ่ายต่ำภายในตัวมนุษย์ และการต่อสู้กับศัตรูภายนอกที่คุกตามทำให้มุสลิมไม่สามารถปฏิบัติกิจตามบทบัญญัติทางศาสนาได้หรือต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนมุสลิม ซึ่งการตีความการต่อสู้อย่างหลังนั้นเป็นเรื่องที่ล่อแหลมมากหากมันถูกตีความเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือรับใช้เป้าหมายที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องระดับจิตวิญญาณ โดยบทความชี้แจงว่าจำเป็นที่ผู้รู้จะต้องออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ว่านับเป็นส่วนหนึ่งของการทำญิฮาดได้หรือไม่ เพื่อปกป้องชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง

2. จุฬาราชมนตรี คือผู้นำสูงสุดของคนมุสลิม

การให้สัมภาษณ์พิเศษของนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี ต่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย คงจะเป็นการสร้างความชอบธรรมต่อการปฏิบัติการสังหารผู้ก่อการในมัสยิดกรือเซะของเจ้าหน้าที่รัฐได้ดีที่สุด หากจะถือว่าตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคือผู้นำสูงสุดของศาสนา แต่ในบทความได้ชี้แจงว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมในภาคใต้ เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งล้วนมาจากส่วนกลางและที่มาของตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเรื่องศาสนามาตั้งแต่ต้น “มุสลิมภาคใต้จึงไม่รับนับถือจุฬาราชมนตรีอย่างเต็มที่นัก เพราะถือว่าจุฬาราชมนตรีซึ่งอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐนั้น จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนชาวมุสลิม” (น.91)

3. ปอเนาะเป็นโรงเรียน

ผู้นำไทยในปัจจุบันมองว่าปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการก่อการร้าย เป็นที่ปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน จึงมีความพยายามที่จะเข้าไปควบคุมดูแลหลักสูตรการเรียนการสอนของปอเนาะ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเยาวชนถูกหลอกลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมองปอเนาะด้วยกรอบของโรงเรียนสมัยใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่าโรงเรียนเป็นระบบการศึกษาที่แตกต่างกับปอเนาะทั้งวิธีการและเป้าหมาย ปอเนาะนั้นไม่ใช่ “โรงเรียน” ที่มุ่งรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมแต่เป็นระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีส่วนสนับสนุนให้ผู้คนในท้องถิ่นสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบราบรื่น ซึ่งรัฐควรคุ้มครองส่งเสริมให้ดำรงอยู่ต่อไปตามจารีตเดิม และหากมีข้อสงสัยก็สามารถขอเข้าตรวจค้นได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรเหมารวมตั้งข้อสงสัยกับปอเนาะทั้งหมด

4. เชื่อว่า “เขา” เป็นคนไทย

รัฐไทยในอดีตไม่เคยถือว่าชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนไทย โดยเริ่มมาเรียกพวกเขาว่า “คนไทย” อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พร้อม ๆ กับการใช้นโยบาย “กลมกลืนทางวัฒนธรรม” (Assimilation Policy) เพื่อทำให้พวกเขาเป็นคนไทยอย่างที่รัฐต้องการ เช่น ยกเลิกการสอนภาษามลายูในระดับประถม สอนภาษาอิสลามโดยบรรจุหลักสูตรภาษาไทย ย้ายชาวไทยจากภูมิภาคอื่นไปตั้งถิ่นฐานในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น แต่ด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวมลายูมุสลิม “ความเป็นไทย” ที่เข้ามาทีหลังไม่อาจทำลายเอกลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาลงไปได้ พวกเขายังคงเป็นชาวมลายูที่สืบทอดผืนดิน ภาษา วัฒนธรรมประเพณีและศาสนาของบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น

5. โจรใต้

ผู้นำไทยและสื่อมวลชนไทยมักให้คำนิยามกลุ่มผู้ก่อการว่าเป็น “โจรใต้” ซึ่งเป็นผลให้คนส่วนใหญ่ไม่ตะขิดตะขวงใจที่รัฐเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาโดยถือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาอาชญากรรม แต่เท่าที่ผ่านมาเราคงทราบดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับโจรหรืออาชญากรรม แต่เป็นเรื่องของการไม่ยอมทำความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความไม่ชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเป็นปฏิกิริยาในการตอบโต้

6. เขตปกครองพิเศษคือการแบ่งแยกดินแดน

ข้อเสนอเกี่ยวกับการปกครองภาคใต้ในรูปแบบเขตปกครองพิเศษถูกนำเสนอต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2490 โดยหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะกลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” ในทางการเมือง บทความชี้แจงว่าท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีการปกครองในรูปแบบเขตปกครองพิเศษ การแก้ไขปัญหาจะมาจากคนในท้องถิ่น ประชาชนจะสามารถกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตได้ด้วยตนเองตามหลักการดั้งเดิมของพวกเขา ถึงแม้จะไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างลุล่วงทั้งหมด แต่รัฐก็ไม่ควรจะปฏิเสธทางเลือกทางการเมืองอื่น ๆ

7. ความยากจนเป็นสาเหตุหลักของปัญหา

รัฐไทยเชื่อว่าปัญหาความยากจนเป็นสาเหตุของทุก ๆ ปัญหาในสังคม ภายใต้กรอบคิดนี้เองหลังจากเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 28 เมษายน รัฐบาลจึงชี้ว่าสาเหตุหลักของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้คือความยากจน และทุ่มงบประมาณ 12,000 ล้านบาทลงไปในพื้นที่ โดยที่รัฐบาลไม่เคยตั้งคำถามจริง ๆ จัง ๆ ว่าความรุนแรงดังกล่าวมีที่มาจากปัญหาเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และการพัฒนาที่รัฐนำเข้าไปจะมิใช่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาดังเช่นที่ผ่านมาอีก การมุ่งไปที่ความยากจนอาจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคงไม่จบลงง่าย ๆ หากขาดการพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาในมิติอื่นควบคู่กันไป

ในส่วนนี้ผู้อ่านจะได้รับทราบแง่มุมเพิ่มเติมจากบทความ “แลมุสลิมในโลกวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ซึ่งเป็นการสะท้อน “ความจริงสองด้าน” ผ่านมุมมองของงานวรรณกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาในภาคใต้ ผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาในลักษณะนี้ช่วยผ่อนคลายผู้อ่านจากความเคร่งเครียดจริงจังของงานวิชาการได้มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านที่ไม่ถนัดกับงานวิชาการสามารถทำความเข้าใจในสาระที่นิตยสารพยายามเสนอได้ดีขึ้น

 

ส่วนที่สาม : หนทางในวันข้างหน้า     

หลังจากที่ใช้เวลาไปไม่น้อยในการเรียนรู้ทำความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับทัศนคติเกี่ยวกับชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามให้ถูกต้องตรงกันแล้ว ในส่วนที่สามนี้จะเป็นการสรุปเหตุการณ์ความรุนแรงร่วมกันพร้อมทั้งการเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาของภาคประชาชน บทความหลักชิ้นหนึ่งในส่วนนี้คือ การสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ซึ่งเป็นความพยายามในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาโดยมีหมุดเริ่มที่เหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และการสร้างข้อเสนอต่อภาครัฐ โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำศาสนามาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นร่วมกัน

ประเด็นสำคัญจากการสัมมนานอกเหนือจากรายละเอียดทั่วไปแล้วอาจสรุปได้ ดังนี้

  1. ปรากฏการณ์ความรุนแรงมีที่มาจากบุคคลหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีเหตุของตน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ “ภาครัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” โลกทัศน์ที่แนบแน่นกับฝั่งตะวันตกของหน่วยงานความมั่นคงไทย ทำให้มองปัญหาผิดจากความเป็นจริง และซ้ำเติมให้ปัญหาหนักขึ้นกว่าเดิม
  2. ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากน้ำมือของฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว สังคมมุสลิมเองก็มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงด้วย มีการเรียกร้องถึงความถูกต้องถึงการแสดงออกด้วยความรุนแรงในการตอบโต้ รวมทั้งความรุนแรงที่มุสลิมปฏิบัติต่อมุสลิมด้วยกัน มาตรฐานทางศีลธรรมที่เรียกร้องกับรัฐก็จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อชุมชนของชาวมุสลิมด้วยกันเอง ข้อเรียกร้องจึงจะมีพลังและดึงให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาในภาคใต้ได้
  3. ในขณะนี้เราจึงสามารถแบ่งกลุ่มคนในพื้นที่ได้เป็น 3 กลุ่มคือ ภาครัฐ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหามากที่สุด ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งก็ยังไม่ได้แสดงความชัดเจนใด ๆ ออกมาไม่ว่าแถลงการณ์ทางการเมืองหรือเป้าหมายการต่อสู้ และฝ่ายประชาชน ที่อยู่ในสถานะลักลั่นไม่สามารถเลือกที่จะยืนอยู่ในฝั่งใดได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่น่าไว้วางใจเหมือนกัน

ต่อประเด็นดังกล่าว อ.นิธิ ชี้แจงผ่านบทความ “ประเทศไทยนี่แหละคือเวทีการต่อสู้ร่วมกัน” ว่าในภาวะที่ประชาชนชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ไม่อาจมอบความไว้วางใจให้รัฐหรือฝ่ายต่อต้าน (ซึ่งมีประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในพื้นที่) เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนได้เช่นนี้ พวกเขาจำเป็นจะต้องอาศัยเวทีระดับประเทศในการต่อสู้ต่อรอง เพื่อสร้างอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อของรัฐและฝ่ายต่อต้านอีกต่อไป “ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ต้องหาคำตอบให้แก่ตนเองด้วย แต่คำตอบนั้นไม่มาเองเฉย ๆ จนกว่าเขาจะต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเคลื่อนไหว อย่างน้อยก็ในระดับที่เข้มข้นพอ ๆ กับประชาชนในส่วนอื่นของประเทศ มิฉะนั้นชะตากรรมของเขาจะถูกผู้อื่นเป็นผู้กำหนดให้เสมอไปแม้บางคนบางกลุ่มอาจกำหนดด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อเขาก็ตาม” (น.165)

ในส่วนนี้ยังมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอต่อรัฐบาลโดยผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ซึ่งเน้นให้รัฐทำความเข้าใจในเรื่องศาสนา วัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ และจัดการแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมการพัฒนาที่สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว

 

สรุป

เป้าหมายของนิตยสารฟ้าเดียวกันฉบับนี้คือการพยายามทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับการรับรู้ต่อเรื่องราวของชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามของคนภายนอกเสียใหม่ อันจะนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหาในท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่าเอกสารของแนวร่วมปลดแอกประชาชาติแห่งปัตตานีที่นิตยสารนำมาเผยแพร่ สามารถสรุปความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ได้ดี ถึงแม้จะเป็นเอกสารที่หวังผลทางการเมืองเป็นด้านหลัก แต่ข้อเท็จจริงในเอกสารก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ที่เสนอรายละเอียดแบบครบถ้วนทั้งเหตุเฉพาะหน้า และเหตุเชิงโครงสร้าง เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านมากโดยเฉพาะการทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน

ประเด็นเรื่องศาสนา เป็นอีกหัวข้อที่นิตยสารพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ทั้งกรณีคู่มือ “การต่อสู้ที่ปัตตานี” ซึ่งพบจากศพของผู้เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ “ญิฮาด” (สงครามศักดิ์สิทธิ์, สงครามศาสนา) “ชะฮีด” (ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา) หรือกระทั่งสถานะของจุฬาราชมนตรีในทัศนะของชาวมลายูมุสลิม รวมทั้งการวิพากษ์การบิดเบือนคำสอนของชาวมุสลิมด้วยกัน เพื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง ข้อมูลในส่วนนี้เมื่อเพิ่มเติมด้วยบทความ “อิสลาม : ความรุนแรงและการเมืองแห่งอภัยวิถี” โดย อ.สุชาติ เศรษฐมาลินี ที่มุ่งตรวจสอบสัญญะของความรุนแรงในศาสนาอิสลาม ก็ทำให้เนื้อหาในส่วนนี้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นมากต่อผู้ที่มิใช่ชาวมุสลิม ในการทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง

แต่ปัญหาสำคัญในตอนนี้ก็คือ เราจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปสู่สังคมภายนอกได้อย่างไร และมายาคติที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานจะมีวิธีขุดถอนออกไปได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นจะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของทั้งฝ่ายอำนาจรัฐและกลุ่มผู้ก่อการ เพื่อเปิดพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายประชาชน และเพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ

ในขณะที่สถานการณ์รอบนอกเริ่มส่งสัญญาณว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภายในประเทศมากขึ้น สังคมไทยคงเหลือทางเลือกไม่มากนักในการรับมือกับปัญหาที่จะตามมาในอนาคต หากยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เพียงพอ

Advertisements

Written by ksamphan

March 31, 2013 at 8:50 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: