K. Samphan

กนกพงศ์ยังคงอยู่

leave a comment »

kanokpong_3

คิดถึงกนกพงศ์

น้ำตาดาวพราวหยาดลงหวาดไหว

สะท้านดงพงไพรดูพราวพร่าง

ไม้ใหญ่ในค่ำคืนยืนคร่ำคราง

ป่าน้ำค้างครวญร่ำพร่ำพิไร

ในวิตกกนกเปลวยังแปลบปลาบ

ดังถูกสาปไปตราบสิ้นอสงไขย

โมหะจิตอวิชชามหาประลัย

เพียงมนุษย์หลุดพ้นได้โดยลำพัง

โอ  เบื้องหน้าสะพานขาดหวาดวิตก

สิ้นเสียงนกระวังไพรช่างไร้หวัง

คืนไร้เดือนเคยเตือนภัยให้ระวัง

ฟ้าไร้ดาวมืดดั่งเพดานดำ

หุบเขาฝนโปรยไพรในใจมนุษย์

สิ้นสุดฝนปรายโปรยจึงโหยพร่ำ

สายธารเหือดจวนจะแห้งแล้งระยำ

ฟ้าระห่ำโพยมหนฝนโปรยไพร

โลกใบเล็กของปัจเจกอันบรรเจิด

โดนระเบิดทุนบ้ามนต์สาไถย

หมุนกงล้อบดขยี้วิถีใจ

โลกใบใหญ่มืดมิดอนิจจา

คิดถึงกันบ้างไหม  ฉันใคร่ถาม

ขณะข้ามสะพานดาวพราวเวหา

รู้  เธอไม่สิ้นหวังยังมองมา

ยังปรุงค่าโปรยคำอันล้ำเลอ

แผ่นดินใจไยถวิลแผ่นดินอื่น

เพียงเราตื่นระลึกรู้อยู่เสมอ

รับรู้เธออยู่ใกล้  ใช่ละเมอ

คิดถึงเธอ  “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์”

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

กุมภาพันธ์ 2552

 

kanokpong1“ด้วยวิถีแห่งพันธะ; งานเขียนคือการแสดงทัศนะต่อชีวิตและสังคม ตั้งคำถามต่อสองสิ่งดังกล่าว ทั้งพยายามค้นหาคำตอบ, ทำความเข้าใจ นี่เป็นงานอันยากลำบาก เสมือนจะเกินเลยไปจากศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่งพึงมี หลายปีมานี้ผมจึงเกิดความรู้สึกว่างานหนักของนักเขียนไม่ได้อยู่ที่การนั่งตอกพิมพ์ดีดหามรุ่งหามค่ำ ทว่ากลับอยู่ที่การพยายามทำความเข้าใจชีวิตและสังคมเป็นสำคัญ เริ่มจากตัวเอง ก่อนขยายขอบเขตออกไปสู่คนรอบข้าง…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ค่ำคืนของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ People Space แกลเลอรีขนาดย่อมบริเวณแพร่งภูธร เพื่อรำลึกถึงการจากไปของนักเขียนคนหนึ่ง

“นักเขียน” ที่มีงานเขียนหนังสือเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ

ถึงแม้ป่าคอนกรีตจะแห้งแล้งและแข็งกระด้าง แต่บรรยากาศในค่ำคืนวันนั้นก็อบอวลไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความยกย่องนับถือ ที่มนุษย์มีให้กับมนุษย์อีกผู้หนึ่ง

ความชุ่มชื้นฉ่ำเย็น ณ หุบเขาฝนโปรยไพร จึงดูเหมือนจะแผ่คลุมมาถึงเมืองหลวง ช่วยปลอบประโลมจิตใจของญาติพี่น้องและมิตรสหายให้คลายความห่วงหา และเป็นเชื้อพลังสำหรับผู้ที่ยังอยู่ให้ก้าวเดินต่อไป

“กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” สิ้นลมหายใจในวันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงชื่อและผลงาน ที่จักคงอยู่สืบไป

 

“โดยปริยาย; การทำความเข้าใจดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการจัดระบบชีวิตตนเอง ประสานความคิด, ความเชื่อ และศรัทธาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการแห่งพฤติกรรม เป็นเรื่องยากที่นักเขียนคนใดจักสามารถเสกสร้างงานเขียนขึ้นมาท่ามกลางภาวะขัดแย้งของบรรดาสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อ ‘งานเขียน’ เป็นแต่เพียงส่วนยอดของภูเขาซึ่งโผล่พ้นผืนดินขึ้นมาให้เห็น เป็นเพียง ‘ดอกผล’ ของชีวิตซึ่งผลิบานขึ้นมาให้ผู้ผ่านทางได้เชยชม เบื้องหลังของงานเขียนคือชีวิตทั้งชีวิต เบื้องหลังวรรณกรรมคือตัวตนสัมบูรณ์ของนักเขียน และแน่นอน… สัมฤทธิผลของงานเขียนย่อมมีรากฐานมาจากศักยภาพของชีวิต”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ขจรฤทธิ์ รักษา  จตุพล บุญพรัด  และไพวรินทร์ ขาวงาม  เป็นตัวแทนของมิตรสหายในวงสนทนารำลึกความหลัง  ขจรฤทธิ์กล่าวขอบคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ เจ้าภาพในการจัดงาน และผู้ที่มาร่วมงาน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และประโยคที่ว่า “ผมรักเขามาก” ก็เพียงพอสำหรับคำอธิบายถึงมิตรภาพระหว่างเขากับกนกพงศ์

ในขณะที่จตุพลคือรุ่นพี่ร่วมโรงเรียนเดียวกัน ก่อนที่จะได้รู้จักกับกนกพงศ์ในช่วงที่ตั้งกลุ่ม “นกสีเหลือง” ร่วมกับมิตรสหายในแวดวงวรรณกรรม และเขาคือคนแรกๆ ที่ได้อ่านเรื่องสั้นของกนกพงศ์ตั้งแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์รวมเล่ม “ผมคือชีชั่งชง ไม่ใช่ชงประเด็นอะไรต่างๆ แต่ชงกาแฟให้เพื่อนทั้งคืน เพื่อให้เพื่อนเหล่านี้ได้เล่นไพ่กัน แล้วก็พูดคุยกัน วันนี้คุณเวียงวู่วาม หัวโจกใหญ่ ไม่มา คุณเวียงวู่วามคือเวียง-วชิระ บัวสนธ์ แหล่งที่เราพบกัน ส่วนใหญ่ก็จะไปขลุกกันที่บ้านผมที่เทเวศร์ เพราะว่ามันสะดวกในการก่อการ กนกพงศ์กำลังเป็นดาวรุ่งในการเขียนเรื่องสั้นในขณะนั้น เขาหอบเรื่องสั้นชุด สะพานขาด (2534) มาให้พวกเราอ่าน เข้าแฟ้มประมาณวิทยานิพนธ์เล่มโต ตีหัวใครก็สลบเลย เรื่องสั้นชุด สะพานขาด ถึง คนใบเลี้ยงเดี่ยว (2535) อยู่ในแฟ้มนั้น  เจตนาในการตั้งกลุ่มนกสีเหลืองขึ้นมาก็เพื่อบรรยากาศแบบนี้ หลังจากที่เห็นรุ่นพี่กลุ่มถนนหนังสือเขาก่อการขึ้นมา เป็นสี่ขุนพลนักเขียน คือจำลอง ฝั่งชลจิตร  วัฒน์ วรรลยางกูร  มาลา คำจันทร์  และชาติ กอบจิตติ”

“เขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียนเท่านั้น ไม่เป็นอะไรอื่นอีกเลย” จตุพลกล่าวถึงความมุ่งมั่นของมิตรสหายรุ่นน้อง “ด้วยเข็มทิศอันมุ่งมั่น อันแน่นอนชัดเจน ไม่เคยแปรเปลี่ยน ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น จนเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ไม่ยอมเรียน ออกมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียน ชัดเจนแน่นอน”

ส่วนไพวรินทร์ได้พบกับกนกพงศ์ในช่วงที่ทำงานกับกลุ่มนกสีเหลือง มิตรภาพของทั้งสองคนเริ่มต้นจากบทกวี “ประมาณปี 2529 ผมมีหนังสือรวมเล่มเล่มที่สองชื่อ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ ตอนนั้นกนกพงศ์เขายังเรียนอยู่ ผมจำได้ว่าเขาจะทำหนังสือรับน้องใหม่ เขาก็เขียนจดหมายมาหาผม ไม่รู้ว่าเขาไปได้ที่อยู่มาจากไหน ขอบทกวีไปลงในหนังสือรับน้องใหม่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ”

ไพวรินทร์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกนกพงศ์ให้ฟังว่า “เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกัน บางทีคุยกันแทบทั้งคืน ไม่รู้คุยอะไร คุยได้ตั้งแต่เรื่องเหตุผล จนถึงเรื่องไร้เหตุผล เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องอะไรต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาพูดกับผมว่า คุณคิดไหมว่า บางทีชีวิตเราที่เห็นอยู่ เป็นเพียงแค่ภาพฝันของพระเจ้า พอพระเจ้าตื่นขึ้นมา พวกเราก็สลายไป นี่คือเขาไม่ใช่คนที่คิดในเชิงวัตถุดิบตามหมู่บ้านอย่างเดียว  เออ ใช่ บางครั้งผมก็เชื่ออย่างนั้น บางครั้งแค่พระเจ้ากะพริบตา เราก็หายไปแล้วจากโลกนี้ และหลายเรื่องที่เขาชอบพูด ที่ทำให้ผมได้รับแรงบันดาลใจ เช่น เขาพูดว่า คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยเรื่องเล่า ที่เรารู้เรื่องร้อยปีพันปีก่อนเพราะมีนักเล่าเรื่อง เพราะฉะนั้น คุณกนกพงศ์จะเป็นนักเล่าเรื่องชั้นดีคนหนึ่งของยุคสมัย เขามีเรื่องอะไรเขาจะเอามาเล่า จากเรื่องที่บางทีไม่เป็นเรื่องเป็นราว ก็มาสังเคราะห์ให้เป็นเรื่องเป็นราว และเล่าให้มันเกิดชีวิตใหม่ นี่คือแรงบันดาลใจที่ต่อเนื่องกันมา ส่วนในช่วงหลังๆ ที่เขาลงไปอยู่ทางโน้น (อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช) พูดถึงอุดมคติของเขาในฐานะนักเขียนหนุ่ม ผมก็ยอมรับว่า ถ้าดื่ม ก็คือดื่มค่อนข้างเพียว ไอ้ผมจะเป็นพวกค่อนข้างผสมน้ำ ผสมโซดา ผมไปอยู่กับเขา เขาทำกับข้าวให้ผมกิน ผมก็เห็นว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ เขาทำกับข้าวอร่อยมาก ชีวิตของเขาที่อยู่ที่นั่น เขาจะก่อเตาฟืน หุงข้าวด้วยฟืน บางทีก็ชวนผมไปปีนต้นชมพู่ ต้นละมุด คือเขาใช้ชีวิตอยู่แบบนั้น ซึ่งถ้าผมไปวันสองวัน ผมก็ถือว่าผมมีความสุข แต่ถ้าให้ผมไปอยู่เช่นนั้นซักเดือนสองเดือน ผมอาจจะต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าระหว่างที่เขาอยู่ที่นั่น เขาได้ต่อสู้กับอะไรบ้าง ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ล้วนต้องไปต่อสู้กับสิ่งที่เราคิดไม่ถึง แต่เราจะเอาชนะหรือยอมแพ้ หรือเราจะเก็บงำไว้แค่ไหน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขาต้องมีความในใจของเขาที่เขาไม่ได้บอกใคร หรือบอก แต่อาจจะเพียงเปรยๆ”

หลังจากรำลึกความหลังกันพอให้หายคิดถึง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ก็ชวนคุยเรื่อง “เพื่อชีวิต” เขาถามถึงอนาคตของวรรณกรรมและนักเขียนเพื่อชีวิต ในฐานะที่กนกพงศ์เคยประกาศว่าเขาเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย

ไพวรินทร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  “สมัยที่พวกผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ คือช่วงทศวรรษ 2520-2530 ผมเคยบอกว่าเราเป็นเพียงหางๆ ของกระแสวรรณกรรมเพื่อชีวิต ตอนที่พวกผมเริ่มมีเรื่องสั้นและบทกวีลงตีพิมพ์นั้น เป็นช่วงที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตกำลังน่าเบื่อแล้ว ตอนนั้นคนกำลังออกจากป่า เพราะฉะนั้น เพื่อชีวิตใหม่มันก็แตกกิ่งออกไป บางคนใช้คำว่า ‘วรรณกรรมผ่านชีวิต’ เพราะถ้า ‘เพื่อชีวิต’ บางทีมันก็ต้องมานั่งเถียงกันอีกว่าอันไหนเพื่อ อันไหนไม่เพื่อ แต่ถ้าเราเขียนเรื่องที่มันผ่านชีวิตจริงของเรา หรือชีวิตที่เราคิดถึงมันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องเล่าชนิดหนึ่งได้…

“ผมยังเชื่อว่าเรื่องเล่าของชีวิตจะยังคงอยู่… ผมเชื่อมั่นในตัวเองว่า ผมยังรักษาอุดมคติและอุดมการณ์ลึกๆ เล็กๆ ของผม บนทางของผมเอง ช่วงหนึ่งเราเรียกร้องวงใหญ่มาก เราใช้อุดมการณ์วงใหญ่ ใช้อุดมคติวงกว้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว เราพบว่ามันล้มเหลว เพราะเพื่อนที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา หายหน้าไปหมด และไปเป็นอีกข้าง อีกฝ่าย อีกกลุ่ม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนะ พูดถึงว่าเขาไปยืนอยู่ในจุดที่ผมรับไม่ได้ ก็เหมือนกับที่คุณกนกพงศ์เขาก็รับไม่ได้กับเพื่อนอีกหลายกลุ่ม อีกหลายคน แต่ผมถือว่าเราก็ต้องยืนหยัด ด้วยกาลเวลา ด้วยอะไรลึกๆ ของตัวเอง ถ้าอีกสิบปีข้างหน้าผมจะล้มเหลวหรือพ่ายแพ้แก่ตัวเอง อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ผมยังถือว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติของชีวิตยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่ใช้คำว่า ‘เพื่อชีวิต’ แล้วก็ตาม”

หลังจากไพวรินทร์พูดจบ ก็ถึงคราวของขจรฤทธิ์ “เพื่อชีวิตจะอยู่หรือไม่อยู่ผมเองก็ไม่รู้ แต่ผมก็อ่านงานของกนกพงศ์ แล้วผมก็นั่งคุยกับพี่เจน (สงสมพันธุ์) คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะมีคนเขียนแบบกนกพงศ์อีกหรือเปล่า สำรวจในแผงหนังสือก็ไม่เห็นมีใครเขียน เพราะการเขียนแบบกนกพงศ์นี่ยาก ต้องไปอยู่ในพื้นที่ นั่งคิด กนกพงศ์นี่เป็นนักคิดนะครับ เล่มรัมมี่ด้วยกันสองวันสองคืนเนี่ย (ผู้ฟังหัวเราะครืน) คิดนานกว่าเพื่อน กว่าจะทิ้งใบนึงนี่คิดนาน แล้วก็มีหนวดอยู่นิดหนึ่ง มีเคราอยู่หน่อยนึง ดึงแล้วดึงอีก เป็นที่รำคาญของเพื่อน ปกติไม่ค่อยมีใครกล้าอำ มีผมอำ ‘ดึงทำไมวะ ดึงอยู่นั่นแหละ ทิ้งซะทีสิ’ เขาเป็นนักคิด ขนาดเล่มรัมมี่ ผมนี่ชอบเล่นรัมมี่เป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเพื่อนตายไปก็เสียดาย ขาหายไปขาหนึ่ง (เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่อีกรอบ)”

ศุ บุญเลี้ยง เป็นอีกผู้หนึ่งที่มาร่วมงาน เมื่อสบโอกาส ขจรฤทธิ์จึงขอให้เขาพูดอะไรถึงกนกพงศ์เล็กน้อย

พี่จุ้ยย้อนความหลังไปเมื่อครั้งยังผลิตนิตยสาร ไปยาลใหญ่ “วันหนึ่งผมก็ได้รับต้นฉบับจากทางใต้ ลงนามปากกาว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ส่งมาที่สำนักศิษย์สะดือ ซึ่งผลิตหนังสือแบบว่า กวนส้นตีนไปอีกแนวหนึ่ง ไม่ได้เพื่อชีวงชีวิตอะไร คือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ที่จริงเราไม่ได้รังเกียจงานเหล่านั้นเลย แต่เราไม่ได้คิดอยากจะเป็นอย่างพวกเขา เพราะเราเห็นว่าชีวิตบั้นปลายของพวกเขาจะลำบาก (หัวเราะครืน) ผมก็เอาต้นฉบับของกนกพงศ์มาอ่าน ผมคิดว่าเขาส่งเรื่องสั้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในความรู้สึกของเขา นี่ผมประเมินสถานการณ์นะครับ ผมคิดว่าถ้าเรื่องดีเขาไม่น่าจะส่งมาที่สำนักพิมพ์เรา ผมก็ให้บรรณาธิการใหญ่ดู ผ่านไปซักอาทิตย์หนึ่ง ผมก็เห็นต้นฉบับของกนกพงศ์ผ่านเข้าไปในแฟ้มงานเรื่องสั้นของ ไปยาลใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่าเขาเอามารวมพิมพ์ ผมคิดว่าเขาคงนึกสนุก คาดเดาว่าคงพนันกับเพื่อนว่าถ้าได้ลงมึงเลี้ยงนะ ถ้าไม่ได้ลงกูเลี้ยง อะไรประมาณนี้ เป็นความสนุกของคนหนุ่ม ผมเชื่ออย่างนั้น ก็ผ่านบรรณาธิการ แล้วผมเป็นคนเอาออกในตอนท้าย ตอนที่บรรณาธิการเผลอ ไม่ได้รังเกียจอะไรนะครับ เป็นนิสัยบางอย่างซึ่งผมแอบประพฤติ… (ขจรฤทธิ์แซวว่าพี่จุ้ยคงหมั่นไส้ที่กนกพงศ์หล่อกว่า)”

“วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เราได้สูญเสียนักเขียนหนุ่มตลอดกาลไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ แม้กระทั่งวินาทีนี้ นักเขียนหนุ่มตลอดกาลของเราก็ยังอยู่กับเรา” จตุพลเริ่มต้นการสนทนาด้วยประโยคดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกๆ คน

 

kanokpong4“โดยนัยเดียวกัน; เราเสมือนกำลังทำงานอยู่บนความเชื่อและศรัทธาเฉพาะตน งานเขียนของเราจักกล่อมเกลาจิตใจของเราเป็นเบื้องต้น หลายปีมานี้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตได้ให้กำเนิดงานเขียน ขณะที่งานเขียนสร้างวิถีให้แก่ชีวิตก้าวเดินไป ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงการหลงวนอย่างหนึ่ง หรือกำลังเดินไปในครรลองซึ่งนำไปสู่คำตอบ? อย่างไรก็ตาม เมื่อการเดินทางยังไม่สิ้นสุด คงไม่อาจมีใครแจ้งชัดต่อจุดหมาย”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

“เวลาที่เราพูดถึงกนกพงศ์ คนจำนวนมากมักจะรู้สึกเหมือนกับพยายามจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับกนกพงศ์ แต่ถ้าถามผมซึ่งเป็นนักเขียน ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือสร้างอนุสาวรีย์ให้กับงานของกนกพงศ์” อนุสรณ์ ติปยานนท์ เริ่มต้นตั้งประเด็นสำหรับช่วง “ทรรศนะ-วิจารณ์”

“กนกพงศ์ตายไปแล้ว แต่ถ้าคุณไม่หยุดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้กนกพงศ์ ในที่สุดงานของกนกพงศ์ก็จะตายตามไปด้วย มิติที่มันลึกซึ้งจริงๆ ก็คือ เอางานของกนกพงศ์ที่เขียนหลังจากที่เขาได้รางวัลซีไรต์แล้วมาอ่าน แล้วดูว่าเขาทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้”

ในความเห็นของอนุสรณ์ เขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่กนกพงศ์กำลังเผชิญอยู่ก็คือ “ความโดดเดี่ยว”  อนุสรณ์อ้างถึงจดหมายส่วนตัวของกนกพงศ์ที่เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่ง “มันเป็นจดหมายที่ระบายว่า เขาพยายามเขียนหนังสืออย่างมากเลย แต่ไม่มีใครรอบตัวเขาที่อ่านงานที่เขาเขียน เขาเหมือนคนที่เดินอยู่ในป่าคนเดียว เดินวันแล้ววันเล่า พบต้นไม้นั้นปุ๊บ เอามาปลูก ผู้คนก็หลงลืม พบดอกไม้นั้นปุ๊บ เอามาวางที่โต๊ะ ผู้คนก็หลงลืม เขาเหมือนกับคนที่เมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว ถนนเส้นนี้มันเดินอยู่คนเดียวจริงๆ เวลาที่คุณเชิดชูคนถึงจุดหนึ่ง ถึงจุดสูงสุด เราเริ่มไม่แตะเขาปุ๊บ เขาก็เริ่มถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”

“ผมจะยกตัวอย่างหนังสือสองเล่มที่ผมคิดว่าคนที่รักและชื่นชมกนกพงศ์ควรจะอ่าน คือ นิทานประเทศ (2549) และ โลกหมุนรอบตัวเอง (2548)” อนุสรณ์เริ่มต้นวิจารณ์งานเขียนของกนกพงศ์ “ผมคิดว่าคุณไม่ต้องไปอ่าน แผ่นดินอื่น (2539) นี่ผมวิจารณ์แบบรุนแรง ใน แผ่นดินอื่น ถ้าคุณอ่านอย่างจริงจัง มันมีร่องรอยของการก็อปปี้อยู่จำนวนมาก มีอัลแบร์ กามูส์ อยู่สองเรื่องที่เห็นได้ชัด นแผ่นดินอื่นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ามล้มเหลวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นการพูดกับตัวเองคนเดียว หรือเรื่องที่พยายามจะพูดถึงแม่ แต่ถ้าคุณอ่าน โลกหมุนรอบตัวเอง คุณจะเห็นคนคนหนึ่งมานั่งอยู่บนโต๊ะ แล้วบอกว่า นับจากนี้ ผมจะฝ่าบางสิ่งซึ่งเป็นกับดักดักผมเอาไว้ ใน โลกหมุนรอบตัวเอง หลายเรื่องล้มเหลวมาก แต่ก็อย่างที่บอก ผมเห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวเพราะเขาอาจจะทำงานอยู่คนเดียว แต่พอมาอ่าน นิทานประเทศ ผมเห็นเลยว่าเขาฝ่าความล้มเหลว

“ผมยกตัวอย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งดีมาก เป็นเรื่องของคนขายโรตีชาวศรีลังกา เขามีลูก แล้วลูกของเขาก็ถูกลูกของคนเล่าเรื่องเอาไปผูกติดกับต้นไม้ แล้วก็เสียชีวิต  ด้วยความเป็นกนกพงศ์ กนกพงศ์เล่าเรื่องแค่นี้ด้วยจำนวนหน้าประมาณ 30 หน้า เล่าย้อนไปย้อนมา ผมรู้เลยว่ากนกพงศ์ได้รับอิทธิพลจาก วี. เอส. ไนพอล แต่เขาทำได้สำเร็จมากเลย เพราะมันไม่เหลือกลิ่นอายของ วี. เอส. ไนพอล… ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเขียนถึงลิงตัวหนึ่งกับก๊วนกัญชา ซึ่งมันเป็นเรื่องตลกมากเลย คือมันเป็นเรื่องไม่มีเรื่อง มันเป็นเรื่องของลิงตัวหนึ่งซึ่งไปอยู่กับก๊วนกัญชา แล้วก็เกิดอาการติดสัดขึ้นมา ในที่สุดเจ้าของก็เอาไปขังไว้ แต่ตอนที่เราอ่าน เรารู้เลยว่ากนกพงศ์พยายามบอกว่า เฮ้ย เรามองบางสิ่งจากมุมเล็กๆ บ้างได้ไหม ผมคิดว่าเขาพยายามจะบอกว่า ไอ้ grand narrative ซึ่งมันคุมวรรณกรรมเพื่อชีวิตมาเป็นเวลานาน คือต้องมีอุดมการณ์สูงส่ง ถ้าคุณไม่เชื่อมัน คุณทำอย่างอื่นได้ไหม ผมคิดว่านี่คือมิติที่น่าสนใจมากในการอ่านงานของกนกพงศ์ คือการตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าคุณไม่อยู่ในความเชื่อว่างานของกนกพงศ์สมบูรณ์แบบนะ คุณจะเห็นบางสิ่งเยอะมากเลย คุณจะเห็นเลยว่ามันมีร่องรอยของสิ่งที่มันไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่สมบูรณ์ เราจึงรู้เลยว่ามนุษย์คนนี้กำลังแสวงหาอยู่”

อนุสรณ์เห็นว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับนักเขียนก็คือ “เพื่อน” ที่จะคอยให้คำปรึกษา ทั้งในระหว่างการทำงานและหลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่กนกพงศ์ไม่มี “ของทุกอย่างในโลกมันมีการตรวจสอบ แต่มันเหมือนกับพอเขาเขียนเสร็จแล้ว เขาอาจจะเดินไปเดินมา ชงกาแฟ แล้วมันก็จบตรงนั้น ในขณะที่นักเขียนระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขามีคนอีกจำนวนมาก มีทั้ง บ.ก. มีทั้งคนรอบข้าง ที่จะเดินมา แล้วก็อ่าน แล้วบอกว่า ‘เฮ้ย มาร์เกซ คุณเพิ่มตรงนี้’ ‘มูราคามิ คุณเพิ่มตรงนี้ซิ’ หรือ ‘ฮอร์นบี ฉากนี้ยังไม่ขำ’ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก เพราะอะไร เพราะวรรณกรรมคือการประกอบสร้าง ยิ่งคุณประกอบสร้างผ่านหลายมือ มันคือการตกผลึก

“ผมมีความรู้สึกว่า เวลาเราพูดถึงคำว่า ‘การตกผลึกด้านวรรณกรรม’ เราชอบคิดว่าคนคนหนึ่งมานั่งอยู่กับที่ แล้วมันจะตกผลึก นั่นมันใช้ได้กับโรงน้ำแข็ง มันไม่ได้ใช้กับวรรณกรรม การตกผลึกก็คือการที่คุณต้องออกไปข้างนอก ให้คนเอาตีนถีบคุณ เอาไม้ฟาดหัวคุณ แล้วดูว่าคุณทนไหวไหม ถ้าคุณทนไหว นั่นแหละคือตกผลึก ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่กนกพงศ์เรียกร้องตลอดก็คือ มีใครซักคนมาฟาดหัวผมทีซิ แต่มันไม่มีไง มันเหมือนกับว่าพอเขาเขียนเสร็จปุ๊บ มันก็วางอยู่ตรงนั้น แล้วในที่สุดมันก็อยู่ตรงนั้น”

เช่นเดียวกับคำว่า “เพื่อชีวิต” ที่มักจะถูกผูกพ่วงอยู่กับคำว่า “กนกพงศ์” เสมอ อนุสรณ์เห็นว่าหากไม่แยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน ผู้อ่านก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งสร้างสรรค์ในงานเขียนของกนกพงศ์ “เพราะคุณพยายามจะคิดว่ามันต้องมีสูตรสำเร็จ วรรณกรรมเพื่อชีวิตมันน่าเบื่อ ในความเห็นของผม เพราะมันเป็น direct approach มันแทบจะมีสูตร หนึ่ง สอง สาม สี่ ก็คือ ยายแก่คนหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่าข้าวสารหมด กำลังจะเดินออกไปขอข้าวสาร พบว่าหลานเป็นไข้ เดินไปสถานีอนามัย สถานีอนามัยปิด คือมันเป็นการสร้างแบบ direct approach แต่กนกพงศ์ยุติทุกสิ่งหมดแล้วตั้งแต่ โลกหมุนรอบตัวเอง เขาพยายามจะบอกว่า เฮ้ย ถ้าคุณเชื่อผม คุณต้องเชื่อการเดินในทิศทางใหม่”

 

“แม้กระนั้น; ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึก, ความคิด และความเชื่อเฉพาะตน นักเขียนแต่ละคนต่างมี ‘วิถี’ แตกต่างกันไป สิ่งเดียวที่น่าจะเหมือนกันคือการวางเดิมพันต่องานเขียนด้วยชีวิต ในลักษณาการเช่นนี้ ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าคนเราต้องล้มลงสักกี่ครั้ง ถึงจะเรียนรู้การหยัดยืนอันมั่นคง?…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

 

openbooks review no. 1 (Summer 2009)

ธาตรี แสงมีอานุภาพ ถ่ายภาพ

Advertisements

Written by ksamphan

March 14, 2013 at 9:24 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: