K. Samphan

เดือนดับ ดาวพราว: แสงสีสกาวในโลกหม่นทึม

leave a comment »

18 สิงหาคม 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 20:22 น.

พนักงานเสิร์ฟและพนักงานเชียร์เบียร์ยกมือไหว้เกือบจะพร้อมกันทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไปในร้าน ผมเดินไปนั่งยังโต๊ะประจำ หนึ่งในสองหนุ่มนักดนตรีบนเวทีกล่าวคำทักทาย วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเอ่ยคำทัก หลังจากเห็นหน้ากันมายาวนานแรมปี

ไม่บ่อยนักที่ผมจะมาเยี่ยมเยือนที่นี่ในวันพฤหัสบดี วันนี้ไม่มีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกในยุโรป หนุ่มนักดนตรีเอ่ยแซวว่าผมหายหน้าหายตาไปในช่วงปิดฤดูกาล และโผล่หน้ามาทันทีเมื่อการแข่งขันเริ่มต้น

แน่นอน จุดประสงค์หลักของผมในการมาที่นี่คือฟุตบอล – นอกเหนือจากเบียร์และมิตรสหาย – แต่เมื่อนั่งคิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง ผมก็พบว่าที่นี่มีอะไรมากกว่าสองอย่างนั้น

ผมสั่งเบียร์และน้ำแข็ง ก่อนที่สองหนุ่มนักดนตรีจะบรรเลงบทเพลงต่อไปของพวกเขา

“เธอกับเขา เกินเลยไม่เคยได้คิด ปล่อยความใกล้ชิด ทำร้ายใจเราเรื่อยมา…”

ผมมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตามคำชวนของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ คนหนึ่ง

สภาพของมันอาจจะดูซอมซ่อในสายตาของชนชั้นกลางทั่วไป การตกแต่งไม่หรูหราเก๋ไก๋ อาหารไม่ได้เลิศรสโอชา และไม่มีสาวงามให้คอยสอดส่องสบสายตา แต่สำหรับผม ที่นี่คือจุดหมายแรกของเกือบทุกค่ำคืนที่ร่างกายและจิตใจอยากสัมผัสกับโลกตอนกลางคืน

คงเป็นเพราะมันอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ราคาพอจ่ายไหว และด้วยอายุที่มากขึ้น บางทีการนั่งอยู่ในร้านที่ไม่ต้องตะโกนคุยกันแข่งกับเสียงดนตรีก็เป็นสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินเพียงพอตามอัตภาพ

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองมาหลายปี ผมพบว่าโลกยามค่ำคืนของเมืองหลวงแห่งนี้เป็นโลกที่น่าศึกษาเรียนรู้ จากวันเวลาดื่มกินแบบกระเหม็ดกระแหม่ในร้านเหล้าใกล้ๆ มหาวิทยาลัย สู่ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเริ่มต้นทำงาน จวบจนผ่านพ้นวันเวลาเข้าสู่ทศวรรษที่สี่ของชีวิต เรื่องราวของโลกกลางคืนก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด เสียงดนตรีจากนักร้องและนักดนตรีหลายร้อยชีวิตยังคงดังกังวาน แสงไฟหลากสียังคงเปล่งประกายทันทีที่ความมืดเริ่มคลี่คลุม ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติดหลากหลายชนิด ยังคงถูกนำเข้าสู่ร่างกายมนุษย์อยู่ทุกวินาที และแน่นอนว่าในโลกแห่งนี้ มันคือเวทีชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับแสนคน

แม้จะเป็นโลกด้านมืด ถูกเบียดขับออกจากบรรทัดฐานของศีลธรรมอันดี และเป็น ‘ความเสื่อม’ ของสังคมในสายตาของ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ ในบ้านเมือง แต่สำหรับผม โลกด้านนี้อาจมีคุณค่าและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกอีกด้าน เป็นอีกด้านของเหรียญที่จำเป็นต้องมี อันหมายถึงการประคับประคองให้สังคมมนุษย์โดยรวมยังก้าวเดินต่อไปได้

 

23 สิงหาคม 2554, ถนนจรัญสนิทวงศ์, 22:29 น.

หญิงสาว 4-5 คนในชุดบางเบาแนบเนื้อยืนเรียงอยู่ตรงหน้า ผมกวาดสายตาเพียงผ่านๆ ไม่กล้าสบตายาวนาน ก่อนจะตัดสินใจเลือกคนที่คิดว่าน่าจะทำให้งานของผมเดินหน้าได้มากที่สุด

ผมเรียกรถแท็กซี่จากถนนข้าวสารมาที่นี่ หลังจากนึกขึ้นได้ว่าบริเวณนี้มีร้านคาราโอเกะตั้งอยู่หลายร้าน การนั่งคุยกันในร้านคาราโอเกะน่าจะทำให้งานของผมง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่ลู่ทางในการนัดหมายเพื่อพูดคุยกับคนทำงานกลางคืนดูเหมือนจะมืดมน

สีหน้าของ ‘ตั๊ก’ หญิงสาววัย 26 ปีจากจังหวัดอุบลราชธานีดูลดความตื่นเต้นกังวลลงทันที หลังจากผมแจ้งจุดประสงค์ในการมาคืนนี้

เธอเพิ่งถูกเจ้าของร้านกำชับถึงเงื่อนไขในการทำงานที่นี่ ซึ่งหากเธอไม่ยอมรับ นั่นหมายถึงที่นี่จะไม่มีงานสำหรับเธออีกต่อไป

 

ที่มาของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ อาจคาดเดาได้ไม่ยาก

บ้านจน เรียนน้อย ครอบครัวแตกแยก ใจแตก ผัวทิ้ง เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ ฯลฯ

แต่ ‘ความทรงจำ’ แรกของผมที่มีต่อ ‘เธอ’ เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมอ่านพบเรื่องราวของ ‘เธอ’ ตอนเรียนอยู่ชั้น ม. 2 และทุกวันนี้ก็ยังนึกถึง ‘เธอ’ เรื่อยมา

เธอชื่อ ‘จิต’ – กะหรี่หรือช็อกกาลีที่เมืองเพชรบูรณ์ในทศวรรษ 2480

คงจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เกินไป หากผมจะสาธยายเรื่องราวของเธอโดยละเอียด จึงขอคัดลอกมาเพียงบทสรุปของเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ที่ ส. อาสนจินดา ถ่ายทอดไว้ใน ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 ดังนี้

ข้าพเจ้ายังนั่งอยู่ตรงนั้น จนพระอาทิตย์ตกลับเขาน้ำพุไปตั้งนานแล้ว ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าก็คงอยู่ที่นั่น

ม้าที่ข้าพเจ้าขี่มายังก้มกินหญ้าอย่างไม่อิ่มและรู้เบื่อ

มองม้าแล้วคิดถึงอีช็อกกาลีจิตมันเป็น-ผิดกับม้าที่เป็นสัตว์ แต่ราคาค่าของมันสำหรับสังคมและคนอื่นๆ ดูมันมีค่าและความหมายน้อยกว่าม้ามาก

ม้ายังเข้ามาอยู่ร่วมกับคนได้ มีค่าตัว-มีค่าเช่า-มีราคา แต่อีจิตยิ่งกว่าม้า ไม่มีใครหรือสังคมที่ไหนต้องการเลย มีแต่คนรังเกียจ-หันหลังให้ รักม้าไม่มีใครว่า แต่รักคนอย่างอีจิตคนนั้น มีแต่คนห้ามปรามหยามเหยียด อนิจจา มนุษย์ ชีวิต

ไม่มีใครคิดบ้างหรือว่าคนอย่างมัน-ช็อกกาลีที่เป็นโรค ก็มีหัวใจ มีความเป็นคน ที่เวลา ‘ถอดเปลือก’ ก็เหมือนคนอื่นๆ

มันมีคุณธรรมแห่งความรัก-ความซื่อสัตย์ กตัญญู-ความเป็นผู้เป็นคนเหนือใครอีกหลายคนที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เสมือนไม่ใช่คนอย่างข้าพเจ้า[1]

เรื่องราวของช็อกกาลีคนหนึ่ง คอยกระตุ้นเตือนให้ผมมองโลกและชีวิตของคนกลางคืนให้รอบด้าน ไม่ด่วนตัดสิน-พิพากษา ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ขณะเดียวกัน ผมคิดว่าเมื่อเรามองเห็น ‘ความเป็นคน’ ของพวกเธอ การตามรู้กิเลสตัณหาที่ก่อตัวขึ้นภายในตัวเราก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น

 

ทศวรรษ 2530 ขณะเป็นนักเรียนชั้นประถม แม้จะยังสรุปบทเรียนเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ได้ แต่ ‘ภาพร่าง’ แรกของผู้หญิงกลางคืนของผมเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

“น้ำตานองอาบสองแก้ม สายลมแย้มพัดผ่านมา นาฬิกาบอกเวลา ดังเตือนว่าเลยเวลานอน…”

อัลบัม เมดอินไทยแลนด์ ของคาราบาว วางแผงในเดือนธันวาคม 2527 คล้อยหลังจากเรื่องราวของ ‘จิต’ สี่สิบกว่าปี แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของ ‘เธอ’ ในเพลง ‘นางงามตู้กระจก’ ก็ไม่ได้บิดผันแปรเปลี่ยนไปจากชีวิตของ ‘จิต’ มากนัก

“…สังคมทราม ทรามเพราะคน ความยากจน ใครทนได้ พ่อก็แก่ แม่ไม่สบาย น้องหญิงชายวัยกำลังหม่ำ…”

อีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อชนชั้นกลางในเขตเมืองขยายตัวมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ นิยามของผู้หญิงกลางคืนก็ขยายขอบเขตออกไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเกิดขึ้นของการท่องเที่ยว สงครามเวียดนาม และความต้องการอันหลากหลายของชนชั้นกลาง โสเภณีถูกแบ่งซอยออกเป็นหลายเกรดหลายราคา ตั้งแต่หลักสิบจนกระทั่งถึงหลักหมื่นหลักแสน จากซ่องหรือโรงน้ำชาในหลืบซอย กลายเป็นตึกหรูหราใหญ่โตกลางเมือง ควบคู่กับการเกิดขึ้นของสนามหลวง สวนลุมฯ วงเวียนใหญ่ ท่าช้าง โรงแรมสยาม พัฒน์พงศ์ ซอยคาวบอย พัทยา ภูเก็ต เด็กคาราโอเกะ ไซด์ไลน์ นักร้องคาเฟ่ อะโกโก้ โคโยตี้ พีอาร์ รับจ้างเที่ยว นวดกะปู๋ ฯลฯ

เพลง ‘คนกลางคืน’ ที่ขับร้องโดย เสาวลักษณ์ ลีละบุตร (อัลบัม Amp’s Tales เรื่องเล่า..เสาวลักษณ์ วางแผงเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544) สะท้อนถึง ‘ที่ยืน’ ของ ‘พวกเธอ’ ในห้วงเวลาปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่ตรงฉันยืน ตรงนี้มันมืดมน ผู้คนเข้ามาแล้วผ่านไป ฉันไม่คิดเลย ว่าฉันจะพบใคร ถึงยังไง ไม่มีใคร เขามีใจให้กัน อยากบอกเหมือนกัน ว่าฉันรู้สึกดี ที่เธอเข้ามา มาผูกพัน แม้จะรักเธอ แต่ฉันก็ไหวหวั่น จะรักกันยังไง…” 

แม้ว่า ‘ฉัน’ ใน ‘คนกลางคืน’ จะยังคงยืนอยู่ในที่มืด แต่ ‘ฉัน’ ก็ก้าวออกมาจากจุดที่ ‘เธอ’ ใน ‘นางงามตู้กระจก’ ยืนอยู่ไกลโข (แม้ว่าในทุกวันนี้จะยังคงมีผู้หญิงที่ยืนอยู่ในจุดเดียวกับ ‘เธอ’ อีกนับไม่ถ้วน) ‘ฉัน’ ไม่จำเป็นต้องเอาเรือนกายเข้าแลกมากเท่า ‘เธอ’ จุดที่ ‘ฉัน’ ยืนดูเหมือนจะมีศักดิ์ศรีและได้รับการยอมรับมากขึ้น กระทั่งเตะตาต้องใจชายหนุ่มมีการศึกษาและหน้าตาดี (ตามที่นำเสนอในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้) แต่ความเป็น ‘ฉัน’ ในความรู้สึกของ ‘ฉัน’ เอง ก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับ ‘เธอ’ มากนัก และก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับความรู้สึกของ ‘สิรี’ หญิงสาวในจินตนาการของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในห้วงทศวรรษ 2500

สิรีรีบผละออกจากชายหนุ่มทันที หล่อนนึกไม่ชอบความจริงจังของเขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ชีวิตเหลวแหลกและหัวใจฟกช้ำ หล่อนไม่เชื่อว่าผู้ชายคนไหนจะพูดความจริง โดยเฉพาะผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวหาความสำราญในบ้านผู้หญิงพรรค์นี้…[2]

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

หลังจากคุยกันพอหอมปากหอมคอ ผมชวนพี่ ก. ย้ายที่นั่งไปยังร้านที่เราเจอกันครั้งแรก

เมื่อประมาณสองปีก่อน วันนั้นเราสองคนนั่งอยู่โต๊ะติดกัน ต่างคนต่างนั่งอยู่เพียงลำพัง ผมคงจะติดลมมาจากที่ไหนสักแห่ง และกำลังนั่งดูอะไรเพลินๆ ก่อนที่พี่ ก. จะเข้ามาทำความรู้จัก

ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยแจ่มใสนัก พี่ ก. ปรับทุกข์กับผมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพนักงานสาวคนหนึ่งในร้าน

แน่นอน สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย (ผู้หญิง และเพศที่สาม) จำนวนมากยอมควักเงินและขโมยเวลานอนของตัวเองออกมาเที่ยว ก็คือเพศตรงข้าม (และเพศเดียวกัน)

“มันดึงดูดมาก มันสวยอ่ะ คนไม่เคยเจอ พอไปเจอ โอ้โห แม่ง…”

นั่นคือความรู้สึกของพี่ ก. สำหรับการไปเที่ยว ‘เลาจน์’ ครั้งแรก

การเกิดขึ้นของ ‘เลาจน์’ แยกไม่ออกจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ‘สุราและนารี’ ทำให้สถานบันเทิงในลักษณะนี้เป็นที่นิยมของชายหนุ่มวัยทำงาน ขณะเดียวกัน มันก็เป็นช่องทางในการหารายได้ (ที่งดงาม) ของหญิงสาวจำนวนมาก

รายได้ในแต่ละเดือนของ ‘โคโยตี้’ และ ‘พีอาร์’ เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นจนกระทั่งถึงหลักแสน นักศึกษาหลายคนเลือกทำงานแบบนี้ควบคู่ไปกับการศึกษาเล่าเรียน ด้วยรายได้ที่สูง และไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายเข้าแลกมากเท่ากับ ‘หมอนวด’ รวมทั้งบรรยากาศการทำงานที่แทบจะไม่ต่างกับการออกไปเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวในลักษณะนี้เรียกร้องค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ลูกค้าส่วนใหญ่ของเลาจน์จึงเป็นคนในวัยทำงานที่มีกำลังจ่าย พวกเขาอาจจะมาสนุกสนานกับเพื่อนฝูง อยากมีหญิงสาวหน้าตาดีเป็นเพื่อนดื่มกิน และหากโชคดี ค่ำคืนนั้นเขาอาจจะไม่ต้องนอนคนเดียวหรือกับหญิงสาวคนเดิม

เลาจน์ส่วนใหญ่ไม่มีการขายบริการทางเพศ เรื่องนี้เป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล

 

30 สิงหาคม 2554, ถนนสุขุมวิท, 13:03 น.

“คนแถวบ้านเขาเคยมาทำแล้วเขาได้ผัวฝรั่ง คือคนอีสาน คนบ้านนอก ส่วนมากถ้าไม่ได้ผัวฝรั่งก็ไม่รวย ถ้าไม่ถูกล็อตเตอรีมันก็ต้องมีผัวฝรั่ง เขาก็บอกต่อๆ กันมา ถ้าไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ต้องมาอย่างนี้ ถ้าอยากสบาย พวกฝรั่งมันมีตังค์เยอะ ทำให้เราสบายได้”

‘กาน’ เด็กสาววัย 18 ปีจากจังหวัดบุรีรัมย์ บอกที่มาของเธอ

“เดี๋ยวนี้แถวหมู่บ้านมีแต่บ้านฝรั่ง” เธอสำทับ

กานทำงานอยู่ที่ซอยคาวบอย สถานที่ที่ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ซอยคาวบอยและถนนพัฒน์พงศ์เป็นแหล่งของสถานบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สถานบันเทิงแห่งแรกๆ บนถนนพัฒน์พงศ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของทหารอเมริกันในทศวรรษ 2510 ลักษณะของร้านรวงต่างๆ จึงตอบสนองรสนิยมของ ‘ฝรั่ง’ เช่นเดียวกับ ‘ผู้หญิง’

ผมเคยเข้าไปสำรวจบรรยากาศของบาร์แห่งหนึ่งบนถนนพัฒน์พงศ์ ร้านที่ผมกับเพื่อน ‘สุ่ม’ เข้าไปสำรวจเป็นร้านขนาดเล็ก มีเวทีสำหรับให้หญิงสาวในชุดบิกินี่ขึ้นไปโชว์สัดส่วนประกอบเสียงเพลงอยู่ตรงกลาง รายรอบด้วยที่นั่งซึ่งอยู่ห่างจากเวทีไม่เกินสองเมตร

สำหรับผม ถึงแม้ที่นี่จะไม่ดึงดูดเย้ายวนใจ แต่ก็เป็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่น่าศึกษาจดจำ

นักท่องเที่ยวสูงวัยชาวญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะถูกใจหน้าอกทรงโตของหญิงสาวคนหนึ่ง เขาหยอกล้อกับเธอด้วยภาษามือและใบหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนั้นก็มีการถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะจูงมือกันออกไปจากร้าน ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของผมเป็นสามี-ภรรยาชาวเอเชียที่มากับลูกเล็กๆ หนึ่งคน พ่อชี้ชวนให้ลูกชายดูการเคลื่อนไหวของหญิงสาวบนเวที ขณะที่แม่ก็ดูเหมือนจะยินดีที่ลูกชายได้สัมผัสกับโลกกว้างตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวนี้นั่งอยู่ไม่นานก็ลุกออกไปจากร้านพร้อมกับรอยยิ้ม ต่อมาก็มีหนุ่ม (เกาหลีหรือญี่ปุ่น) คนหนึ่งก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ามาเพื่อฆ่าเวลามากกว่าจะต้องการความบันเทิง สีหน้าของเขาดูไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไรกับบรรดาสาวๆ บนเวที ผมนึกเล่นๆ ว่าเขาอาจจะกำลังอกหัก

ใจจริงผมอยากจะอยู่ที่นั่นนานกว่านั้น แต่เกรงใจเพื่อนที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า และเริ่มไม่สบายใจกับแววตาแฝงนัยยะของพนักงานหนุ่มคนหนึ่ง

สำหรับสาวๆ บนเวที สีหน้าและแววตาของพวกเธอดูแตกต่างจากบรรดาโคโยตี้ของหนุ่มๆ คนไทย

เช่นเดียวกับกาน ในวัย 18 ปี เธอมีภาระใหญ่หลวงในการประคับประคองชีวิตของตัวเองและคนที่บ้าน

“เราต้องได้ดีกลับไป ถึงจะหยุดคำพูดของคนได้”

ทุกวันนี้ กานทำงานเกือบทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึงตี 2 หรือตี 3 นอกจากการเต้นและการดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า งานของเธอรวมถึงการต้อง ‘ออก’ ไปกับพวกเขา ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีจำนวนครั้งขั้นต่ำที่ร้านกำหนดเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหาได้ง่ายไม่แตกต่างจากบุหรี่ กานบอกว่าชีวิตของพวกเธอกับสิ่งเหล่านั้นคือของที่อยู่คู่กัน

ผมถามกานว่าความฝันของเธอคืออะไร

กานบอกว่าเธอยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้

 

ถนนจรัญสนิทวงศ์, ในเวลาต่อมา

ถึงแม้ว่าจะจับพลัดจับผลูมาทำงานในร้านคาราโอเกะแบบตกกระไดพลอยโจน แต่จากประสบการณ์ชีวิต ผมคิดว่า ‘ตั๊ก’ อาจจะ ‘เก๋า’ กว่าพนักงานในร้านหลายคน

ก่อนจะมาทำงานที่นี่ เธอเป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต มีแฟนเป็น ‘หนุ่ม’ ชาวเยอรมันที่คอยส่งเงินมาให้เธอใช้ทุกเดือน ชีวิตของเธอดูสุขสบายดี ก่อนที่เธอจะบังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครงานในนิตยสารของ ‘สาวโรงงาน’ (ตามความเห็นของเธอ)

“รับสมัครด่วน สุภาพสตรีที่กำลังมองหางานเบา งานสบาย รายได้ดี ไม่ต้องมีประสบการณ์”

“สำหรับคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่ต้องการสร้างฐานะและอนาคตอันมั่นคงเชิญทางนี้ เรามีตำแหน่งพนักงานรีเซฟชั่นซึ่งท่านจะมีเงินเดือนประจำเดือนละ 30,000-40,000 บาท ความรู้และประสบการณ์ไม่จำเป็น ขอเพียงแต่ท่านมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างอนาคตของท่านอย่างแน่วแน่ เรายินดีจะฝึกสอนและชี้แนวทางให้ ทางร้านมีบริการที่พัก อาหาร และน้ำไฟฟรี! สำหรับทุกท่าน”

“ค่ำคืนอันดื่มด่ำด้วยความสุข”

ด้วยรายได้โดยเฉลี่ย 30,000-60,000 บาทต่อเดือนตามที่ระบุในประกาศของหลายๆ ร้าน ทำให้เธอตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ

ผมคิดว่าเธอน่าจะพอรู้ว่ามันเป็นงานประเภทอะไร แต่เธอบอกว่าเธอไม่รู้จริงๆ ว่ามันรวมถึงการต้องทำ ‘ออฟ’

จนกระทั่งวันนี้ ตั๊กทำงานมาแล้วประมาณ 15 วัน และยังไม่ยอมทำ ‘ออฟ’ เธอบอกว่าจะได้รับค่าตอบแทนจากการ ‘นั่งดริ้ง’ ต้นเดือนกันยายน หลังจากนั้น เธอคงจะกลับไปทำงานที่ภูเก็ต

“ที่ภูเก็ตผิดหวังจากชีวิตทั้งน้าน หนี้สินเยอะ มีลูก ผัวทิ้ง” ประสบการณ์หลายปีที่ภูเก็ต ทำให้ตั๊กพอจะสรุปชีวิตของคนทำงานที่นั่นได้ เช่นเดียวกับประสบการณ์ 15 วันจากที่นี่ “คนมีปัญหามาทำที่นี่หมด อันดับแรกคือถูกแฟนทิ้ง มีลูก ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว”

ผมขอให้ตั๊กช่วยสรุปชีวิตของคนที่นี่ให้ฟัง

“ที่นี่มีแต่คนผิดหวังจากความรัก ถูกผัวทิ้ง เข้ากรุงเทพฯ มาทำงาน แล้วพอดีมาเจอ (ประกาศรับสมัครงานใน) หนังสือ พอลองมาทำปุ๊บ พอมานั่งอย่างนี้ก็เปลี่ยนจากสาวโรงงานกลายเป็นสาวแต่งตัวเปรี้ยว แต่งตัวเป็น เริ่มเข้าสังคม จากไม่ชอบก็เริ่มชอบ ทำไปเรื่อยๆ ก็ชอบ เพราะว่าได้ตังค์เยอะ ส่งตังค์ให้พ่อให้แม่ให้ลูก แล้วพอทำไปนานๆ พอเขาคิดจะกลับไปทำที่เดิมหรือมีคนชวนไปทำงานกลางวัน เขาก็ตอบว่าไม่ เพราะว่าความคิดเขาเปลี่ยนไปแล้ว คือตรงที่ว่านั่งเฉยๆ ก็ได้ตังค์”

ที่นี่ ตั๊กมีเพื่อนสนิทอยู่ 2-3 คน และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตซึ่งเธอเสนอเป็นทางเลือกให้กับเพื่อน ก็คือ

“ที่แบบนี้มันมองทางออกไม่เห็น พี่มองเห็นไหม ที่ตรงนั้น (ภูเก็ต) มันยังชัวร์กว่า ตรงที่ว่ามันมีฝรั่งส่งเสีย ตั๊กก็บอกเขาว่า ชีวิตไม่ต้องไปหวังอะไรให้มันมาก หวังแค่แบบว่า หาคนเลี้ยง โอเค ไม่ต้องหวังตังค์เยอะ เอาแค่ซักสองสามหมื่นก็พอ ให้เขาส่งให้แค่นั้นพอ จบ”

มันอาจจะเป็นความคิดแคบๆ สำหรับบางคน แต่ในจุดที่เพื่อนของเธอยืนอยู่ ผมคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ ก็ได้

จากประสบการณ์ของผม คนทำงานกลางคืนทุกคนรู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรติ พวกเขาและเธอสัมผัสได้ถึงสายตาหยามหมิ่นของสังคม แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตราและกิเลสตัณหา บวกรวมกับเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของชีวิต ทางเลือกของชีวิตก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีให้เลือกมากนัก

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

“…เธอน่ะเป็นคนกลางวัน ฉันมันเป็นคนกลางคืน อย่าเลยอย่าไปฝืนความเป็นไป เธอห่วงใยเธอจริงจัง ฉันไม่อยากจะทำลายหัวใจ แต่ความเป็นจริงเราไม่คู่ควร…”

หลังช้ำรักจาก ‘ผู้หญิงกลางวัน’  พี่ ก. อาศัยสถานที่แห่งนี้เป็นที่เยียวยาหัวใจ

แต่มันก็กลับนำไปสู่อาการ ‘ช้ำ’ อีกถึงสองครั้ง

“พี่ไม่สนเลย ความรักของพี่คือพี่ไม่สนอะไรทั้งสิ้น พี่รับเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ครอบครัวพี่จะรับเขาไหม พี่ไม่สน พี่จะสู้ทุกอย่าง… พี่น่ะเต็มที่ แต่ตัวเขาน่ะ…”

หัวข้อการสนทนาของสังคมนักเที่ยวในโลกออนไลน์หลีกหนีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ ‘น้องๆ’ ไปไม่พ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะลงเอยด้วยผลที่ไม่ดีนัก

“คำสารภาพของผู้ที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไป เพราะสาว ‘โคโยตี้’”

“เธอคนนี้ คนที่ทำให้ผมเกิดคำว่ารักแต่แรกพบและทำให้เกิดคำว่าตายทั้งเป็น”

“อดีตที่เป็นบทเรียน กับชีวิตกลางคืน ที่ทำให้ผมเกือบตาย”

นี่คือตัวอย่างของกระทู้ที่มีผู้เข้าไปอ่านมากที่สุดในเว็บไซต์ศูนย์รวมของนักเที่ยวกลางคืนเว็บไซต์หนึ่ง

เช่นเดียวกับพี่ ก.  2-3 ปีที่ได้สัมผัสกับโลกและคนกลางคืน ทุกวันนี้ การดื่มกินกับเพื่อนฝูงคือเป้าหมายหลักของการไปเที่ยว

“ปัจจุบันไม่มีทางเลยที่พี่จะอยากเป็นแฟนกับเด็กพวกนี้ ไม่มีอีกแล้ว”

ในทางกลับกัน ‘น้องๆ’ หลายคนที่ผมเคยพูดคุยด้วย พวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกัน’ ตัวเองในระดับหนึ่ง

สำหรับพวกเธอ นอกเหนือจากปัญหาทางด้านการเงิน เกือบทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ชอกช้ำผิดหวังมาก่อน และคงจะผิดวิสัยสำหรับการเปิดใจง่ายๆ กับบรรดา ‘ลูกค้า’ ที่ส่วนใหญ่ต่างมุ่งหวังเพียงการกอบโกยจากเรือนกายของพวกเธอ

 

1 กันยายน 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 01:10 น.

ผมนั่งกินเบียร์อยู่เพียงลำพัง พร้อมๆ กับพยายามค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

ก่อนหน้านี้มีคนเสนอสถานที่และช่องทางในการพูดคุยกับคนกลางคืนหลากหลายรูปแบบ แต่หลังจากทบทวนอยู่ระยะหนึ่ง ผมก็คิดว่าบางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจจะไม่จำเป็น

จากประสบการณ์ รูปแบบชีวิตของคนกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปมากเพียงใด

พวกเธอและเขาดูเหมือนจะอยู่ภายใต้แรงบีบบังคับ – ทั้งทางตรงและทางอ้อม – ให้ต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ และค่อยๆ ประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปตามความสามารถและความเข้มแข็งของแต่ละคน

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยถามคนทำงานเก่าแก่ในอาบอบนวดแห่งหนึ่งว่าเคยรู้จักใครบ้างไหมที่จบอาชีพ ‘หมอนวด’ แบบ ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’

คำตอบก็คือ “ยังไม่เคย”

ผมเลือกที่นี่เป็นสถานที่ค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

มันเป็นสถานที่แห่งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับโลกและผู้หญิงกลางคืน

จากวันแรกที่นั่งบิดเกร็งด้วยความขวยเขินและประหม่ากับสายตาของหญิงสาวในชุดบิกินี่บนเวที จนกระทั่งวันนี้ที่ผมเดินเข้ามาในร้านด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างจากการเดินเข้าร้านเหล้าทั่วๆ ไป

สภาพของร้านถูกปรับปรุงให้สวยงามและทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่วัยของลูกค้าโดยเฉลี่ยดูเหมือนจะลดต่ำลง ขณะเดียวกันก็มี ‘น้องๆ’ หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมา ‘ทำงาน’ ไม่เคยขาด

ถึงวันนี้ พวกเธอที่ทำงานอยู่ที่นี่เมื่อ 5-6 ปีก่อนแยกย้ายหายหน้าไปเกือบหมดแล้ว

เธอที่เคยเป็น ‘ดาว’ ของที่นี่เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันในหมู่นักเที่ยวเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและความเป็นมืออาชีพของเธอ

เธอที่เคยบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบากพร้อมกับหยาดน้ำตา ตอนนี้เธอผันตัวมาเป็น ‘มาม่า’ คอยดูแลลูกค้า  ใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้ม แต่ผมพอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ชีวิตของเธอคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก

เธอที่เคยบอกผมว่ามี ‘เสี่ย’ คอยดูแล (ก่อนจะกระซิบต่อว่า “แต่เซ็กซ์แย่มาก”) อาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคง ‘เต้น’ อยู่นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้  ด้วยวัยที่สูงเกินค่าเฉลี่ย แต่รูปร่างของเธอยังดูดีไม่ต่างจากรูปร่างของเด็กสาว

ส่วนเธอที่เคยนั่งคุยเป็นเพื่อนผมบ่อยๆ ตอนนี้เปลี่ยนไปทำงานกลางวัน รายได้อาจจะน้อยลง แต่เธอบอกว่ามันดีสำหรับชีวิตของเธอมากกว่า

แต่เธออีกหลายคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่โลกที่มืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเธอไม่กล้าหันกลับไปมอง ‘แสงสว่าง’

 

นานมาแล้ว ขณะนั่งมองพวกเธอเคลื่อนไหวอยู่บนเวที ผมมีความรู้สึกว่าพวกเธอเปรียบเสมือนดวงดาวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปบนเรือนร่างของพวกเธอก็แทบไม่ต่างจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ช่วยให้ดวงดาวเหล่านั้นเปล่งประกายระยิบระยับ

เป็นดวงดาวที่ทุกคนปรารถนาจะไขว่คว้ามาเชยชม

แต่ในความเป็นจริง โลกของพวกเธอกลับสว่างไสวได้เพียงในยามค่ำคืนที่ไร้แสงแห่งชีวิต มันวางตัวโดดเด่นก็เพียงแต่ในพื้นที่ทางกายภาพ แต่กลับคลุมเครือจนกระทั่งหมองหม่นในพื้นที่อื่นๆ

ผู้ชายจำนวนมากหวังเพียงการตักตวงจากพวกเธอในส่วนที่พวกเขาขาดแคลน โดยแทบไม่มีใครใส่ใจว่าสิ่งที่พวกเธอขาดแคลนนั้นมันมากมายเพียงใด

และพวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกันตัว’ เท่าที่พอจะทำได้

เพราะแทบทุกคนอยู่ห่างจากบ้านและคนในครอบครัว

โลกใบนี้อาจเป็นทางออกสำหรับชีวิตที่ไม่ได้มีเส้นทางให้เลือกเดินมากนัก

ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้ความเข้มแข็งในระดับที่มากเกินปกติ

ถ้าหวังจะได้สัมผัสกับ ‘แสงสว่าง’ ในวันข้างหน้า

October No. 11 (openbooks, ตุลาคม 2554)

 


[1] ส. อาสนจินดา, ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 (กรุงเทพฯ: ณ บ้านวรรณกรรม, 2536) น. 364.

[2] ’รงค์ วงษ์สวรรค์, สนิมสร้อย, พิมพ์ครั้งที่ 7 (กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2545), น. 144.

Advertisements

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 4:48 am

Posted in อื่นๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: