K. Samphan

Archive for March 2013

“คนหนุ่มข้างใน” รายงานความในใจจากสวนดอกไม้

leave a comment »

– เรื่อง กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์ ภาพ ชัยพร อินทุวิศาลกุล –

เราใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมงบนเส้นทาง 629 กิโลเมตรในการเดินทางจากกรุงเทพฯสู่จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 15,517 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้เชื่อมต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทางด้านทิศตะวันออกและประเทศกัมพูชาทางด้านทิศใต้ตามแนวเทือกเขาบรรทัด สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ โดยมีลำน้ำมูลไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณหน้าผาของภูเขาหินทรายทางด้านทิศตะวันออกริมฝั่งแม่น้ำโขง ยังปรากฏ “ภาพเขียนสี” ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 4,000 ปี แสงตะวันเรื่อเรืองจับขอบฟ้าฟากตะวันออก ปลุกเราจากอาการหลับใหลซึมเซา แสงละมุนจากดวงสุริยาที่ยังไม่ปรากฏโฉมส่งสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ ดอกหญ้าหมาดน้ำค้างเอนไหวหยอกล้อเริงระบำระบัดเล่นกับสายลมโชยเอื่อย ฝูงเป็ดในบึงน้ำนิ่งสงบสองข้างทางแหวกว่ายมุ่งหน้าออกหากิน เราเปิดกระจกข้างรถรับชมมหรสพที่ธรรมชาติบรรจงมอบให้ด้วยหัวใจปลอดโปร่ง ในขณะที่ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเฉดสีและดวงตะวันค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากค่ำคืน

อุบลราชธานีก็กล่าวต้อนรับเราอย่างเป็นทางการโดยไร้ซึ่งคำพรรณนา เบื้องหน้าของเราคืออำเภอวารินชำราบ ถิ่นพำนักของนักเขียนท่านหนึ่ง ผู้ละทิ้งเศษเสี้ยวบางอย่างเพื่อดำรงสถานะของผู้อ่านความหมายและจดจารความเป็นไปของชีวิตลงบนหน้ากระดาษ คงมีนักอ่านจำน้อยไม่น้อยที่ไม่เคยได้ยินชื่อนักเขียนท่านนี้มาก่อน รวมถึงเราที่มีเครื่องนำทางเพียงชิ้นเดียว คือหนังสือรวมเรื่องสั้น “ร่างแหแห่งวิหค” งานรวมเล่มอย่างเป็นทางการชิ้นแรกและชิ้นเดียวในขณะนี้ของ มาโนช พรหมสิงห์ (สายลมบนถนนโบราณ ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2548 โดยแพรวสำนักพิมพ์ เป็นผลงามรวมเล่มชิ้นล่าสุดของมาโนช พรหมสิงห์)

“ชายชราตื่นขึ้นมาเมื่อล่วงเลยเข้าสู่ยามสนธยา เขาลุกขึ้นนั่งช้า ๆ รู้สึกปวดเมื่อยตามแขนขา เรือนไม้เก่า ๆ เงียบงันดั่งต้องมนต์สะกดของแสงเรืองที่ขอบฟ้า เสียงนกกะปูดกับค้างคาวร้องดังก้องอยู่กลางสวนรก เหมือนว่ามันเพรียกความอ้างว้างทั้งหมดในโลกมาสิงสถิตที่นี่ มาแทรกซอนเข้าไปในรอยแตกปริของฝาและเสาเรือน กระทั่งรูขุมขนตามผิวเนื้อเหี่ยวย่นและดวงใจอ่อนล้า เขาไม่เคยชิงชังหรือกระเถิบหนีการจู่โจมเข้ามาของมัน เพราะรู้สึกว่าเขาและความอ้างว้างนั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน มันอยู่กับเขามาตั้งแต่เยาว์วัย…แกเดินทางมาทักทายและอยู่เป็นเพื่อนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยนะ เจ้าความอ้างว้างเฒ่า” (เรื่องสั้น ในวันอ้างว้าง โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

คนกับดอกไม้

มาโนช พรหมสิงห์ในวัย 48 ปีดำรงชีวิตอยู่คนเดียวอย่างเรียบง่ายในบ้านไม้ขนาดกะทัดรัดที่ปลูกอยู่ติดกับบ้านของบุพการี อาจจะดูเปลี่ยวเปล่าอ้างว้างในทัศนะของคนเมือง แต่นี่คือวิถีชีวิตที่แต่ละคนมีสิทธิเลือก ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้านช่วยให้ความร่มเย็นขับสู้กับแสงแดดร้อนแรงของช่วงกลางวันในต้นฤดูหนาว “ตื่นขึ้นมาก็ไปแต่งตัวให้หลานไปโรงเรียน แล้วก็กินข้าว ลงสวน ขึ้นมาก็อาจจะมานั่งอ่านหนังสือ อาจจะงีบซักงีบหนึ่ง แล้วก็ลงสวนอีกครั้ง ขึ้นมายังไม่ค่ำ อาบน้ำแล้วก็อ่านหนังสือ กินกาแฟ ถ้าไม่อ่านหนังสือก็จะนั่งอยู่จนมืด นั่งอยู่เงียบ ๆ ผมมีความรู้สึกว่าการนั่งอยู่มืด ๆ สูบบุหรี่เงียบ ๆ เป็นการคลายความเครียดได้อย่างหนึ่ง พอกินข้าว กลางคืนก็อ่านหนังสือ ไม่ก็เขียนหนังสือ นอนซัก 6 ทุ่มตี 1 เสาร์อาทิตย์ก็หยุดงานสวน ก็จะอ่านหรือเขียน”

มาโนชเล่าถึงชีวิตประจำวันในปัจจุบันให้เราฟัง พร้อมกับจัดเตรียมกาแฟมาต้อนรับ “กิจวัตรประจำวันอีกอันหนึ่งคือเขียนโปสการ์ด เพราะฉะนั้นก็จะทำโปสการ์ดให้มันสวย ๆ ผมจะใช้แสตมป์ดอกไม้โดยเฉพาะเลย เดือนพฤศจิกายนที่จะออกแสตมป์สำหรับปีใหม่ผมจะซื้อมาตุนไว้ แล้วเขียนเยอะ ๆ มันก็มีมิตรที่ดีส่งมาให้ ส่งมาเป็นสองแผงสามแผงอย่างนี้ เราก็จะได้ฝึกเขียนไปด้วย เพราะฉะนั้นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งก็คืออาจจะนั่งเขียนโปสการ์ด นอกจากอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ผมจะไปซื้อกระดาษแข็งมาตัด รูปวาดเอง วาดรูปตัวเองเป็นการ์ตูนหัวใหญ่ ๆ ระบายสีส่งคน โปสการ์ดมันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง คนได้เห็นเขาจะชอบมาก” มาโนชเล่าให้เราฟังพร้อมกับรอยยิ้มที่อาบทาใบหน้า เขาอาจเป็นชายอายุเกือบห้าสิบเพียงไม่กี่คนที่ยังมีรอยยิ้มเช่นนี้

นอกจากนี้ ในบางช่วงเขายังรับสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ให้กับลูกหลานในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง “สอนพอให้เป็นวิทยาทาน ก็เอาไม่แพง เดือนละห้าร้อยบาท ถ้ามันครบเดือนแต่เขาไม่ได้มาเรียน เราก็จะไม่เอาตังค์หรอก เก็บไว้ก่อน ต้องมาเรียนอีกสองอาทิตย์นะถึงจะเอาตังค์ หรือ ‘เอาเถอะอาจารย์’ ก็ต้องทอน เขาก็งงมาทอนทำไม ‘ทอน ๆ ต้องทอนไปร้อยนึง’ แบบมีความรู้สึกว่ามันเป็นวิทยาทาน เราไม่อยากเอาเปรียบ เงินไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ” ก่อนที่จะมาที่นี่ เราทราบว่าเขาลาออกจากการรับราชการครูมาเป็นชาวสวนปลูกดอกไม้พร้อมกับเขียนหนังสือมาได้สิบห้าปีแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้มาโนชบอกว่าเขาปลูกดอกไม้น้อยลง เนื่องจากการปลูกดอกไม้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าสวนดอกไม้แต่ก็ใช่ว่าจะได้รับอนุญาตให้ทำงานหนักน้อยกว่าการปลูกต้นไม้ชนิดอื่น ๆ “ไม่ไหว อยู่ลำบาก แต่ก็ไม่บ่น เพราะว่าเราจะได้สมถะไง เราจะได้รู้จักประหยัด” วันที่เราไปถึงบ้านสวนของมาโนช เขาเพิ่งฟื้นตัวจากอาการไข้ ความอ่อนเพลียยังคงปรากฏให้เห็นจากสีหน้าและแววตา แสงแดดที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราอดคิดถึงภาพความยากลำบากของการทำงานท่ามกลางเปลวแดดและผืนดินแห้งแข็งของชายสูงวัยผู้นี้ไม่ได้

“…เด็กทารกจะมีความปรารถนาบางอย่างแฝงฝังอยู่ในตัวตนตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาหรือเปล่านะหรือว่าจิตของพวกเขาคือความว่างเปล่าอันปราศจากการยึดมั่นต่อสิ่งใด ๆ เด็กในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เมื่อรู้จักตั้งความปรารถนาแล้วได้ติดตามค้นหาหนทางไปสู่ความปรารถนานั้นเช่นเดียวกับฉันบ้าง…” (เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

นักวาด-เขียน

“เพราะว่าเราอ่านมาก ก็เหมือนกับเวลาเราไปแนะนำ ไปพูด ทำอย่างไรถึงจะเป็นนักเขียน ก็ให้เป็นนักอ่านก่อน คือถ้าเราอ่านเยอะ ๆ ถึงเวลาหนึ่ง ‘เอ๊ะ เราก็เขียนได้นี่’ อย่างที่สองคือผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ก็อยากจะสื่อความคิดของเราไปยังคนอื่น มันคงดีนะที่เราสื่อด้วยบทกวีชิ้นนี้แล้วคนอยู่ชายทะเลภาคใต้กับอยู่บนเขาได้อ่านความคิดเรา แล้วชอบ แล้วก็มีความรู้สึกว่าวรรณกรรมมันมีอำนาจกล่อมเกลาจิตใจด้วย เพราะว่าเราอ่านมาเยอะ เราสังเกตใจเราได้ “ตอนเด็ก ๆ เราไม่ชอบเล่นกีฬา เราไม่ชอบทำอย่างอื่น เราก็ไม่มีเพื่อน เราไม่รู้จะทำอะไร เราก็ไปอ่านหนังสือดีกว่า เข้าห้องสมุด ตั้งแต่วัยเด็กนี่ชอบอ่านการ์ตูน มันอาจจะมาจากข้างในตัวตนของเรา เรียกว่าพรสวรรค์ที่มันแฝงมาก็ได้ ทำให้เราชอบอ่านการ์ตูน หากระดาษมาเพื่อจะเขียนการ์ตูนกับน้อง ๆ คนละเรื่อง เย็บเป็นเล่ม ผมทำกับน้อง ๆ ในบ้าน ก็แบ่งหน้ากันแล้วก็เขียนการ์ตูนเล่าเรื่อง แต่งเรื่อง บางทีก็แต่งเป็นเรื่องสั้น เราเขียนเรื่องหนึ่ง น้องคนนี้เขียนเรื่องหนึ่ง แล้วก็ตั้งชื่อหน้าปก พื้นฐานอย่างหนึ่งก็คือการ์ตูน ทำให้เราก้าวมาอ่านหนังสือเป็นเล่ม ชอบเขียนการ์ตูนติดผนัง ติดบอร์ดให้เพื่อนดู ก็เป็นการ์ตูนแบบการ์ตูนการเมืองทุกวันนี้ ล้อเลียนอะไรในโรงเรียน” การ์ตูนล้อเลียนที่เขาชอบเขียนนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้เขาฝึกสอนไม่ผ่านในปีสุดท้ายของการเรียนในระดับอุดมศึกษาเนื่องจากผู้บริหารของโรงเรียนที่เขาฝึกสอนอยู่ไม่พอใจในเนื้อหาของการ์ตูนที่เขาเขียนแล้วปติดบอร์ดไว้ให้คนอื่นอ่าน มาโนชถูกไล่กลับไปเรียนเพิ่มอีกหนึ่งปีนำไก่อนที่จะบรรจุเข้ารับราชการครูในปี 2522

สิบปีเต็มของการทำหน้าที่ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในที่สุดมาโนชตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเอง “มันเป็นความฝันตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เห็นพ่อทำ คิดว่ามันคงมีความสุข คงเป็นชีวิตเรียบ ๆ ง่าย ๆ สมถะ ทางบ้านก็ทำอยู่แล้ว มีที่อยู่แล้ว บางคนถ้าคิดจะทำแล้วไม่มีที่คงทำไม่ได้ มันก็เหมือนบางคนที่อยากมีชีวิตแบบเรียบง่าย บางคนก็อยากหรูหรา อยากตามกระแสของวัตถุให้ทัน อยากมีรถเก๋ง อยากมีบ้านสวย ๆ บางคนก็อยากอยู่บ้านเรียบ ๆ ง่าย ๆ ในสวน มันก็มีลักษณะความแตกต่างของมนุษย์ตรงนี้ “ผมก็มาอยู่ปีหนึ่งโดยไม่ออกไปไหนเลยนะ อยู่ในสวนเนี่ย นอกจากไปรษณีย์เขาผ่านมา เขาก็ออกไปส่งเวลาไปทำธุระ เพื่อจะใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองให้ได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นก็มีความสุขได้ ไม่ยอมไปไหน เป็นการฝึกตัวเองให้อยู่กับตัวเองได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัด ได้อย่างมีความสุข เพราะบางคนอยู่คนเดียวนี่คงจะลำบาก ไม่ได้คุยกับใครเลย ได้คุยแต่กับแม่ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ พยายามฝึก “พอครบปีหนึ่งผมก็เริ่มที่จะเขียน ก็ขณะที่ฝึกนี่ก็พยายามที่จะฝึกเขียน เริ่มที่จะเขียนไปตามนิตยสารต่าง ๆ ไปถึงผู้คนต่าง ๆ คอลัมน์วรรณกรรมเขามีจดหมายผู้อ่านใช่ไหม เราก็เขียนส่งไป หรือเขียนจดหมายหาเพื่อน คนที่เรามีความรู้สึกเป็นกัลญาณมิตร เป็นการฝึกเขียนไปด้วยและก็ฝึกอยู่กับตัวเองให้ได้อย่างมีความสุข”

เรื่องสั้น “น้ำตาและความเจ็บปวด” ตีพิมพ์ในปี 2521 ในนิตยสารหนุ่มสาว เป็นเรื่องสั้นของมาโนชเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ ต่อมาในปี 2537 “คุกดอกไม้” ก็ได้รับการประดับช่อการะเกดจากสุชาติ สวัสดิ์ศรี ในปีถัดมา “ระหว่างรอยมีด” ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ก่อนที่ “ร่างแหแห่งวิหค” จะได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมในปี 2539 นอกจากเรื่องสั้น มาโนชยังเขียนบทกวีและวาดภาพลายเส้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ เขาเล่าว่าการทำงานศิลปะที่เขาชอบช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับการทำงานเขียนได้มาก “จากการที่เรานิ่งในการที่จะเขียนลายเส้นก็จะทำให้ใจนิ่ง บางสีบางเส้นเราจะไม่ลงทั้งหมดนะ เราจะรู้จักเน้นบางอย่างเหมือนกับงานเขียน แรก ๆ เราก็เขียนไม่ค่อยดีหรอก แต่พอฝึกไปฝึกมามันก็ดีขึ้น ๆ แล้วมันก็มีความสุขไปด้วย” “ทุกวันนี้เขียนน้อยลงครับ ผมเป็นนักเขียนจอมขี้เกียจ ขี้เกียจที่สุดในประเทศไทยเลย” รอยยิ้มสมถะจนเราเกือบจะเชื่อว่าเขาเป็นเช่นนั้นจริง “ก็เหมือนที่เรวัตรที่เขาได้ซีไรต์เขาบอกว่าเขาไม่ได้เขียนทุกวันหรือเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเขียนตามอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์มามันถึงจะเขียนได้ งานเขียนผมต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาสร้างเยอะ บางทีมันก็ฟักตัวอยู่ตั้ง 3 เดือนถึงเขียนได้ เขียนอีก 3 เดือน ผมไม่ได้เขียนรวดเดียวนะ ผมเขียนทีละ 2 – 3 บรรทัดแล้วก็พักไว้ บางคนเขาบอกทำได้ไง มันต้องเขียนรวดเดียวสิ มันถึงจะต่อเนื่อง แต่ผมจะเขียนอย่างนี้ ปีหนึ่งมีเรื่องสั้น 2 เรื่อง เขียนเรื่องละ 6 เดือน “แต่ละบุคคลมันก็ต่างกัน วิธีทำงานมันต่าง วิธีการเดินยังต่างกันเลย มันก็ตำหนิเขาไม่ได้ว่าทำไมเดินอย่างนี้ ทำไมไม่เดินเหมือนเรา เดินไม่เหมือนเรานี่แย่ทุกคน มันก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรื่องมันงาม มันก็ได้หมดแหละ อาจจะเขียน 1 ชั่วโมงมันก็ได้นะ บางคนอาจจะต้องเขียนใช้เวลา 3-4 เดือน แต่ผมเป็นนักเขียนขี้เกียจแล้วก็ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่หรอก ยังต้องฝึกฝน”

“… จิตเป็นความว่างเปล่า เราสามารถปฏิเสธหรือยอมรับอะไรก็ได้ทั้งนั้น นั่นคือเสรีภาพ เป็นแก่นของมนุษย์ เป็นลักษณะแท้จริงของจิตมนุษย์ เพราะเราสามารถยอมรับหรือปฏิเสธ และเราสามารถเลือกได้ จงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นชีวิตจริง ๆ โดยเป็นคนเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง…” (เรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

เพื่อนพ้องน้องพี่-กลุ่มวรรณกรรมคมดาว

“ก่อตั้งมาร่วมกันครับกับพี่มาโนช แล้วพี่เขาก็ให้คำปรึกษาไว้เยอะ ผมเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่เข้ามาสานต่อ แต่ก่อนก็จะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่รวมตัวกันทำกิจกรรม เน้นไปที่ชมรมอนุรักษ์ ส่วนผมก็มาสนใจเรื่องงานเขียน ผมก็มาแยกตัวออกมาทำชมรมวรรณศิลป์ และก็คบหากับพี่มาโนชมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงนั้น” ราโมกข์ วรัศชญากร แกนนำกลุ่มคมดาว กลุ่มคนทำงานวรรณกรรมกลุ่มสำคัญของอุบลราชธานี เล่าให้เราฟังถึงความเป็นมา มาโนชและกัลยาณมิตรรุ่นน้องรู้จักกันในงานเสวนาหนังสือ “ครอบครัวกลางถนน” ของศิลา โคมฉายที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มาโนชจึงดำรงตำแหน่งเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยให้คำแนะนำและสนับสนุนน้อง ๆ ในการทำงานทั้งด้านศิลปะ วรรณกรรม และการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเพื่อสังคม “มันก็อาจจะคนคอเดียวกันก็ได้” มาโนชกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผมจะติดต่อเชื่อมกับคนรุ่นใหม่หรืออะไรอย่างนี้นะ เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าสมัยเรา เราอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เราอยากมีกลุ่ม อยากมีเพื่อนอ่านด้วย เราชอบฝึกเขียน จัดบอร์ด เราทำอยู่คนเดียว หากลุ่มก็ไม่มี ช่วงนั้นเป็นยุคสงครามเวียดนาม ยุคบุปผาชน ส่วนใหญ่รุ่นนั้นก็จะไปดีดกีตาร์ ร้องเพลง คุยกันเรื่องสงครามเวียดนาม มันมีความรู้สึกว่าเราไม่มีกลุ่ม คุยกับใครเขาไม่รู้เรื่อง พอกลับมาบ้าน ผมก็ เอ… มันเงียบ ๆ ยังไงไม่รู้ ก็อยากติดต่อกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สนใจเรื่องอย่างนี้ อยากสร้างบรรยากาศในการอ่าน” การแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ เป็นวัฒนธรรมสำคัญของกลุ่มสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา “เราคุยกันแบบเก็บเล็กเก็บน้อย เก็บทุกรายละเอียด” คือลักษณะของการพูดคุยที่เศรษฐใส สายโกสีย์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนิยามให้เราฟัง “พวกเราจะมีนิสัยเสียอย่างหนึ่งก็คือเราจะพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา” มาโนชเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ส่วนมากพวกผมจะคุยกัน จะทำอะไรต่อ หนึ่งคนก็คือหนึ่งเสียง ผมจะพูดเสมอว่าผมไม่ครอบงำใคร ผมจะไม่สั่งการแบบหัวหน้า ต้องคุยกันในที่ประชุม ผมอาจจะทำตามพวกน้อง ๆ ก็ได้ ไม่ใช่ว่าผมจะกำหนดวางแผนทำนั่นทำนี่นะ ผมจะพูดเสมอว่าผมไม่ใช่หัวหน้า ผมจะเป็นหนึ่งเสียง เป็นสมาชิกคนหนึ่งเหมือนกับคนอื่น อยากอ่านอะไรก็เอามาคุยกัน นั่งกินกาแฟแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กัน คนนี้เห็นแง่มุมไหน เราเห็นแง่มุมไหนก็ถกกัน ผมจะไม่บอกว่ามันแปลว่าอย่างนี้นะ”

ก่อนที่จะมาเป็นกลุ่มวรรณกรรมคมดาว สมาชิกหนุ่มสาวในกลุ่มคือนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าในรั้วสถาบันการศึกษา พวกเขาเริ่มรวมตัวกันราวปี 2535 ทำหนังสือทำมือเวียนกันอ่านรวมถึงแจกให้เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา จัดค่ายทั้งค่ายความคิดและค่ายอาสาฯ และแน่นอนว่าพวกเขาคือแนวร่วมส่วนหนึ่งในการนำข้อมูลเรื่องเขื่อนปากมูลเข้าไปเผยแพร่ในสถาบันการศึกษา “เริ่มแรก อย่างกลุ่มของพนัส (พนัส ดอกบัว-สมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่ม) เขาก็จะมีกลุ่มทำวารสารเล่มเล็ก ๆ อยู่ในกลุ่มวิชาเอกเคมีของเขา ทีนี้ผมก็มาเจอกันด้วยความบังเอิญ เห็นเขาอ่านบอร์ดอยู่ผมก็เข้าไปพูดคุย ก็ได้มารวมตัวกัน และก็มาสร้างกระต๊อบอยู่ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็เป็นวิทยาลัยครู (อุบลราชธานี) อยู่ ใช้ชื่อว่า ‘ขี้กระบอง-ฮิลล์’ พนัสเขาเป็นคนตั้ง เป็นหลังคามุงจาก เอาไม้ไผ่มาปัก ๆ โย้เย้ ๆ หน่อย คล้าย ๆ กับเถียงนาอย่างนี้แหละ สู้กันสุด ๆ ตอนนั้นระหว่างพวกอาจารย์กับพวกกบฏ เรายืนหยัดอยู่ได้ประมาณปีสองปี เขาก็สั่งรื้อแล้วก็สร้างอาคารขึ้น จากขี้กระบอง-ฮิลล์ตอนนั้น ก็มาพบกับพี่มาโนช ผมก็ค่อยมาสร้างกลุ่มคมดาวขึ้นมาทีหลังร่วมกับพี่เขา” ราโมกข์ย้อนความหลังเมื่อครั้งอยู่ในวัยแสวงหา “แต่ละคนส่วนมากจะมีพื้นฐานทางการอ่านมาก่อน อย่างราโมกข์ก็อ่านหนังสือ เขียนหนังสือมาก่อน แกก็จะมีข้อมูลเรื่องการอ่านการเขียนเยอะกว่าเพื่อน ส่วนผมส่วนหนึ่งก็เคยอ่านมาก่อน ก่อนที่จะมาคุย พอมาเรียนค่อยมาอ่านทฤษฎี พวกปรัชญาการเมือง ค่อยมาสู่เรื่องวรรณกรรม ส่วนมากเป็นอย่างนี้ พอได้มาอยู่รวมกันก็มีบรรยากาศของการอ่านเพิ่มมากขึ้น ได้คุยได้แลกเปลี่ยนกัน เรามาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เลยมีโอกาสได้อ่าน ได้คิด ได้ถกเถียงกันมากขึ้น” พนัสให้คำอธิบายเพิ่มเติม ในปัจจุบันสมาชิกกลุ่มคมดาวแต่ละคนต่างก็มีภารกิจส่วนตัวต้องรับผิดชอบทั้งด้านหน้าที่การงานและด้านครอบครัว ทำให้มีเวลามาพบปะพูดคุยกันน้อยลง ประกอบกับแต่ละคนก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดเจนของตัวเองมากขึ้น

เศรษฐใส สายโกสีย์และพนัส ดอกบัวเริ่มหันมาทำงานด้านศิลปะเป็นหลัก โดยเคลื่อนไหวเรื่องศิลปะร่วมกับกลุ่มลองติจูด 105 กลุ่มคนทำงานศิลปะของอุบลราชธานี ขณะที่ราโมกข์ วรัศชญากรก็ยังคงเป็นหลักในด้านการทำงานวรรณกรรมร่วมกับมาโนช พรหมสิงห์ ราโมกข์กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ตอนนี้กลุ่มคมดาวส่วนใหญ่ก็ทำงาน นอกจากการรวมกลุ่มและพบปะพูดคุย ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างจะน้อยลงไป แต่ว่าผลงานก็จะเน้นมาทางหนังสือทำมือ ที่ทำมาก็จะมีของเศรษฐใส ของทัสนัย โคตรทม ของพี่มาโนช แต่จะมีช่วงที่คึกคักหน่อยตอนประกวดหนังสือทำมือครั้งแรกที่ MBK งานของพี่มาโนชก็ได้รับรางวัล ทำให้คมดาวค่อนข้างจะได้รับการพูดถึงอยู่พอสมควร แต่ว่าต่อไปนี่ก็ค่อนข้างที่จะหนักอยู่ว่าจะเป็นยังไงต่อ” “งานวรรณกรรมจะไม่ทิ้ง งานศิลปะก็จะไม่ทิ้ง และงานอนุรักษ์เราก็จะไม่ทิ้ง” เศรษฐใสย้ำหนักแน่น “สามงานนี้พยายามที่จะให้มันอยู่ด้วยกันได้ตลอด ตอนนี้งานหลัก ๆ ก็คือวรรณกรรมกับศิลปะ อย่างวรรณกรรมพี่มาโนชก็เป็นหลักเลย ที่คุยกันถ้ามีเวลาก็คงจะทำหนังสือทำมือกันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงนี้ภาระทุกคนเยอะ คงไม่ทิ้ง อย่างผมกับยิตสาต (ชื่อที่พนัสใช้ในงานเขียน) ก็คุยกันอยู่ว่าทำอย่างไรเราจะเอากลุ่มของราโมกข์ ของพี่มาโนช ของทุกคนภายในกลุ่มที่เป็นหลัก แสดงงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพลายเส้น ภาพอะไร เรามีความคิดกันว่าอยากจะทำ ก็พูดคุยกัน อย่างหนังสือก็จะทำ งานศิลปะก็อยากจะแสดง กิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรมเราก็ออกเงินกันเอง บางครั้งมันก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตด้วย มันก็ต้องหยุด ๆ กันไปก่อน มันไม่เหมือนกับสมัยเป็นนักศึกษา อย่างทำหนังสือใครมีตังค์ก็ออก” เมื่อเอ่ยถึงหนังสือทำมือ เราสงสัยว่ามันจะเป็นทางออกสำหรับกลุ่มคนทำงานวรรณกรรมกลุ่มเล็ก ๆ อย่างกลุ่มคมดาวได้หรือไม่ ราโมกข์ให้คำตอบว่า “ผมว่าเป็นทางออกเพียงแค่ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างเราที่แรงเราทำได้แค่นี้ เราก็ทำแบบนี้ แล้วมันก็ค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับความเป็นตัวเราเยอะ เราได้ลงมือทำ ได้ใช้ทุกอย่างที่เป็นตัวเรา ใช้ความคิด จินตนาการ จิตวิญญาณ เวลาเราทำเรามีความสุขกับมัน แต่พอทำเสร็จมันก็เหนื่อย บางทีก็ต้องพักผ่อน เว้นระยะไปซักหน่อย มีเวลาทบทวนอะไรซักหน่อย แล้วผมว่ามันก็ยังเป็นช่องทางที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาในสายงานเขียน แม้แต่ผมนะครับ ถ้าผมจะมีงานเขียนซักเล่ม ผมตั้งใจไว้เลยว่างานเขียนเล่มแรกจะต้องเป็นหนังสือทำมือนะ ผมก็ทำมาสำเร็จแล้ว ส่วนต่อไปจะเป็นยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ล่าสุด จากเครือข่ายที่สร้างผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนของครูสลา คุณวุฒิ ทางกลุ่มสามารถนำผู้ฟังบางส่วนเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายศิลปะ วรรณกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว” โดยนำเด็กและผู้ปกครองมาทำกิจกรรมทางด้านศิลปะและวรรณกรรมร่วมกัน เป็นแนวทางใหม่ที่ทางกลุ่มเห็นว่าจะสามารถเพาะนิสัยรักการอ่านการเขียนขึ้นในกลุ่มเยาวชนได้กว้างขวางมากขึ้น นอกจากการรับเชิญไปเป็นวิทยากร อ่านบทกวี ออกร้านขายของ หรือแสดงละครตามสถาบันการศึกษาและตามงานกิจกรรมต่าง ๆ 

เด็กเป็นความสดใสชื่นบาน เป็นเหมือนสิ่งทดแทนความหวังและความใฝ่ฝันของเหล่านักโทษ ประดุจเดียวกันกับดอกไม้ที่ผลิดอกอยู่ในคุก คุกที่มีเพียงรั้วไม้ไผ่ผุ ๆ กับแนวต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเรียงรายรกครึ้มทุกด้าน แต่ไม่เคยเลยที่ใครจะหลบหนีเล็ดลอดออกจากที่แห่งนี้ไปได้ แม้จะได้พยายามและหลุดไปสู่เสรีภาพ แต่ไม่นานหรอกทุกคนก็จะกลับมาสู่การจองจำเสมอ” (เรื่องสั้น คุกดอกไม้ โดยมาโนช พรหมสิงห์)

 

แวดวงวรรณกรรมไทย

อากาศเย็นสบายใต้ร่มไม้ยามค่ำคืนที่บ้านของพนัส ดอกบัว ทำให้บทสนทนาของวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ “วงการวรรณกรรม วงการหนังสือทุกวันนี้ทุนมันเข้าไปเยอะ มันเห็นช่องทางที่จะสร้างกำไรได้” มาโนชแสดงความคิดเห็นพร้อมกับปล่อยควันบุหรี่โชยเอื่อย “สื่อมันเห็นช่องทางที่จะเข้าไปทำกำไรตรงนี้ แม้แต่ อาร์.เอส. ก็ยังไปทำหนังสือ มันเลยทำให้วรรณกรรมไทยบิดผันไป อีกอย่างหนึ่งก็กระแสโลกาภิวัตน์มันทำให้แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขายได้ มันมาบดบังหนังสือไทย แล้วบางอย่างมันทำให้วรรณกรรมไทยผิดธรรมชาติ เช่น พวกรางวัล ปีบทกวีก็จะพิมพ์แต่บทกวี เราอยากอ่านเรื่องสั้นมันก็ไม่มี เราอยากอ่านเรื่องสั้นในปีนวนิยายมันก็หายาก รางวัลมีส่วนในการทำให้ตรงนี้มันเป็นอย่างนี้ มันเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แล้วคนไทยก็จะอ่านหนังสือที่ได้รางวัลปีละเล่ม รอซื้อเล่มนี้แหละ เล่มอื่นไม่สนใจ “รัฐบาลควรจะทำยังไงก็ได้ที่จะทำให้วัฒนธรรมการอ่านมันดีขึ้น มันเติบโตขึ้น ราคากระดาษก็ให้มันต่ำลงบ้าง มาดูแลตรงนี้บ้าง เพิ่มค่าเรื่องให้นักเขียน ถ้าระดมคิดกันจริง ๆ มันก็น่าจะทำได้นะ เพราะหนังสือมันเป็นภูมิปัญญาของประเทศชาติ การอ่านถ้ามันเติบใหญ่ คนก็จะมีความคิดความอ่าน คนก็จะรู้จะเจริญขึ้น อย่าไปมุ่งแต่ GDP การส่งออกอะไรมากนัก “ผมว่านักเขียนไทยที่ดี ๆ ก็มีเยอะอยู่นะ ก็ส่งเสริมให้คนในชาตินิยมไทย อ่านของไทยมั่ง ความอยู่รอดของนักเขียนมันก็มันก็มีส่วนทำให้นักเขียนไทยไม่เหมือนนักเขียนต่างประเทศ การที่จะไปขบคิด การได้ค่าเรื่องไปก่อนที่จะลงมือทำงานอะไรซักอย่างหนึ่งนี่ บางทีมันต้องห่วงเรื่องปากท้องก่อน นักเขียนไทยก็เลย โอย… ต้องไปปลูกดอกไม้ด้วย” พูดจบ ทั้งวงก็พร้อมใจกันส่งเสียงหัวเราะครืน ขณะที่เศรษฐใสให้ทัศนะว่า “ผมจะอ่านงานแปลมากกว่างานของคนไทย เพราะผมมองว่างานของคนไทยหลัง ๆ มาเขียนได้ไม่ดี หลัง ๆ มาผมแทบจะไม่อ่าน เพราะผมอ่านแล้วมันจะไม่เหมือนกับงานยุคเก่าที่เคยลงตีพิมพ์ในสยามรัฐ ในมติชน ตอนนั้นเป็นงานเขียนที่ดีมาก ๆ การใช้ภาษา การให้แง่คิด การใช้คำที่ไม่เยิ่นเย้อเกินไป แต่ทุกวันนี้ผมต้องยอมรับว่างานเขียนของคนไทยทุกวันนี้ ผมว่า หนึ่ง ใช้คำเยิ่นเย้อ สอง แง่มุมซ้ำ วน ๆ เวียน ๆ มันไม่ไปไหน มันไม่มีการพัฒนา ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พอเรามาอ่านงานแปล เรื่องสั้นหน้าเดียวอย่างนี้ แต่มันให้ความรู้สึกที่แหลมคม ใช้คำง่าย ๆ ก็เลยเกิดความแตกต่าง” เราคุยกับราโมกข์ในเรื่องเดียวกันนี้ในวันถัดมา “ผมอ่านเป็นบางคน อ่านเป็นบางชิ้น มันออกมาเยอะ ๆ บางทีเราตามอ่านไม่ทัน ผมว่ามันไปผูกติดกับเรื่องการขาย เรื่องการตลาดเยอะ แต่ว่าที่มีคุณภาพ ที่ให้แง่มุมอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างจะน้อย แต่ว่าถ้าวัยรุ่นอ่านก็จะมีกลุ่มใหม่ ๆ ของเขา เดี๋ยวจะว่าเราใช้แว่นตาข้างเดียว แต่ว่าอีกข้างหนึ่งมันก็มีกลุ่มอ่านอีกแบบหนึ่ง บริโภคอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน” เช่นเดียวกับบทกวีที่ราโมกข์มองว่าในปัจจุบันมีตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารน้อยลง และขาดความต่อเนื่องของนักเขียน

“ในช่วงที่ผมเรียน ผมรู้สึกว่ามันคึกคักนะ รุ่นกวีหน้าราม มีการวิพากษ์วิจารณ์งานกัน เราก็สามารถจะรับได้จากสื่อ แล้วเราก็มานั่งคุยกันในวง ผมว่ามันสร้างสีสัน สร้างบรรยากาศ ส่วนหนึ่งผมว่ามันขาดการวิจารณ์ บางทีบทกวีอย่างในมติชนเยอะ ๆ อย่างนี้ ก็ไม่มีใครที่จะลุกขึ้นมาวิจารณ์บทกวี แต่ถ้ามีก็มาพูดถึงสั้น ๆ ไม่ได้เจาะลึก บางทีคนอ่านอยากได้กระจกอีกบานหนึ่งสะท้อนเข้ามา มันค่อนข้างจะมีน้อย เดี๋ยวนี้ยิ่งไม่ค่อยมี” “ผมอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า การเขียนหนังสือของผมก็คือการปลูกดอกไม้นั่นเอง และหากชั่วชีวิตนี้สามารถจะเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องได้งดงามเทียบเท่าดอกไม้หนึ่งดอกในสวนอันกว้างใหญ่ไพศาล ผมก็คงเป็นสุขไม่น้อย

“ใครอาจมองว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย มิได้สลักสำคัญแต่อย่างใด แต่สำหรับคนเขียนหนังสือซึ่งปลูกดอกไม้คนหนึ่ง มันคือความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ในวิถีแห่งเขา” (คัดจากบางส่วนของ คำนำนักเขียน ในรวมเรื่องสั้น ร่างแหแห่งวิหค)

 

สุดท้ายที่รอเริ่มต้น

ดอกไม้มันผลิบาน มันร่วงโรย มันก็คู่กัน” ดึกพอสมควรแล้ว บรรยากาศรายรอบเริ่มนิ่งสงบ เสียงดนตรีของมวลหมู่แมลงคล้ายมโหรีนำเข้าสู่ห้วงขณะสุดท้ายของการสนทนา มาโนช พรหมสิงห์ยังอยู่ในอิริยาบถสบาย ๆ บนเก้าอี้ไม้ใต้ร่มเงาของค่ำคืน “โดยสังขาร โดยเรียวแรงก็แก่อยู่ แต่ผมมีความรู้สึกว่ายังมีคนหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในตัวผม เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความรู้สึกว่า ‘เราเป็นหนุ่มอยู่นี่’ ในอารมณ์ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่ส่องกระจกดู ‘โห หัวหงอก หนวดหงอกแล้ว’ เดี๋ยวมาถึงวัยผม เราก็จะมีความรู้สึกแบบนั้น มันมีคนอายุ 21 ปีคนหนึ่งอยู่ในเรา เราจะมีความรู้สึกว่า เรามองโลก มองสาว มองอะไรอย่างไม่ใช่คนแก่” พวกเรานั่งฟังพร้อมกับอมยิ้มพร้อมกัน “เรายังมีความรู้สึกว่า ‘หญิงสาวคนนี้สวยจริง ๆ อยากจะมองและเก็บไว้ในใจ’ ทั้ง ๆ ที่ส่องกระจกดูหงอกแล้ว มันก็อาจจะเฒ่าหัวงู แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก มันเป็นความโรแมนติกอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ที่เรายังมองแสงแดดอย่างสวยงามอยู่ได้นั่นน่ะ ไม่หดหู่ ยังมองดอกหญ้าได้สวยอยู่ เก็บทับติดส่ง ส.ค.ส. ให้เพื่อน หรือเขียนหนังสือ เขียนบทกวี ถ้าใครคนหนึ่งได้อ่านไม่เห็นหน้าก็ หมอนี่คงเพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ “ช่วงปี 36-37 นี่ บางคนเขาว่า ‘มาโนช! นึกว่าเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหรือเด็กมหาวิทยาลัย’ เพราะฉะนั้นบทกวีก็ยังหวานได้ ตายวันไหนถึงจะไม่หนุ่ม แต่ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยสังขารที่มันชักจะเดินเหนื่อยแล้วอย่างนี้ มันก็รู้สึกว่าแก่แล้วนะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็ยังอ่าน ญามิลายอดรัก ได้อย่างซาบซึ้งอยู่ ก็ยังไม่อ่านธรรมะ ผมไม่ได้อ่านธรรมะ เพราะธรรมะมันก็แฝงอยู่ในวรรณกรรม แต่ถึงวันหนึ่งก็อาจจะอ่านละมั้ง ต้องขวนขวายหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน วันนี้จะห้าสิบแล้วก็ยังอ่าน ญามิลายอดรัก ได้ซาบซึ้ง ยังอ่าน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน เหมือนเราเป็นนกนางนวลอยู่” น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ใหญ่ใจดีคนนี้ทำให้เราอดคิดถึงชีวิตในภายภาคหน้าของตัวเองไม่ได้ ขณะที่อยู่ในระหว่างเดินทางกลับ คำพูดหนึ่งของมาโนช พรหมสิงห์ ยังดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของพวกเรา “ถ้าเราอ่านวรรณกรรมด้วย ใจเราจะอ่อนลง มันจะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นนะ”

 

วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 Bye Bye Blue Sky ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

หมายเหตุ: เรื่องและภาพเป็นของเจ้าของผลงานและวารสารหนังสือใต้ดิน อนุญาตให้นำไปเผยแพร่เฉพาะในกิจกรรมที่ปราศจากผลประโยชน์ทางพาณิชย์ การนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา และหมายเหตุการณ์ตีพิมพ์ครั้งแรกตามมรรยาทอันดีงาม

Advertisements

Written by ksamphan

March 31, 2013 at 8:54 am

สรุปสาระสำคัญของ “ฟ้าเดียวกัน” ฉบับที่ 5

leave a comment »

สาระสำคัญของนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ฉบับ “คนที่ตายใต้ฟ้าเดียวกัน” อาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนกว้าง ๆ คือ ส่วนแรก ว่าด้วยร่องรอยความเป็นมาของปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐไทย ส่วนที่สอง ว่าด้วยการทำความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันที่ดำเนินต่อเนื่องมานับตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะเหตุการณ์การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธในวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่กลายเป็นปฏิกิริยาโต้กลับที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนสุดท้ายว่าด้วยการแสวงหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าว ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงจากกระบวนการที่นำไปสู่ความรุนแรง

นิตยสารฟ้าเดียวกัน เริ่มต้นบทสำรวจเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการทำความเข้าใจสถานการณ์ความเป็นไปของโลก ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของประเทศไทย ผ่านบทสัมภาษณ์ของ ศ.ดร. เบเนดิคท์ แอนเดอร์สัน นักวิชาการที่มีอิทธิพลอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับชาตินิยม “อาจารย์เบน” อธิบายถึงแนวคิดเรื่องชาตินิยมที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก ไล่เรียงมาตั้งแต่การทำสงครามของสหรัฐฯในอิรัก อินโดนีเซียกับจังหวัดอาเจะห์ จนกระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย อาจารย์เบนเชื่อว่า สิ่งที่ทำร้ายคนมากที่สุดคือรัฐ และสำหรับปัญหาในภาคใต้ของไทยนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐไทยและผู้นำไทยมองว่าประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยไม่ได้มองว่าพวกเขาคือราษฎรไทยที่เป็นมลายู ดังนั้น แทนที่ปัญหาดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ รัฐไทยก็กลับทำให้มันบิดเบือนกลายไปเป็นปัญหาเรื่องศาสนาอิสลาม

 

ส่วนที่หนึ่ง : ร่องรอยของอดีต

เอกสารสองฉบับที่ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสาร คือ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” และ “คำแปลคำปราศรัยของสหายรับผิดชอบในพิธีก่อตั้งกองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศึกษาจากมุมมองของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐซึ่งเราแทบไม่มีโอกาสได้รับรู้ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้เอกสารทั้งสองชิ้นจะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว แต่เนื้อความในเอกสารก็ร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง

เอกสารของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานีชิ้นนี้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศมุสลิมจากประเทศต่างๆ ณ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 10-20 พฤษภาคม 2519 ซึ่งนิตยสารจัตุรัส  (ฉบับที่ 59, 24 สิงหาคม 2519) นำมาตีพิมพ์เผยแพร่ เนื้อความในเอกสารระบุว่า “แนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ตั้งขึ้นเมื่อปี 2503 โดยมีจุดมุ่งหมายของแนวร่วมอย่างชัดเจน คือ

1. เพื่อปลดแอกทุกจังหวัดและทุกถิ่นที่เป็นของมุสลิมทาง “ประเทศไทยภาคใต้” จากการครอบงำแบบอาณานิคมของพุทธศาสนิกชนไทย

2. เพื่อสร้างรัฐอิสลามแห่งปัตตานีที่มีเอกราชและอธิปไตย

3. เพื่อสนับสนุนและปกป้องศาสนาอิสลาม รวมทั้งเชื้อชาติ วัฒนธรรม และประเพณีของชาวมุสลิม

เอกสารชี้แจงว่า ปัตตานี เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ก่อนที่จะถูกรุกรานจากคนไทยในศตวรรษที่ 17 และยังคงทำการต่อสู้กับคนไทยอีกหลายครั้งจนกระทั่งตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของรัฐไทยในปี 2375 นอกจากนี้ ยังกล่าวประณามการปกครองของรัฐและข้าราชการไทยที่หาแต่ผลประโยชน์ใส่ตัวและกดขี่ข่มเหงประชาชน แถมยังมีอคติต่อประชาชนและแสดงท่าทีเหยียดหยามรวมทั้งไม่ให้ความเคารพต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีและศาสนา ซ้ำรัฐยังมีนโยบายที่มุ่งทำลายเอกลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมและพยายามจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาไปสู่ความเป็นไทยแบบพุทธ เอกสารระบุว่าในสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความพยายามที่จะ “ทำให้พวกเราเป็นคนไทย” มีการบังคับให้ใช้ชื่อ เสื้อผ้า ภาษาและจารีตประเพณีแบบชาวไทยพุทธ หนังสือและหนังสือพิมพ์ภาษามลายูถูกสั่งห้ามเผยแพร่รวมทั้งลักษณะอื่น ๆ ที่สื่อถึงวิถีชีวิตชาวมาเลย์ ในปี 2508 รัฐบาลไทยได้นำเอา “การปฏิรูปการศึกษา” มาใช้กับโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมือนกับที่ใช้สอนในโรงเรียนไทยทั่วไป โดยไม่อนุญาตให้เปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม มีการทำลายมัสยิด มีการจัดตั้งชุมชนชาวไทยพุทธที่มาจากภาคกลางในเขตจังหวัดยะลาและนราธิวาส มีการเผาโรงเรียน ที่อยู่อาศัย “แล้วประกาศว่าเป็นการกระทำของแนวร่วมปลดแอกของเราเพื่อสร้างสถานการณ์…ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ผู้คนที่อยู่ส่วนอื่นๆของประเทศเกลียดกลัวพวกเรา แล้วจะได้เรียกร้องรัฐบาลกลางให้จัดการแนวร่วมปลดแอกของเราอย่างสิ้นซาก” (น.111) และที่สำคัญก็คือการสังหารผู้นำและประชาชนผู้บริสุทธิ์ของตำรวจและทหาร

“แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า เราเป็นชนชาติที่ปราชัย และขณะนี้ประเทศของเราเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยก็ตาม เราไม่เคยนับว่าเมืองไทยเป็นประเทศของเราเลย เราถือว่าตัวเองเป็นชาวมาเลย์และมุสลิมมากกว่าเป็นคนไทยชาวพุทธ ขอยืนยันว่าเราแตกต่างจากพุทธศาสนิกชนไทยทุกๆด้าน ทั้งจริยธรรม วัฒนธรรมและศาสนา

“เราเป็น ‘มาเลย์’ ไม่ใช่ ‘ไทยมุสลิม’ เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่คนไทยเรียกประชาชนของเรา… ” (น.112)

“ในฐานะมนุษย์ เราย่อมมีสิทธิจะเลือกวิธีดำเนินชีวิตของเราเอง และเลือกรัฐบาลในระบอบการปกครองที่ประเทศของเราต้องการ” (น.116)

เช่นเดียวกับคำปราศรัยของ “กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2520 ในคำปราศรัยนอกจากจะกล่าวถึงเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศชาติจากจักรวรรดินิยมอเมริกาและชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดแล้ว ยังมีการประกาศนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องชนชาติ โดยนโยบายข้อที่ 5 กำหนดไว้ว่า “ชนชาติต่าง ๆ แห่งประเทศไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีสิทธิในการใช้ภาษา หนังสือ รักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม คัดค้านการกดขี่เหยียดหยามระหว่างชนชาติ ในเขตรวมของชนชาติให้ดำเนินการปกครองตนเองได้โดยอยู่ภายใต้ครอบครัวใหญ่แห่งประเทศไทย และพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขอย่างทั่วถึง” (น.238)

จากเอกสารทั้งสองฉบับ ทำให้เราพอมองเห็นว่าต้นตอของปัญหานั้นมีที่มาจากรัฐ โดยเฉพาะ “เอกสารลับของแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติปัตตานี” ที่สะท้อนถึงความไม่พอใจในนโยบายและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน จนสะท้อนออกมาด้วยการขอแยกตัวจากอำนาจรัฐไทยในที่สุด ผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ของนิตยสารได้ดีขึ้นโดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน ผ่านการศึกษาเรื่องราวในอดีตจากเอกสารดังกล่าว

ส่วนที่สอง : ปัญหาที่ยังคงอยู่

เอกสารทั้งสองฉบับข้างต้น ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนเกือบทั้งหมดจะไม่เคยรับรู้เรื่องราวความเป็นมาดังกล่าว อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่รับรู้กันในวงแคบเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการ ผู้ที่ให้ความสนใจและประชาชนในพื้นที่เท่านั้น สังคมไทยในปัจจุบันจึงยังคงถูกครอบงำอยู่ด้วยมายาคติที่บดบังและบิดเบือนการรับรู้เรื่องราวที่เป็นจริงของชาวมลายูมุสลิม เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาในอดีต

นิตยสารฟ้าเดียวกันพยายามอธิบายถึงที่มาของการรับรู้หรือทัศนะคติที่คนไทยมีต่อโลกมุสลิมด้วยบทความ “มุสลิมในการรับรู้ของคนไทย : องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อความจริง” โดยชี้ว่าคนไทยมีองค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับมุสลิมและศาสนาอิสลามอย่างผิวเผินและไม่สามารถทำความเข้าใจถึงโลกทัศน์ที่แท้จริงของชาวมุสลิมได้ ด้วยสาเหตุของกระบวนการสร้างการรับรู้จากระบบการศึกษาซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชการที่ 5 เป็นต้นมา การรับรู้ดังกล่าวเป็นการรับรู้แบบชุดเดียวที่กำหนดมาจากรัฐโดยอิงอยู่กับโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมแบบพุทธศาสนาทั้งทางกายภาพและจินตภาพ (ในอีกนัยหนึ่ง การสร้างระบบการศึกษาแบบชุดเดียวก็คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเป็นรัฐชาติ กระบวนการนี้อยู่บนแนวคิดเรื่องบูรณาการแห่งชาติ หรือ national integration ที่มีเป้าหมายให้พลเมืองทุกหมู่เหล่าที่อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐเดียวกันยอมสวามิภักดิ์ต่ออำนาจรัฐ)

การเริ่มต้นของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือการก่อกำเนิดของรัฐชาติไทยจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับกระบวนการสร้างความรับรู้ร่วมในเรื่องความเป็นไทย การรับรู้ของคนไทยเกี่ยวกับชาวมุสลิมจึงถูกแบ่งออกเป็น “เขากับเรา” เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ ขณะที่ชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งนับถือพุทธศาสนา เช่น ลาว มอญ จีน สามารถกลมกลืนเข้าร่วมกับความเป็นไทยได้ง่ายกว่า และยิ่งในปัจจุบันเมื่อสังคมไทยอิงอยู่กับแนวคิดของโลกตะวันตกที่เสมือนเป็นคู่ตรงข้ามกับโลกมุสลิมมากขึ้น ก็ทำให้ภาพของมุสลิมบิดเบือนไปยิ่งกว่าเดิม ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบก่อนที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ “ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้จึงเป็นผลจากการที่เราได้ใช้การรับรู้ต่อมุสลิมในลักษณะดังกล่าว เป็นองค์ความรู้ในการเข้าจัดการกับสิ่งซึ่งเราคิดว่าเราเข้าใจดีมาตลอด ดังนั้นประการสำคัญคือ เราจะต้องรื้อถอนมายาคติ ซึ่งเป็นเสมือนตัวปิดกั้นขอบเขตแห่งความเข้าใจในเรื่องปรัชญาและหลักการทางศาสนาที่เป็นเสมือนดั่งธรรมนูญแห่งชีวิตของชาวมุสลิมทั้งปวงนั่นเอง” (น.183)

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้รับการอธิบายเพิ่มเติมด้วยบทความ “มายาคติ มลายูมุสลิมในสังคมไทย” ที่ชี้ว่านโยบายของรัฐในการสร้างบูรณาการทางสังคมและประสานกลมกลืนชาวมลายูมุสลิมผ่านกระบวนการทำให้ทันสมัย เช่น การขยายฐานการศึกษาสมัยใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางทุนนิยม เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับรัฐบาล และเน้นให้รัฐและสังคมเร่งทำความเข้าใจว่า สังคมไทยมิใช่สังคมที่มีลักษณะเดียวกันในทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ จึงควรปรับให้สอดคล้องกับความจริงข้อนี้ เพื่อความมั่นคงของรัฐเองในท้ายที่สุด

สำหรับ มายาคติ ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้นั้น นิตยสารฟ้าเดียวกันได้สรุปเป็นตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ดังนี้

1. อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง

แนวคิดและคำสอนที่น่าจะมีส่วนสนับสนุนมายาคติดังกล่าวมากที่สุดก็คือ แนวคิดเรื่อง “ญิฮาด” (Jihad) ที่แปลกันโดยทั่วไปว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์” หรือ “สงครามศาสนา” คำว่า ญิฮาด หมายถึงการดิ้นรนต่อสู้ของมนุษย์ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การต่อสู้กับจิตวิญญาณฝ่ายต่ำภายในตัวมนุษย์ และการต่อสู้กับศัตรูภายนอกที่คุกตามทำให้มุสลิมไม่สามารถปฏิบัติกิจตามบทบัญญัติทางศาสนาได้หรือต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนมุสลิม ซึ่งการตีความการต่อสู้อย่างหลังนั้นเป็นเรื่องที่ล่อแหลมมากหากมันถูกตีความเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือรับใช้เป้าหมายที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องระดับจิตวิญญาณ โดยบทความชี้แจงว่าจำเป็นที่ผู้รู้จะต้องออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ว่านับเป็นส่วนหนึ่งของการทำญิฮาดได้หรือไม่ เพื่อปกป้องชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง

2. จุฬาราชมนตรี คือผู้นำสูงสุดของคนมุสลิม

การให้สัมภาษณ์พิเศษของนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี ต่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย คงจะเป็นการสร้างความชอบธรรมต่อการปฏิบัติการสังหารผู้ก่อการในมัสยิดกรือเซะของเจ้าหน้าที่รัฐได้ดีที่สุด หากจะถือว่าตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคือผู้นำสูงสุดของศาสนา แต่ในบทความได้ชี้แจงว่าแท้จริงแล้วตำแหน่งนี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมในภาคใต้ เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งล้วนมาจากส่วนกลางและที่มาของตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเรื่องศาสนามาตั้งแต่ต้น “มุสลิมภาคใต้จึงไม่รับนับถือจุฬาราชมนตรีอย่างเต็มที่นัก เพราะถือว่าจุฬาราชมนตรีซึ่งอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐนั้น จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนชาวมุสลิม” (น.91)

3. ปอเนาะเป็นโรงเรียน

ผู้นำไทยในปัจจุบันมองว่าปอเนาะเป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการก่อการร้าย เป็นที่ปลูกฝังแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดน จึงมีความพยายามที่จะเข้าไปควบคุมดูแลหลักสูตรการเรียนการสอนของปอเนาะ โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเยาวชนถูกหลอกลวง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมองปอเนาะด้วยกรอบของโรงเรียนสมัยใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่าโรงเรียนเป็นระบบการศึกษาที่แตกต่างกับปอเนาะทั้งวิธีการและเป้าหมาย ปอเนาะนั้นไม่ใช่ “โรงเรียน” ที่มุ่งรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมแต่เป็นระบบวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีส่วนสนับสนุนให้ผู้คนในท้องถิ่นสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบราบรื่น ซึ่งรัฐควรคุ้มครองส่งเสริมให้ดำรงอยู่ต่อไปตามจารีตเดิม และหากมีข้อสงสัยก็สามารถขอเข้าตรวจค้นได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรเหมารวมตั้งข้อสงสัยกับปอเนาะทั้งหมด

4. เชื่อว่า “เขา” เป็นคนไทย

รัฐไทยในอดีตไม่เคยถือว่าชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนไทย โดยเริ่มมาเรียกพวกเขาว่า “คนไทย” อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พร้อม ๆ กับการใช้นโยบาย “กลมกลืนทางวัฒนธรรม” (Assimilation Policy) เพื่อทำให้พวกเขาเป็นคนไทยอย่างที่รัฐต้องการ เช่น ยกเลิกการสอนภาษามลายูในระดับประถม สอนภาษาอิสลามโดยบรรจุหลักสูตรภาษาไทย ย้ายชาวไทยจากภูมิภาคอื่นไปตั้งถิ่นฐานในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น แต่ด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวมลายูมุสลิม “ความเป็นไทย” ที่เข้ามาทีหลังไม่อาจทำลายเอกลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาลงไปได้ พวกเขายังคงเป็นชาวมลายูที่สืบทอดผืนดิน ภาษา วัฒนธรรมประเพณีและศาสนาของบรรพบุรุษที่เป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น

5. โจรใต้

ผู้นำไทยและสื่อมวลชนไทยมักให้คำนิยามกลุ่มผู้ก่อการว่าเป็น “โจรใต้” ซึ่งเป็นผลให้คนส่วนใหญ่ไม่ตะขิดตะขวงใจที่รัฐเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาโดยถือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาอาชญากรรม แต่เท่าที่ผ่านมาเราคงทราบดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับโจรหรืออาชญากรรม แต่เป็นเรื่องของการไม่ยอมทำความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความไม่ชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเป็นปฏิกิริยาในการตอบโต้

6. เขตปกครองพิเศษคือการแบ่งแยกดินแดน

ข้อเสนอเกี่ยวกับการปกครองภาคใต้ในรูปแบบเขตปกครองพิเศษถูกนำเสนอต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2490 โดยหะยีสุหรง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะกลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” ในทางการเมือง บทความชี้แจงว่าท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีการปกครองในรูปแบบเขตปกครองพิเศษ การแก้ไขปัญหาจะมาจากคนในท้องถิ่น ประชาชนจะสามารถกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตได้ด้วยตนเองตามหลักการดั้งเดิมของพวกเขา ถึงแม้จะไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างลุล่วงทั้งหมด แต่รัฐก็ไม่ควรจะปฏิเสธทางเลือกทางการเมืองอื่น ๆ

7. ความยากจนเป็นสาเหตุหลักของปัญหา

รัฐไทยเชื่อว่าปัญหาความยากจนเป็นสาเหตุของทุก ๆ ปัญหาในสังคม ภายใต้กรอบคิดนี้เองหลังจากเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 28 เมษายน รัฐบาลจึงชี้ว่าสาเหตุหลักของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้คือความยากจน และทุ่มงบประมาณ 12,000 ล้านบาทลงไปในพื้นที่ โดยที่รัฐบาลไม่เคยตั้งคำถามจริง ๆ จัง ๆ ว่าความรุนแรงดังกล่าวมีที่มาจากปัญหาเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และการพัฒนาที่รัฐนำเข้าไปจะมิใช่การพัฒนาที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาดังเช่นที่ผ่านมาอีก การมุ่งไปที่ความยากจนอาจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคงไม่จบลงง่าย ๆ หากขาดการพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาในมิติอื่นควบคู่กันไป

ในส่วนนี้ผู้อ่านจะได้รับทราบแง่มุมเพิ่มเติมจากบทความ “แลมุสลิมในโลกวรรณกรรมไทยร่วมสมัย” ซึ่งเป็นการสะท้อน “ความจริงสองด้าน” ผ่านมุมมองของงานวรรณกรรมที่เกี่ยวกับปัญหาในภาคใต้ ผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาในลักษณะนี้ช่วยผ่อนคลายผู้อ่านจากความเคร่งเครียดจริงจังของงานวิชาการได้มาก อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านที่ไม่ถนัดกับงานวิชาการสามารถทำความเข้าใจในสาระที่นิตยสารพยายามเสนอได้ดีขึ้น

 

ส่วนที่สาม : หนทางในวันข้างหน้า     

หลังจากที่ใช้เวลาไปไม่น้อยในการเรียนรู้ทำความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับทัศนคติเกี่ยวกับชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามให้ถูกต้องตรงกันแล้ว ในส่วนที่สามนี้จะเป็นการสรุปเหตุการณ์ความรุนแรงร่วมกันพร้อมทั้งการเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาของภาคประชาชน บทความหลักชิ้นหนึ่งในส่วนนี้คือ การสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ซึ่งเป็นความพยายามในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาโดยมีหมุดเริ่มที่เหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และการสร้างข้อเสนอต่อภาครัฐ โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำศาสนามาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นร่วมกัน

ประเด็นสำคัญจากการสัมมนานอกเหนือจากรายละเอียดทั่วไปแล้วอาจสรุปได้ ดังนี้

  1. ปรากฏการณ์ความรุนแรงมีที่มาจากบุคคลหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีเหตุของตน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ “ภาครัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” โลกทัศน์ที่แนบแน่นกับฝั่งตะวันตกของหน่วยงานความมั่นคงไทย ทำให้มองปัญหาผิดจากความเป็นจริง และซ้ำเติมให้ปัญหาหนักขึ้นกว่าเดิม
  2. ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากน้ำมือของฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว สังคมมุสลิมเองก็มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงด้วย มีการเรียกร้องถึงความถูกต้องถึงการแสดงออกด้วยความรุนแรงในการตอบโต้ รวมทั้งความรุนแรงที่มุสลิมปฏิบัติต่อมุสลิมด้วยกัน มาตรฐานทางศีลธรรมที่เรียกร้องกับรัฐก็จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อชุมชนของชาวมุสลิมด้วยกันเอง ข้อเรียกร้องจึงจะมีพลังและดึงให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับปัญหาในภาคใต้ได้
  3. ในขณะนี้เราจึงสามารถแบ่งกลุ่มคนในพื้นที่ได้เป็น 3 กลุ่มคือ ภาครัฐ ซึ่งเป็นที่มาของปัญหามากที่สุด ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งก็ยังไม่ได้แสดงความชัดเจนใด ๆ ออกมาไม่ว่าแถลงการณ์ทางการเมืองหรือเป้าหมายการต่อสู้ และฝ่ายประชาชน ที่อยู่ในสถานะลักลั่นไม่สามารถเลือกที่จะยืนอยู่ในฝั่งใดได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่น่าไว้วางใจเหมือนกัน

ต่อประเด็นดังกล่าว อ.นิธิ ชี้แจงผ่านบทความ “ประเทศไทยนี่แหละคือเวทีการต่อสู้ร่วมกัน” ว่าในภาวะที่ประชาชนชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ไม่อาจมอบความไว้วางใจให้รัฐหรือฝ่ายต่อต้าน (ซึ่งมีประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนในพื้นที่) เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนได้เช่นนี้ พวกเขาจำเป็นจะต้องอาศัยเวทีระดับประเทศในการต่อสู้ต่อรอง เพื่อสร้างอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อของรัฐและฝ่ายต่อต้านอีกต่อไป “ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ต้องหาคำตอบให้แก่ตนเองด้วย แต่คำตอบนั้นไม่มาเองเฉย ๆ จนกว่าเขาจะต้องลุกขึ้นมารวมตัวกันเคลื่อนไหว อย่างน้อยก็ในระดับที่เข้มข้นพอ ๆ กับประชาชนในส่วนอื่นของประเทศ มิฉะนั้นชะตากรรมของเขาจะถูกผู้อื่นเป็นผู้กำหนดให้เสมอไปแม้บางคนบางกลุ่มอาจกำหนดด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อเขาก็ตาม” (น.165)

ในส่วนนี้ยังมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เสนอต่อรัฐบาลโดยผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ซึ่งเน้นให้รัฐทำความเข้าใจในเรื่องศาสนา วัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ และจัดการแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมการพัฒนาที่สอดคล้องกับเรื่องดังกล่าว

 

สรุป

เป้าหมายของนิตยสารฟ้าเดียวกันฉบับนี้คือการพยายามทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจถึงที่มาของปัญหาความรุนแรงในภาคใต้และการปรับการรับรู้ต่อเรื่องราวของชาวมลายูมุสลิมและศาสนาอิสลามของคนภายนอกเสียใหม่ อันจะนำไปสู่หนทางในการแก้ปัญหาในท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่าเอกสารของแนวร่วมปลดแอกประชาชาติแห่งปัตตานีที่นิตยสารนำมาเผยแพร่ สามารถสรุปความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ได้ดี ถึงแม้จะเป็นเอกสารที่หวังผลทางการเมืองเป็นด้านหลัก แต่ข้อเท็จจริงในเอกสารก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง “ข้อเสนอภาคประชาชนต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้” ที่เสนอรายละเอียดแบบครบถ้วนทั้งเหตุเฉพาะหน้า และเหตุเชิงโครงสร้าง เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านมากโดยเฉพาะการทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน

ประเด็นเรื่องศาสนา เป็นอีกหัวข้อที่นิตยสารพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ทั้งกรณีคู่มือ “การต่อสู้ที่ปัตตานี” ซึ่งพบจากศพของผู้เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ “ญิฮาด” (สงครามศักดิ์สิทธิ์, สงครามศาสนา) “ชะฮีด” (ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา) หรือกระทั่งสถานะของจุฬาราชมนตรีในทัศนะของชาวมลายูมุสลิม รวมทั้งการวิพากษ์การบิดเบือนคำสอนของชาวมุสลิมด้วยกัน เพื่อใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง ข้อมูลในส่วนนี้เมื่อเพิ่มเติมด้วยบทความ “อิสลาม : ความรุนแรงและการเมืองแห่งอภัยวิถี” โดย อ.สุชาติ เศรษฐมาลินี ที่มุ่งตรวจสอบสัญญะของความรุนแรงในศาสนาอิสลาม ก็ทำให้เนื้อหาในส่วนนี้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นมากต่อผู้ที่มิใช่ชาวมุสลิม ในการทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง

แต่ปัญหาสำคัญในตอนนี้ก็คือ เราจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปสู่สังคมภายนอกได้อย่างไร และมายาคติที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานานจะมีวิธีขุดถอนออกไปได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นจะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของทั้งฝ่ายอำนาจรัฐและกลุ่มผู้ก่อการ เพื่อเปิดพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายประชาชน และเพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ

ในขณะที่สถานการณ์รอบนอกเริ่มส่งสัญญาณว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภายในประเทศมากขึ้น สังคมไทยคงเหลือทางเลือกไม่มากนักในการรับมือกับปัญหาที่จะตามมาในอนาคต หากยังไม่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เพียงพอ

Written by ksamphan

March 31, 2013 at 8:50 am

กนกพงศ์ยังคงอยู่

leave a comment »

kanokpong_3

คิดถึงกนกพงศ์

น้ำตาดาวพราวหยาดลงหวาดไหว

สะท้านดงพงไพรดูพราวพร่าง

ไม้ใหญ่ในค่ำคืนยืนคร่ำคราง

ป่าน้ำค้างครวญร่ำพร่ำพิไร

ในวิตกกนกเปลวยังแปลบปลาบ

ดังถูกสาปไปตราบสิ้นอสงไขย

โมหะจิตอวิชชามหาประลัย

เพียงมนุษย์หลุดพ้นได้โดยลำพัง

โอ  เบื้องหน้าสะพานขาดหวาดวิตก

สิ้นเสียงนกระวังไพรช่างไร้หวัง

คืนไร้เดือนเคยเตือนภัยให้ระวัง

ฟ้าไร้ดาวมืดดั่งเพดานดำ

หุบเขาฝนโปรยไพรในใจมนุษย์

สิ้นสุดฝนปรายโปรยจึงโหยพร่ำ

สายธารเหือดจวนจะแห้งแล้งระยำ

ฟ้าระห่ำโพยมหนฝนโปรยไพร

โลกใบเล็กของปัจเจกอันบรรเจิด

โดนระเบิดทุนบ้ามนต์สาไถย

หมุนกงล้อบดขยี้วิถีใจ

โลกใบใหญ่มืดมิดอนิจจา

คิดถึงกันบ้างไหม  ฉันใคร่ถาม

ขณะข้ามสะพานดาวพราวเวหา

รู้  เธอไม่สิ้นหวังยังมองมา

ยังปรุงค่าโปรยคำอันล้ำเลอ

แผ่นดินใจไยถวิลแผ่นดินอื่น

เพียงเราตื่นระลึกรู้อยู่เสมอ

รับรู้เธออยู่ใกล้  ใช่ละเมอ

คิดถึงเธอ  “กนกพงศ์ สงสมพันธุ์”

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

กุมภาพันธ์ 2552

 

kanokpong1“ด้วยวิถีแห่งพันธะ; งานเขียนคือการแสดงทัศนะต่อชีวิตและสังคม ตั้งคำถามต่อสองสิ่งดังกล่าว ทั้งพยายามค้นหาคำตอบ, ทำความเข้าใจ นี่เป็นงานอันยากลำบาก เสมือนจะเกินเลยไปจากศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่งพึงมี หลายปีมานี้ผมจึงเกิดความรู้สึกว่างานหนักของนักเขียนไม่ได้อยู่ที่การนั่งตอกพิมพ์ดีดหามรุ่งหามค่ำ ทว่ากลับอยู่ที่การพยายามทำความเข้าใจชีวิตและสังคมเป็นสำคัญ เริ่มจากตัวเอง ก่อนขยายขอบเขตออกไปสู่คนรอบข้าง…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ค่ำคืนของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 ผู้คนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ People Space แกลเลอรีขนาดย่อมบริเวณแพร่งภูธร เพื่อรำลึกถึงการจากไปของนักเขียนคนหนึ่ง

“นักเขียน” ที่มีงานเขียนหนังสือเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณ

ถึงแม้ป่าคอนกรีตจะแห้งแล้งและแข็งกระด้าง แต่บรรยากาศในค่ำคืนวันนั้นก็อบอวลไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความยกย่องนับถือ ที่มนุษย์มีให้กับมนุษย์อีกผู้หนึ่ง

ความชุ่มชื้นฉ่ำเย็น ณ หุบเขาฝนโปรยไพร จึงดูเหมือนจะแผ่คลุมมาถึงเมืองหลวง ช่วยปลอบประโลมจิตใจของญาติพี่น้องและมิตรสหายให้คลายความห่วงหา และเป็นเชื้อพลังสำหรับผู้ที่ยังอยู่ให้ก้าวเดินต่อไป

“กนกพงศ์ สงสมพันธุ์” สิ้นลมหายใจในวันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงชื่อและผลงาน ที่จักคงอยู่สืบไป

 

“โดยปริยาย; การทำความเข้าใจดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการจัดระบบชีวิตตนเอง ประสานความคิด, ความเชื่อ และศรัทธาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการแห่งพฤติกรรม เป็นเรื่องยากที่นักเขียนคนใดจักสามารถเสกสร้างงานเขียนขึ้นมาท่ามกลางภาวะขัดแย้งของบรรดาสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อ ‘งานเขียน’ เป็นแต่เพียงส่วนยอดของภูเขาซึ่งโผล่พ้นผืนดินขึ้นมาให้เห็น เป็นเพียง ‘ดอกผล’ ของชีวิตซึ่งผลิบานขึ้นมาให้ผู้ผ่านทางได้เชยชม เบื้องหลังของงานเขียนคือชีวิตทั้งชีวิต เบื้องหลังวรรณกรรมคือตัวตนสัมบูรณ์ของนักเขียน และแน่นอน… สัมฤทธิผลของงานเขียนย่อมมีรากฐานมาจากศักยภาพของชีวิต”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

ขจรฤทธิ์ รักษา  จตุพล บุญพรัด  และไพวรินทร์ ขาวงาม  เป็นตัวแทนของมิตรสหายในวงสนทนารำลึกความหลัง  ขจรฤทธิ์กล่าวขอบคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ เจ้าภาพในการจัดงาน และผู้ที่มาร่วมงาน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และประโยคที่ว่า “ผมรักเขามาก” ก็เพียงพอสำหรับคำอธิบายถึงมิตรภาพระหว่างเขากับกนกพงศ์

ในขณะที่จตุพลคือรุ่นพี่ร่วมโรงเรียนเดียวกัน ก่อนที่จะได้รู้จักกับกนกพงศ์ในช่วงที่ตั้งกลุ่ม “นกสีเหลือง” ร่วมกับมิตรสหายในแวดวงวรรณกรรม และเขาคือคนแรกๆ ที่ได้อ่านเรื่องสั้นของกนกพงศ์ตั้งแต่ยังไม่ได้ตีพิมพ์รวมเล่ม “ผมคือชีชั่งชง ไม่ใช่ชงประเด็นอะไรต่างๆ แต่ชงกาแฟให้เพื่อนทั้งคืน เพื่อให้เพื่อนเหล่านี้ได้เล่นไพ่กัน แล้วก็พูดคุยกัน วันนี้คุณเวียงวู่วาม หัวโจกใหญ่ ไม่มา คุณเวียงวู่วามคือเวียง-วชิระ บัวสนธ์ แหล่งที่เราพบกัน ส่วนใหญ่ก็จะไปขลุกกันที่บ้านผมที่เทเวศร์ เพราะว่ามันสะดวกในการก่อการ กนกพงศ์กำลังเป็นดาวรุ่งในการเขียนเรื่องสั้นในขณะนั้น เขาหอบเรื่องสั้นชุด สะพานขาด (2534) มาให้พวกเราอ่าน เข้าแฟ้มประมาณวิทยานิพนธ์เล่มโต ตีหัวใครก็สลบเลย เรื่องสั้นชุด สะพานขาด ถึง คนใบเลี้ยงเดี่ยว (2535) อยู่ในแฟ้มนั้น  เจตนาในการตั้งกลุ่มนกสีเหลืองขึ้นมาก็เพื่อบรรยากาศแบบนี้ หลังจากที่เห็นรุ่นพี่กลุ่มถนนหนังสือเขาก่อการขึ้นมา เป็นสี่ขุนพลนักเขียน คือจำลอง ฝั่งชลจิตร  วัฒน์ วรรลยางกูร  มาลา คำจันทร์  และชาติ กอบจิตติ”

“เขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียนเท่านั้น ไม่เป็นอะไรอื่นอีกเลย” จตุพลกล่าวถึงความมุ่งมั่นของมิตรสหายรุ่นน้อง “ด้วยเข็มทิศอันมุ่งมั่น อันแน่นอนชัดเจน ไม่เคยแปรเปลี่ยน ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้น จนเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ไม่ยอมเรียน ออกมาเพื่อที่จะเป็นนักเขียน ชัดเจนแน่นอน”

ส่วนไพวรินทร์ได้พบกับกนกพงศ์ในช่วงที่ทำงานกับกลุ่มนกสีเหลือง มิตรภาพของทั้งสองคนเริ่มต้นจากบทกวี “ประมาณปี 2529 ผมมีหนังสือรวมเล่มเล่มที่สองชื่อ คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ ตอนนั้นกนกพงศ์เขายังเรียนอยู่ ผมจำได้ว่าเขาจะทำหนังสือรับน้องใหม่ เขาก็เขียนจดหมายมาหาผม ไม่รู้ว่าเขาไปได้ที่อยู่มาจากไหน ขอบทกวีไปลงในหนังสือรับน้องใหม่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ”

ไพวรินทร์เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกนกพงศ์ให้ฟังว่า “เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยกัน บางทีคุยกันแทบทั้งคืน ไม่รู้คุยอะไร คุยได้ตั้งแต่เรื่องเหตุผล จนถึงเรื่องไร้เหตุผล เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภูตผีปีศาจ เรื่องอะไรต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาพูดกับผมว่า คุณคิดไหมว่า บางทีชีวิตเราที่เห็นอยู่ เป็นเพียงแค่ภาพฝันของพระเจ้า พอพระเจ้าตื่นขึ้นมา พวกเราก็สลายไป นี่คือเขาไม่ใช่คนที่คิดในเชิงวัตถุดิบตามหมู่บ้านอย่างเดียว  เออ ใช่ บางครั้งผมก็เชื่ออย่างนั้น บางครั้งแค่พระเจ้ากะพริบตา เราก็หายไปแล้วจากโลกนี้ และหลายเรื่องที่เขาชอบพูด ที่ทำให้ผมได้รับแรงบันดาลใจ เช่น เขาพูดว่า คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยเรื่องเล่า ที่เรารู้เรื่องร้อยปีพันปีก่อนเพราะมีนักเล่าเรื่อง เพราะฉะนั้น คุณกนกพงศ์จะเป็นนักเล่าเรื่องชั้นดีคนหนึ่งของยุคสมัย เขามีเรื่องอะไรเขาจะเอามาเล่า จากเรื่องที่บางทีไม่เป็นเรื่องเป็นราว ก็มาสังเคราะห์ให้เป็นเรื่องเป็นราว และเล่าให้มันเกิดชีวิตใหม่ นี่คือแรงบันดาลใจที่ต่อเนื่องกันมา ส่วนในช่วงหลังๆ ที่เขาลงไปอยู่ทางโน้น (อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช) พูดถึงอุดมคติของเขาในฐานะนักเขียนหนุ่ม ผมก็ยอมรับว่า ถ้าดื่ม ก็คือดื่มค่อนข้างเพียว ไอ้ผมจะเป็นพวกค่อนข้างผสมน้ำ ผสมโซดา ผมไปอยู่กับเขา เขาทำกับข้าวให้ผมกิน ผมก็เห็นว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากคุณแม่ เขาทำกับข้าวอร่อยมาก ชีวิตของเขาที่อยู่ที่นั่น เขาจะก่อเตาฟืน หุงข้าวด้วยฟืน บางทีก็ชวนผมไปปีนต้นชมพู่ ต้นละมุด คือเขาใช้ชีวิตอยู่แบบนั้น ซึ่งถ้าผมไปวันสองวัน ผมก็ถือว่าผมมีความสุข แต่ถ้าให้ผมไปอยู่เช่นนั้นซักเดือนสองเดือน ผมอาจจะต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าระหว่างที่เขาอยู่ที่นั่น เขาได้ต่อสู้กับอะไรบ้าง ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด ล้วนต้องไปต่อสู้กับสิ่งที่เราคิดไม่ถึง แต่เราจะเอาชนะหรือยอมแพ้ หรือเราจะเก็บงำไว้แค่ไหน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขาต้องมีความในใจของเขาที่เขาไม่ได้บอกใคร หรือบอก แต่อาจจะเพียงเปรยๆ”

หลังจากรำลึกความหลังกันพอให้หายคิดถึง ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ก็ชวนคุยเรื่อง “เพื่อชีวิต” เขาถามถึงอนาคตของวรรณกรรมและนักเขียนเพื่อชีวิต ในฐานะที่กนกพงศ์เคยประกาศว่าเขาเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย

ไพวรินทร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  “สมัยที่พวกผมเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆ คือช่วงทศวรรษ 2520-2530 ผมเคยบอกว่าเราเป็นเพียงหางๆ ของกระแสวรรณกรรมเพื่อชีวิต ตอนที่พวกผมเริ่มมีเรื่องสั้นและบทกวีลงตีพิมพ์นั้น เป็นช่วงที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตกำลังน่าเบื่อแล้ว ตอนนั้นคนกำลังออกจากป่า เพราะฉะนั้น เพื่อชีวิตใหม่มันก็แตกกิ่งออกไป บางคนใช้คำว่า ‘วรรณกรรมผ่านชีวิต’ เพราะถ้า ‘เพื่อชีวิต’ บางทีมันก็ต้องมานั่งเถียงกันอีกว่าอันไหนเพื่อ อันไหนไม่เพื่อ แต่ถ้าเราเขียนเรื่องที่มันผ่านชีวิตจริงของเรา หรือชีวิตที่เราคิดถึงมันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องเล่าชนิดหนึ่งได้…

“ผมยังเชื่อว่าเรื่องเล่าของชีวิตจะยังคงอยู่… ผมเชื่อมั่นในตัวเองว่า ผมยังรักษาอุดมคติและอุดมการณ์ลึกๆ เล็กๆ ของผม บนทางของผมเอง ช่วงหนึ่งเราเรียกร้องวงใหญ่มาก เราใช้อุดมการณ์วงใหญ่ ใช้อุดมคติวงกว้าง แต่ถึงที่สุดแล้ว เราพบว่ามันล้มเหลว เพราะเพื่อนที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา หายหน้าไปหมด และไปเป็นอีกข้าง อีกฝ่าย อีกกลุ่ม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองนะ พูดถึงว่าเขาไปยืนอยู่ในจุดที่ผมรับไม่ได้ ก็เหมือนกับที่คุณกนกพงศ์เขาก็รับไม่ได้กับเพื่อนอีกหลายกลุ่ม อีกหลายคน แต่ผมถือว่าเราก็ต้องยืนหยัด ด้วยกาลเวลา ด้วยอะไรลึกๆ ของตัวเอง ถ้าอีกสิบปีข้างหน้าผมจะล้มเหลวหรือพ่ายแพ้แก่ตัวเอง อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ผมยังถือว่าอุดมการณ์หรืออุดมคติของชีวิตยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่ใช้คำว่า ‘เพื่อชีวิต’ แล้วก็ตาม”

หลังจากไพวรินทร์พูดจบ ก็ถึงคราวของขจรฤทธิ์ “เพื่อชีวิตจะอยู่หรือไม่อยู่ผมเองก็ไม่รู้ แต่ผมก็อ่านงานของกนกพงศ์ แล้วผมก็นั่งคุยกับพี่เจน (สงสมพันธุ์) คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะมีคนเขียนแบบกนกพงศ์อีกหรือเปล่า สำรวจในแผงหนังสือก็ไม่เห็นมีใครเขียน เพราะการเขียนแบบกนกพงศ์นี่ยาก ต้องไปอยู่ในพื้นที่ นั่งคิด กนกพงศ์นี่เป็นนักคิดนะครับ เล่มรัมมี่ด้วยกันสองวันสองคืนเนี่ย (ผู้ฟังหัวเราะครืน) คิดนานกว่าเพื่อน กว่าจะทิ้งใบนึงนี่คิดนาน แล้วก็มีหนวดอยู่นิดหนึ่ง มีเคราอยู่หน่อยนึง ดึงแล้วดึงอีก เป็นที่รำคาญของเพื่อน ปกติไม่ค่อยมีใครกล้าอำ มีผมอำ ‘ดึงทำไมวะ ดึงอยู่นั่นแหละ ทิ้งซะทีสิ’ เขาเป็นนักคิด ขนาดเล่มรัมมี่ ผมนี่ชอบเล่นรัมมี่เป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเพื่อนตายไปก็เสียดาย ขาหายไปขาหนึ่ง (เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่อีกรอบ)”

ศุ บุญเลี้ยง เป็นอีกผู้หนึ่งที่มาร่วมงาน เมื่อสบโอกาส ขจรฤทธิ์จึงขอให้เขาพูดอะไรถึงกนกพงศ์เล็กน้อย

พี่จุ้ยย้อนความหลังไปเมื่อครั้งยังผลิตนิตยสาร ไปยาลใหญ่ “วันหนึ่งผมก็ได้รับต้นฉบับจากทางใต้ ลงนามปากกาว่า กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ส่งมาที่สำนักศิษย์สะดือ ซึ่งผลิตหนังสือแบบว่า กวนส้นตีนไปอีกแนวหนึ่ง ไม่ได้เพื่อชีวงชีวิตอะไร คือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ที่จริงเราไม่ได้รังเกียจงานเหล่านั้นเลย แต่เราไม่ได้คิดอยากจะเป็นอย่างพวกเขา เพราะเราเห็นว่าชีวิตบั้นปลายของพวกเขาจะลำบาก (หัวเราะครืน) ผมก็เอาต้นฉบับของกนกพงศ์มาอ่าน ผมคิดว่าเขาส่งเรื่องสั้นที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในความรู้สึกของเขา นี่ผมประเมินสถานการณ์นะครับ ผมคิดว่าถ้าเรื่องดีเขาไม่น่าจะส่งมาที่สำนักพิมพ์เรา ผมก็ให้บรรณาธิการใหญ่ดู ผ่านไปซักอาทิตย์หนึ่ง ผมก็เห็นต้นฉบับของกนกพงศ์ผ่านเข้าไปในแฟ้มงานเรื่องสั้นของ ไปยาลใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่าเขาเอามารวมพิมพ์ ผมคิดว่าเขาคงนึกสนุก คาดเดาว่าคงพนันกับเพื่อนว่าถ้าได้ลงมึงเลี้ยงนะ ถ้าไม่ได้ลงกูเลี้ยง อะไรประมาณนี้ เป็นความสนุกของคนหนุ่ม ผมเชื่ออย่างนั้น ก็ผ่านบรรณาธิการ แล้วผมเป็นคนเอาออกในตอนท้าย ตอนที่บรรณาธิการเผลอ ไม่ได้รังเกียจอะไรนะครับ เป็นนิสัยบางอย่างซึ่งผมแอบประพฤติ… (ขจรฤทธิ์แซวว่าพี่จุ้ยคงหมั่นไส้ที่กนกพงศ์หล่อกว่า)”

“วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว เราได้สูญเสียนักเขียนหนุ่มตลอดกาลไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ แม้กระทั่งวินาทีนี้ นักเขียนหนุ่มตลอดกาลของเราก็ยังอยู่กับเรา” จตุพลเริ่มต้นการสนทนาด้วยประโยคดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกๆ คน

 

kanokpong4“โดยนัยเดียวกัน; เราเสมือนกำลังทำงานอยู่บนความเชื่อและศรัทธาเฉพาะตน งานเขียนของเราจักกล่อมเกลาจิตใจของเราเป็นเบื้องต้น หลายปีมานี้ผมได้เรียนรู้ว่า ชีวิตได้ให้กำเนิดงานเขียน ขณะที่งานเขียนสร้างวิถีให้แก่ชีวิตก้าวเดินไป ผมไม่แน่ใจว่านี่เป็นเพียงการหลงวนอย่างหนึ่ง หรือกำลังเดินไปในครรลองซึ่งนำไปสู่คำตอบ? อย่างไรก็ตาม เมื่อการเดินทางยังไม่สิ้นสุด คงไม่อาจมีใครแจ้งชัดต่อจุดหมาย”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

“เวลาที่เราพูดถึงกนกพงศ์ คนจำนวนมากมักจะรู้สึกเหมือนกับพยายามจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับกนกพงศ์ แต่ถ้าถามผมซึ่งเป็นนักเขียน ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือสร้างอนุสาวรีย์ให้กับงานของกนกพงศ์” อนุสรณ์ ติปยานนท์ เริ่มต้นตั้งประเด็นสำหรับช่วง “ทรรศนะ-วิจารณ์”

“กนกพงศ์ตายไปแล้ว แต่ถ้าคุณไม่หยุดที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้กนกพงศ์ ในที่สุดงานของกนกพงศ์ก็จะตายตามไปด้วย มิติที่มันลึกซึ้งจริงๆ ก็คือ เอางานของกนกพงศ์ที่เขียนหลังจากที่เขาได้รางวัลซีไรต์แล้วมาอ่าน แล้วดูว่าเขาทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้”

ในความเห็นของอนุสรณ์ เขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่กนกพงศ์กำลังเผชิญอยู่ก็คือ “ความโดดเดี่ยว”  อนุสรณ์อ้างถึงจดหมายส่วนตัวของกนกพงศ์ที่เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่ง “มันเป็นจดหมายที่ระบายว่า เขาพยายามเขียนหนังสืออย่างมากเลย แต่ไม่มีใครรอบตัวเขาที่อ่านงานที่เขาเขียน เขาเหมือนคนที่เดินอยู่ในป่าคนเดียว เดินวันแล้ววันเล่า พบต้นไม้นั้นปุ๊บ เอามาปลูก ผู้คนก็หลงลืม พบดอกไม้นั้นปุ๊บ เอามาวางที่โต๊ะ ผู้คนก็หลงลืม เขาเหมือนกับคนที่เมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว ถนนเส้นนี้มันเดินอยู่คนเดียวจริงๆ เวลาที่คุณเชิดชูคนถึงจุดหนึ่ง ถึงจุดสูงสุด เราเริ่มไม่แตะเขาปุ๊บ เขาก็เริ่มถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”

“ผมจะยกตัวอย่างหนังสือสองเล่มที่ผมคิดว่าคนที่รักและชื่นชมกนกพงศ์ควรจะอ่าน คือ นิทานประเทศ (2549) และ โลกหมุนรอบตัวเอง (2548)” อนุสรณ์เริ่มต้นวิจารณ์งานเขียนของกนกพงศ์ “ผมคิดว่าคุณไม่ต้องไปอ่าน แผ่นดินอื่น (2539) นี่ผมวิจารณ์แบบรุนแรง ใน แผ่นดินอื่น ถ้าคุณอ่านอย่างจริงจัง มันมีร่องรอยของการก็อปปี้อยู่จำนวนมาก มีอัลแบร์ กามูส์ อยู่สองเรื่องที่เห็นได้ชัด นแผ่นดินอื่นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ามล้มเหลวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นการพูดกับตัวเองคนเดียว หรือเรื่องที่พยายามจะพูดถึงแม่ แต่ถ้าคุณอ่าน โลกหมุนรอบตัวเอง คุณจะเห็นคนคนหนึ่งมานั่งอยู่บนโต๊ะ แล้วบอกว่า นับจากนี้ ผมจะฝ่าบางสิ่งซึ่งเป็นกับดักดักผมเอาไว้ ใน โลกหมุนรอบตัวเอง หลายเรื่องล้มเหลวมาก แต่ก็อย่างที่บอก ผมเห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวเพราะเขาอาจจะทำงานอยู่คนเดียว แต่พอมาอ่าน นิทานประเทศ ผมเห็นเลยว่าเขาฝ่าความล้มเหลว

“ผมยกตัวอย่างเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งซึ่งดีมาก เป็นเรื่องของคนขายโรตีชาวศรีลังกา เขามีลูก แล้วลูกของเขาก็ถูกลูกของคนเล่าเรื่องเอาไปผูกติดกับต้นไม้ แล้วก็เสียชีวิต  ด้วยความเป็นกนกพงศ์ กนกพงศ์เล่าเรื่องแค่นี้ด้วยจำนวนหน้าประมาณ 30 หน้า เล่าย้อนไปย้อนมา ผมรู้เลยว่ากนกพงศ์ได้รับอิทธิพลจาก วี. เอส. ไนพอล แต่เขาทำได้สำเร็จมากเลย เพราะมันไม่เหลือกลิ่นอายของ วี. เอส. ไนพอล… ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาเขียนถึงลิงตัวหนึ่งกับก๊วนกัญชา ซึ่งมันเป็นเรื่องตลกมากเลย คือมันเป็นเรื่องไม่มีเรื่อง มันเป็นเรื่องของลิงตัวหนึ่งซึ่งไปอยู่กับก๊วนกัญชา แล้วก็เกิดอาการติดสัดขึ้นมา ในที่สุดเจ้าของก็เอาไปขังไว้ แต่ตอนที่เราอ่าน เรารู้เลยว่ากนกพงศ์พยายามบอกว่า เฮ้ย เรามองบางสิ่งจากมุมเล็กๆ บ้างได้ไหม ผมคิดว่าเขาพยายามจะบอกว่า ไอ้ grand narrative ซึ่งมันคุมวรรณกรรมเพื่อชีวิตมาเป็นเวลานาน คือต้องมีอุดมการณ์สูงส่ง ถ้าคุณไม่เชื่อมัน คุณทำอย่างอื่นได้ไหม ผมคิดว่านี่คือมิติที่น่าสนใจมากในการอ่านงานของกนกพงศ์ คือการตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าคุณไม่อยู่ในความเชื่อว่างานของกนกพงศ์สมบูรณ์แบบนะ คุณจะเห็นบางสิ่งเยอะมากเลย คุณจะเห็นเลยว่ามันมีร่องรอยของสิ่งที่มันไม่สมบูรณ์ แต่เพราะมันไม่สมบูรณ์ เราจึงรู้เลยว่ามนุษย์คนนี้กำลังแสวงหาอยู่”

อนุสรณ์เห็นว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับนักเขียนก็คือ “เพื่อน” ที่จะคอยให้คำปรึกษา ทั้งในระหว่างการทำงานและหลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่กนกพงศ์ไม่มี “ของทุกอย่างในโลกมันมีการตรวจสอบ แต่มันเหมือนกับพอเขาเขียนเสร็จแล้ว เขาอาจจะเดินไปเดินมา ชงกาแฟ แล้วมันก็จบตรงนั้น ในขณะที่นักเขียนระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เขามีคนอีกจำนวนมาก มีทั้ง บ.ก. มีทั้งคนรอบข้าง ที่จะเดินมา แล้วก็อ่าน แล้วบอกว่า ‘เฮ้ย มาร์เกซ คุณเพิ่มตรงนี้’ ‘มูราคามิ คุณเพิ่มตรงนี้ซิ’ หรือ ‘ฮอร์นบี ฉากนี้ยังไม่ขำ’ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก เพราะอะไร เพราะวรรณกรรมคือการประกอบสร้าง ยิ่งคุณประกอบสร้างผ่านหลายมือ มันคือการตกผลึก

“ผมมีความรู้สึกว่า เวลาเราพูดถึงคำว่า ‘การตกผลึกด้านวรรณกรรม’ เราชอบคิดว่าคนคนหนึ่งมานั่งอยู่กับที่ แล้วมันจะตกผลึก นั่นมันใช้ได้กับโรงน้ำแข็ง มันไม่ได้ใช้กับวรรณกรรม การตกผลึกก็คือการที่คุณต้องออกไปข้างนอก ให้คนเอาตีนถีบคุณ เอาไม้ฟาดหัวคุณ แล้วดูว่าคุณทนไหวไหม ถ้าคุณทนไหว นั่นแหละคือตกผลึก ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่กนกพงศ์เรียกร้องตลอดก็คือ มีใครซักคนมาฟาดหัวผมทีซิ แต่มันไม่มีไง มันเหมือนกับว่าพอเขาเขียนเสร็จปุ๊บ มันก็วางอยู่ตรงนั้น แล้วในที่สุดมันก็อยู่ตรงนั้น”

เช่นเดียวกับคำว่า “เพื่อชีวิต” ที่มักจะถูกผูกพ่วงอยู่กับคำว่า “กนกพงศ์” เสมอ อนุสรณ์เห็นว่าหากไม่แยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน ผู้อ่านก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งสร้างสรรค์ในงานเขียนของกนกพงศ์ “เพราะคุณพยายามจะคิดว่ามันต้องมีสูตรสำเร็จ วรรณกรรมเพื่อชีวิตมันน่าเบื่อ ในความเห็นของผม เพราะมันเป็น direct approach มันแทบจะมีสูตร หนึ่ง สอง สาม สี่ ก็คือ ยายแก่คนหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่าข้าวสารหมด กำลังจะเดินออกไปขอข้าวสาร พบว่าหลานเป็นไข้ เดินไปสถานีอนามัย สถานีอนามัยปิด คือมันเป็นการสร้างแบบ direct approach แต่กนกพงศ์ยุติทุกสิ่งหมดแล้วตั้งแต่ โลกหมุนรอบตัวเอง เขาพยายามจะบอกว่า เฮ้ย ถ้าคุณเชื่อผม คุณต้องเชื่อการเดินในทิศทางใหม่”

 

“แม้กระนั้น; ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึก, ความคิด และความเชื่อเฉพาะตน นักเขียนแต่ละคนต่างมี ‘วิถี’ แตกต่างกันไป สิ่งเดียวที่น่าจะเหมือนกันคือการวางเดิมพันต่องานเขียนด้วยชีวิต ในลักษณาการเช่นนี้ ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าคนเราต้องล้มลงสักกี่ครั้ง ถึงจะเรียนรู้การหยัดยืนอันมั่นคง?…”

(บางส่วนจาก “บางถ้อยคำ” ใน แผ่นดินอื่น, 2539)

 

openbooks review no. 1 (Summer 2009)

ธาตรี แสงมีอานุภาพ ถ่ายภาพ

Written by ksamphan

March 14, 2013 at 9:24 am

ท่าทีของสหรัฐฯ กับมหาอำนาจใหม่ของโลก

leave a comment »

U.S. President Barack Obama meets with China's Vice President Xi Jinping in the Oval Office of the White House in Washingtonการปกป้องรักษาแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางและสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน คือสาระสำคัญของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้ แต่ต่อจากนี้ไป ความสนใจของวอชิงตันจะหันเหไปสู่ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาสู่เวทีระดับโลกอย่างรวดเร็ว และกำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฏเกณฑ์ใหม่ทางด้านการเงิน เทคโนโลยี การค้า อวกาศ และสภาพภูมิอากาศของโลก – สาธารณรัฐประชาชนจีน

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาก่อนหน้านี้นับสิบปี จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ ปูนซีเมนต์ และมลภาวะ ขีดความสามารถของกองทัพบกและกองทัพเรือที่กำลังรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ โครงการก่อสร้างมากมายมหาศาลที่หิวโหยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และพลังงาน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญอาจถกเถียงกันเกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน – โรเบิร์ต โฟเกล (Robert Fogel) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนจะมีขนาดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลกภายในปี 2583 ขณะที่คนอื่นๆ ประเมินต่ำกว่านั้น – แต่ที่แน่นอนก็คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

บางคนมองว่าการก้าวขึ้นมาของจีนหมายถึงการคุกคามต่อวิถีชีวิต มาร์ติน ฌากส์ (Martin Jacques) ผู้เขียน When China Rules the World จินตนาการว่า การก้าวขึ้นมาของจีนจะเป็นการล้มล้างหลักการและภูมิปัญญาของตะวันตก ขณะที่บางคนยืนกรานที่จะโยงไปสู่เรื่องสงครามเย็น โดยนำจีนเข้ามาแทนที่อดีตสหภาพโซเวียต

อย่างไรก็ตาม คริสตินา ลาร์สัน (Christina Larson) บรรณาธิการนิตยสาร Foreign Policy เห็นว่า สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สหรัฐฯ และจีนจำต้องสานสัมพันธ์กันบนเวทีการเมืองโลก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองประเทศจะกลายเป็นมิตรรักกันแบบเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรในช่วงศตวรรษที่ 20

ลาร์สันเห็นว่าความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นรูปแบบเฉพาะซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายจะทั้งแข่งขันและร่วมมือในเวลาเดียวกัน เพื่อกำหนดรูปแบบและเกื้อหนุนระบบ (global system) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา  ในบางด้าน ความสัมพันธ์นี้อาจคล้ายกับลักษณะของกลุ่ม G-8 ที่ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เดินไปตามเส้นทางของแต่ละประเทศในประเด็นอื่นๆ  วอชิงตันและปักกิ่งจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในโครงสร้างความร่วมมือกันอย่างกลุ่ม G-20 หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation) ขณะเดียวกันก็พัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคี โดยทำงานใกล้ชิดกันในบางเรื่อง และเกะกะขัดขวางกันในเรื่องอื่น

แต่นี่ไม่ใช่การแต่งงานของสองฝ่ายที่เท่าเทียมกัน ลาร์สันเห็นว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจที่ยากจะท้าทาย แน่นอนว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถของกองทัพของพวกเขาก็กำลังสูงขึ้น แต่สำหรับลาร์สัน จีนแสดงความสามารถให้เห็นน้อยมากในต่างแดน และแสดงความสนใจเพียงเล็กน้อยสำหรับการสนับสนุนระบบที่ช่วยค้ำจุนเสรษฐกิจของโลก  สำหรับตอนนี้ จีนเลือกที่จะเป็น “free-rider” ในระบบระหว่างประเทศที่ช่วยปกป้องเส้นทางการค้า เส้นทางการเดินเรือ และเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งอนุญาตให้ปักกิ่งสามารถมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาภายในประเทศของตนได้เต็มที่

การเลือกที่จะไม่พบกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) ในการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) สำหรับลาร์สัน นี่แสดงว่าปักกิ่งยังไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการเป็นผู้นำระดับโลก (บทความในนิตยสาร Newsweek อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่าเวินไม่มีอำนาจในการตัดสินใจสำหรับการพบปะกันครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหน้า เขาจึงส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งไปพบกับโอบามาแทน)

ลาร์สันเห็นว่าจีนจะยังคงแสดงศักยภาพและตักตวงผลประโยชน์ต่อไป รวมถึงการแสวงหาน้ำมัน ป่าไม้ และแร่ธาตุ ในทุกมุมบนพื้นโลก รวมถึงดวงจันทร์ (จีนเป็นประเทศที่ลงทุนด้านการสำรวจอวกาศมากที่สุดในตอนนี้) เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง และสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามจำกัดการเติบโตของจีน

ความท้าทายที่แท้จริงของวอชิงตันคือการสร้างความสัมพันธ์ที่กระตุ้นให้จีนสนับสนุนระบบที่พวกเขาได้ประโยชน์จากมัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ จะต้องบริหารจัดการความร่วมมืออันสลับซับซ้อนดังกล่าวด้วยแนวทางที่ชัดเจน

หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่หวานดูดดื่ม แต่ก็ต้องไม่ชิงชังจนมองหน้ากันไม่ได้

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 6:57 am

ความหมายของ ‘เพื่อนร่วมทีม’

leave a comment »

เรือโท ไมเคิล เมอร์ฟี (ซ้าย) ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน

เรือโท ไมเคิล เมอร์ฟี (ซ้าย) ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอัฟกานิสถาน

หลังจากดวงอาทิตย์ลับหายไปเบื้องหลังเทือกเขาฮินดูกูช เนวีซีลสี่นายก็โรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ชีนุกลงสู่สันเขาอันห่างไกลผู้คน วันนั้นคือวันที่ 27 มิถุนายน 2005 สมาชิกของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐอเมริกากำลังปฏิบัติภารกิจที่ชื่อ Operation Red Wings ณ บริเวณใจกลางเขตแดนของกลุ่มตอลิบาน เป้าหมายของพวกเขาคือการสังหารหรือการจับกุม อาห์หมัด ชาห์ (Ahmad Shah) นักรบชนเผ่าที่ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียนาวิกโยธินไปหลายนาย

ซีลสี่นายใช้เวลาตลอดทั้งคืนสำหรับการเดินไปยังจุดสังเกตการณ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ทว่าในเวลาเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น พวกเขาได้พบกับกลุ่มคนเลี้ยงแพะโดยบังเอิญ เรือโท ไมเคิล เมอร์ฟี (Michael Murphy) ในฐานะหัวหน้าทีม ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยชาวบ้านไปและยอมรับความเป็นไปได้ที่ศัตรูอาจรู้ตำแหน่งของพวกเขา หรือสังหารผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น ซึ่งอาจถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

หลังจากปรึกษากับลูกทีม เมอร์ฟีเลือกที่จะไม่ทำอะไรคนเหล่านั้น

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ซีลทั้งสี่นายก็ถูกนักรบตอลิบานประมาณสี่สิบคนโจมตี พวกเขาต้องหลบอยู่ในหุบเขาในสภาพที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เมอร์ฟีจะฝ่าวงล้อมออกมาสู่พื้นที่โล่งและส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งของลูกทีมให้กับหน่วยสนับสนุน เมื่อแจ้งตำแหน่งได้สำเร็จ เมอร์ฟีก็ย้อนกลับไปหาลูกทีมของเขาอีกครั้ง

เมื่อเฮลิคอปเตอร์เอ็มเอช-47 มาถึง นักรบตอลิบานก็ต้อนรับด้วยจรวดในทันที ซึ่งทำให้ทหารบนเครื่องทั้งสิบแปดนายเสียชีวิต

ปฏิบัติการครั้งนั้นทำให้เมอร์ฟีและลูกทีมอีกสองนายเสียชีวิต มีเพียงพลทหารมาร์กัส ลัตเทรลล์ (Marcus Luttrell) เพียงคนเดียวที่รอด เขาประทังชีวิตตลอดทั้งเจ็ดวันด้วยผลเบอร์รี น้ำในลำธาร และไหวพริบปฏิภาณ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากมิตรชาวอัฟกัน

ในปี 2006 ไมเคิล มันซอร์ (Michael Monsoor) สมาชิกของซีลทีมทรี กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในอิรัก เขากำลังทำหน้าที่คุ้มกันเพื่อนร่วมทีมในระหว่างการยิงปะทะ ทันใดนั้น ระเบิดลูกหนึ่งก็ถูกปาเข้ามาทางหน้าต่าง มันลอยมาถูกหน้าอกและตกลงตรงหน้าเขา โดยไม่ลังเล มันซอร์ใช้ร่างของเขาป้องกันแรงระเบิดให้กับเพื่อนร่วมทีม เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในอีกสามสิบนาทีต่อมา

ในปี 2007 เรือโท ไมเคิล เมอร์ฟี ได้รับเหรียญกล้าหาญสำหรับการเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลก เพื่อช่วยชีวิตของเพื่อนร่วมทีม เขาเป็นทหารเรือคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้นับตั้งแต่สงครามเวียดนาม ก่อนที่ ไมเคิล มันซอร์ จะได้รับรางวัลเดียวกันในปี 2008

พลเรือเอก วิลเลียม แม็กเครเวน (William McRaven) ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าวีรกรรมดังกล่าวคือการแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงความหมายของคำว่า ‘เพื่อนร่วมทีม’ ซึ่งซีลทุกนายถูกสอนให้รู้จักมันอย่างถ่องแท้ตั้งแต่วันแรกของการฝึก

“คุณคลานเข้าไปในสนามรบเพื่อช่วยเพื่อนเพราะว่าเขาเป็นเพื่อน มันไม่ใช่เพราะความกล้าหาญหรือเพราะคุณกำลังคิดถึงเหรียญกล้าหาญ” อดีตนายทหารคนหนึ่งกล่าว

ในฐานะสมาชิกของหน่วยรบที่ดีที่สุดของประเทศ คุณค่าที่ซีลทุกนายยึดถือคือการละวางตัวตนเพื่อเป้าหมายของภารกิจ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความสุขุมรอบคอบ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

พวกเขาคือนักรบฝีมือเยี่ยมผู้เงียบขรึม และแทบไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนชาวอเมริกันผู้โหยหาฮีโร่ชนิดไม่มีวันสิ้นสุด

แต่ไม่กี่ปีมานี้ แสงไฟเริ่มสาดส่องมาที่พวกเขา และคุณค่าที่พวกเขายึดถือมานานก็กำลังได้รับการทดสอบ – โดยเฉพาะจากวัฒนธรรมความมีชื่อเสียง แวดวงหนังสือ และวงการภาพยนตร์

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2556)

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 5:20 am

Posted in Neighbours Matters

วิกฤตพาสตา

leave a comment »

2 world-foodโลกที่ไม่มีพาสตาดูเหมือนจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ถ้ามนุษย์ยังต้องการกินพาสตาต่อไป เราก็ควรจริงจังกับปัญหาโลกร้อนให้มากกว่านี้ เนื่องจากพาสตาทำมาจากข้าวสาลี และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ล้วนบ่งชี้ว่าข้าวสาลีคือพืชที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและความแห้งแล้งอย่างรุนแรงซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ภูมิอากาศแปรปรวน และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศก็ส่งผลใหญ่หลวงต่อรากฐานการดำรงอยู่ของมนุษย์ นั่นก็คือความสามารถในการผลิตอาหารของเรา

ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าว คืออาหารที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ พืชทั้งสามชนิดกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ แต่ข้าวสาลีคือพืชที่รับส่วนแบ่งไปมากที่สุด เนื่องจากมันชอบอากาศเย็น ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อการเติบโตและคุณภาพของมัน

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียง 1 องศาฟาเรนไฮต์ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตข้าวสาลีลดลง 5.5 เปอร์เซ็นต์ และก่อนจะถึงปี 2050 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าทุกสองปีต่อจากนี้ พื้นที่ปลูกข้าวสาลีที่สำคัญของโลก (สหรัฐอเมริกา ภาคกลางของแคนาดา ภาคเหนือของจีน อินเดีย รัสเซีย และออสเตรเลีย) จะเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดในเวลานี้ ซึ่งนั่นจะทำให้ผลผลิตข้าวสาลีลดลงระหว่าง 23-27 เปอร์เซ็นต์ ตราบใดที่ปัญหาโลกร้อนยังไม่ทุเลา และสายพันธุ์ที่ทนความร้อนได้มากขึ้นยังไม่ถูกพัฒนา

พืชเมืองหนาวเป็นปราการด่านแรกของภาวะโลกร้อน และพวกเราซึ่งไม่ได้กินพาสตาเป็นอาหารหลักก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากมายอะไร

แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?

IMAGE ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2556)

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 5:16 am

Posted in Neighbours Matters

เดือนดับ ดาวพราว: แสงสีสกาวในโลกหม่นทึม

leave a comment »

18 สิงหาคม 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 20:22 น.

พนักงานเสิร์ฟและพนักงานเชียร์เบียร์ยกมือไหว้เกือบจะพร้อมกันทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไปในร้าน ผมเดินไปนั่งยังโต๊ะประจำ หนึ่งในสองหนุ่มนักดนตรีบนเวทีกล่าวคำทักทาย วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเอ่ยคำทัก หลังจากเห็นหน้ากันมายาวนานแรมปี

ไม่บ่อยนักที่ผมจะมาเยี่ยมเยือนที่นี่ในวันพฤหัสบดี วันนี้ไม่มีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกในยุโรป หนุ่มนักดนตรีเอ่ยแซวว่าผมหายหน้าหายตาไปในช่วงปิดฤดูกาล และโผล่หน้ามาทันทีเมื่อการแข่งขันเริ่มต้น

แน่นอน จุดประสงค์หลักของผมในการมาที่นี่คือฟุตบอล – นอกเหนือจากเบียร์และมิตรสหาย – แต่เมื่อนั่งคิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง ผมก็พบว่าที่นี่มีอะไรมากกว่าสองอย่างนั้น

ผมสั่งเบียร์และน้ำแข็ง ก่อนที่สองหนุ่มนักดนตรีจะบรรเลงบทเพลงต่อไปของพวกเขา

“เธอกับเขา เกินเลยไม่เคยได้คิด ปล่อยความใกล้ชิด ทำร้ายใจเราเรื่อยมา…”

ผมมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตามคำชวนของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ คนหนึ่ง

สภาพของมันอาจจะดูซอมซ่อในสายตาของชนชั้นกลางทั่วไป การตกแต่งไม่หรูหราเก๋ไก๋ อาหารไม่ได้เลิศรสโอชา และไม่มีสาวงามให้คอยสอดส่องสบสายตา แต่สำหรับผม ที่นี่คือจุดหมายแรกของเกือบทุกค่ำคืนที่ร่างกายและจิตใจอยากสัมผัสกับโลกตอนกลางคืน

คงเป็นเพราะมันอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ราคาพอจ่ายไหว และด้วยอายุที่มากขึ้น บางทีการนั่งอยู่ในร้านที่ไม่ต้องตะโกนคุยกันแข่งกับเสียงดนตรีก็เป็นสิ่งที่ให้ความเพลิดเพลินเพียงพอตามอัตภาพ

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองมาหลายปี ผมพบว่าโลกยามค่ำคืนของเมืองหลวงแห่งนี้เป็นโลกที่น่าศึกษาเรียนรู้ จากวันเวลาดื่มกินแบบกระเหม็ดกระแหม่ในร้านเหล้าใกล้ๆ มหาวิทยาลัย สู่ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเริ่มต้นทำงาน จวบจนผ่านพ้นวันเวลาเข้าสู่ทศวรรษที่สี่ของชีวิต เรื่องราวของโลกกลางคืนก็ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด เสียงดนตรีจากนักร้องและนักดนตรีหลายร้อยชีวิตยังคงดังกังวาน แสงไฟหลากสียังคงเปล่งประกายทันทีที่ความมืดเริ่มคลี่คลุม ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติดหลากหลายชนิด ยังคงถูกนำเข้าสู่ร่างกายมนุษย์อยู่ทุกวินาที และแน่นอนว่าในโลกแห่งนี้ มันคือเวทีชีวิตของผู้คนนับหมื่นนับแสนคน

แม้จะเป็นโลกด้านมืด ถูกเบียดขับออกจากบรรทัดฐานของศีลธรรมอันดี และเป็น ‘ความเสื่อม’ ของสังคมในสายตาของ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ ในบ้านเมือง แต่สำหรับผม โลกด้านนี้อาจมีคุณค่าและความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโลกอีกด้าน เป็นอีกด้านของเหรียญที่จำเป็นต้องมี อันหมายถึงการประคับประคองให้สังคมมนุษย์โดยรวมยังก้าวเดินต่อไปได้

 

23 สิงหาคม 2554, ถนนจรัญสนิทวงศ์, 22:29 น.

หญิงสาว 4-5 คนในชุดบางเบาแนบเนื้อยืนเรียงอยู่ตรงหน้า ผมกวาดสายตาเพียงผ่านๆ ไม่กล้าสบตายาวนาน ก่อนจะตัดสินใจเลือกคนที่คิดว่าน่าจะทำให้งานของผมเดินหน้าได้มากที่สุด

ผมเรียกรถแท็กซี่จากถนนข้าวสารมาที่นี่ หลังจากนึกขึ้นได้ว่าบริเวณนี้มีร้านคาราโอเกะตั้งอยู่หลายร้าน การนั่งคุยกันในร้านคาราโอเกะน่าจะทำให้งานของผมง่ายขึ้น ในช่วงเวลาที่ลู่ทางในการนัดหมายเพื่อพูดคุยกับคนทำงานกลางคืนดูเหมือนจะมืดมน

สีหน้าของ ‘ตั๊ก’ หญิงสาววัย 26 ปีจากจังหวัดอุบลราชธานีดูลดความตื่นเต้นกังวลลงทันที หลังจากผมแจ้งจุดประสงค์ในการมาคืนนี้

เธอเพิ่งถูกเจ้าของร้านกำชับถึงเงื่อนไขในการทำงานที่นี่ ซึ่งหากเธอไม่ยอมรับ นั่นหมายถึงที่นี่จะไม่มีงานสำหรับเธออีกต่อไป

 

ที่มาของ ‘ผู้หญิงกลางคืน’ อาจคาดเดาได้ไม่ยาก

บ้านจน เรียนน้อย ครอบครัวแตกแยก ใจแตก ผัวทิ้ง เลี้ยงลูก ดูแลพ่อแม่ ฯลฯ

แต่ ‘ความทรงจำ’ แรกของผมที่มีต่อ ‘เธอ’ เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมอ่านพบเรื่องราวของ ‘เธอ’ ตอนเรียนอยู่ชั้น ม. 2 และทุกวันนี้ก็ยังนึกถึง ‘เธอ’ เรื่อยมา

เธอชื่อ ‘จิต’ – กะหรี่หรือช็อกกาลีที่เมืองเพชรบูรณ์ในทศวรรษ 2480

คงจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เกินไป หากผมจะสาธยายเรื่องราวของเธอโดยละเอียด จึงขอคัดลอกมาเพียงบทสรุปของเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ที่ ส. อาสนจินดา ถ่ายทอดไว้ใน ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 ดังนี้

ข้าพเจ้ายังนั่งอยู่ตรงนั้น จนพระอาทิตย์ตกลับเขาน้ำพุไปตั้งนานแล้ว ค่ำแล้ว ข้าพเจ้าก็คงอยู่ที่นั่น

ม้าที่ข้าพเจ้าขี่มายังก้มกินหญ้าอย่างไม่อิ่มและรู้เบื่อ

มองม้าแล้วคิดถึงอีช็อกกาลีจิตมันเป็น-ผิดกับม้าที่เป็นสัตว์ แต่ราคาค่าของมันสำหรับสังคมและคนอื่นๆ ดูมันมีค่าและความหมายน้อยกว่าม้ามาก

ม้ายังเข้ามาอยู่ร่วมกับคนได้ มีค่าตัว-มีค่าเช่า-มีราคา แต่อีจิตยิ่งกว่าม้า ไม่มีใครหรือสังคมที่ไหนต้องการเลย มีแต่คนรังเกียจ-หันหลังให้ รักม้าไม่มีใครว่า แต่รักคนอย่างอีจิตคนนั้น มีแต่คนห้ามปรามหยามเหยียด อนิจจา มนุษย์ ชีวิต

ไม่มีใครคิดบ้างหรือว่าคนอย่างมัน-ช็อกกาลีที่เป็นโรค ก็มีหัวใจ มีความเป็นคน ที่เวลา ‘ถอดเปลือก’ ก็เหมือนคนอื่นๆ

มันมีคุณธรรมแห่งความรัก-ความซื่อสัตย์ กตัญญู-ความเป็นผู้เป็นคนเหนือใครอีกหลายคนที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เสมือนไม่ใช่คนอย่างข้าพเจ้า[1]

เรื่องราวของช็อกกาลีคนหนึ่ง คอยกระตุ้นเตือนให้ผมมองโลกและชีวิตของคนกลางคืนให้รอบด้าน ไม่ด่วนตัดสิน-พิพากษา ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ขณะเดียวกัน ผมคิดว่าเมื่อเรามองเห็น ‘ความเป็นคน’ ของพวกเธอ การตามรู้กิเลสตัณหาที่ก่อตัวขึ้นภายในตัวเราก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น

 

ทศวรรษ 2530 ขณะเป็นนักเรียนชั้นประถม แม้จะยังสรุปบทเรียนเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ได้ แต่ ‘ภาพร่าง’ แรกของผู้หญิงกลางคืนของผมเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

“น้ำตานองอาบสองแก้ม สายลมแย้มพัดผ่านมา นาฬิกาบอกเวลา ดังเตือนว่าเลยเวลานอน…”

อัลบัม เมดอินไทยแลนด์ ของคาราบาว วางแผงในเดือนธันวาคม 2527 คล้อยหลังจากเรื่องราวของ ‘จิต’ สี่สิบกว่าปี แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวของ ‘เธอ’ ในเพลง ‘นางงามตู้กระจก’ ก็ไม่ได้บิดผันแปรเปลี่ยนไปจากชีวิตของ ‘จิต’ มากนัก

“…สังคมทราม ทรามเพราะคน ความยากจน ใครทนได้ พ่อก็แก่ แม่ไม่สบาย น้องหญิงชายวัยกำลังหม่ำ…”

อีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อชนชั้นกลางในเขตเมืองขยายตัวมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ นิยามของผู้หญิงกลางคืนก็ขยายขอบเขตออกไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเกิดขึ้นของการท่องเที่ยว สงครามเวียดนาม และความต้องการอันหลากหลายของชนชั้นกลาง โสเภณีถูกแบ่งซอยออกเป็นหลายเกรดหลายราคา ตั้งแต่หลักสิบจนกระทั่งถึงหลักหมื่นหลักแสน จากซ่องหรือโรงน้ำชาในหลืบซอย กลายเป็นตึกหรูหราใหญ่โตกลางเมือง ควบคู่กับการเกิดขึ้นของสนามหลวง สวนลุมฯ วงเวียนใหญ่ ท่าช้าง โรงแรมสยาม พัฒน์พงศ์ ซอยคาวบอย พัทยา ภูเก็ต เด็กคาราโอเกะ ไซด์ไลน์ นักร้องคาเฟ่ อะโกโก้ โคโยตี้ พีอาร์ รับจ้างเที่ยว นวดกะปู๋ ฯลฯ

เพลง ‘คนกลางคืน’ ที่ขับร้องโดย เสาวลักษณ์ ลีละบุตร (อัลบัม Amp’s Tales เรื่องเล่า..เสาวลักษณ์ วางแผงเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2544) สะท้อนถึง ‘ที่ยืน’ ของ ‘พวกเธอ’ ในห้วงเวลาปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่ตรงฉันยืน ตรงนี้มันมืดมน ผู้คนเข้ามาแล้วผ่านไป ฉันไม่คิดเลย ว่าฉันจะพบใคร ถึงยังไง ไม่มีใคร เขามีใจให้กัน อยากบอกเหมือนกัน ว่าฉันรู้สึกดี ที่เธอเข้ามา มาผูกพัน แม้จะรักเธอ แต่ฉันก็ไหวหวั่น จะรักกันยังไง…” 

แม้ว่า ‘ฉัน’ ใน ‘คนกลางคืน’ จะยังคงยืนอยู่ในที่มืด แต่ ‘ฉัน’ ก็ก้าวออกมาจากจุดที่ ‘เธอ’ ใน ‘นางงามตู้กระจก’ ยืนอยู่ไกลโข (แม้ว่าในทุกวันนี้จะยังคงมีผู้หญิงที่ยืนอยู่ในจุดเดียวกับ ‘เธอ’ อีกนับไม่ถ้วน) ‘ฉัน’ ไม่จำเป็นต้องเอาเรือนกายเข้าแลกมากเท่า ‘เธอ’ จุดที่ ‘ฉัน’ ยืนดูเหมือนจะมีศักดิ์ศรีและได้รับการยอมรับมากขึ้น กระทั่งเตะตาต้องใจชายหนุ่มมีการศึกษาและหน้าตาดี (ตามที่นำเสนอในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้) แต่ความเป็น ‘ฉัน’ ในความรู้สึกของ ‘ฉัน’ เอง ก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับ ‘เธอ’ มากนัก และก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกับความรู้สึกของ ‘สิรี’ หญิงสาวในจินตนาการของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในห้วงทศวรรษ 2500

สิรีรีบผละออกจากชายหนุ่มทันที หล่อนนึกไม่ชอบความจริงจังของเขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ชีวิตเหลวแหลกและหัวใจฟกช้ำ หล่อนไม่เชื่อว่าผู้ชายคนไหนจะพูดความจริง โดยเฉพาะผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวหาความสำราญในบ้านผู้หญิงพรรค์นี้…[2]

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

หลังจากคุยกันพอหอมปากหอมคอ ผมชวนพี่ ก. ย้ายที่นั่งไปยังร้านที่เราเจอกันครั้งแรก

เมื่อประมาณสองปีก่อน วันนั้นเราสองคนนั่งอยู่โต๊ะติดกัน ต่างคนต่างนั่งอยู่เพียงลำพัง ผมคงจะติดลมมาจากที่ไหนสักแห่ง และกำลังนั่งดูอะไรเพลินๆ ก่อนที่พี่ ก. จะเข้ามาทำความรู้จัก

ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยแจ่มใสนัก พี่ ก. ปรับทุกข์กับผมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพนักงานสาวคนหนึ่งในร้าน

แน่นอน สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย (ผู้หญิง และเพศที่สาม) จำนวนมากยอมควักเงินและขโมยเวลานอนของตัวเองออกมาเที่ยว ก็คือเพศตรงข้าม (และเพศเดียวกัน)

“มันดึงดูดมาก มันสวยอ่ะ คนไม่เคยเจอ พอไปเจอ โอ้โห แม่ง…”

นั่นคือความรู้สึกของพี่ ก. สำหรับการไปเที่ยว ‘เลาจน์’ ครั้งแรก

การเกิดขึ้นของ ‘เลาจน์’ แยกไม่ออกจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ‘สุราและนารี’ ทำให้สถานบันเทิงในลักษณะนี้เป็นที่นิยมของชายหนุ่มวัยทำงาน ขณะเดียวกัน มันก็เป็นช่องทางในการหารายได้ (ที่งดงาม) ของหญิงสาวจำนวนมาก

รายได้ในแต่ละเดือนของ ‘โคโยตี้’ และ ‘พีอาร์’ เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นจนกระทั่งถึงหลักแสน นักศึกษาหลายคนเลือกทำงานแบบนี้ควบคู่ไปกับการศึกษาเล่าเรียน ด้วยรายได้ที่สูง และไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายเข้าแลกมากเท่ากับ ‘หมอนวด’ รวมทั้งบรรยากาศการทำงานที่แทบจะไม่ต่างกับการออกไปเที่ยวกลางคืน

การเที่ยวในลักษณะนี้เรียกร้องค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ลูกค้าส่วนใหญ่ของเลาจน์จึงเป็นคนในวัยทำงานที่มีกำลังจ่าย พวกเขาอาจจะมาสนุกสนานกับเพื่อนฝูง อยากมีหญิงสาวหน้าตาดีเป็นเพื่อนดื่มกิน และหากโชคดี ค่ำคืนนั้นเขาอาจจะไม่ต้องนอนคนเดียวหรือกับหญิงสาวคนเดิม

เลาจน์ส่วนใหญ่ไม่มีการขายบริการทางเพศ เรื่องนี้เป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล

 

30 สิงหาคม 2554, ถนนสุขุมวิท, 13:03 น.

“คนแถวบ้านเขาเคยมาทำแล้วเขาได้ผัวฝรั่ง คือคนอีสาน คนบ้านนอก ส่วนมากถ้าไม่ได้ผัวฝรั่งก็ไม่รวย ถ้าไม่ถูกล็อตเตอรีมันก็ต้องมีผัวฝรั่ง เขาก็บอกต่อๆ กันมา ถ้าไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ต้องมาอย่างนี้ ถ้าอยากสบาย พวกฝรั่งมันมีตังค์เยอะ ทำให้เราสบายได้”

‘กาน’ เด็กสาววัย 18 ปีจากจังหวัดบุรีรัมย์ บอกที่มาของเธอ

“เดี๋ยวนี้แถวหมู่บ้านมีแต่บ้านฝรั่ง” เธอสำทับ

กานทำงานอยู่ที่ซอยคาวบอย สถานที่ที่ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ซอยคาวบอยและถนนพัฒน์พงศ์เป็นแหล่งของสถานบันเทิงสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สถานบันเทิงแห่งแรกๆ บนถนนพัฒน์พงศ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของทหารอเมริกันในทศวรรษ 2510 ลักษณะของร้านรวงต่างๆ จึงตอบสนองรสนิยมของ ‘ฝรั่ง’ เช่นเดียวกับ ‘ผู้หญิง’

ผมเคยเข้าไปสำรวจบรรยากาศของบาร์แห่งหนึ่งบนถนนพัฒน์พงศ์ ร้านที่ผมกับเพื่อน ‘สุ่ม’ เข้าไปสำรวจเป็นร้านขนาดเล็ก มีเวทีสำหรับให้หญิงสาวในชุดบิกินี่ขึ้นไปโชว์สัดส่วนประกอบเสียงเพลงอยู่ตรงกลาง รายรอบด้วยที่นั่งซึ่งอยู่ห่างจากเวทีไม่เกินสองเมตร

สำหรับผม ถึงแม้ที่นี่จะไม่ดึงดูดเย้ายวนใจ แต่ก็เป็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่น่าศึกษาจดจำ

นักท่องเที่ยวสูงวัยชาวญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะถูกใจหน้าอกทรงโตของหญิงสาวคนหนึ่ง เขาหยอกล้อกับเธอด้วยภาษามือและใบหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนั้นก็มีการถ่ายเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนของเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะจูงมือกันออกไปจากร้าน ขณะที่ฝั่งตรงข้ามของผมเป็นสามี-ภรรยาชาวเอเชียที่มากับลูกเล็กๆ หนึ่งคน พ่อชี้ชวนให้ลูกชายดูการเคลื่อนไหวของหญิงสาวบนเวที ขณะที่แม่ก็ดูเหมือนจะยินดีที่ลูกชายได้สัมผัสกับโลกกว้างตั้งแต่ยังเด็ก ครอบครัวนี้นั่งอยู่ไม่นานก็ลุกออกไปจากร้านพร้อมกับรอยยิ้ม ต่อมาก็มีหนุ่ม (เกาหลีหรือญี่ปุ่น) คนหนึ่งก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ามาเพื่อฆ่าเวลามากกว่าจะต้องการความบันเทิง สีหน้าของเขาดูไม่ออกว่าเขาคิดอย่างไรกับบรรดาสาวๆ บนเวที ผมนึกเล่นๆ ว่าเขาอาจจะกำลังอกหัก

ใจจริงผมอยากจะอยู่ที่นั่นนานกว่านั้น แต่เกรงใจเพื่อนที่ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า และเริ่มไม่สบายใจกับแววตาแฝงนัยยะของพนักงานหนุ่มคนหนึ่ง

สำหรับสาวๆ บนเวที สีหน้าและแววตาของพวกเธอดูแตกต่างจากบรรดาโคโยตี้ของหนุ่มๆ คนไทย

เช่นเดียวกับกาน ในวัย 18 ปี เธอมีภาระใหญ่หลวงในการประคับประคองชีวิตของตัวเองและคนที่บ้าน

“เราต้องได้ดีกลับไป ถึงจะหยุดคำพูดของคนได้”

ทุกวันนี้ กานทำงานเกือบทุกวัน ตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึงตี 2 หรือตี 3 นอกจากการเต้นและการดื่มเป็นเพื่อนลูกค้า งานของเธอรวมถึงการต้อง ‘ออก’ ไปกับพวกเขา ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีจำนวนครั้งขั้นต่ำที่ร้านกำหนดเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งหาได้ง่ายไม่แตกต่างจากบุหรี่ กานบอกว่าชีวิตของพวกเธอกับสิ่งเหล่านั้นคือของที่อยู่คู่กัน

ผมถามกานว่าความฝันของเธอคืออะไร

กานบอกว่าเธอยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้

 

ถนนจรัญสนิทวงศ์, ในเวลาต่อมา

ถึงแม้ว่าจะจับพลัดจับผลูมาทำงานในร้านคาราโอเกะแบบตกกระไดพลอยโจน แต่จากประสบการณ์ชีวิต ผมคิดว่า ‘ตั๊ก’ อาจจะ ‘เก๋า’ กว่าพนักงานในร้านหลายคน

ก่อนจะมาทำงานที่นี่ เธอเป็นพนักงานต้อนรับของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต มีแฟนเป็น ‘หนุ่ม’ ชาวเยอรมันที่คอยส่งเงินมาให้เธอใช้ทุกเดือน ชีวิตของเธอดูสุขสบายดี ก่อนที่เธอจะบังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครงานในนิตยสารของ ‘สาวโรงงาน’ (ตามความเห็นของเธอ)

“รับสมัครด่วน สุภาพสตรีที่กำลังมองหางานเบา งานสบาย รายได้ดี ไม่ต้องมีประสบการณ์”

“สำหรับคุณสุภาพสตรีทุกท่านที่ต้องการสร้างฐานะและอนาคตอันมั่นคงเชิญทางนี้ เรามีตำแหน่งพนักงานรีเซฟชั่นซึ่งท่านจะมีเงินเดือนประจำเดือนละ 30,000-40,000 บาท ความรู้และประสบการณ์ไม่จำเป็น ขอเพียงแต่ท่านมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างอนาคตของท่านอย่างแน่วแน่ เรายินดีจะฝึกสอนและชี้แนวทางให้ ทางร้านมีบริการที่พัก อาหาร และน้ำไฟฟรี! สำหรับทุกท่าน”

“ค่ำคืนอันดื่มด่ำด้วยความสุข”

ด้วยรายได้โดยเฉลี่ย 30,000-60,000 บาทต่อเดือนตามที่ระบุในประกาศของหลายๆ ร้าน ทำให้เธอตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ

ผมคิดว่าเธอน่าจะพอรู้ว่ามันเป็นงานประเภทอะไร แต่เธอบอกว่าเธอไม่รู้จริงๆ ว่ามันรวมถึงการต้องทำ ‘ออฟ’

จนกระทั่งวันนี้ ตั๊กทำงานมาแล้วประมาณ 15 วัน และยังไม่ยอมทำ ‘ออฟ’ เธอบอกว่าจะได้รับค่าตอบแทนจากการ ‘นั่งดริ้ง’ ต้นเดือนกันยายน หลังจากนั้น เธอคงจะกลับไปทำงานที่ภูเก็ต

“ที่ภูเก็ตผิดหวังจากชีวิตทั้งน้าน หนี้สินเยอะ มีลูก ผัวทิ้ง” ประสบการณ์หลายปีที่ภูเก็ต ทำให้ตั๊กพอจะสรุปชีวิตของคนทำงานที่นั่นได้ เช่นเดียวกับประสบการณ์ 15 วันจากที่นี่ “คนมีปัญหามาทำที่นี่หมด อันดับแรกคือถูกแฟนทิ้ง มีลูก ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว”

ผมขอให้ตั๊กช่วยสรุปชีวิตของคนที่นี่ให้ฟัง

“ที่นี่มีแต่คนผิดหวังจากความรัก ถูกผัวทิ้ง เข้ากรุงเทพฯ มาทำงาน แล้วพอดีมาเจอ (ประกาศรับสมัครงานใน) หนังสือ พอลองมาทำปุ๊บ พอมานั่งอย่างนี้ก็เปลี่ยนจากสาวโรงงานกลายเป็นสาวแต่งตัวเปรี้ยว แต่งตัวเป็น เริ่มเข้าสังคม จากไม่ชอบก็เริ่มชอบ ทำไปเรื่อยๆ ก็ชอบ เพราะว่าได้ตังค์เยอะ ส่งตังค์ให้พ่อให้แม่ให้ลูก แล้วพอทำไปนานๆ พอเขาคิดจะกลับไปทำที่เดิมหรือมีคนชวนไปทำงานกลางวัน เขาก็ตอบว่าไม่ เพราะว่าความคิดเขาเปลี่ยนไปแล้ว คือตรงที่ว่านั่งเฉยๆ ก็ได้ตังค์”

ที่นี่ ตั๊กมีเพื่อนสนิทอยู่ 2-3 คน และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตซึ่งเธอเสนอเป็นทางเลือกให้กับเพื่อน ก็คือ

“ที่แบบนี้มันมองทางออกไม่เห็น พี่มองเห็นไหม ที่ตรงนั้น (ภูเก็ต) มันยังชัวร์กว่า ตรงที่ว่ามันมีฝรั่งส่งเสีย ตั๊กก็บอกเขาว่า ชีวิตไม่ต้องไปหวังอะไรให้มันมาก หวังแค่แบบว่า หาคนเลี้ยง โอเค ไม่ต้องหวังตังค์เยอะ เอาแค่ซักสองสามหมื่นก็พอ ให้เขาส่งให้แค่นั้นพอ จบ”

มันอาจจะเป็นความคิดแคบๆ สำหรับบางคน แต่ในจุดที่เพื่อนของเธอยืนอยู่ ผมคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ ก็ได้

จากประสบการณ์ของผม คนทำงานกลางคืนทุกคนรู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่มีเกียรติ พวกเขาและเธอสัมผัสได้ถึงสายตาหยามหมิ่นของสังคม แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตราและกิเลสตัณหา บวกรวมกับเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของชีวิต ทางเลือกของชีวิตก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีให้เลือกมากนัก

 

ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, ในเวลาต่อมา

“…เธอน่ะเป็นคนกลางวัน ฉันมันเป็นคนกลางคืน อย่าเลยอย่าไปฝืนความเป็นไป เธอห่วงใยเธอจริงจัง ฉันไม่อยากจะทำลายหัวใจ แต่ความเป็นจริงเราไม่คู่ควร…”

หลังช้ำรักจาก ‘ผู้หญิงกลางวัน’  พี่ ก. อาศัยสถานที่แห่งนี้เป็นที่เยียวยาหัวใจ

แต่มันก็กลับนำไปสู่อาการ ‘ช้ำ’ อีกถึงสองครั้ง

“พี่ไม่สนเลย ความรักของพี่คือพี่ไม่สนอะไรทั้งสิ้น พี่รับเขาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ครอบครัวพี่จะรับเขาไหม พี่ไม่สน พี่จะสู้ทุกอย่าง… พี่น่ะเต็มที่ แต่ตัวเขาน่ะ…”

หัวข้อการสนทนาของสังคมนักเที่ยวในโลกออนไลน์หลีกหนีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ ‘น้องๆ’ ไปไม่พ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะลงเอยด้วยผลที่ไม่ดีนัก

“คำสารภาพของผู้ที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไป เพราะสาว ‘โคโยตี้’”

“เธอคนนี้ คนที่ทำให้ผมเกิดคำว่ารักแต่แรกพบและทำให้เกิดคำว่าตายทั้งเป็น”

“อดีตที่เป็นบทเรียน กับชีวิตกลางคืน ที่ทำให้ผมเกือบตาย”

นี่คือตัวอย่างของกระทู้ที่มีผู้เข้าไปอ่านมากที่สุดในเว็บไซต์ศูนย์รวมของนักเที่ยวกลางคืนเว็บไซต์หนึ่ง

เช่นเดียวกับพี่ ก.  2-3 ปีที่ได้สัมผัสกับโลกและคนกลางคืน ทุกวันนี้ การดื่มกินกับเพื่อนฝูงคือเป้าหมายหลักของการไปเที่ยว

“ปัจจุบันไม่มีทางเลยที่พี่จะอยากเป็นแฟนกับเด็กพวกนี้ ไม่มีอีกแล้ว”

ในทางกลับกัน ‘น้องๆ’ หลายคนที่ผมเคยพูดคุยด้วย พวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกัน’ ตัวเองในระดับหนึ่ง

สำหรับพวกเธอ นอกเหนือจากปัญหาทางด้านการเงิน เกือบทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ชอกช้ำผิดหวังมาก่อน และคงจะผิดวิสัยสำหรับการเปิดใจง่ายๆ กับบรรดา ‘ลูกค้า’ ที่ส่วนใหญ่ต่างมุ่งหวังเพียงการกอบโกยจากเรือนกายของพวกเธอ

 

1 กันยายน 2554, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย, 01:10 น.

ผมนั่งกินเบียร์อยู่เพียงลำพัง พร้อมๆ กับพยายามค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

ก่อนหน้านี้มีคนเสนอสถานที่และช่องทางในการพูดคุยกับคนกลางคืนหลากหลายรูปแบบ แต่หลังจากทบทวนอยู่ระยะหนึ่ง ผมก็คิดว่าบางทีข้อมูลเหล่านั้นอาจจะไม่จำเป็น

จากประสบการณ์ รูปแบบชีวิตของคนกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าโลกจะหมุนเปลี่ยนไปมากเพียงใด

พวกเธอและเขาดูเหมือนจะอยู่ภายใต้แรงบีบบังคับ – ทั้งทางตรงและทางอ้อม – ให้ต้องเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ และค่อยๆ ประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปตามความสามารถและความเข้มแข็งของแต่ละคน

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยถามคนทำงานเก่าแก่ในอาบอบนวดแห่งหนึ่งว่าเคยรู้จักใครบ้างไหมที่จบอาชีพ ‘หมอนวด’ แบบ ‘ล้างมือในอ่างทองคำ’

คำตอบก็คือ “ยังไม่เคย”

ผมเลือกที่นี่เป็นสถานที่ค้นหาตอนจบของงานชิ้นนี้

มันเป็นสถานที่แห่งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับโลกและผู้หญิงกลางคืน

จากวันแรกที่นั่งบิดเกร็งด้วยความขวยเขินและประหม่ากับสายตาของหญิงสาวในชุดบิกินี่บนเวที จนกระทั่งวันนี้ที่ผมเดินเข้ามาในร้านด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างจากการเดินเข้าร้านเหล้าทั่วๆ ไป

สภาพของร้านถูกปรับปรุงให้สวยงามและทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่วัยของลูกค้าโดยเฉลี่ยดูเหมือนจะลดต่ำลง ขณะเดียวกันก็มี ‘น้องๆ’ หมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมา ‘ทำงาน’ ไม่เคยขาด

ถึงวันนี้ พวกเธอที่ทำงานอยู่ที่นี่เมื่อ 5-6 ปีก่อนแยกย้ายหายหน้าไปเกือบหมดแล้ว

เธอที่เคยเป็น ‘ดาว’ ของที่นี่เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานที่เล่าขานกันในหมู่นักเที่ยวเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและความเป็นมืออาชีพของเธอ

เธอที่เคยบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบากพร้อมกับหยาดน้ำตา ตอนนี้เธอผันตัวมาเป็น ‘มาม่า’ คอยดูแลลูกค้า  ใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้ม แต่ผมพอจะเดาได้ว่าสถานการณ์ชีวิตของเธอคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก

เธอที่เคยบอกผมว่ามี ‘เสี่ย’ คอยดูแล (ก่อนจะกระซิบต่อว่า “แต่เซ็กซ์แย่มาก”) อาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคง ‘เต้น’ อยู่นับจากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้  ด้วยวัยที่สูงเกินค่าเฉลี่ย แต่รูปร่างของเธอยังดูดีไม่ต่างจากรูปร่างของเด็กสาว

ส่วนเธอที่เคยนั่งคุยเป็นเพื่อนผมบ่อยๆ ตอนนี้เปลี่ยนไปทำงานกลางวัน รายได้อาจจะน้อยลง แต่เธอบอกว่ามันดีสำหรับชีวิตของเธอมากกว่า

แต่เธออีกหลายคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่โลกที่มืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเธอไม่กล้าหันกลับไปมอง ‘แสงสว่าง’

 

นานมาแล้ว ขณะนั่งมองพวกเธอเคลื่อนไหวอยู่บนเวที ผมมีความรู้สึกว่าพวกเธอเปรียบเสมือนดวงดาวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปบนเรือนร่างของพวกเธอก็แทบไม่ต่างจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ช่วยให้ดวงดาวเหล่านั้นเปล่งประกายระยิบระยับ

เป็นดวงดาวที่ทุกคนปรารถนาจะไขว่คว้ามาเชยชม

แต่ในความเป็นจริง โลกของพวกเธอกลับสว่างไสวได้เพียงในยามค่ำคืนที่ไร้แสงแห่งชีวิต มันวางตัวโดดเด่นก็เพียงแต่ในพื้นที่ทางกายภาพ แต่กลับคลุมเครือจนกระทั่งหมองหม่นในพื้นที่อื่นๆ

ผู้ชายจำนวนมากหวังเพียงการตักตวงจากพวกเธอในส่วนที่พวกเขาขาดแคลน โดยแทบไม่มีใครใส่ใจว่าสิ่งที่พวกเธอขาดแคลนนั้นมันมากมายเพียงใด

และพวกเธอก็จำเป็นต้อง ‘ป้องกันตัว’ เท่าที่พอจะทำได้

เพราะแทบทุกคนอยู่ห่างจากบ้านและคนในครอบครัว

โลกใบนี้อาจเป็นทางออกสำหรับชีวิตที่ไม่ได้มีเส้นทางให้เลือกเดินมากนัก

ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้ความเข้มแข็งในระดับที่มากเกินปกติ

ถ้าหวังจะได้สัมผัสกับ ‘แสงสว่าง’ ในวันข้างหน้า

October No. 11 (openbooks, ตุลาคม 2554)

 


[1] ส. อาสนจินดา, ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า เล่ม 2 (กรุงเทพฯ: ณ บ้านวรรณกรรม, 2536) น. 364.

[2] ’รงค์ วงษ์สวรรค์, สนิมสร้อย, พิมพ์ครั้งที่ 7 (กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2545), น. 144.

Written by ksamphan

March 12, 2013 at 4:48 am

Posted in อื่นๆ