K. Samphan

Archive for January 2013

หน้าต่างบานใหม่ของไมโครซอฟท์

leave a comment »

Sinofsky-Windows-8หลังจากปล่อยให้แอปเปิลและกูเกิลก้าวนำหน้าไปก่อนในตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ไมโครซอฟท์ต้องก้าวเข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจังเสียที

วันที่ 26 ตุลาคม 2012 ที่ผ่านมา คือวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วโลกของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 แม้ว่ามันอาจจะดูไม่ตื่นเต้นเท่ากับการเปิดตัวสินค้าใหม่ของแอปเปิล แต่สำหรับแวดวงเทคโนโลยี นี่เป็นจังหวะก้าวที่ไม่อาจเมินเฉยได้

จากข้อมูลของไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 8 คือระบบปฏิบัติการที่ได้รับการทดสอบและมีความพร้อมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท มันถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ก่อนที่วินโดวส์ 7 จะวางจำหน่ายในปี 2009 และมีผู้ที่ได้ทดลองใช้วินโดวส์ 8 แล้วกว่า 16 ล้านคนทั่วโลก

สตีฟ บอลล์เมอร์ (Steve Ballmer) ซีอีโอของไมโครซอฟท์ กล่าวว่านี่คือสินค้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง – ทั้งต่อไมโครซอฟท์ และต่อวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยใหม่

สำหรับไมโครซอฟท์ แม้ว่ายอดขายของแอปเปิลจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็มีส่วนแบ่งเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ของตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าไมโครซอฟท์จะยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลต่อไป และถึงแม้ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่ยอดขายของมันก็ยังคงอยู่ในระดับสูง สตีฟ บอลล์เมอร์ กล่าวว่าตอนนี้มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 670 ล้านเครื่องที่กำลังรอการอัพเกรดสู่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 และสำหรับอีก 400 ล้านเครื่องที่จะถูกขายในปีหน้า สตีฟ บอลล์เมอร์ ก็มั่นใจว่าเกือบทั้งหมดจะใช้ระบบปฏิบัติการนี้เช่นกัน

ไมโครซอฟท์ต้องการให้วินโดวส์ 8 คือทุกสิ่งสำหรับทุกคน นั่นคือเป็นระบบปฏิบัติการที่เอื้อต่อการใช้งานทั้งในด้านส่วนบุคคลและในด้านการทำธุรกิจ เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของแท็บเล็ตและแล็ปท็อป และไม่มีปัญหาสำหรับทั้งผู้ที่จะซื้ออุปกรณ์ชิ้นใหม่และผู้ที่จะอัพเกรดจากระบบปฏิบัติการรุ่นเก่า

แต่การเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือของวินโดวส์ 8 ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ใช้จะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ชอบและฝ่ายที่ไม่ชอบ

นักวิเคราะห์คนหนึ่งให้ความเห็นว่าคุณน่าจะชอบวินโดวส์ 8 ถ้าคุณคือ

หนึ่ง พวกมีอารมณ์สุนทรีย์ เนื่องจากวินโดวส์ 8 ถูกออกแบบมาอย่างสวยสดงดงามและดูมีชีวิตชีวากว่า หากเปรียบเทียบกับระบบปฏิบัติการโอเอส 10 (OS X) ของแมคอินทอช ทุกๆ ครั้งที่คุณเปิดเครื่อง หน้าจอของวินโดวส์ 8 น่าจะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

สอง พวกล้ำยุค ในขณะที่แอปเปิลปรับแต่งระบบปฏิบัติการของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แต่วินโดวส์ 8 ของไมโครซอฟท์นำเสนอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์ การเปิดตัววินโดวส์ 8 คือจังหวะเวลาแบบนานทีปีหนของไมโครซอฟท์ในการเลี้ยงดูสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริงนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นวงจรชีวิตของมัน

สาม พวกชอบปัดชอบแตะ ถ้าเพลงประจำตัวของวินโดวส์ 95 คือเพลง “Start Me Up” ของ The Rolling Stones เพลงประจำตัวของวินโดวส์ 8 ก็น่าจะเป็นเพลง “Touch Me” ของ The Doors เนื่องจากวินโดวส์ 8 ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดกับระบบจอสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อป ซึ่งมันน่าจะทำให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้จอสัมผัสในแบบที่ไอแพดยังมอบให้คุณไม่ได้

สี่ พวกใจร้อน หากคุณเคยชินกับการใช้เวลานิดหน่อยสำหรับการเปิดเครื่อง กับวินโดวส์ 8 มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป เนื่องจากมันใช้เวลาเปิดเครื่องน้อยกว่าวินโดวส์ 7 ถึง 55 เปอร์เซ็นต์ และใช้เวลาเพียง 7 วินาที สำหรับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ เช่นเดียวกับการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่รวดเร็วกว่าวินโดวส์รุ่นเก่า

ห้า พวกคุณนายประหยัด การดาวน์โหลดวินโดวส์ 8 มีค่าใช้จ่าย 39.99 ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่ามันมากกว่าการอัพเกรดไปใช้ระบบปฏิบัติการเมาน์เทน ไลออน (OS X Mountain Lion) ของผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชถึง 2 เท่า แต่การอัพเกรดไปสู่วินโดวส์ 8 คือการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนเพียงบางอย่างจากไลออน (Mac OS X Lion) ไปสู่เมาน์เทน ไลออน ซึ่งมันอาจจะคุ้มกว่าเงินที่เสียให้กับแอปเปิล

หก พวกชอบลอง เนื่องจากวินโดวส์ 8 ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบที่สุด มันอาจจะยังมีข้อบกพร่อง ถึงแม้จะมีรายงานว่ามันใช้เวลาในการทดสอบถึง 1,240 ล้านชั่วโมงโดยวิศวกรของไมโครซอฟท์

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางคนอาจจะพบว่าวินโดวส์ 8 ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ และการเรียนรู้การใช้งานในช่วงเริ่มต้นอาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญมากกว่าความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้แล็ปท็อปรุ่นเก่า ซึ่งทัชแพดอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการทำงานร่วมกับวินโดวส์ 8 ดังนั้นการใช้ระบบปฏิบัติการเดิมที่คุ้นเคยต่อไปจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่ในฐานะผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่วินโดวส์ 8 จะดึงดูดผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลก แต่นั่นอาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับไมโครซอฟท์

ในปี 2008 มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 70 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แต่หลังจากการถือกำเนิดของสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ส่วนแบ่งของวินโดวส์ก็เหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ วินโดวส์ 8 จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หรืออาจจะกล่าวได้ว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตโดยเฉพาะ

ด้วยรูปแบบที่เกื้อหนุนกับระบบสัมผัสและลูกเล่นอื่นๆ ผู้ใช้ส่วนหนึ่งเห็นว่าวินโดวส์ 8 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคอมพิวเตอร์ที่พวกเขาใช้อยู่ตอนนี้ แต่มันถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่พวกเขากำลังจะ(ต้อง)ซื้อ โดยในตอนนี้มีแล็ปท็อปกว่า 50 รุ่นในเอเชียที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับวินโดวส์ 8 และอีกกว่า 1,000 รุ่นทั่วโลกที่รองรับการทำงานของวินโดวส์รุ่นนี้

ไมโครซอฟท์อาจจะออกตัวช้าในตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต แต่สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไมโครซอฟท์จะยังคงเป็นผู้นำต่อไป โดยในปี 2011 บริษัทมีรายได้ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ (กำไร 11,500 ล้านดอลลาร์) และด้วยจำนวนผู้ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 1,500 ล้านคนทั่วโลก มันก็ค่อนข้างแน่นอนว่าถึงแม้ไมโครซอฟท์จะยังไล่ตามแอปเปิลและกูเกิลไม่ทันในตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต แต่ไมโครซอฟท์ก็จะยังคงยึดตำแหน่งที่สามไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

แม้จะยังไม่หย่าขาดจากเมาส์และคีย์บอร์ด แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หน้าจอแบบสัมผัสคือสิ่งที่ผู้ใช้วินโดวส์ 8 จำเป็นต้องทำความคุ้นเคย และถ้าคุณมีภาพของคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ในจินตนาการ (จอสัมผัส ใช้พลังงานน้อย แสดงข้อมูลล่าสุดทุกประเภทบนหน้าจอ และมีโปรแกรมต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน) วินโดวส์ 8 จะทำให้คุณได้พบกับของจริง

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2555)

Advertisements

Written by ksamphan

January 3, 2013 at 4:37 am

Posted in Neighbours Matters

‘สงครามชีวิต’ ของผู้สื่อข่าวอิสระ

leave a comment »

รูท เชอร์ล็อก (ขวา) คือกรณียกเว้นสำหรับวิชาชีพผู้สื่อข่าวอิสระในยุคปัจจุบัน

รูท เชอร์ล็อก (ขวา) คือกรณียกเว้นสำหรับวิชาชีพผู้สื่อข่าวอิสระในยุคปัจจุบัน

หลังจากต้องเผชิญกับคลื่นลมในทะเลเป็นเวลาสองวัน เรือหาปลาลำเล็กที่บรรทุกผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์สองคน นักรบฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจำนวนหนึ่ง และ รูท เชอร์ล็อก (Ruth Sherlock) ก็แล่นมาถึงชายฝั่งของเมืองมิสราตา (Misrata) ซึ่งเป็นพื้นที่ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลิเบีย

ขณะนั้นสถานการณ์สงครามกลางเมืองในลิเบียกำลังตึงเครียด ผู้โดยสารที่อ่อนเพลียกำลังเตรียมตัวขึ้นสู่ชายฝั่ง ก่อนที่กระสุนปืนจำนวนหนึ่งจะพุ่งเข้าหาพวกเขา

เชอร์ล็อกและผู้สื่อข่าวคนอื่นต้องกระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด โดยที่ไม่มีใครรู้ว่ากระสุนปืนเหล่านั้นมาจากกองกำลังของฝ่ายใด

ในฐานะผู้สื่อข่าวอิสระวัย 24 ปี รูท เชอร์ล็อก กำลังก้าวเข้าสู่หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลกโดยปราศจากเงิน ประกันสุขภาพ การฝึกอบรมเบื้องต้น และแม้กระทั่งประสบการณ์การทำงานในพื้นที่อันตราย สิ่งที่เธอมีเพียงอย่างเดียวคือความปรารถนาในการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว

เชอร์ล็อกใช้ชีวิตอยู่ที่ลิเบียเป็นเวลาเก้าเดือน โดยเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้ง Los Angeles Times และ Sunday Times ก่อนที่ The Press Awards ของอังกฤษ จะมอบรางวัล Young Journalist of the Year ประจำปี 2011 ให้กับเธอ

ด้วยความทุ่มเทและความสามารถ ทำให้เชอร์ล็อกมีตำแหน่งงานที่มั่นคงกับ The Telegraph ได้ในที่สุด

แต่เรื่องราวของเชอร์ล็อกคือกรณียกเว้น เนื่องจากการได้รับเงินเดือนประจำจากสถานีโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งตอบแทนคุณภาพของข่าวและความเสี่ยงนั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และแม้สถานการณ์จะเปิดโอกาสให้กับบรรดาผู้สื่อข่าวอิสระ แต่การทำงานในฐานะผู้สื่อข่าวอิสระก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นโดยตัวมันเอง

แน่นอนว่าคงมีผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์เพียงไม่กี่คนที่อยากทำงานในพื้นที่อันตราย และความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือก็ทำให้บทบาทของผู้สื่อข่าวอิสระกลายเป็นสิ่งจำเป็น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ไม่ลังเลที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่อันตรายเพื่อรายงานข่าวหน้าหนึ่ง เพื่อสร้างโอกาสในวิชาชีพ หรือเพื่อตอบสนองแรงผลักดันจากภายใน โดยมีความเสี่ยงมหาศาลรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

นอกจากประสบการณ์ สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมีคือการฝึกอบรม อุปกรณ์ป้องกันตนเอง และความช่วยเหลือต่างๆ ยามเกิดปัญหา แต่โชคร้ายที่ความจำเป็นดังกล่าวคือสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน

ผู้สื่อข่าวหนุ่มสาวจำนวนมากเดินทางเข้าสู่พื้นที่สงครามโดยมี ‘ใจ’ เท่านั้นที่เป็นแรงสนับสนุน ค่าตอบแทนของบทความนั้นอยู่ระหว่าง 100-500 ดอลลาร์ต่อชิ้น ซึ่งทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตและทำงานในวิถีทางที่ ‘ถูก’ ที่สุด และแน่นอนว่ามันทำให้พวกเขาไม่มีเงินพอสำหรับจ่ายค่าฝึกอบรมและซื้ออุปกรณ์ป้องกันตนเอง ไม่ต้องเอ่ยถึงความช่วยเหลือจากองค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดในยามที่เกิดปัญหา

นอกจากนี้ พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับบรรดาบรรณาธิการที่บอกว่ามันไม่คุ้มที่พวกเขาจะเสี่ยง แต่พร้อมจะตีพิมพ์บทความที่น่าสนใจเสมอ เคที พอล (Katie Paul) ผู้สื่อข่าวอิสระวัย 27 ปี กล่าวว่า “บรรณาธิการส่วนใหญ่จะบอกว่าคุณไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าคุณมีข้อมูลจากในพื้นที่ มันแทบจะการันตีได้เลยว่าบทความของคุณจะได้รับการตีพิมพ์”

อนาคตของผู้สื่อข่าวหนุ่มสาวยังคงไม่แน่นอน พวกเขาอาจจะต้องเป็นผู้สื่อข่าวอิสระตลอดไป หรือพวกเขาอาจจะได้เป็นพนักงานประจำหลังจากบรรดาผู้อาวุโสถึงเวลาเกษียณในท้ายที่สุด

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2555)

Written by ksamphan

January 3, 2013 at 4:13 am

Posted in Neighbours Matters

ริโอกำลังมา!

leave a comment »

2 Rioก่อนที่คบเพลิงโอลิมปิกจะถูกจุดขึ้นที่ริโอ เดอ จาเนโร ในฤดูร้อนของปี 2016 เรื่องราวของเมืองริมทะเลแห่งนี้จะเปลี่ยนไปชนิดแทบหน้ามือเป็นหลังมือ แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างโคปาคาบานาและบาร์รา ดา ทิจูคา กำลังจะถูกแปลงโฉมด้วยงบประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์ (หรือมากกว่านั้น) ระบบขนส่งมวลชนที่แทบจะเป็นอัมพาตของเมืองจะมีรถโดยสารอันทันสมัย รถราง และสนามบินชั้นเยี่ยม มาช่วยแบ่งเบาภาระ ท่าเรือแห่งใหม่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และยอดจองห้องพักก็เกินจำนวนห้องพักที่มี (20,000 ห้อง) ไปแล้วเกือบ 2 เท่า แต่ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ทำงานกับชุมชนก็ระบุว่ามีชุมชนแออัดประมาณ 170,000 แห่งที่จะถูกขับไล่ (ทางการใช้คำว่า “ย้าย”) เพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ริโอ เดอ จาเนโร

  • เส้นทางสาธารณะประมาณ 200 กิโลเมตรกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 200,000 คน งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ถูกใช้สำหรับการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงระบบรถรางในเมืองและเส้นทางพิเศษสำหรับรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงมลพิษต่ำ
  • สนามมาราคานาถูกปิดปรับปรุงตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มันกำลังถูกแปลงโฉมใหม่ทั้งหมด และงานแรกสำหรับมันคือการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2014 ซึ่งบราซิลเป็นเจ้าภาพ
  • บริเวณชายหาดบาร์รา ดา ทิจูคา คือศูนย์กลางของโอลิมปิก 2016 ด้วยเนื้อที่ 1.18 ล้านตารางเมตร มันจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านนักกีฬา ซึ่งจะสว่างไสวและถูกหล่อเลี้ยงโดยพลังงานทดแทน
  • ถึงแม้ชุมชนแออัดบางแห่งจะหายไปก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ทางการก็ประกาศว่าจะทุ่มเงิน 4,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการปรับปรุงชุมชนแออัดภายในปี 2020 โดย 1,000 ล้านดอลลาร์จะถูกนำมาใช้ภายในปี 2012 ทุกวันนี้ในริโอ เดอ จาเนโร มีประชากร 1 ใน 5 ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2555)

Written by ksamphan

January 3, 2013 at 4:09 am

Posted in Neighbours Matters

เมื่อจีนต้องการขงจื่ออีกครั้ง?

leave a comment »

1 Confuciusหลังจากปิดปรับปรุงยาวนานกว่า 3 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีนก็เปิดประตูต้อนรับผู้เข้าชมอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2011

นอกจากอาคารหลังใหม่ของพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีพื้นที่ราว 200,000 ตารางเมตร (เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก) และของสะสมกว่า 1,200,000 ชิ้นในห้องแสดง 48 ห้อง สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือรูปปั้นของขงจื่อขนาดความสูง 31 ฟุต ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านทิศเหนือของพิพิธภัณฑ์

แต่ไม่นานหลังจากนั้น รูปปั้นชิ้นนี้ก็หายวับไปอย่างน่าฉงน

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่รัฐบาลจีนพยายามหาที่ทางให้กับขงจื่อในสังคมจีนยุคใหม่ ชนชั้นนำจีนหลายคนเห็นว่าสังคมจีนในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะสุญญากาศทางจริยธรรม เนื่องจากลัทธิมาร์กซ์นั้นเสื่อมมนต์ขลังไปนานแล้ว และพวกเขาเกรงว่าเงินตราจะมีอำนาจเหนือทุกอย่าง ขณะเดียวกัน สถานะของระบอบคอมมิวนิสต์ก็กำลังถูกล้อมโจมตีจากบรรดาบล็อกเกอร์และกระแสความคิดจากตะวันตก อย่างเช่นเรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง

พวกเขาหวังว่าส่วนผสมระหว่างกระแสชาตินิยมและแนวคิดของขงจื่อ จะช่วยทำให้สังคมจีนที่กำลังขาดรุ่งริ่งกลับมาผสานกลมเกลียวกันอีกครั้ง

แต่การนำขงจื่อกลับมาในตอนนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ดูลักลั่น และชาวจีนจำนวนหนึ่งก็คลางแคลงใจกับเรื่องนี้ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนก้าวขึ้นสู่อำนาจพร้อมกับการโจมตีแนวคิดของขงจื่อ ซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าเป็นสิ่งที่ดำรงความไม่เท่าเทียมในสังคม (โดยเฉพาะการกำหนดบทบาทหน้าที่ของคนในสังคมอย่างชัดเจน กล่าวคือ นักเรียนคล้อยตามครู ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ ภรรยาดูแลสามี และประชาชนเชื่อฟังผู้ปกครองที่ดี)

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าแนวคิดของขงจื่อคือสิ่งที่จะช่วยผสานรอยร้าวในสังคมจีน แต่ฝ่ายที่คัดค้านมองว่ามันเป็นการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมอย่างไร้เดียงสา ยังมิต้องเอ่ยถึงฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยที่มองว่าการนำแนวคิดของขงจื่อกลับมาคือความพยายามในการดำรงรักษาระบอบเผด็จการ และเป็นการต่อต้านระบอบประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด

ที่ทางของขงจื่ออาจจะแทบไม่เหลืออยู่แล้วในสังคมจีนยุคใหม่ อย่างน้อยก็ที่หน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2555)

Written by ksamphan

January 3, 2013 at 4:03 am

Posted in Neighbours Matters