K. Samphan

มองกาย เห็นใจ

with one comment

ฮะรุกิ มุระกะมิ (Haruki Murakami) เริ่มต้น ‘วิ่ง’ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1982 วิถีชีวิตปกติของเขา—ในช่วงขณะที่ ‘จริงจัง’ กับการวิ่ง—คือการวิ่งประมาณวันละ 1 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ หรือหากจะให้ชัดเจนกว่านั้นคือ 6 ไมล์ต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เขาลงแข่งมาราธอนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และลงแข่งวิ่งระยะไกลเกินกว่าจะนับครั้งได้

การวิ่งต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ “ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ”

ในปี 1981 มุระกะมิบอกกับภรรยาของเขาว่าเขาขอเวลา 2 ปีเพื่อจะเขียนนวนิยายลำดับที่สาม ซึ่งนั่นหมายถึงการปิดบาร์แจ๊ซซึ่งเขากับภรรยาร่วมกันดำเนินกิจการนี้มาตั้งแต่ปี 1975 “ผมเป็นคนประเภทที่ทุ่มเทสุดตัวให้กับสิ่งที่ตัวเองทำ ผมไม่สามารถทำสิ่งที่ฉลาดอย่างเขียนนวนิยายไปพร้อมๆ กับให้คนอื่นคอยดูแลกิจการ ผมต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ถ้าผมล้มเหลว ผมสามารถยอมรับมันได้ แต่ผมรู้ว่าถ้าผมทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ หากผลที่ออกมาไม่ดี ผมมักจะเสียใจเสมอ”

A Wild Sheep Chase เสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายนปีถัดมา มันมีเนื้อหาที่ทั้งกว้างขวางและยาวกว่านวนิยายสองเล่มแรก และดูเหมือนนักอ่านส่วนหนึ่งจะหลงรักมัน

และนี่คือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของการดำรงชีวิตในฐานะนักเขียน—และนักวิ่ง—ของ ฮะรุกิ มุระกะมิ

มุระกะมิบอกว่าเขาไม่เหมาะกับกีฬาประเภททีมหรือแม้กระทั่งกีฬาที่ต้องเล่นกันตัวต่อตัว ความรู้สึกของการเอาชนะคะคานทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี และการเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ

หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนสถานะเป็น ‘นักเขียนอาชีพ’ สิ่งแรกที่มุระกะมินึกถึงคือการรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง งานในบาร์ซึ่งเขาทำต่อเนื่องมาหลายปีช่วยให้น้ำหนักตัวของเขาไม่เพิ่มขึ้น แต่หากเขาต้องนั่งอยู่กับที่วันละหลายๆ ชั่วโมงเพื่อที่จะเขียนหนังสือ พลังงานของเขาคงจะค่อยๆ ลดลง และน้ำหนักตัวคงยากจะควบคุม

การปิดแจ๊ซบาร์คล้ายกับเป็นการเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่ มุระกะมิกับภรรยาย้ายไปอยู่ที่เมืองนะระชิโนะในจังหวัดชิบะ เมืองที่เงียบสงบและท้องถนนได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีฐานของกองกำลังป้องกันตนเองตั้งอยู่ใกล้ๆ รวมถึงมีสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยนิฮงตั้งอยู่ในบริเวณที่พักของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนเวลาเข้านอนจากรุ่งสางเป็นหัวค่ำ และตื่นพร้อมๆ กับแสงแรกของดวงอาทิตย์ พวกเขาเลือกที่จะพบกับคนที่พวกเขาอยากเจอ ถึงแม้จะเคยผ่านพบผู้คนมากหน้าหลายตามาตลอดระยะเวลา 7 ปีที่เปิดแจ๊ซบาร์

มุระกะมิออกแบบวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งหมด และนั่นก็เป็นวิถีชีวิตของเขานับจากวันนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ผมตื่นนอนก่อนตี 5 และเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม แต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแต่ละวันแตกต่างกันไป แต่ผมเป็นพวกตื่นเช้า มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีสมาธิและสามารถทำงานสำคัญที่ต้องทำให้ลุล่วงไปได้ หลังจากนั้นผมคิดหรือทำกิจธุระอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้สมาธิมาก ในช่วงท้ายของวันผมจะพักผ่อน ละทิ้งการงานทั้งปวง ผมจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง ผ่อนคลาย และพยายามเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ นี่คือรูปแบบชีวิตของผมที่ดำเนินมาเกือบจะสมบูรณ์จนกระทั่งปัจจุบัน ต้องขอบคุณสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา”

What  I Talk About When I Talk About Running คือรวมบทความ 9 ชิ้นเกี่ยวกับการ ‘วิ่ง’ ของมุระกะมิ บทความชิ้นแรกเขียนขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2005 ก่อนจะจบบทความชิ้นที่ 9 ซึ่งเขียนขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2006 ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกจัดอยู่ในประเภท ‘บันทึกความทรงจำ’ (memoir) และความน่าสนใจก็อาจจะน้อยกว่าผลงานเล่มอื่นๆ แต่ในฐานะผู้อ่านที่ติดตามผลงานของมุระกะมิมาอย่างต่อเนื่อง และในฐานะนักวิ่ง (สมัครเล่น) คนหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านสามารถ ‘เข้าใกล้’ มุระกะมิได้มากขึ้น ทั้งในแง่ของประวัติชีวิตส่วนตัวและความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องต่างๆ (นอกเหนือจากบทสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ และข้อความระหว่างบรรทัดในนวนิยาย) นอกจากนี้ยังทำให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างการ ‘เขียน’ กับการ ‘วิ่ง’—สองกิจกรรมหลักของชีวิตที่นักเขียนผู้นี้ปฏิบัติมาตลอดเกือบ 30 ปี

จากแมสซาชูเซตส์ไปฮาวาย จากฮาวายสู่โตเกียว จากโตเกียวไปคะนะงะวะ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด ไม่ว่าจะมีการแข่งขันรออยู่หรือไม่ หรือไม่ว่าจะต้องยุ่งวุ่นวายกับการงานมากแค่ไหน มุระกะมิก็ให้ความสำคัญกับการวิ่งในฐานะภารกิจสำคัญของชีวิตอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

มุระกะมิเห็นว่าคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่นักเขียนจำเป็นจะต้องมีคือพรสวรรค์ (talent) คุณสมบัติสำคัญลำดับถัดมาคือสมาธิ (focus) และคุณสมบัติที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทน (endurance) เขาบอกว่าสมาธิและความอดทนนั้นสามารถฝึกฝนได้ เช่นเดียวกับการออกวิ่งทุกวัน กล้ามเนื้อของคุณจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น และร่างกายของคุณก็จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ร่างกายของนักวิ่ง ไม่ต่างกับการเขียน มุระกะมิบอกว่าเราสามารถเรียนรู้เรื่องสมาธิและความอดทนจากการที่เรานั่งอยู่กับที่ และฝึกเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกๆ วัน

สำหรับมุระกะมิ การเขียนนวนิยายโดยพื้นฐานคือการออกแรงทำงานภายใน แต่การจะเขียนนวนิยายจนจบได้นั้นไม่ต่างจากการใช้แรงกาย “เมื่อคุณเริ่มลงมือเขียน ในเวลาไม่นาน คุณจะพบว่ามันไม่ใช่งานที่เงียบสงบอย่างที่คุณเห็น กระบวนการทั้งหมด—การนั่งอยู่กับที่ รวบรวมสมาธิแน่วแน่เหมือนกับแสงเลเซอร์ จินตนาการถึงอะไรบางอย่างจากขอบฟ้าว่างเปล่า สร้างเรื่องราว เลือกคำที่เหมาะสมมาใช้ คำต่อคำ และพยุงเรื่องราวทั้งหมดไปบนเส้นทางที่กำหนดไว้—ในห้วงเวลาที่ยาวนาน จำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ คุณอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่มันมีการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงภายในตัวคุณ ทุกๆ คนใช้สมองขณะที่พวกเขาคิด แต่นักเขียนสวมเครื่องแบบที่เรียกว่าการเล่าเรื่อง และใช้ทั้งร่างกายในการคิด สำหรับนักเขียน กระบวนการเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานสำรองทั้งหมดของร่างกายคุณ และบ่อยครั้งที่มักจะไปถึงจุดที่คุณใช้เกินกว่าที่คุณมี”

สำหรับนักเขียน—ที่ไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์—อย่างมุระกะมิ การวิ่งทำให้เขาสามารถปรับปรุงสมาธิและเพิ่มความอดทนขึ้นมาทดแทน และหากไม่ทำอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถทำงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ วิธีการที่นักเขียนแต่ละคนใช้ในการชดเชยสิ่งที่ตัวเองไม่มีหรือมีน้อย ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของแต่ละคน ซึ่งทำให้เขามีอะไรบางอย่างที่เป็นความพิเศษเฉพาะตน

“สิ่งที่ผมรู้เกือบทั้งหมดเกี่ยวกับการเขียน ผมเรียนรู้จากการที่ผมวิ่งทุกวัน นี่คือบทเรียนที่แตะต้องสัมผัสได้ทางร่างกาย… ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ได้เป็นนักวิ่งระยะไกลเมื่อตอนที่ผมเริ่มเป็นนักเขียน งานของผมคงจะแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ต่างกันมากแค่ไหน? คงจะตอบยาก แต่บางอย่างคงจะต่างกันแน่ๆ”

ช่วงเวลานานนับชั่วโมงที่อวัยวะทั้งภายนอกและภายในต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีความคิดใดๆ แวบผ่านเข้ามา มันก็จะคงอยู่ไม่ได้นาน ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว หัวใจที่เต้นรัวเพื่อสูบฉีดโลหิตไปทั่วกาย และปอดที่ขยายและหดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย นักวิ่งจำต้องทุ่มเทสมาธิอยู่กับการทำงานของร่างกายตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะ “ในการวิ่งระยะไกล ฝ่ายตรงข้ามที่คุณจำต้องเอาชนะคือตัวคุณเอง”

นอกเหนือจากนักกีฬาอาชีพที่มีผลการแข่งขันเป็นเป้าหมาย นักวิ่งปกติสามัญมีเป้าหมายส่วนตัวเป็นแรงขับดันสำคัญ หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ มันไม่ใช่การเอาชนะนักวิ่งคนอื่น แต่มันคือการทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ เช่นเดียวกับงานเขียน ถึงแม้รางวัล ยอดขาย หรือคำเชิดชูยกย่องจากนักวิจารณ์จะเป็นมาตรฐานทั่วไปที่ใช้วัดความสำเร็จ แต่สำหรับมุระกะมิ เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนก็คือ คุณทำงานได้ตามมาตรฐานที่คุณตั้งไว้หรือไม่

แรงขับภายในคือขุมพลังของทั้งสองกิจกรรม และสิ่งที่คุณเคยทำหรือเคยเป็น คืออุปสรรคที่คุณต้องข้ามผ่านมันไปให้ได้

คำถามหนึ่งที่มุระกะมิถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “คุณคิดถึงเรื่องอะไรในขณะที่คุณกำลังวิ่ง?”

เขาตอบคำถามนี้ว่า “ในวันที่อากาศหนาว ผมเดาว่าผมคงคิดนิดหน่อยว่าวันนี้มันหนาวแค่ไหน และคิดว่ามันร้อนแค่ไหนในวันที่อากาศร้อน เมื่อผมรู้สึกเศร้า ผมคิดนิดหน่อยถึงความเศร้า เมื่อผมมีความสุข ผมคิดนิดหน่อยเกี่ยวกับความสุข… และในบางครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ผมได้ไอเดียที่จะนำไปใช้ในนวนิยาย แต่แท้จริงแล้วในขณะที่ผมวิ่ง ผมไม่ได้คิดถึงอะไรจริงๆ จังๆ จนสมควรจะนำมากล่าวถึง”

สำหรับผู้ที่ไม่เคยวิ่ง พวกเขาอาจเข้าใจไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีแรงดึงดูดอะไร จนทำให้มนุษย์คนหนึ่งปฏิบัติมันมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี จากประสบการณ์ของผู้เขียน นอกจากการวิ่งจะทำให้มุระกะมิมีสมาธิและความอดทนมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งยังช่วยให้เขาผ่อนคลายจากการทำงานเขียนได้เป็นอย่างดี

ช่วงเวลานานนับชั่วโมง หรืออาจจะหลายชั่วโมง นักวิ่งมีชีวิตอยู่กับร่างกายของตัวเองเพียงลำพัง พวกเขารู้จักร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ทำความรู้จักกับ ‘จิตใจ’ ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน  บางครั้ง ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งแทบจะไม่ต่างกับการเดินจงกรม เรารับรู้การเคลื่อนไหวของกาย จนทำให้เรามีสติมากพอที่จะ ‘มองเห็น’ ความคิดที่วิ่งผ่านเข้ามา เศร้า สุข ทุกข์ เหงา ไม่ต่างจากเมฆหมอกที่เคลื่อนผ่านมาและพร้อมจะเลยผ่านไป เรารู้ว่าความจริงคือร่างกาย และปลดปล่อยตัวเองจากพันธะผูกพันกับความคิด—ถึงแม้จะเป็นแค่บางช่วงเวลาก็ตาม

มุระกะมิบอกว่าเขาวิ่งอยู่ในห้วงเวิ้งว้างว่างเปล่า (I run in a void.) หรือในอีกด้านหนึ่ง อาจจะบอกได้ว่าเขาวิ่งเพื่อที่จะทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น (I run in order to acquire a void.) ถึงแม้ว่าสภาวะดังกล่าวจะไม่มีอยู่จริงสำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่เพียงแค่การตระหนักรู้ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามาในสภาวะนั้น ก็ทำให้เขาสามารถผ่อนคลายจากสงครามบนหน้ากระดาษได้อย่างเกือบสมบูรณ์แบบ ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามันชดเชยพลังงานที่เขาสูญเสียไป และเพิ่มพูนให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

นักวิ่งคนหนึ่งบอกว่า พี่ชายของเขา—ซึ่งเป็นนักวิ่งเช่นกัน—บอกกับเขาว่า มนตราของการวิ่งก็คือ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะทุกข์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา (Pain is inevitable. Suffering is optional.)

มุระกะมิบอกว่านี่คือประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการวิ่งระยะไกล

และมันก็อาจเป็นประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของชีวิตเช่นกัน

openbooks review no. 2 (Winter 2009 – Summer 2010)

Advertisements

Written by ksamphan

November 26, 2012 at 4:53 am

One Response

Subscribe to comments with RSS.

  1. ^_______^ ช่วงเวลานานนับชั่วโมง หรืออาจจะหลายชั่วโมง นักวิ่งมีชีวิตอยู่กับร่างกายของตัวเองเพียงลำพัง พวกเขารู้จักร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ทำความรู้จักกับ ‘จิตใจ’ ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน บางครั้ง ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งแทบจะไม่ต่างกับการเดินจงกรม เรารับรู้การเคลื่อนไหวของกาย จนทำให้เรามีสติมากพอที่จะ ‘มองเห็น’ ความคิดที่วิ่งผ่านเข้ามา เศร้า สุข ทุกข์ เหงา ไม่ต่างจากเมฆหมอกที่เคลื่อนผ่านมาและพร้อมจะเลยผ่านไป เรารู้ว่าความจริงคือร่างกาย และปลดปล่อยตัวเองจากพันธะผูกพันกับความคิด—ถึงแม้จะเป็นแค่บางช่วงเวลาก็ตาม ^_______^

    Zomusaurus

    January 6, 2015 at 12:12 pm


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: