K. Samphan

Archive for November 2012

มองกาย เห็นใจ

with one comment

ฮะรุกิ มุระกะมิ (Haruki Murakami) เริ่มต้น ‘วิ่ง’ ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 1982 วิถีชีวิตปกติของเขา—ในช่วงขณะที่ ‘จริงจัง’ กับการวิ่ง—คือการวิ่งประมาณวันละ 1 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ หรือหากจะให้ชัดเจนกว่านั้นคือ 6 ไมล์ต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เขาลงแข่งมาราธอนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และลงแข่งวิ่งระยะไกลเกินกว่าจะนับครั้งได้

การวิ่งต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ “ทำให้ผมแข็งแรงขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ”

ในปี 1981 มุระกะมิบอกกับภรรยาของเขาว่าเขาขอเวลา 2 ปีเพื่อจะเขียนนวนิยายลำดับที่สาม ซึ่งนั่นหมายถึงการปิดบาร์แจ๊ซซึ่งเขากับภรรยาร่วมกันดำเนินกิจการนี้มาตั้งแต่ปี 1975 “ผมเป็นคนประเภทที่ทุ่มเทสุดตัวให้กับสิ่งที่ตัวเองทำ ผมไม่สามารถทำสิ่งที่ฉลาดอย่างเขียนนวนิยายไปพร้อมๆ กับให้คนอื่นคอยดูแลกิจการ ผมต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ถ้าผมล้มเหลว ผมสามารถยอมรับมันได้ แต่ผมรู้ว่าถ้าผมทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ หากผลที่ออกมาไม่ดี ผมมักจะเสียใจเสมอ”

A Wild Sheep Chase เสร็จสมบูรณ์ในเดือนเมษายนปีถัดมา มันมีเนื้อหาที่ทั้งกว้างขวางและยาวกว่านวนิยายสองเล่มแรก และดูเหมือนนักอ่านส่วนหนึ่งจะหลงรักมัน

และนี่คือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของการดำรงชีวิตในฐานะนักเขียน—และนักวิ่ง—ของ ฮะรุกิ มุระกะมิ

มุระกะมิบอกว่าเขาไม่เหมาะกับกีฬาประเภททีมหรือแม้กระทั่งกีฬาที่ต้องเล่นกันตัวต่อตัว ความรู้สึกของการเอาชนะคะคานทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี และการเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ

หลังจากตัดสินใจเปลี่ยนสถานะเป็น ‘นักเขียนอาชีพ’ สิ่งแรกที่มุระกะมินึกถึงคือการรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง งานในบาร์ซึ่งเขาทำต่อเนื่องมาหลายปีช่วยให้น้ำหนักตัวของเขาไม่เพิ่มขึ้น แต่หากเขาต้องนั่งอยู่กับที่วันละหลายๆ ชั่วโมงเพื่อที่จะเขียนหนังสือ พลังงานของเขาคงจะค่อยๆ ลดลง และน้ำหนักตัวคงยากจะควบคุม

การปิดแจ๊ซบาร์คล้ายกับเป็นการเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่ มุระกะมิกับภรรยาย้ายไปอยู่ที่เมืองนะระชิโนะในจังหวัดชิบะ เมืองที่เงียบสงบและท้องถนนได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีฐานของกองกำลังป้องกันตนเองตั้งอยู่ใกล้ๆ รวมถึงมีสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยนิฮงตั้งอยู่ในบริเวณที่พักของพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนเวลาเข้านอนจากรุ่งสางเป็นหัวค่ำ และตื่นพร้อมๆ กับแสงแรกของดวงอาทิตย์ พวกเขาเลือกที่จะพบกับคนที่พวกเขาอยากเจอ ถึงแม้จะเคยผ่านพบผู้คนมากหน้าหลายตามาตลอดระยะเวลา 7 ปีที่เปิดแจ๊ซบาร์

มุระกะมิออกแบบวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ทั้งหมด และนั่นก็เป็นวิถีชีวิตของเขานับจากวันนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ผมตื่นนอนก่อนตี 5 และเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม แต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแต่ละวันแตกต่างกันไป แต่ผมเป็นพวกตื่นเช้า มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีสมาธิและสามารถทำงานสำคัญที่ต้องทำให้ลุล่วงไปได้ หลังจากนั้นผมคิดหรือทำกิจธุระอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้สมาธิมาก ในช่วงท้ายของวันผมจะพักผ่อน ละทิ้งการงานทั้งปวง ผมจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง ผ่อนคลาย และพยายามเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ นี่คือรูปแบบชีวิตของผมที่ดำเนินมาเกือบจะสมบูรณ์จนกระทั่งปัจจุบัน ต้องขอบคุณสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา”

What  I Talk About When I Talk About Running คือรวมบทความ 9 ชิ้นเกี่ยวกับการ ‘วิ่ง’ ของมุระกะมิ บทความชิ้นแรกเขียนขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2005 ก่อนจะจบบทความชิ้นที่ 9 ซึ่งเขียนขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2006 ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกจัดอยู่ในประเภท ‘บันทึกความทรงจำ’ (memoir) และความน่าสนใจก็อาจจะน้อยกว่าผลงานเล่มอื่นๆ แต่ในฐานะผู้อ่านที่ติดตามผลงานของมุระกะมิมาอย่างต่อเนื่อง และในฐานะนักวิ่ง (สมัครเล่น) คนหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้อ่านสามารถ ‘เข้าใกล้’ มุระกะมิได้มากขึ้น ทั้งในแง่ของประวัติชีวิตส่วนตัวและความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องต่างๆ (นอกเหนือจากบทสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ และข้อความระหว่างบรรทัดในนวนิยาย) นอกจากนี้ยังทำให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างการ ‘เขียน’ กับการ ‘วิ่ง’—สองกิจกรรมหลักของชีวิตที่นักเขียนผู้นี้ปฏิบัติมาตลอดเกือบ 30 ปี

จากแมสซาชูเซตส์ไปฮาวาย จากฮาวายสู่โตเกียว จากโตเกียวไปคะนะงะวะ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด ไม่ว่าจะมีการแข่งขันรออยู่หรือไม่ หรือไม่ว่าจะต้องยุ่งวุ่นวายกับการงานมากแค่ไหน มุระกะมิก็ให้ความสำคัญกับการวิ่งในฐานะภารกิจสำคัญของชีวิตอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

มุระกะมิเห็นว่าคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่นักเขียนจำเป็นจะต้องมีคือพรสวรรค์ (talent) คุณสมบัติสำคัญลำดับถัดมาคือสมาธิ (focus) และคุณสมบัติที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งก็คือความอดทน (endurance) เขาบอกว่าสมาธิและความอดทนนั้นสามารถฝึกฝนได้ เช่นเดียวกับการออกวิ่งทุกวัน กล้ามเนื้อของคุณจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น และร่างกายของคุณก็จะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ร่างกายของนักวิ่ง ไม่ต่างกับการเขียน มุระกะมิบอกว่าเราสามารถเรียนรู้เรื่องสมาธิและความอดทนจากการที่เรานั่งอยู่กับที่ และฝึกเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกๆ วัน

สำหรับมุระกะมิ การเขียนนวนิยายโดยพื้นฐานคือการออกแรงทำงานภายใน แต่การจะเขียนนวนิยายจนจบได้นั้นไม่ต่างจากการใช้แรงกาย “เมื่อคุณเริ่มลงมือเขียน ในเวลาไม่นาน คุณจะพบว่ามันไม่ใช่งานที่เงียบสงบอย่างที่คุณเห็น กระบวนการทั้งหมด—การนั่งอยู่กับที่ รวบรวมสมาธิแน่วแน่เหมือนกับแสงเลเซอร์ จินตนาการถึงอะไรบางอย่างจากขอบฟ้าว่างเปล่า สร้างเรื่องราว เลือกคำที่เหมาะสมมาใช้ คำต่อคำ และพยุงเรื่องราวทั้งหมดไปบนเส้นทางที่กำหนดไว้—ในห้วงเวลาที่ยาวนาน จำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ คุณอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย แต่มันมีการใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงภายในตัวคุณ ทุกๆ คนใช้สมองขณะที่พวกเขาคิด แต่นักเขียนสวมเครื่องแบบที่เรียกว่าการเล่าเรื่อง และใช้ทั้งร่างกายในการคิด สำหรับนักเขียน กระบวนการเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานสำรองทั้งหมดของร่างกายคุณ และบ่อยครั้งที่มักจะไปถึงจุดที่คุณใช้เกินกว่าที่คุณมี”

สำหรับนักเขียน—ที่ไม่ได้เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์—อย่างมุระกะมิ การวิ่งทำให้เขาสามารถปรับปรุงสมาธิและเพิ่มความอดทนขึ้นมาทดแทน และหากไม่ทำอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถทำงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ วิธีการที่นักเขียนแต่ละคนใช้ในการชดเชยสิ่งที่ตัวเองไม่มีหรือมีน้อย ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของแต่ละคน ซึ่งทำให้เขามีอะไรบางอย่างที่เป็นความพิเศษเฉพาะตน

“สิ่งที่ผมรู้เกือบทั้งหมดเกี่ยวกับการเขียน ผมเรียนรู้จากการที่ผมวิ่งทุกวัน นี่คือบทเรียนที่แตะต้องสัมผัสได้ทางร่างกาย… ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ได้เป็นนักวิ่งระยะไกลเมื่อตอนที่ผมเริ่มเป็นนักเขียน งานของผมคงจะแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ต่างกันมากแค่ไหน? คงจะตอบยาก แต่บางอย่างคงจะต่างกันแน่ๆ”

ช่วงเวลานานนับชั่วโมงที่อวัยวะทั้งภายนอกและภายในต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ต่อให้มีความคิดใดๆ แวบผ่านเข้ามา มันก็จะคงอยู่ไม่ได้นาน ร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว หัวใจที่เต้นรัวเพื่อสูบฉีดโลหิตไปทั่วกาย และปอดที่ขยายและหดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย นักวิ่งจำต้องทุ่มเทสมาธิอยู่กับการทำงานของร่างกายตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะ “ในการวิ่งระยะไกล ฝ่ายตรงข้ามที่คุณจำต้องเอาชนะคือตัวคุณเอง”

นอกเหนือจากนักกีฬาอาชีพที่มีผลการแข่งขันเป็นเป้าหมาย นักวิ่งปกติสามัญมีเป้าหมายส่วนตัวเป็นแรงขับดันสำคัญ หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ มันไม่ใช่การเอาชนะนักวิ่งคนอื่น แต่มันคือการทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ เช่นเดียวกับงานเขียน ถึงแม้รางวัล ยอดขาย หรือคำเชิดชูยกย่องจากนักวิจารณ์จะเป็นมาตรฐานทั่วไปที่ใช้วัดความสำเร็จ แต่สำหรับมุระกะมิ เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนก็คือ คุณทำงานได้ตามมาตรฐานที่คุณตั้งไว้หรือไม่

แรงขับภายในคือขุมพลังของทั้งสองกิจกรรม และสิ่งที่คุณเคยทำหรือเคยเป็น คืออุปสรรคที่คุณต้องข้ามผ่านมันไปให้ได้

คำถามหนึ่งที่มุระกะมิถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “คุณคิดถึงเรื่องอะไรในขณะที่คุณกำลังวิ่ง?”

เขาตอบคำถามนี้ว่า “ในวันที่อากาศหนาว ผมเดาว่าผมคงคิดนิดหน่อยว่าวันนี้มันหนาวแค่ไหน และคิดว่ามันร้อนแค่ไหนในวันที่อากาศร้อน เมื่อผมรู้สึกเศร้า ผมคิดนิดหน่อยถึงความเศร้า เมื่อผมมีความสุข ผมคิดนิดหน่อยเกี่ยวกับความสุข… และในบางครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ผมได้ไอเดียที่จะนำไปใช้ในนวนิยาย แต่แท้จริงแล้วในขณะที่ผมวิ่ง ผมไม่ได้คิดถึงอะไรจริงๆ จังๆ จนสมควรจะนำมากล่าวถึง”

สำหรับผู้ที่ไม่เคยวิ่ง พวกเขาอาจเข้าใจไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีแรงดึงดูดอะไร จนทำให้มนุษย์คนหนึ่งปฏิบัติมันมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี จากประสบการณ์ของผู้เขียน นอกจากการวิ่งจะทำให้มุระกะมิมีสมาธิและความอดทนมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งยังช่วยให้เขาผ่อนคลายจากการทำงานเขียนได้เป็นอย่างดี

ช่วงเวลานานนับชั่วโมง หรืออาจจะหลายชั่วโมง นักวิ่งมีชีวิตอยู่กับร่างกายของตัวเองเพียงลำพัง พวกเขารู้จักร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดี และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้ทำความรู้จักกับ ‘จิตใจ’ ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน  บางครั้ง ผู้เขียนคิดว่าการวิ่งแทบจะไม่ต่างกับการเดินจงกรม เรารับรู้การเคลื่อนไหวของกาย จนทำให้เรามีสติมากพอที่จะ ‘มองเห็น’ ความคิดที่วิ่งผ่านเข้ามา เศร้า สุข ทุกข์ เหงา ไม่ต่างจากเมฆหมอกที่เคลื่อนผ่านมาและพร้อมจะเลยผ่านไป เรารู้ว่าความจริงคือร่างกาย และปลดปล่อยตัวเองจากพันธะผูกพันกับความคิด—ถึงแม้จะเป็นแค่บางช่วงเวลาก็ตาม

มุระกะมิบอกว่าเขาวิ่งอยู่ในห้วงเวิ้งว้างว่างเปล่า (I run in a void.) หรือในอีกด้านหนึ่ง อาจจะบอกได้ว่าเขาวิ่งเพื่อที่จะทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในสภาวะนั้น (I run in order to acquire a void.) ถึงแม้ว่าสภาวะดังกล่าวจะไม่มีอยู่จริงสำหรับคนธรรมดาสามัญ แต่เพียงแค่การตระหนักรู้ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามาในสภาวะนั้น ก็ทำให้เขาสามารถผ่อนคลายจากสงครามบนหน้ากระดาษได้อย่างเกือบสมบูรณ์แบบ ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามันชดเชยพลังงานที่เขาสูญเสียไป และเพิ่มพูนให้เขาแข็งแกร่งมากขึ้นไปพร้อมๆ กัน

นักวิ่งคนหนึ่งบอกว่า พี่ชายของเขา—ซึ่งเป็นนักวิ่งเช่นกัน—บอกกับเขาว่า มนตราของการวิ่งก็คือ ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะทุกข์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา (Pain is inevitable. Suffering is optional.)

มุระกะมิบอกว่านี่คือประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของการวิ่งระยะไกล

และมันก็อาจเป็นประโยคสรุปแง่มุมที่สำคัญที่สุดของชีวิตเช่นกัน

openbooks review no. 2 (Winter 2009 – Summer 2010)

Written by ksamphan

November 26, 2012 at 4:53 am

ผลงานชิ้นใหม่ของ เร็ม กอลฮาส

leave a comment »

ตอนที่ เร็ม กอลฮาส (Rem Koolhaas) ลืมตาดูโลกที่รอตเทอร์ดามเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1944 เมืองทั้งเมืองแทบจะไม่มีอาคารบ้านเรือนในสภาพสมบูรณ์เหลือให้เห็น สงครามโลกครั้งที่สองยังไม่สิ้นสุด และกองทัพนาซีก็ปิดกั้นหนทางที่จะนำอาหารเข้าสู่เขตเมืองของเนเธอร์แลนด์ ผู้คนหลายหมื่นต้องเสียชีวิตจากภาวะอดอยาก และชาวดัตช์ก็ยังคงหวนรำลึกถึงช่วงเวลานั้นในฐานะ ‘ฤดูหนาวอันหิวโหย’

กอลฮาสใช้ชีวิตในวัยเด็กท่ามกลางเศษซากของอาคารบ้านเรือน พ่อของเขาเป็นผู้สื่อข่าวและนักเขียนที่ผลิตนวนิยายเรื่องใหม่ทุกปีตลอด 30 ปี ส่วนปู่ของเขาคือสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของเมือง

“พวกเรามักจะเล่นกันในซากปรักหักพัง” กอลฮาสเล่าถึงชีวิตของเขาในวัยเด็ก “แม่ต้องคอยตามพวกเรากลับบ้านเสมอ”

ทุกวันนี้ เร็ม กอลฮาส คือสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจของเขาปรากฏให้เห็นตั้งแต่ในซีแอตเทิลจนถึงมอสโก นอกจากนี้ บทความเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของเขายังเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง ด้วยชื่อบทความที่สั้นกระชับและยั่วเย้าอารมณ์อย่าง ‘Delirious New York’ ‘Bigness’ ‘Junkspace’ และ ‘The Generic City’

แต่สิ่งที่น่าจะทำให้กอลฮาสเป็นที่จดจำของคนรุ่นใหม่มากที่สุดก็คืออาคารขนาดยักษ์รูปร่างประหลาด ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Central Television: CCTV)

อาคาร (พนักงานในสำนักงานของกอลฮาสที่รอตเทอร์ดามไม่ได้เรียกมันว่า ‘tower’ แต่เรียกมันว่า ‘loop’) แห่งนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2012 มันครอบคลุมพื้นที่ 50 เอเคอร์ในย่านธุรกิจของปักกิ่ง ด้วยอาคารขนาดใหญ่สองอาคารที่เอียงเข้าหากันและเชื่อมต่อกันที่ส่วนบน (จุดที่สูงที่สุดคือ 768 ฟุต) ซึ่งงานใหญ่ชิ้นแรกสำหรับพนักงานประมาณ 10,000 คน ก็คือการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2012

กอลฮาสบอกกับเจ้าหน้าที่ของซีซีทีวีก่อนที่เขาจะออกแบบอาคารแห่งนี้ว่า “ผมบอกว่ามันจะเป็นอาคารที่ชาวจีนไม่อาจนึกถึง แต่พวกเรา (ในโลกตะวันตก) ไม่อาจสร้างมันได้”

เร็ม กอลฮาส เริ่มต้นชีวิตวัยหนุ่มด้วยการเป็นผู้สื่อข่าว [เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์ให้กับ รัสส์ เมเยอร์ (Russ Meyer) เจ้าพ่อหนังอีโรติกชาวอเมริกัน] แต่ต่อมาเขาก็เรียนรู้ว่าสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเมืองก็มีเรื่องเล่าของมันเช่นกัน และเขาน่าจะสามารถกำหนดลักษณะของสิ่งแวดล้อมในเมืองผ่านทางภาพวาด (และรูปแบบของสถาปัตยกรรม) ได้เช่นเดียวกับตัวอักษร ซึ่งภาพวาดชิ้นหนึ่งของเขา (ขณะเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่อังกฤษ) ปรากฏอยู่บนกำแพงเบอร์ลิน

40 ปีต่อมา ความสนใจของกอลฮาสก็มุ่งสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน “คุณจะตระหนักได้ว่าคุณทำงานอยู่ในประเทศที่มีอารยธรรมซึ่งน่าประทับใจมากที่สุดประเทศหนึ่ง และมันมีอายุยาวนานกว่าเกือบทุกประเทศ ดังนั้นจึงทำให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขามและการมีสิทธิพิเศษโดยตัวของมันเอง นอกจากนี้ คุณยังตระหนักได้ว่านี่คือประเทศที่เพิ่งผ่านประวัติศาสตร์อันสับสนวุ่นวายขนานใหญ่ แต่ก็มีความพยายามอย่างมากที่จะก้าวผ่านความสับสนวุ่นวายเหล่านั้นเช่นกัน”

กอลฮาสได้รับโทรศัพท์ชวนเข้าร่วมประกวดแบบของสำนักงานใหญ่ซีซีทีวีในปี 2002 ด้วยความหลงใหลในประวัติศาสตร์และความน่าตื่นตาตื่นใจของความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง เขาจึงตัดสินใจมุ่งความสนใจมาที่โครงการนี้ (ขณะที่สถาปนิกชื่อดังคนอื่นๆ กำลังแข่งขันกันออกแบบอาคารหลังใหม่ที่จะมาทดแทนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก)

ในปักกิ่ง สำนักงานใหญ่ของซีซีทีวีคือศูนย์กลางของงานโฆษณาชวนเชื่ออันทรงพลังของรัฐบาลจีน และขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของมันก็ทำให้นึกถึงนวนิยายเรื่อง หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell)

แน่นอนว่าการทำงานให้กับรัฐบาลเผด็จการย่อมนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สำหรับ เร็ม กอลฮาส สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรใส่ใจก็คือ

“จีนคือเรื่องราวที่โด่งดังที่สุดในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะมีส่วนร่วมกับมันเมื่อคุณมีโอกาส ความตั้งใจของผมคือเรื่องง่ายๆ แค่นั้น”

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2555)

Written by ksamphan

November 6, 2012 at 4:55 am

Posted in Neighbours Matters

โทร.มาหน่อยนะคนดี

with one comment

เมื่อผู้ชาย (แมนๆ และดีๆ) กลายเป็นของหายากในยุคปัจจุบัน คติหญิงไทยใจงามก็ดูจะเสื่อมมนต์ขลังมากขึ้นทุกที

แนวโน้มดังกล่าวดูเหมือนจะเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกันในหลายๆ ส่วนของโลก และปรากฏการณ์ “Call Me Maybe” ของ คาร์ลี เร เจปเซน (Carly Rae Jepsen) นักร้อง-นักแต่งเพลงสาวสวยวัย 27 ปีจากแคนาดา ก็ช่วยตอกย้ำความจริงดังกล่าวอีกครั้ง

Hey, I just met you, And this is crazy,

But here’s my number, So call me, maybe?

สาวๆ หลายคนคงอยากทำแบบในเนื้อเพลงใจจะขาด ไม่อย่างนั้น “Call Me Maybe” คงไม่ดังยิ่งกว่าพลุแตกแบบในตอนนี้

นี่คือตัวเลขที่อาจทำให้หนุ่มๆ หลายคนพอมีความหวัง (แต่ท่านคงต้องฟิตหุ่นสักหน่อย เพราะดูเหมือนเจคอบจะแซงหน้าเอ็ดเวิร์ดอยู่นิดๆ – และหนุ่มหล่อในมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ก็เดินมาตามขนบนั้นเป๊ะเลย)

  • “Call Me Maybe” ขึ้นอันดับ 1 ของไอทูนส์ใน 37 ประเทศ
  • มีผู้เข้าชมมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ในยูทูบมากกว่า 192 ล้านครั้ง (ณ เดือนสิงหาคม 2012)
  • เจปเซนมีแผนที่จะเล่นคอนเสิร์ต 45 ครั้งในการทัวร์อเมริกาเหนือ
  • 594,000 ดอลลาร์ คือเงินที่เจปเซนได้รับจากยอดผู้เข้าชมในยูทูบ
  • เพลงนี้มียอดจำหน่ายจากการดาวน์โหลด 4.9 ล้านครั้งในสหรัฐอเมริกา
  • 8 สัปดาห์ที่เพลงนี้อยู่ในอันดับ 1 ของชาร์ต Hot 100 ของนิตยสาร บิลบอร์ด
  • 675,000 คน คือยอดผู้ชมโดยประมาณที่จะมีส่วนร่วมในการทัวร์คอนเสิร์ตของเจปเซน

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2555)

Written by ksamphan

November 6, 2012 at 4:52 am

Posted in Neighbours Matters