K. Samphan

Archive for October 2012

ยอดนักวิ่งแห่งเซียรา มาเดร

leave a comment »

สีหน้าของ กามีโล บีเยกัส-กรุซ (Camilo Villegas-Cruz) ดูมีความหวังเมื่อเขาพูดถึงช่วงเวลาแห่งความสุข ครั้งที่เขาวิ่งอยู่ในเงามืดลึกของหุบเขาซินโฟโรซาแห่งเทือกเขาเซียรา มาเดร ที่ซึ่งกฎหมายของเม็กซิโกยังเอื้อมมือไปไม่ถึง

บีเยกัส-กรุซคือสมาชิกของเผ่าตาราอูมารา (Tarahumara) ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความคล่องแคล่วและความอดทนในการวิ่ง เขาเติบโตมากับ ‘ราราคีปารี’ (rarajipari) ซึ่งเป็นกีฬาประเพณีที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเตะลูกบอลไม้ไปตามทางเดินหิน แต่ก่อนที่เขาจะมีอายุครบ 18 ปี เขามีโอกาสลงแข่งขันในรายการที่แตกต่างจากที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือการขนกัญชาหนัก 50 ปอนด์ข้ามพรมแดนเข้าสู่รัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา

ณ วันนี้ บีเยกัส-กรุซมีอายุ 21 ปี และกำลังอิดโรยอยู่ภายในเรือนจำซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลทรายโมฮาวีของรัฐแคลิฟอร์เนีย

จากนักวิ่งหนุ่มน้อยสู่ผู้ลักลอบขนยาเสพติด ชะตาชีวิตของบีเยกัส-กรุซคือตัวอย่างของการที่ชนเผ่าผู้ไม่จัดเจนกับโลกภายนอกถูกจู่โจมจากพลังที่พวกเขาไม่อาจควบคุมมันได้ ซึ่งรวมถึงสงครามยาเสพติดในเม็กซิโก เศรษฐกิจที่ล่มสลาย และความแห้งแล้งที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น

ในภาษาของพวกเขา พี่น้องของบีเยกัส-กรุซเรียกตัวเองว่า ‘รารามูรี’ (Rarámuri) ซึ่งหมายถึงผู้มีเท้าเบาหวิว ลักษณะพิเศษทางกายภาพของพวกเขาถูกปกปิดเป็นความลับ จนกระทั่งปี 2009 เมื่อหนังสือ Born to Run: A Hidden Tribe, Superathletes, and the Greatest Race the World Has Never Seen วางจำหน่าย แสงไฟจากโลกภายนอกจึงส่องลงมาที่ซอกหลืบของเทือกเขาเซียรา มาเดร

คริสโตเฟอร์ แม็กดูกอลล์ (Christopher McDougall) ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว เขียนไว้ว่า “เมื่อพูดถึงการวิ่งระยะไกล ไม่มีอะไรที่เอาชนะนักวิ่งตาราอูมาราได้ ไม่ใช่ม้าแข่ง ไม่ใช่เสือชีตาห์ และไม่ใช่นักวิ่งมาราธอนในกีฬาโอลิมปิก”

หลังจากหนังสือเล่มนี้วางจำหน่าย ผู้ที่หลงใหลในการวิ่งจากทั่วโลกก็พุ่งความสนใจมาที่นักวิ่งตาราอูมารา (เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมรองเท้าวิ่งซึ่งมีมูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์ต่อปี) แต่เรื่องนี้กลับจบแบบหักมุมอย่างน่าเจ็บปวด เมื่อผู้ค้ายาเสพติดเล็งเห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากความสามารถในการเอาตัวรอดของชนเผ่าตาราอูมารา

ทนายความชาวอเมริกันบริเวณชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่าลูกความของเขาซึ่งเป็นผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากเผ่าตาราอูมารามีมากขึ้นทุกวัน และนับตั้งแต่ปี 2007 ทนายความคนหนึ่งบอกว่าเขาว่าความให้กับลูกความซึ่งเป็นชนเผ่ามาแล้วมากกว่า 12 คดี ซึ่งทั้งหมดคือผู้ลักลอบขนยาเสพติด

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้นคือความแห้งแล้ง ซึ่งคนท้องถิ่นบอกว่ามันเลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถปลูกพืชอาหารได้อย่างเพียงพอ และในฤดูหนาว ความหนาวเย็นเกินปกติก็ทำลายพืชผลของพวกเขาไปเกือบทั้งหมด ด้วยความสิ้นหวัง จึงเป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาจะกลายเป็นเหยื่อของผู้ค้ายาเสพติด ซึ่งกำลังแสวงหาหนทางในการนำสินค้าของพวกเขาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

กามีโล บีเยกัส-กรุซ คือหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น เมื่อพ่อของเขาไม่สามารถปลูกถั่วและข้าวโพดเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้ เขาและหนึ่งในพี่น้องของเขาจึงยอมรับเงินคนละ 1,500 ดอลลาร์จากคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้านเมื่อเดือนมกราคม 2009

พวกเขาถูกจับในวันที่สามของการเดินทาง หลังจากถูกปลุกด้วยเสียงจากเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยลาดตระเวนของสหรัฐอเมริกา และบีเยกัส-กรุซก็ถูกส่งกลับเม็กซิโก

บีเยกัส-กรุซพยายามดิ้นรนมีชีวิตต่อไป เขาพบกับคนรัก และได้รับผลตอบแทนวันละ 10 ดอลลาร์จากการทำงานหลังขดหลังแข็งในเปลวแดดร้อนระอุท่ามกลางต้นพริก

แต่บีเยกัส-กรุซก็พ่ายแพ้ต่อข้อเสนอยั่วยวนใจจากคนแปลกหน้าอีกครั้ง และการถูกเจ้าหน้าที่ของหน่วยลาดตระเวนจับเป็นครั้งที่สองก็ทำให้เขาต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 46 เดือน

ในชุดนักโทษภายในห้องพิจารณาคดี กามีโล บีเยกัส-กรุซ กล่าวว่า

“วันหนึ่งผมจะได้กลับบ้าน และผมจะไม่มีวันมาที่นี่อีก”

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2555)

Written by ksamphan

October 1, 2012 at 3:55 am

Posted in Neighbours Matters

สเปน(อาจจะ)ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

leave a comment »

การที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตการเงิน ความน่าเชื่อถือถูกลดระดับลงฮวบฮาบ และต้องใช้เงินถึง 100,000 ล้านยูโรในการโอบอุ้มระบบธนาคารของตน ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่คุณจะมองสถานการณ์ของสเปนในเวลานี้ไปในด้านลบ แต่ในบางแง่มุม สเปนก็ยังมีด้านบวกอยู่ไม่น้อย (นอกเหนือจากการครองแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป 2012)

เริ่มต้นจากการส่งออก แม้ค่าจ้างในสเปนจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศในยูโรโซน แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่ก็สามารถควบคุมต้นทุนไว้ได้ ซึ่งทำให้พวกเขายังคงมีความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่นายจ้างชาวสเปนที่มีลูกจ้างมากกว่า 250 คนก็ยังคงทำการผลิตได้ทัดเทียมกับนายจ้างชาวเยอรมัน อิตาเลียน และฝรั่งเศส

ลำดับต่อมา แม้เอเชียจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่สเปนก็ยังคงรักษาส่วนแบ่งในตลาดโลกเอาไว้ได้ พวกเขาทัดเทียมกับเยอรมนี และนำหน้าประเทศส่วนใหญ่ในยูโรโซน ทว่าความเป็นจริงก็คือ การส่งออก – ซึ่งมีมูลค่าประมาณร้อยละ 30 ของ GDP ของสเปน – ไม่สามารถชดเชยการลดลงอย่างฮวบฮาบของความต้องการภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม บางบริษัทก็ทำได้ดี ที่ชัดเจนคือเมการ์โดนา (Mercadona) ซึ่งเป็นกิจการค้าปลีกภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด สามารถเพิ่มยอดขายได้ร้อยละ 8 เมื่อปีที่แล้ว (ด้วยรายได้รวม 17,800 ล้านยูโร)

นอกจากนั้นก็คือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดที่ประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ในปี 2007 เหลือเพียงร้อยละ 3 ในไตรมาสแรกของปี 2012 ซึ่งลดลงมากกว่าประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาด้วยกันอย่างกรีซและโปรตุเกส

สเปนกำลังค่อยๆ ปฏิรูปตัวเองท่ามกลางภาวะวิกฤต และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมฟุตบอลของพวกเขาก็ช่วยทำให้คนในชาติกระชุ่มกระชวยขึ้นมาบ้าง

และมันคงจะยิ่งดี ถ้าหากพวกเขาคว้าถ้วยฟุตบอลโลก 2014 กลับไปที่มาดริดอีกสักครั้ง

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 9 (กันยายน 2555)

Written by ksamphan

October 1, 2012 at 3:51 am

Posted in Neighbours Matters