K. Samphan

Archive for September 2012

เมื่อปลาหายไปจากทะเล

leave a comment »

การดำรงอยู่ของมนุษย์สร้างผลกระทบมากมายต่อโลกใบนี้ สิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์สาบสูญไปแล้ว ส่วนอีกครึ่งของพืชและสัตว์ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก พวกมันก็กำลังอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมนุษย์จำนวนมากยังคงคิดว่ามันเป็นโลกลึกลับที่มนุษย์ยังไร้ความสามารถในการยึดครอง

แต่จากข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ 30 ปีที่ผ่านมา มหาสมุทรเกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมบนพื้นโลกที่ดูเหมือนจะมีอัตราเร่งไม่สิ้นสุด  ในหลายพื้นที่ ท้องทะเลได้สูญเสียสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ – เช่น วาฬ โลมา ฉลาม ปลากระเบน และเต่า – ไปแล้วมากกว่าร้อยละ 75 หลังจากที่การล่าและการประมงขยายขอบเขตไปในทุกน่านน้ำ  และสำหรับบางสายพันธุ์ – เช่น ฉลามครีบขาวและปลาฉนากอเมริกัน – จำนวนของพวกมันลดลงถึงร้อยละ 99

ก่อนจะสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 แทบจะไม่มีที่ใดในมหาสมุทรที่มีความลึกน้อยกว่า 3,000 ฟุตที่การประมงบุกเข้าไปไม่ถึง และในปัจจุบัน เครื่องมือประมงสามารถจับปลาได้ในระดับความลึกถึง 10,000 ฟุต

แต่การจับปลามากเกินไปเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาสมุทร

สาเหตุที่สำคัญกว่านั้นคือสารเคมีและของเสียจากอุตสาหกรรมที่มนุษย์ทิ้งลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกที่กำลังแทรกซึมลงสู่มหาสมุทรในระดับความลึกที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ส่งผลต่อระดับของอุณหภูมิและออกซิเจน และจะทำให้รูปแบบของวัฏจักรชีวิตใต้น้ำเปลี่ยนแปลงไป

มหาสมุทรช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณร้อยละ 30 นับตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งก๊าซเหล่านั้นส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม และการผลิตปูนซีเมนต์  ถ้าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงไม่ลดลง ความเป็นกรดของน้ำทะเลอาจจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 150 ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่เร็วที่สุดในช่วงเวลาอย่างน้อย 20 ล้านปี และบางทีอาจจะยาวนานถึง 65 ล้านปี (ซึ่งย้อนกลับไปสู่ยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลก)

การเป็นกรดของน้ำทะเลส่งผลที่ยากจะคาดเดา แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งมีชีวิตที่มีเปลือก (ปู หอย กุ้ง กั้ง) จะมีชีวิตที่ยากลำบากกว่าเดิม รวมถึงหนึ่งในผู้ผลิตขั้นปฐมที่สำคัญที่สุดในทะเล นั่นก็คือแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรอาหารและเป็นผู้ผลิตออกซิเจน  และเมื่อปริมาณแพลงก์ตอนลดลง ก็หมายความว่าเศษซากของสิ่งมีชีวิตที่จะจมลงสู่ทะเลลึกมีปริมาณน้อยลง ซึ่งนั่นก็หมายถึงสังคมของสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกจะได้รับอาหารน้อยลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ ไม่กี่ปีที่ผ่านมายังเกิดปรากฏการณ์ ‘เขตมรณะ’ (dead zone) ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ดินสูญเสียธาตุอาหาร – เนื่องจากการใช้ปุ๋ยและการทิ้งสิ่งปฏิกูล – และอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น  เขตมรณะมักจะเกิดขึ้นบริเวณปากแม่น้ำขนาดใหญ่อย่างมิสซิสซิปปี บริเวณชายฝั่งที่มีคนอยู่มาก และทะเลภายใน (inland sea – ทะเลที่อยู่ห่างจากฝั่งทะเลเข้ามาภายในแผ่นดิน)  มันคือบริเวณที่มีออกซิเจนอยู่น้อย ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

และหนึ่งในนั้นก็คือแมงกะพรุน

แมงกะพรุนคือสิ่งมีชีวิตที่ได้รับประโยชน์จากน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยมลพิษ พวกมันจะแพร่พันธุ์และเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่กินพวกมันมีจำนวนน้อย และด้วยเข็มพิษของพวกมัน พวกมันจึงกลับกลายเป็นนักล่าที่น่าเกรงขาม ซึ่งนี่คือตัวอย่างหนึ่งของการพลิกผันของห่วงโซ่อาหาร – เมื่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่กินแมงกะพรุนเป็นอาหารยังเป็นเพียงไข่ฟองเล็กๆ ตัวอ่อน หรือยังไม่โตเต็มวัย พวกมันจึงกลับกลายเป็นเหยื่อของแมงกะพรุน

และแม้อาหารจะขาดแคลน แมงกะพรุนก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยพวกมันจะหดตัวและรอจนกระทั่งมีอาหารอีกครั้ง (ซึ่งหมายความว่าอาหารต้องลดลงมากและยาวนานเพียงพอ จึงจะมีผลต่อจำนวนของพวกมัน)  นอกจากนี้ โครงสร้างที่ไร้กระดูกของพวกมันก็ทำให้พวกมันไม่มีปัญหากับน้ำทะเลที่มีความเป็นกรดมากขึ้นในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ย้ำเตือนมานานแล้วว่ามนุษย์กำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่หยิบยืมมาจากอนาคต เราไม่สามารถไล่ล่าสรรพสัตว์และบุกรุกทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว

พวกเขาบอกว่าถ้ามนุษย์ยังคงไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งเหมือนที่ผ่านมา มหาสมุทรจะถูกยึดครองโดยสิ่งมีชีวิตจำพวกแมงกะพรุน จุลินทรีย์ และสาหร่าย

ซึ่งนั่นอาจจะเกิดขึ้นในอีก 40-50 ปีต่อจากนี้

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2555)

Advertisements

Written by ksamphan

September 7, 2012 at 3:53 am

Posted in Neighbours Matters

ปัญหาที่แท้จริงของชีวิต

leave a comment »

ชนชั้นนำจำนวนหนึ่งตระหนักดีว่าปัญหาโลกร้อนคือปัญหาเร่งด่วนที่พวกเขาต้องเร่งรีบหาทางแก้ไข และนับตั้งแต่การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมครั้งแรกเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ผู้คนก็ตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น อันนำมาซึ่ง ‘หนทาง’ ในการแก้ปัญหาหลากหลายเส้นทาง

แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า ‘ความกังวล’ เรื่องสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติจะแยกไม่ออกจากความกังวลของผู้คนในโลกตะวันตก ซึ่งไม่ใช่ความกังวลของผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้

พวกเขาไม่ได้กังวลกับภาวะโลกร้อนและปัญหาอื่นๆ ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญพูดคุยกันบนเวทีการประชุม แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเจออยู่ทุกวันก็คือ

หนึ่ง มลพิษในที่พักอาศัย: ในขณะที่เราได้รับความร้อน แสงสว่าง และความสะดวกสบายอื่นๆ เพียงการกดสวิตช์ แต่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 3,000 ล้านคนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้กระดาษแข็งหรือมูลสัตว์เป็นเชื้อเพลิงในการประกอบอาหารและให้ความอบอุ่น ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูดดมควันพิษอย่างน้อย 1.4 ล้านคน และอาจจะมากถึงเกือบ 2 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็ก

สอง การขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัย: ประมาณร้อยละ 7 ของผู้เสียชีวิตในประเทศกำลังพัฒนา มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนน้ำสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งนั่นหมายถึงเกือบ 3 ล้านชีวิตในแต่ละปี

สาม ความยากจน: ผู้คนมากกว่า 1,000 ล้านคนบนโลกใบนี้ดำรงชีวิตด้วยเงินน้อยกว่า 1.25 ดอลลาร์ต่อวัน การนึกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ต่างกับการใฝ่ฝันถึงสินค้าแบรนด์เนม ถ้าครอบครัวของคุณกำลังหนาวสั่น คุณก็ต้องตัดต้นไม้เพื่อนำมาเผาให้ความอบอุ่น ถ้าพวกเขากำลังหิว คุณก็ต้องถางป่าเพื่อผลิตอาหาร และถ้าคุณไม่มีความหวังกับอนาคต หนทางเดียวที่คุณมีก็คือการมีลูกมากขึ้นเพื่อคอยดูแลคุณในยามแก่ชรา

การประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับโลกจะยังคงพูดถึงเกษตรอินทรีย์ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และแผงโซลาเซลล์กันต่อไป ความปรารถนาดียังคงไม่สูญหายไปไหน แต่ความปรารถนาดีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับการนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างได้ผล

และกระทั่งปัญหาที่กองอยู่บนเวทีการประชุมก็อาจไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็เป็นได้

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 (สิงหาคม 2555)

Written by ksamphan

September 7, 2012 at 3:50 am

Posted in Neighbours Matters