K. Samphan

Archive for May 2012

ทีมนี้ไม่ต้อนรับชาวอาหรับ

leave a comment »

ในวงการฟุตบอล การย้ายทีมของผู้เล่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา และในกรณีนี้ มันก็ดูเหมือนจะเป็นการย้ายทีมที่ลงตัว

โมฮัมหมัด กาเดียร์ (Mohammad Ghadir) คือผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าของมัคคาบี ไฮฟา (Maccabi Haifa) ทีมฟุตบอลในลีกสูงสุดของอิสราเอล ถึงแม้เขาจะเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์และเป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมชาติอิสราเอลชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี แต่ตำแหน่งส่วนใหญ่ของเขาในฤดูกาลแข่งขัน 2011/2012 กลับอยู่บนที่นั่งข้างสนาม

ในอีกด้านหนึ่งของประเทศ ไบตาร์ เยรูซาเลม (Beitar Jerusalem) กำลังต้องการผู้เล่นที่จะไปช่วยทำประตู จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทีมชั้นนำ แต่ตอนนี้ไบตาร์ เยรูซาเลม กำลังอยู่ในโซนท้ายตาราง ดังนั้นเมื่อกาเดียร์บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาสนใจที่จะย้ายไปเล่นในเยรูซาเลม จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ไบตาร์ เยรูซาเลม จะยื่นข้อเสนอขอซื้อกาเดียร์จากมัคคาบี ไฮฟา

แต่กาเดียร์ไม่เคยได้รับการติดต่อจากไบตาร์ และแฟนๆ ของไบตาร์ก็มีปฏิกิริยาต่อต้านการย้ายมาร่วมทีมของกาเดียร์ ขณะที่ผู้จัดการทีมของไบตาร์ก็เลือกที่จะเดินตามนโยบายที่ไม่เป็นทางการซึ่งปฏิบัติสืบเนื่องกันมามากกว่า 75 ปี นั่นก็คือการปฏิเสธผู้เล่นเชื้อสายอาหรับ

ตามกฎหมายของอิสราเอล ชาวอาหรับซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย (มีชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด) มีสิทธิเท่าเทียมกับชาวยิว พวกเขามีสิทธิในการลงคะแนนและการสมัครรับเลือกตั้ง พวกเขาได้ดำรงตำแหน่งทางการทูตและเป็นผู้พิพากษาในศาลฎีกา แต่สถานะของพวกเขาก็ยังคงถูกบ่อนเซาะโดยความลักลั่นในสังคมอิสราเอล นั่นก็คือ ชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับเป็นพลเมืองของอิสราเอล แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็เป็นพี่น้องกับศัตรูของอิสราเอล

กรณีของ โมฮัมหมัด กาเดียร์ สะท้อนถึงการแบ่งแยกที่ยังคงดำรงอยู่ในอิสราเอล ในแวดวงกีฬาอาชีพซึ่งมีหลักการพื้นฐานอยู่ที่ความสามารถส่วนบุคคล การแบ่งแยกจึงถูกมองว่าเป็นความไม่ยุติธรรม ทีมฟุตบอลในอิสราเอลเพิ่งจะเริ่มมีผู้เล่นเชื้อสายอาหรับในทศวรรษ 1970 และในปัจจุบัน พวกเขาส่วนหนึ่งคือกลุ่มผู้เล่นที่ทำประตูได้มากที่สุดของลีก แต่ไบตาร์ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลประจำเมืองหลวงปฏิเสธผู้เล่นเชื้อสายอาหรับอย่างหนักแน่น โดยยินดีต้อนรับผู้เล่นจากต่างชาติเป็นการทดแทน

โยฟ โบโรวิตซ์ (Yoav Borowitz) ผู้สื่อข่าวกีฬาชาวอิสราเอลกล่าวว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายนโยบายนี้เป็นอย่างอื่น นอกจากการเหยียดเชื้อชาติ”

แฟนๆ ของไบตาร์มีคำอธิบายที่แตกต่างจากนั้นเล็กน้อย พวกเขากล่าวว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของทีมและความตึงเครียดในเยรูซาเลม ที่ซึ่งชาวอาหรับและชาวยิวแยกพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน

ทีมฟุตบอลส่วนใหญ่ในอิสราเอลมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับพรรคการเมือง ผู้สนับสนุนของไบตาร์คือพรรคลิคุด (Likud) พรรคการเมืองฝ่ายขวาภายใต้การนำของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอิสราเอล ถึงแม้พรรคลิคุดจะไม่ได้แสดงการต่อต้านชาวอาหรับอย่างเปิดเผย แต่ไบตาร์คือที่รวมของพวกฝ่ายขวาสุดโต่งซึ่งมักจะตะโกนใส่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามว่า “Death to Arabs”

จากข้อมูลขององค์กรที่ติดตามการเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล แฟนๆ ของไบตาร์ เยรูซาเลม อยู่ในลำดับต้นๆ ของรายชื่อ

โยฟ โบโรวิตซ์ ประณามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เพิกเฉยการแบ่งแยกดังกล่าว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสมาคมฟุตบอลอิสราเอลและนายกเทศมนตรีเมืองเยรูซาเลม เขาเปรียบเทียบว่าไบตาร์ไม่ต่างอะไรกับทีมรักบี้ ‘ผิวขาว’ ของแอฟริกาใต้ในยุคของการแบ่งแยก

บทความล่าสุดในบล็อกของโบโรวิตซ์ เขาประกาศว่าจะไม่รายงานข่าวของไบตาร์อีกต่อไป และเรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวคนอื่นทำแบบเดียวกัน

“ทีมฟุตบอลที่ไม่ต้องการเซ็นสัญญากับผู้เล่นชาวอาหรับคือสิ่งที่อยู่ในถังขยะของประวัติศาสตร์ ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับไบตาร์หลายชิ้น… ผมจะไม่เขียนอีกต่อไปแล้ว”

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 5 (พฤษภาคม 2555)

Advertisements

Written by ksamphan

May 31, 2012 at 4:14 am

Posted in Neighbours Matters

เมื่อเศรษฐกิจโลกต้องการผู้หญิง

with one comment

ทุกวันนี้ธุรกิจต่างๆ เริ่มเข้าใจสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาพร่ำบอกมานานแล้วว่า การลงทุนกับผู้หญิงจะก่อให้เกิดดอกผลงดงาม เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนมากกว่าผู้ชาย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านการศึกษา การลดอัตราการตาย และการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

หัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งของการประชุมเศรษฐกิจโลกระหว่างวันที่ 26-28 มกราคมที่ผ่านมาก็คือ ‘Women as the Way Forward’ ซึ่งเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับศักยภาพของผู้หญิงที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ส่วนหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาก็เข้าร่วมโครงการ ‘The Third Billion’ (ดำเนินการโดย La Pietra Coalition ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์กรธุรกิจ รัฐบาลของหลายประเทศ และองค์กรไม่แสวงกำไร) ซึ่งมีเป้าหมายในการนำผู้หญิง 1,000 ล้านคนเข้ามาเป็นสมาชิกของระบบเศรษฐกิจโลกภายในปี 2025

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การนำผู้หญิงเข้าสู่ธุรกิจจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทและชุมชน ซึ่งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคก้าวไปเร็วกว่าธุรกิจอื่นๆ เอวอนเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจน โดยหลังจากเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมากกว่า 6 ล้านคนในมากกว่า 100 ประเทศได้เริ่มทำธุรกิจของตนเอง ก็ทำให้เอวอนมีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับยูนิลีเวอร์ที่ลงทุนกับผู้ประกอบการชาวอินเดียที่ยากจนจำนวน 45,000 ราย – ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง – ในมากกว่า 100,000 หมู่บ้านทั่วประเทศอินเดีย ผ่านทางธุรกิจไมโครไฟแนนซ์และการฝึกอบรม ซึ่งทำรายได้ให้กับบริษัทคิดเป็นร้อยละ 5 ของรายได้ที่บริษัทได้รับในอินเดีย

อนาคตของเศรษฐกิจโลก อาจอยู่ในกำมือ(นุ่มๆ)ของผู้หญิง

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 5 (พฤษภาคม 2555)

Written by ksamphan

May 31, 2012 at 4:11 am

Posted in Neighbours Matters

ผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน

leave a comment »

เมื่อครั้งที่รองประธานาธิบดี โจเซฟ ไบเดน (Joseph Biden) เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการดื่มชาและพูดคุยกับรองประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ช่วงหนึ่งของการสนทนา สีบอกกับไบเดนว่าพ่อ – ซึ่งเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี – และญาติพี่น้องของเขาได้รับความทุกข์ทรมานจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่านั่นเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อันเลวร้ายของประเทศ

ตามคำบอกเล่าของผู้ที่เชื่อถือได้ เจ้าหน้าที่แปลภาษาชาวจีนมีสีหน้าสับสนอย่างเห็นได้ชัดกับคำพูดดังกล่าวของสี ซึ่งเขาไม่เคยถ่ายทอดมันเป็นภาษาอังกฤษมาก่อน

ความตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากในหมู่เจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ “สีสื่อสารกับผู้นำจากต่างชาติอย่างค่อนข้างเปิดเผย” เจ้าหน้าที่ทูตชาวยุโรปคนหนึ่งให้ความเห็นหลังจากได้พบกับสีเมื่อปีที่แล้ว “เขาค่อนข้างจะวิพากษ์วิจารณ์การปฏิวัติวัฒนธรรม โดยกล่าวว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับผม”

สี จิ้นผิง ในวัย 57 ปี คือผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาคือคนสำคัญที่สุดในกลุ่มผู้นำรุ่นต่อไปของจีน หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มผู้นำ ‘รุ่นที่ 5’ ซึ่งจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ภายหลังการผลัดเปลี่ยนอำนาจครั้งใหญ่ของพรรคที่จะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

เมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งที่ 18 เดินทางมาถึง โฉมหน้าของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำนวน 370 คนจะมีการเปลี่ยนแปลงถึงร้อยละ 60 เกมสับเปลี่ยนอำนาจเกมนี้มีความหมายว่าผู้เล่นคนสำคัญในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและการเงิน นโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และการทหาร “หลังจากปี 2012 ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่” ตามความเห็นของ เฉิง ลี่ (Cheng Li) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนของสถาบันบรูกกิงส์

การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เกิดขึ้นน้อยครั้งมากในจีน นับตั้งแต่ปี 1949 มันเกิดขึ้นเพียงสามครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในทศวรรษ 1960 ซึ่งจบลงด้วยการขับไล่กวาดล้างปัญญาชนครั้งใหญ่ และสภาวะอนารยะของการปฏิวัติวัฒนธรรม ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปลายทศวรรษ 1980 เมื่อผู้นำระดับสูงหลายคนไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน – อันนำไปสู่การนองเลือด – และการเปลี่ยนผ่านครั้งล่าสุดคือการสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจาก เจียง เจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ของ หู จิ่นเทา (Hu Jintao) เมื่อปี 2002 ซึ่งเป็นการส่งมอบอำนาจที่ราบรื่นอย่างน่าประทับใจ แต่นั่นเป็นเพียงแผนการส่งมอบอำนาจที่ดำเนินไปตามสคริปต์ของพรรคคอมมิวนิสต์

การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี 2012 มีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น ในปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกอบด้วยสองกลุ่มหลักที่กำลังขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ซึ่งอาจเรียกกว้างๆ ได้ว่ากลุ่ม ‘ประชานิยม’ (populist) กับกลุ่ม ‘ชนชั้นนำ’ (elitist) กลุ่มประชานิยมซึ่งนำโดยประธานาธิบดีหูนั้นยึดโยงอยู่กับสมาชิกของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ (Communist Youth League) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กลุ่มนี้มีนโยบายหลักคือการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในภาคตะวันตกของประเทศ ขณะที่กลุ่มชนชั้นนำมุ่งเน้นที่การใช้กลไกตลาดเสรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก

การขับเคี่ยวระหว่างทั้งสองกลุ่มเห็นได้ชัดเจนในการประชุมใหญ่ของพรรคครั้งที่ 17 เมื่อปี 2007 เมื่อหูเลือก หลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) เป็นผู้รับตำแหน่งต่อจากเขา แต่ฝ่ายชนชั้นนำสนับสนุนสี เพื่อการหาทางออกที่ประนีประนอมที่สุด ผู้นำคนต่อไปจึงถูกเลือกโดยการเลือกตั้งของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งระดับรากหญ้าและระดับอาวุโส ซึ่งผลก็คือสีได้รับคะแนนมากกว่า (หลี่ เค่อเฉียง ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปเป็นการทดแทน)

ในปี 2012 ผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีนซึ่งกล่าวกันว่าเป็นนักการเมือง ‘สมัยใหม่’ กลุ่มแรกของประเทศ จะก้าวขึ้นมายืนอยู่ตรงกลางเวที พวกเขามีบุคลิกหลายอย่างที่แตกต่างจากนักการเมือง ‘รุ่นเก่า’ ซึ่ง สี จิ้นผิง ได้แสดงให้ชนชั้นนำของประเทศต่างๆ ได้เห็นมาบ้างแล้ว แต่ปัญหาของสังคมจีน (และสังคมอื่นๆ ในโลก) ไม่ได้สนใจว่ามันจะต้องพบเผชิญกับผู้คนหน้า ‘เก่า’ หรือหน้า ‘ใหม่’ และในทัศนะของนักวิเคราะห์ ความเชื่อมั่นในตนเองของ ‘คนรุ่นใหม่’ อย่างสีและเพื่อนพ้อง หมายความว่าเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาความคิดของพวกเขา และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่การก้าวขึ้นมามีอำนาจของพวกเขาจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2555)

Written by ksamphan

May 1, 2012 at 8:17 am

Posted in Neighbours Matters

นมัสเต, สตาร์บัคส์

leave a comment »

10 ปีหลังจากการนำเข้ากาแฟจากอินเดีย สตาร์บัคส์ เครือข่ายร้านกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีมากกว่า 17,000 สาขาใน 55 ประเทศ และมี 137 สาขาในประเทศไทย) ก็ตัดสินใจเสิร์ฟเครื่องดื่มของตนให้กับนักดื่มชาวอินเดีย ซึ่งเป็นการเดินตามหลังบริษัทข้ามชาติอย่างแมคโดนัลด์ เคเอฟซี ซารา และมาร์คส์แอนด์สเปนเซอร์ ที่ยกขบวนกันเข้าไปสะกิดไหล่ชนชั้นกลางชาวอินเดีย (ประมาณ 300 ล้านคน) ก่อนหน้านี้พักใหญ่แล้ว

โดยการร่วมทุนกับทาทากรุ๊ปซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของอินเดีย สตาร์บัคส์วางแผนว่าจะเปิดสาขา 50 แห่งในเมืองใหญ่ของอินเดียในอีก 6 เดือนต่อจากนี้

ตอนนี้ตลาดร้านกาแฟในอินเดียกำลังเติบโต คาเฟคอฟฟีเดย์ (Café Coffee Day) เครือข่ายร้านกาแฟท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้นำตลาดอยู่ในเวลานี้ มีร้านกาแฟประมาณ 1,500 แห่งทั่วประเทศ และมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ในแต่ละปี นอกจากนี้ คนเมืองชาวอินเดียก็คุ้นเคยกับร้านกาแฟต่างชาติอย่างกลอเรียจีน’ส (Gloria Jean’s) และเดอะคอฟฟีบีน (The Coffee Bean) เป็นอย่างดี

ผู้มาช้าอย่างสตาร์บัคส์จะเจาะตลาดแห่งนี้ได้ไหม และจริงๆ แล้วชาวอินเดียเป็นนักดื่มกาแฟตัวยงหรือเปล่า

ยกเว้นผู้คนในรัฐทางใต้อย่างทมิฬนาฑูที่ชื่นชอบ ‘กาแฟโบราณ’ รสหวานมันในกระป๋องนม ชาวอินเดียส่วนใหญ่หลงใหลรสชาติของชามากกว่า กาแฟมายซอร์ (Mysore) ที่มีชื่อเสียงนั้นเกือบทั้งหมดคือสินค้าส่งออก และแม้การบริโภคกาแฟภายในประเทศจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่โค้กและเป๊บซี่ก็รู้ดีว่าชาวอินเดียเลือกดื่มชามากกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น

สตาร์บัคส์กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนเพื่อเจาะตลาดของอินเดีย แต่ด้วยเครือข่ายทางธุรกิจและความสนใจในธุรกิจค้าปลีกและการโรงแรมของทาทากรุ๊ป สตาร์บัคส์อาจแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวอินเดียผู้มีอันจะกิน (ประมาณ 50 ล้านคน) ได้ไม่ยาก

ถ้าพวกเขาอยากดื่มกาแฟ

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2555)

Written by ksamphan

May 1, 2012 at 8:05 am

Posted in Neighbours Matters