K. Samphan

Archive for April 2012

ม้าที่หายไป (จีน)

with one comment

ณ ชายแดนทางภาคเหนือของจีน ผู้ชายคนหนึ่งกำลังถูกฝึกให้ตีความเหตุการณ์  วันหนึ่ง ม้าของเขาวิ่งข้ามพรมแดนไปอยู่กับชนเผ่าเร่ร่อนโดยปราศจากเหตุผล ทุกคนต่างพากันปลอบใจเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่พรจากสวรรค์?”  ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ม้าของเขาก็กลับมาพร้อมกับม้าตัวผู้รูปร่างงดงาม ทุกคนต่างร่วมดีใจกับเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่หายนะ?”  ครอบครัวนี้ร่ำรวยขึ้นจากม้างามดังกล่าว ซึ่งลูกชายของบ้านขี่มันเป็นประจำ  แต่วันหนึ่ง เขาตกจากหลังม้า ทำให้สะโพกของเขาหัก ทุกคนต่างพากันปลอบใจเขา แต่พ่อของเขาบอกว่า “อะไรทำให้เจ้ามั่นใจว่านี่ไม่ใช่พรจากสวรรค์?”

ปีต่อมา ชนเผ่าเร่ร่อนบุกข้ามพรมแดนเข้ามาโจมตีหมู่บ้าน และผู้ชายที่พร้อมจะสู้รบทุกคนก็หยิบคันธนูออกไปรบ  ชายชาวจีนเก้าในสิบคนต้องสังเวยชีวิต แต่เนื่องจากลูกชายเป็นคนพิการ พ่อและลูกชายจึงรอดชีวิตมาได้

ในความเป็นจริง พรจะเปลี่ยนเป็นหายนะ และหายนะจะเปลี่ยนเป็นพร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับความลึกลับที่ไม่อาจหยั่งวัดได้

Advertisements

Written by ksamphan

April 10, 2012 at 6:55 am

ผู้ช่วยการโกหก (เยอรมนี)

with one comment

กาลครั้งหนึ่ง มีผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งชอบการพูดโกหกเป็นชีวิตจิตใจ แต่บางครั้งเขาก็มีปัญหา เมื่อเขาต้องการจ้างคนรับใช้คนใหม่ เขาจึงถามชายที่มาสมัครเป็นคนรับใช้ว่าเขาพูดโกหกได้หรือไม่

“ได้ครับ” ชายคนนั้นตอบ “ถ้ามันเป็นสิ่งที่ข้าน้อยต้องทำ!”

“โอเค” ผู้สูงศักดิ์พูด “บางครั้งข้าก็มีปัญหากับการพูดโกหก ดังนั้นเจ้าต้องคอยช่วยข้า”

วันหนึ่ง พวกเขาอยู่ที่โรงแรม และผู้สูงศักดิ์ก็กำลังพูดโกหกเป็นปกติ “ครั้งหนึ่งขณะที่ข้าไปล่าสัตว์ ข้ายิงกระต่ายสามตัวขณะที่พวกมันอยู่กลางอากาศ”

“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้” คนอื่นๆ ที่นั่งฟังกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นพวกท่านไปตามคนขับรถม้าของข้ามา” ผู้สูงศักดิ์กล่าว “เขาเป็นพยานได้” เมื่อคนรับใช้มาถึง “โยฮันน์ ข้าเพิ่งเล่าเรื่องที่ข้ายิงกระต่ายสามตัวกลางอากาศให้ท่านทั้งหลายฟัง เจ้าจงเล่าให้พวกเขาฟังว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“ได้ครับ ตอนนั้นพวกเราอยู่ในทุ่งหญ้า มีกระต่ายตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ ขณะที่มันลอยอยู่ในอากาศ ท่านผู้นี้ก็ยิงมัน หลังจากนั้น เมื่อเราชำแหละร่างของมัน เราก็พบลูกกระต่ายสองตัวอยู่ในท้องของมัน”

แน่นอนว่าคนอื่นๆ ล้วนพูดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในขณะที่กำลังเดินทางกลับ ผู้สูงศักดิ์บอกกับคนรับใช้ว่าเขาทำหน้าที่ได้ดีมาก

“ขอบคุณครับนายท่าน” โยฮันน์พูด “แต่การโกหกครั้งต่อไป นายท่านกรุณาอย่าบอกว่ายิงกลางอากาศนะครับ ถ้าเรื่องเกิดขึ้นบนพื้น ข้าน้อยจะช่วยนายท่านได้ง่ายกว่านี้ครับ”

Written by ksamphan

April 8, 2012 at 7:57 am

ไคโยตีผู้ต่อสู้กับหุ่นยางมะตอย (อเมริกันอินเดียน – อะแพชี)

with one comment

นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่เผ่าของเรา สรรพสัตว์ และหมู่นก อยู่ร่วมกันใกล้กับคนขาว เจ้าไคโยตีมักจะเจอกับปัญหา มันชอบมาด้อมๆ มองๆ ที่แคมป์ เดินไปเดินมาสักพัก ก่อนจะจากไป และเมื่อมันมาที่รังของหมี มันเคยแอบเข้าไปในทุ่งนาของคนขาวในตอนกลางคืน และขโมยรวงข้าวสาลีของเขาไป

เมื่อคนขาวผู้เป็นเจ้าของทุ่งนารู้ว่าเจ้าไคโยตีคือหัวขโมย เขาก็สะกดรอยตามเจ้าไคโยตี จนกระทั่งรู้เส้นทางที่มันใช้แอบเข้ามาในทุ่งนา จากนั้นเขาก็เรียกผู้ชายคนขาวทุกคนมาประชุม และพวกเขาก็ช่วยกันปั้นยางมะตอยเป็นรูปคน และนำไปวางไว้ที่ทางเดินของเจ้าไคโยตี

คืนนั้น เมื่อเจ้าไคโยตีกลับมาขโมยข้าวสาลีอีกครั้ง มันก็เห็นหุ่นยางมะตอยยืนอยู่ มันคิดว่านั่นเป็นคนจริงๆ มันจึงบอกว่า “เจ้าตาสีเทา” – มันมักจะใช้คำพูดของเผ่าเชอร์คาฮัว – “หลีกทางให้ข้า ข้าต้องการข้าวสาลีเพียงเล็กน้อย แค่นั้นจบ” หุ่นยางมะตอยยังไม่ขยับไปไหน “ถ้าเจ้าไม่หลีก” เจ้าไคโยตีพูด “หน้าของเจ้าจะต้องเจอกับหมัดของข้า ไม่ว่าข้าจะไปที่ไหนบนโลกใบนี้ ถ้าข้าเหวี่ยงหมัดใส่มนุษย์ นั่นคือจุดจบของมนุษย์ผู้นั้น” หุ่นยางมะตอยยังคงไม่ขยับเขยื้อน “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะจู่โจมละนะ” เจ้าไคโยตีเหวี่ยงหมัดออกไป แต่หมัดของมันก็จมหายไปในหุ่นยางมะตอยจนถึงข้อศอกอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย อะไรกันวะ?” เจ้าไคโยตีร้อง “เจ้าจับมือข้าไว้ทำไม? ปล่อยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะชกเจ้าอีกหมัด ถ้าข้าชกมนุษย์ด้วยหมัดข้างนี้ ทุกคนจะสลบเหมือด!” เจ้าไคโยตีปล่อยหมัดอีกข้าง และแขนของมันก็จมหายไปในหุ่นยางมะตอยอีกเช่นกัน ตอนนี้มันจึงกำลังยืนอยู่ด้วยขาหลังสองข้าง

“ข้าจะเตะเจ้าถ้าเจ้ายังไม่ยอมปล่อยข้า และเจ้าจะล้มไม่เป็นท่า” เจ้าไคโยตีเตะสุดแรง และขาของมันก็จมหายและติดนิ่ง “ขาข้างนี้มีพลังไม่แพ้กัน และเจ้ากำลังจะรู้พิษสง!” เมื่อพูดจบ มันก็เตะ และขาของมันก็ติดอยู่ในหุ่นยางมะตอย

ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเจ้าไคโยตีติดอยู่ในหุ่นยางมะตอย มีเพียงหางของมันเท่านั้นที่เป็นอิสระ “ถ้าข้าหวดเจ้าด้วยหางของข้า มันจะตัดเจ้าเป็นสองท่อน ดังนั้นปล่อยข้าซะ!” แต่หุ่นยางมะตอยก็ยังยืนนิ่ง เจ้าไคโยตีจึงสะบัดหางหวดหุ่นยางมะตอย และหางของมันก็ติด มีเพียงหัวของมันเท่านั้นที่เป็นอิสระ และมันก็ยังคงพูดกับหุ่นยางมะตอย “ทำไมเจ้าถึงจับข้าไว้อย่างนี้? ข้าจะกัดที่คอของเจ้าและฆ่าเจ้าซะ ดังนั้นเจ้าควรจะปล่อยข้า” เมื่อหุ่นยางมะตอยยังนิ่ง เจ้าไคโยตีจึงกัดมัน และปากของมันก็ติด

เจ้าไคโยตีติดอยู่ในท่านั้นทั้งคืน

ตอนเช้า ชาวนาเอาโซ่มาคล้องคอเจ้าไคโยตี ดึงมันออกจากหุ่นยางมะตอย และลากมันมาที่บ้าน “เจ้านี่คือหัวขโมย” เขาบอกกับคนในครอบครัว พวกคนขาวประชุมกันเพื่อหารือว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับเจ้าไคโยตี พวกเขาตกลงกันว่าจะลวกมันในหม้อน้ำร้อน ดังนั้นพวกเขาจึงต้มน้ำ และผูกเจ้าไคโยตีไว้ที่มุมหนึ่งของบ้าน

ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าไคโยตีเห็นหมาจิ้งจอกสีเทาตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ในบริเวณลานบ้านของชาวนา มันกำลังมองหาสิ่งที่จะขโมยจากคนขาว เจ้าไคโยตีจึงเรียกมัน “พี่น้องของข้า” มันเรียก “ในหม้อใบนั้นมีอาหารมากมายสำหรับข้า” แน่นอนว่าในหม้อใบนั้นมีเพียงน้ำร้อนสำหรับลวกมัน “มีทั้งมันฝรั่ง กาแฟ ขนมปัง และอาหารทุกอย่างสำหรับข้า มันกำลังจะปรุงเสร็จในไม่ช้า และคนขาวจะนำมันมาให้ข้า เจ้ากับข้ากินด้วยกันได้ แต่เจ้าต้องช่วยข้าก่อน เจ้าเอาโซ่คล้องคอเจ้าตอนที่ข้าออกไปเยี่ยวที่หลังพุ่มไม้นั่นได้ไหม?” หมาจิ้งจอกตกลง มันปลดโซ่ออกจากคอของเจ้าไคโยตี และเอามาคล้องที่คอของตัวเอง ทันทีที่เจ้าไคโยตีหายเข้าไปในพุ่มไม้ มันก็วิ่งหนีไป

เมื่อน้ำร้อนได้ที่ พวกคนขาวก็เดินมาที่หมาจิ้งจอกสีเทา “มันดูตัวเล็กจัง! เกิดอะไรขึ้น? ฉันเดาว่ามันต้องกลัวจนตัวหดแน่ๆ” พวกเขาพูดกัน พวกเขายกมันขึ้น และโยนมันลงไปในหม้อ น้ำร้อนทำให้ขนของมันหลุดร่อน หมาจิ้งจอกสีเทาจึงเหลือแต่เนื้อสีแดงที่ปราศจากขน พวกเขาปลดโซ่ และโยนมันไว้ที่โคนต้นไม้ ซึ่งมันนอนแน่นิ่งอยู่ที่นั่นจนกระทั่งตอนเย็น เมื่อเริ่มมืดและอากาศเริ่มเย็น มันก็ฟื้นและเดินจากมา

ไม่นาน หมาจิ้งจอกสีเทาก็เดินมาถึงรังของหมี และถามหมีว่า “ไคโยตีอยู่ที่ไหน?” หมีบอกว่าไคโยตีมักจะไปกินน้ำที่น้ำพุซึ่งอยู่ถัดจากรังของหมีในตอนเที่ยงคืน ดังนั้นหมาจิ้งจอกจึงวิ่งไปที่น้ำพุ และซ่อนตัวอยู่ที่นั่น

กระทั่งเที่ยงคืน เจ้าไคโยตีก็มาที่น้ำพุตามปกติ แต่เมื่อมันก้มลงเพื่อจะกินน้ำ หมาจิ้งจอกสีเทาก็กระโดดเข้ามา “ตอนนี้ข้าจะฆ่าเจ้าและกินเจ้าซะ” หมาจิ้งจอกพูด

เงาของดวงจันทร์สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ เจ้าไคโยตีชี้ไปที่เงานั้นและพูดว่า “อย่าพูดอย่างนั้น เราทั้งคู่สามารถกิน ‘ขนมปังสีเทา’ อันแสนอร่อยนั้นได้ สิ่งที่เราต้องทำคือกินน้ำให้หมด แล้วเราก็จะได้ขนมปังอันนั้นมาเฉลิมฉลอง”

พวกมันเริ่มเลียกินน้ำ แต่ขณะที่เจ้าไคโยตีเพียงแค่แสร้งทำเป็นกิน หมาจิ้งจอกกลับกินน้ำเข้าไปเต็มที่ และเมื่อมันอิ่ม มันก็เริ่มหนาว เจ้าไคโยตีจึงบอกว่า “พี่น้องของข้า มีคนขาวเพิ่งออกไปจากแคมป์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ข้าจะไปหาเศษผ้าหรือผ้านวมเก่าๆ มาให้เจ้าห่ม รอข้าอยู่ที่นี่นะ” เจ้าไคโยตีออกเดิน และเมื่อมันลับสายตาของหมาจิ้งจอก มันก็วิ่งหนีไป

Written by ksamphan

April 2, 2012 at 8:38 am