K. Samphan

Archive for March 2012

อนาคตของพม่า

leave a comment »

การเดินทางเยือนประเทศพม่าเมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้วของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการหันกลับมามองประเทศนี้เป็นครั้งแรกของประเทศตะวันตก หลังจากเบือนหน้าหนีไปหลายสิบปี เมื่อรัฐบาลพม่าส่งสัญญาณว่าต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

การปล่อยตัว ออง ซาน ซูจี (เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010) ผู้นำพรรคฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งถูกกักบริเวณภายในบ้านพักเกือบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และการเดินทางมาเยือนของคลินตัน (ซึ่งเป็นการมาเยือนเป็นครั้งแรกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในรอบเกินกว่า 50 ปี) เป็นสองเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญ ทั้งสองเหตุการณ์มีจุดเริ่มต้นมาจากประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยและฝ่ายเจ้าหน้าที่สายเหยี่ยวในระบอบทหาร ด้วยการให้สิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานและการประท้วงในที่สาธารณะ ผ่อนคลายการควบคุมสื่อของรัฐ และการปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายร้อยคน

ในทัศนะของนักวิเคราะห์ชาวตะวันตก การกระทำที่กล้าหาญอย่างยิ่งของ เต็ง เส่ง มีที่มาจากการแยกตัวออกจากจีน โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เต็ง เส่ง สั่งระงับโครงการสร้างเขื่อนมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นโครงการของนักลงทุนชาวจีน โครงการดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างมากจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งพวกเขาประมาณ 10,000 คนจะต้องอพยพไปหาที่อยู่ใหม่หากมีการก่อสร้างเกิดขึ้น มีน้อยคนที่คิดว่ารัฐบาลจะฟังเสียงคัดค้านของชาวบ้าน มิพักต้องพูดถึงการสั่งระงับการก่อสร้าง แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลรับฟังเสียงเหล่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรณีดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลพม่ากำลังลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าและผู้ให้ความช่วยเหลือหลักหลังจากถูกชาติตะวันตกใช้มาตรการแซงก์ชัน  ตามรายงานของสื่อในพม่า เมื่อปีที่แล้วมีเงินลงทุนจากจีนไหลเข้าสู่เศรษฐกิจของพม่าถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปริมาณเกือบหนึ่งในสามของจีดีพี และมากกว่าเงินลงทุนจากจีนในปีก่อนหน้าถึง 4 เท่า

แม้ว่าเงินลงทุนจากจีนจะมีปริมาณมหาศาล แต่ความไม่พอใจก็ขยายวงกว้างไปพร้อมๆ กัน ครูคนหนึ่งในเมืองย่างกุ้งให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งที่พวกเขา (ชาวจีน) ทำคือการตักตวงทรัพยากรของพวกเรา จีนไม่ได้ช่วยให้เราเติบโตไปตามทิศทางการพัฒนาของเรา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องหันมาหาประเทศอย่างอเมริกามากขึ้น”

กระทั่ง ออง ซาน ซูจี ซึ่งปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับรัฐบาลทหารมาโดยตลอด ก็แสดงความเชื่อมั่นกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยหลังจากการพบกับ เต็ง เส่ง เธอประกาศว่าเธอสามารถทำงานร่วมกับเขาในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ และปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของเธอก็ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองอีกครั้ง ผู้นำอาวุโสของพรรคกล่าวว่าซูจีต้องการเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา และเธอได้รับการคาดหวังจากคนจำนวนมากว่าจะเข้าร่วมชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะเกิดขึ้นในปี 2015

ในทัศนะของชาวพม่าจำนวนมาก การเคลื่อนไหวของ เต็ง เส่ง แสดงให้เห็นว่ามาตรการแซงก์ชันใช้ได้ผล จากที่เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย เศรษฐกิจของพม่าก็ล่มสลายหลังจากถูกแซงก์ชัน ประชากร 62 ล้านคนต้องกลายเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในเอเชีย โดยมีรายได้เฉลี่ย 2.20 ดอลลาร์ต่อวัน ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมกับพม่า บัตรเครดิตไม่สามารถใช้ได้ภายในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับที่สูงมาก

วิกฤตการณ์ดังกล่าวผลักดันให้รัฐบาลต้องเดินหน้าการปฏิรูป และหลังจากการพบกัน คลินตันก็บอกกับ เต็ง เส่ง ว่าสหรัฐอเมริกาจะผ่อนคลายข้อบังคับเกี่ยวกับหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพม่า และมาตรการอื่นๆ จะติดตามมาถ้าหากรัฐบาลยังคงดำเนินการปฏิรูปและปล่อยตัวนักโทษการเมืองต่อไป

ซูจีพยักหน้ารับสำหรับการยังไม่ยกเลิกมาตรการแซงก์ชันโดยทันที เธอกล่าวว่า “ถ้าเราเดินไปด้วยกัน พวกเราทั้งหมด ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และชุมชนนานาชาติ มันก็คงไม่มีทางที่เราจะหันหลังให้กับถนนสายประชาธิปไตย เรายังไม่ได้เดินอยู่บนถนนสายนั้น แต่เราหวังว่าจะไปถึงมันโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 3 (มีนาคม 2555)

Advertisements

Written by ksamphan

March 29, 2012 at 7:01 am

Posted in Neighbours Matters

หนานจิงรำลึก

leave a comment »

ฤดูหนาวปี 1937 กองทัพญี่ปุ่นบุกโจมตีหนานจิง (นานกิง) และปลิดชีพชาวจีนหลายแสนคน อันเป็นที่มาของเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่รู้จักในปัจจุบันว่า “การสังหารหมู่หนานจิง” เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และการพยายามนำเสนอเหตุการณ์ดังกล่าวในรูปแบบต่างๆ ก็ปรากฏให้เห็นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เลวร้ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เริ่มปรากฏในงานวรรณกรรมและภาพยนตร์มากขึ้นในช่วงหลัง ล่าสุด ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2011 ฮา จิน นักเขียนที่ได้รับรางวัลในระดับชาติ ได้ตีพิมพ์นวนิยายภาษาอังกฤษเรื่อง Nanjing Requiem ซึ่งเป็นเรื่องราวของชาวต่างชาติที่มีบทบาทในการช่วยเหลือชาวจีน และในเดือนธันวาคม 2011 ภาพยนตร์เรื่อง The Flowers of War ของ จาง อี้โหมว ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการสร้างภาพยนตร์จีน ก็นำเสนอเรื่องราวของนักบวช – รับบทโดย คริสเตียน เบล (Christian Bale) – ซึ่งให้ที่หลบซ่อนแก่เด็กและโสเภณีชาวจีนจากการตามล่าของทหารญี่ปุ่น

การนำเสนอโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยง่าย โดยนับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก้าวขึ้นครองอำนาจ รัฐบาลจีนพยายามกลบฝังเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อดำรงความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ หนานจิงยังเป็นเมืองหลวงของรัฐบาลพรรคชาตินิยมซึ่งเป็นศัตรูกับพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้แสดงบทบาทใดๆ ในการปกป้องคุ้มครองชาวจีน โศกนาฏกรรมดังกล่าวจึงไม่เหมาะกับประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์

แต่ในทศวรรษ 1980 สภาพแวดล้อมทางการเมืองก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเสียชีวิตของ เหมา เจ๋งตง เมื่อสังคมมีเสรีภาพมากขึ้น และสัมพันธภาพกับญี่ปุ่นไม่หอมหวานดังเดิม ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นจึงกลายมาเป็นเครื่องมือของพรรคคอมมิวนิสต์ และ “การสังหารหมู่หนานจิง” ก็ปรากฏกายโดดเด่นอีกครั้งในงานวรรณกรรมและภาพยนตร์

แน่นอนว่ามีศิลปินชาวจีนบางคนที่พยายามนำเสนอความเป็นมนุษย์ของทหารญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่สำหรับ จาง อี้โหมว และ The Flowers of War ที่นำเสนอภาพของทหารญี่ปุ่นในฐานะสัตว์ป่าดุร้ายและป่าเถื่อน

The Flowers of War เป็นตัวแทนของภาพยนตร์จีนเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมสำหรับการมอบรางวัลออสการ์ครั้งที่ 84 และได้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมสำหรับการมอบรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 69

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 3 (มีนาคม 2555)

Written by ksamphan

March 29, 2012 at 6:59 am

Posted in Neighbours Matters

เรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ (ญี่ปุ่น)

leave a comment »

นานมาแล้ว หนูทุกตัวในนะงะซะกิรวมตัวกัน และตัดสินใจร่วมกันว่าในเมื่อที่นะงะซะกิไม่เหลืออะไรที่พอจะกินได้ พวกมันจะข้ามไปยังซัตซุมะ พวกมันพากันขึ้นเรือและออกเดินทาง ระหว่างทาง พวกมันพบกับเรือที่บรรทุกหนูทุกตัวในซัตซุมะกำลังแล่นสวนมา โดยมีจุดหมายปลายทางที่นะงะซะกิ พวกมันไต่ถามกันและกัน ก่อนจะพบว่าทั้งที่ซัตซุมะและนะงะซะกิไม่มีอะไรให้กินเหมือนๆ กัน ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับการเดินทางไปยังซัตซุมะหรือนะงะซะกิ ดังนั้นพวกมันจึงตัดสินใจกระโดดจากเรือและจบชีวิตในท้องทะเล

หนูตัวแรกร้องว่า ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ หนูตัวต่อมาก็ร้อง ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ ตัวต่อมาก็ร้อง ชู่ชู่ และกระโดดลงไปในน้ำ…

Written by ksamphan

March 26, 2012 at 11:45 am

อุระชิมะ – หนุ่มตังเก (ญี่ปุ่น)

leave a comment »

อุระชิมะหนุ่มอาศัยอยู่ที่จังหวัดทังโงะ ในหมู่บ้านสึสึกะวะ วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปี 477 (ในสมัยจักรพรรดิอีวรยะกุ) เขาพายเรือออกมาหาปลาเพียงลำพัง หลังจากจับอะไรไม่ได้เลยตลอดสามวันสามคืน เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อเขาจับเต่าห้าสีได้ตัวหนึ่ง เขาเอาเต่าตัวนั้นไว้บนเรือ ก่อนจะล้มตัวลงนอน

เมื่อเต่าตัวนั้นกลายร่างเป็นเด็กสาวน่ารักแสนสวย อุระชิมะผู้งวยงงก็ถามเธอว่าเธอเป็นใคร

“ฉันเห็นพี่อยู่ที่นี่เพียงลำพังในท้องทะเล” เธอตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “และฉันก็อยากคุยกับพี่มาก! ฉันมาจากก้อนเมฆและสายลม”

“แต่ก่อนหน้านี้เธอมาจากที่ไหน เธอมาจากก้อนเมฆและสายลมอย่างนั้นหรือ?”

“ฉันเป็นอมตะ และฉันอาศัยอยู่บนท้องฟ้า อย่าสงสัยอะไรฉันเลย! โอ อ่อนโยนกับฉันและพูดจากับฉันอย่างสุภาพด้วยเถิด!”

เมื่ออุระชิมะรู้ว่าเธอเป็นนางฟ้า ความกลัวของเขาก็มลายหายไป

“ฉันจะรักพี่ตราบจนวันสุดท้ายของท้องฟ้าและผืนดิน” เธอให้คำสัญญากับเขา “ตราบใดที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ยังคงอยู่! แต่บอกฉันหน่อยสิว่าพี่จะรับรักของฉันหรือไม่?”

“ความปรารถนาของเธอก็เป็นความปรารถนาของพี่เช่นกัน” เขาตอบ “พี่จะไม่รักเธอได้อย่างไร?”

“ถ้าอย่างนั้นก็จับพายเถิดที่รัก และพาเราไปยังภูเขาอันเป็นนิรันดร์ของฉัน!”

เธอบอกให้เขาหลับตา ในเสี้ยววินาที พวกเขาก็มาถึงเกาะขนาดใหญ่ ที่ซึ่งผืนดินมีสีเขียวเหมือนหยก หอคอยบนเกาะตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด และปราสาทก็เปล่งประกายราวกับหยก มันเป็นความประหลาดพิศวงที่ไม่เคยมีสายตาและหูของผู้ใดเคยมองเห็นและได้ยินมาก่อน

พวกเขาขึ้นจากฝั่ง โดยจูงมือกันเดินไปยังคฤหาสน์อันหรูหรา เมื่อถึงคฤหาสน์ เธอบอกให้เขารอ ก่อนจะเปิดประตูและก้าวเข้าไปด้านใน ไม่นานหลังจากนั้น เด็กสาวเจ็ดคนก็โผล่ออกมาจากประตู พวกเธอบอกกล่าวกันในขณะเดินผ่านเขาว่าเขาคือสามีของเต่า และเด็กสาวอีกแปดคนซึ่งตามออกมาทีหลังก็บอกกล่าวในแบบเดียวกัน ซึ่งนั่นทำให้เขารู้จักชื่อของเธอ

เขาพูดถึงบรรดาเด็กสาวเมื่อเธอเดินออกมา เธอบอกว่าเด็กสาวเจ็ดคนคือดาวเจ็ดดวงในกระจุกดาวลูกไก่ และอีกแปดคนรวมกันเป็นดาวอัลดิบาแรน จากนั้นเธอจึงพาเขาเข้าไปด้านใน

พ่อและแม่ของเธอต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น และเชิญให้เขานั่ง พวกเขาอธิบายความแตกต่างระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ และบอกให้เขารู้ว่าการได้พบกับมนุษย์ซึ่งมีโอกาสเพียงน้อยนิดนั้นสร้างความปรีดาให้กับพวกเขามากแค่ไหน เขาได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารชั้นดีกลิ่นหอมจรุงมากมาย และได้แลกแก้วไวน์กันดื่มกับพี่น้องทั้งหญิงและชายของเด็กสาว เด็กสาวที่มีสีหน้าเปล่งปลั่งรื่นเริงจับกลุ่มเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้ชายก็เปล่งเสียงร้องเพลงอันไพเราะกังวาน พร้อมกับเต้นรำด้วยท่วงท่างดงามเป็นธรรมชาติ งานเลี้ยงครั้งนี้งดงามกว่าความรื่นเริงใดๆ ในโลกมนุษย์ ณ ดินแดนอันห่างไกลนับพันนับหมื่นเท่า

อุระชิมะไม่รู้เลยว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว และเมื่อแสงสลัวรางเข้าปกคลุม บรรดาเทพสวรรค์ก็หายไปจนหมด เขาและเด็กสาวซึ่งอยู่กันเพียงลำพัง ล้มตัวลงนอนในอ้อมกอดของกันและกัน พวกเขาร่วมรักกัน และกลายเป็นสามีภรรยากันในที่สุด

เป็นเวลาสามปีที่เขาหลงลืมชีวิตในอดีต โดยใช้ชีวิตอยู่บนสวรรค์กับบรรดาทวยเทพ แต่แล้ววันหนึ่ง ความปรารถนาที่จะหวนกลับไปยังหมู่บ้านที่เขาเกิดและกลับไปหาพ่อกับแม่ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังก็อุบัติขึ้นในทันทีทันใด หลังจากวันนั้น ความคิดถึงพวกเขาก็ทบทวีมากขึ้นทุกวัน

“ที่รัก” ภรรยาพูดกับเขา “ช่วงนี้พี่ไม่ดูแลตัวเองเลย พี่จะไม่บอกฉันหน่อยหรือว่าพี่มีอะไรอยู่ในใจ?”

“มีคนบอกว่าหมาจิ้งจอกที่ใกล้ตายจะกลับไปที่โพรงของมัน และมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่านั้นก็ปรารถนาที่จะกลับบ้าน พี่ไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย แต่ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นความจริง”

“พี่ต้องการกลับไปใช่ไหม?”

“ตอนนี้พี่อยู่ในดินแดนของทวยเทพ ห่างไกลจากครอบครัวและเพื่อนของพี่ พี่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกแบบนี้ แต่มันช่วยไม่ได้ที่พี่จะคิดถึงพวกเขา พี่อยากกลับไปหาแม่และพ่อของพี่!”

ภรรยาของเขาเช็ดน้ำตาของเธอ “เราเป็นของกันและกันตลอดไป!” เธอคร่ำครวญ “เราสัญญากันว่าจะเป็นรักแท้ที่บริสุทธิ์ราวกับทองคำหรือก้อนหินแห่งขุนเขา! แล้วพี่ปล่อยให้ความคิดถึงเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้พี่ต้องการแยกจากฉันได้อย่างไร?”

พวกเขาเดินจับมือไปด้วยกัน บทสนทนาอันเศร้าระทมจบสิ้นลง ท้ายที่สุด พวกเขาสวมกอดกัน และเมื่อทั้งคู่แยกออกจากกัน การอำลาก็เป็นอันสิ้นสุด

พ่อตาและแม่ยายของอุระชิมะโศกเศร้าที่เขาจากไป ภรรยามอบกล่องเพชรให้กับเขา “สุดที่รัก” เธอพูด “ถ้าพี่ไม่ลืมฉันและต้องการจะกลับมาที่นี่ ขอให้พี่จับกล่องนี้ให้แน่นๆ แต่พี่ต้องไม่เปิดมันอย่างเด็ดขาด”

เขาขึ้นมาบนเรือของเขา บรรดาเทพบอกให้เขาหลับตา ในชั่วพริบตา เขาก็มาอยู่ที่สึสึกะวะบ้านเกิด ที่นี่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาจดจำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

“ครอบครับอุระชิมะอยู่ที่ไหน – อุระชิมะที่เป็นชาวประมง?” เขาถามชาวบ้าน

“เจ้าเป็นใคร?” ชาวบ้านถามเขากลับ “เจ้ามาจากที่ไหน? ทำไมเจ้าจึงตามหาคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อนานมาแล้ว? ใช่ ฉันเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงคนที่ชื่ออุระชิมะ เขาออกทะเลไปเพียงลำพังและไม่เคยกลับมา นั่นมันเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว เจ้ามีธุระอะไรกับเขาในเวลานี้?”

สิบวันหลังจากนั้น อุระชิมะผู้สับสนงงงวยออกตระเวนไปทั่วหมู่บ้าน แต่ก็ปราศจากร่องรอยใดๆ ของครอบครัวหรือเพื่อนของเขา ในที่สุด เขาก็หยิบกล่องที่นางฟ้ามอบให้เขาขึ้นมา และนึกถึงเธอ คำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ไม่อยู่ในความทรงจำ เขาเปิดกล่องใบนั้น กลิ่นหอมของเธออบอวลขึ้น มันล่องลอยมากับหมู่เมฆและสายลม ก่อนจะลอยสูงขึ้นและเลือนจางไปในท้องฟ้าสีคราม เขารู้ว่าเขาไม่เชื่อฟังคำพูดของเธอ และเขาจะไม่มีวันได้พบกับเธออีก ทั้งหมดที่เขาทำได้คือจ้องมองไปบนท้องฟ้า และเดินร่ำไห้ไปบนชายฝั่ง

เมื่อน้ำตาของเขาเหือดแห้ง เขาก็ร้องเพลงคร่ำครวญถึงดินแดนอันห่างไกลในหมู่เมฆของเธอ เขาร้องว่า หมู่เมฆนำพาความรักของเขาไปสู่เธอ เสียงอ่อนหวานของเธอล่องลอยข้ามผ่านท้องฟ้ากว้าง วิงวอนขอให้เขาอย่าหลงลืมเธอ ก่อนที่เพลงสุดท้ายของเขาจะกังวานพร่ำเพ้อถึงการสูญเสีย “ที่รักของพี่ เมื่อค่ำคืนของการรอคอยสิ้นสุด และพี่ยืนอยู่ที่ปากประตู พี่ได้ยินเสียงคลื่นสาดกระทบชายฝั่งแห่งสรวงสวรรค์ของเธอ ณ ที่ไกลแสนไกล!”

ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนกล่าวกันว่า ถ้าเขาไม่เปิดกล่องเพชรใบนั้น เขาก็คงจะได้พบกับเธออีกครั้ง แต่หมู่เมฆซ่อนบังสรวงสวรรค์ของเธอ และหลงเหลือเพียงความเศร้าโศกให้กับเขา

Written by ksamphan

March 24, 2012 at 4:42 am

บาย-บาย (เฮติ)

with one comment

นกทุกตัวต่างบินจากเฮติสู่นิวยอร์ก แต่เต่าไปไม่ได้ เนื่องจากมันไม่มีปีก

นกพิราบรู้สึกเสียใจกับเต่า มันบอกว่า “เต่า ฉันจะพานายไปเอง สิ่งที่เราจะทำก็คือ ฉันจะคาบปลายไม้ข้างหนึ่งไว้ ส่วนนายก็คาบปลายไม้อีกข้างหนึ่ง แต่นายต้องกัดไม่ปล่อยนะ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นนายจะตกลงไปในมหาสมุทร”

นกพิราบคาบปลายไม้ข้างหนึ่ง ส่วนเต่าก็คาบปลายไม้อีกข้างหนึ่ง หลังจากนั้นนกพิราบก็พาเต่าบินขึ้นไปในอากาศ พวกมันบินข้ามผืนแผ่นดิน มุ่งหน้าสู่ท้องทะเล

เมื่อพวกมันใกล้จะถึงมหาสมุทร เต่าและนกพิราบมองเห็นบรรดาสัตว์ทั้งหลายรวมตัวกันอยู่บริเวณชายฝั่ง เพื่อโบกมืออำลาหมู่นกที่กำลังโผบินจากไป พวกมันพากันโบกมือจนกระทั่งสังเกตเห็นเต่ากับนกพิราบ

เต่า? พวกมันหยุดโบกมือ และเสียงเซ็งแซ่ก็ดังสนั่นในหมู่พวกมัน

“ดูนั่นสิ!” พวกมันตะโกนใส่กัน “เต่ากำลังจะไปนิวยอร์ก แม้แต่เต่าก็ยังไปนิวยอร์ก!”

เต่ารู้สึกปลาบปลื้มมากที่บรรดาสัตว์ต่างพูดถึงมัน ดังนั้นมันจึงร้องตะโกนภาษาอังกฤษเพียงคำเดียวที่มันรู้จัก

“บาย-บาย!”

โอ เต่าอ้าปากเสียแล้ว เมื่อมันอ้าปากเพื่อจะตะโกน ปากของมันจึงหลุดจากไม้ ก่อนที่มันจะร่วงลงสู่ท้องทะเล

ด้วยเหตุนี้ ที่นิวยอร์กจึงมีนกพิราบอยู่มากมาย และเต่าก็ยังคงอยู่ที่เฮติ

Written by ksamphan

March 23, 2012 at 4:13 am