K. Samphan

Archive for February 2012

จุดเสื่อมถอยของอเมริกา?

leave a comment »

นีล เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมตะวันตกก้าวแซงหน้าอารยธรรมในส่วนอื่นๆ ของโลกเมื่อประมาณปี 1500 นั้นเกิดจากชุดของนวัตกรรมทางสถาบันที่งอกเงยขึ้นในโลกตะวันตก โดยเขาเรียกมันว่า “killer applications” อันประกอบด้วย 1. การแข่งขัน 2. การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ 3. หลักนิติธรรมและรัฐบาลแบบตัวแทน 4. การแพทย์สมัยใหม่ 5. สังคมผู้บริโภค และ 6. จริยธรรมในการทำงาน

หลายร้อยปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองโดยชาวตะวันตก ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามที่ว่าทำไมมาตรฐานด้านชีวิตความเป็นอยู่ของชาวตะวันตกจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้คนในส่วนอื่นๆ ของโลก ในปี 1500 ชาวจีนร่ำรวยกว่าชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย แต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ชาวอเมริกันร่ำรวยกว่าชาวจีนถึง 20 เท่า และพลังอำนาจของพวกเขาก็ยังคงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จักรวรรดิของชาวตะวันตกเพียง 12 แห่ง – รวมถึงสหรัฐอเมริกา – ครอบครองผืนดินและประชากรของโลกร้อยละ 58 และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกถึงร้อยละ 74

ญี่ปุ่นเป็นสังคมนอกตะวันตกแห่งแรกที่ค้นพบว่าพวกเขาสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชันเหล่านั้นและติดตั้งพวกมันเข้ากับสังคมที่ไม่ใช่สังคมตะวันตกได้ ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายถึงการไล่ตามมาของ “คนอื่นๆ ที่เหลือ” โดยเฉพาะนับตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนในปี 1978

เฟอร์กูสันไม่ได้โกรธเกรี้ยวที่ชาวอเมริกันไม่ได้ร่ำรวยแบบทิ้งห่างชาวจีนโดยเฉลี่ยอีกต่อไป เขายินดีด้วยซ้ำที่ชาวเอเชียหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน นอกเหนือจากการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในอเมริกาใต้และบางส่วนของแอฟริกา แต่สิ่งที่เขาต้องการประณามก็คือแนวโน้มที่สังคมอเมริกันจะลบแอพลิเคชันดังกล่าวของตัวเอง โดยเขาชวนให้ชาวอเมริกันตั้งคำถามกับตัวเองดังนี้

ตอนนี้ใครที่มีจริยธรรมในการทำงาน?  ใน 1 สัปดาห์ ชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยของชาวเกาหลีใต้มากกว่าของชาวอเมริกันคิดเป็นร้อยละ 39 และระยะเวลาสำหรับการศึกษาหนึ่งชั้นเรียนของเกาหลีใต้คือ 220 วัน เทียบกับ 180 วันในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ คุณก็คงบอกได้แทบจะทันทีว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ขวนขวายใฝ่เรียนรู้ คือนักศึกษาชาวเอเชียนและเอเชียน-อเมริกัน

สังคมผู้บริโภค?  คุณรู้หรือไม่ว่าศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก 26 แห่งจาก 30 แห่งตั้งอยู่ในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย มีเพียง 3 แห่งที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา และทุกวันนี้มันก็เงียบเหงาวังเวง เพราะตอนนี้ชาวอเมริกันมือเติบกำลังถูกรุมเร้าด้วยหนี้สิน

การแพทย์สมัยใหม่?  แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาใช้เงินในด้านนี้มากกว่าทุกประเทศในโลก เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ สหรัฐอเมริกาใช้จ่ายทางด้านบริการสุขภาพมากกว่าญี่ปุ่น 2 เท่า และมากกว่าจีนเกินกว่า 3 เท่า แต่กระนั้น ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อายุขัยโดยเฉลี่ยของชาวอเมริกันก็เพิ่มขึ้นเพียง 8 ปี คือจาก 70 ปีเป็น 78 ปี ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจาก 68 ปีเป็น 83 ปี และจีนเพิ่มขึ้นจาก 43 ปีเป็น 73 ปี

หลักนิติธรรม?  ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชิ้นล่าสุดระบุว่ามีไม่น้อยกว่า 15-16 หัวข้อที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและการบริหารจัดการที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับต่ำกว่าฮ่องกง ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกในเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือการปกป้องนักลงทุน นอกเหนือจากนั้น สหรัฐอเมริกาอยู่ในตำแหน่งที่แย่จนน่าตกใจ

วิทยาศาสตร์?  เป็นความจริงที่ว่านักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกายังคงได้รับรางวัลโนเบลอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี แต่พวกเขาเหล่านั้นคือผู้สูงอายุ และอนาคตของประเทศอยู่ในกำมือของคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน ซึ่งนี่คือข้อมูลที่น่าสนใจ จากผลการทดสอบผลสำเร็จทางการศึกษาของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลก ช่องว่างของ “ความสามารถทางคณิตศาสตร์” ระหว่างเด็กๆ ในเซี่ยงไฮ้และสิงคโปร์ – ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของโลก – กับเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกานั้นห่างกันพอๆ กับช่องว่างระหว่างเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกากับเด็กๆ ในแอลเบเนียและตูนิเซีย

สุดท้ายคือการแข่งขัน?  ผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันระดับโลกโดยสภาเศรษฐกิจโลกซึ่งจัดทำขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 1979 ระบุว่าคะแนนโดยเฉลี่ยของสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 5.82 เหลือ 5.43 ขณะที่คะแนนของจีนเพิ่มขึ้นจาก 4.29 เป็น 4.90

นี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ ที่ นีล เฟอร์กูสัน นำมากระตุ้นเตือนให้ชาวอเมริกันหันกลับมาสำรวจความผิดพลาดที่ผ่านมาของตน เขากล่าวว่า “เราจำเป็นต้องกำจัดไวรัสทั้งหลายที่แฝงตัวอยู่ในระบบของเรา… จากนั้นเราจำเป็นต้องดาวน์โหลดและอัพเดตสิ่งต่างๆ ที่ทำงานได้ดีในประเทศอื่นๆ… และท้ายที่สุด เราจำเป็นต้องรีบูตระบบของเรา”

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2555)

Advertisements

Written by ksamphan

February 29, 2012 at 3:58 am

Posted in Neighbours Matters

ทำไม Transformers ไม่ได้ฉายในจีน

with one comment

ภาพยนตร์เรื่อง Transformers: Dark of the Moon (2011) ทำรายได้มหาศาลจากการฉายทั่วโลก แต่มีอยู่หนึ่งประเทศที่มันถูกชะลอการฉาย นั่นคือจีน

เกือบตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2011 ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนต้องการให้ประชาชนของตนได้ดูอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป

Beginning of the Great Revival เข้าฉายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2011 มันได้รับเงินสนับสนุนอย่างมหาศาลจากรัฐบาลจีน ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อเรื่องนี้ใช้ทุนสร้าง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับมาตรฐานโดยทั่วไปของภาพยนตร์จีน และใช้นักแสดงชั้นนำชาวจีนมากกว่า 100 คนเพื่อมารับบทบุคคลต่างๆ ในประวัติศาสตร์

กล่าวกันว่าทุกวันนี้ในจีนมีโรงภาพยนตร์เกิดขึ้นวันละ 2 แห่ง สตูดิโอชั้นนำในลอสแอนเจลิสต่างน้ำลายไหลเมื่อนึกถึงประชากร 1,300 ล้านคนที่จะเป็นตลาดของภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่รัฐบาลจีนก็อนุญาตให้ภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้าฉายเพียงปีละไม่กี่เรื่อง (ประมาณ 20 เรื่อง) โดยมีการตรวจสอบเนื้อหาอย่างเข้มงวด และเมื่อมันได้รับอนุญาตให้เข้าฉาย สตูดิโอผู้เป็นเจ้าของก็ได้รับส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 20 ของยอดจำหน่ายตั๋ว ซึ่งน้อยกว่าที่พวกเขาได้รับจากประเทศอื่นๆ และแน่นอนว่ารายได้ของพวกเขายังได้รับผลกระทบจากขบวนการดีวีดีละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งรัฐบาลจีนแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

ผู้ที่ได้ไปเยือนเมืองใหญ่ของจีนช่วงกลางปีที่แล้วคงจะได้เห็นโปสเตอร์ของ Beginning of the Great Revival ติดอยู่ทั่วทั้งเมือง ส่วนใครที่กำลังเสาะหาดีวีดี (เถื่อน?) ของภาพยนตร์เรื่องนี้มาชมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ มันได้ 2.5 จาก 10 คะแนน โดยการให้คะแนนของผู้ชมในเว็บไซต์ไอเอ็มดีบี (www.imdb.com)

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 2 (กุมภาพันธ์ 2555)

Written by ksamphan

February 24, 2012 at 9:34 am

Posted in Neighbours Matters

หนังสืออาว์ปุ๊ 3 เล่ม

with one comment

๐๐.๐๐ น. (พิมพ์ครั้งที่แรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ๒๕๑๕)

รวมบทความปกิณกะ ๓๓ ชิ้นจากนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย เขียนขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๑๒ ถึงต้นเดือนมีนาคม ๒๕๑๔ อีกอรรถรสหนึ่งของงานเขียนหลากแนวหลายประเภทของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ยังคงวนเวียนอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนและความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ บทความบางชิ้นยังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนในบางห้วงขณะ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยหนนักในผลงานเล่มอื่นๆ

ความรู้สึกของชายหนุ่ม (โสด) ที่ต้องนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งเพื่อต่อสู้กับความหิว (และความจน) เป็นอย่างไร ผู้อ่านอาจจะเคยรับรู้มาบ้าง—เมามาย เสเพล สัปดน ฯลฯ—แต่ห้วงอารมณ์เช่นนี้ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์—ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับปุถุชนคนหนึ่ง—คงไม่ใช่สิ่งที่ผู้อ่านจะสัมผัสได้บ่อยหนนัก

ปลายสัปดาห์ก่อน ข้าพเจ้าบรรจุเหตุการณ์น่าตระหนกให้กับเวลาที่เป็นของตัวเองอย่างไม่คาดคิด

อะไร? ข้าพเจ้าทำอะไรหรือ?

ข้าพเจ้าอยู่ลำพัง หรือเคลื่อนไหวไปตามลำพัง

มันเป็นประสพการณ์ค่อนข้างน่าประหลาดสำหรับฅนที่มีความรู้สึกเหงาเกือบตลอดเวลา

และต้องการเพื่อนในอัตรารุนแรง  

ข้าพเจ้ากลัวการอยู่ตามลำพังยิ่งกว่าศัตรูหน้าไหน

แต่ทำไมจึงเตลิดไปอย่างฅนไร้เพื่อน?

คุณเคยคิดว่าผู้ชายอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จะ ‘เหงา’ ถึงเพียงนั้นหรือ?

o  o  o

๒๘ ดีกรีเที่ยงวัน บรั่นดีเที่ยงคืน (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประเสริฐวาทิน, ๒๕๑๘)

เห็นชื่อหนังสือเล่มนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะคิดว่าอาว์ปุ๊คงจะพาไปเยี่ยมเยือนความเมาอย่างอิ่มอกอิ่มใจ ตามประสาชายหนุ่มผู้หลงใหลในรสชาติและบรรยากาศของการร่ำสุรา แต่อันที่จริง หนังสือเล่มนี้ยากที่จะระบุบ่งนิยามว่ามันเกี่ยวกับอะไร เพราะเป็นการรวบรวมเรื่องราวกระชับสั้น ทั้งบทสนทนา คำให้สัมภาษณ์ ชวนหัว เรื่องเล่า คำถากถาง ฯลฯ ที่ลำพังอ่านเอาเพลินก็เพลิดจนเกินห้ามใจอยู่แล้ว หากยังแฝงฝังนัยยะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไว้อย่างน่าสนใจ—ไม่เฉพาะในดินแดนสยามเมืองยิ้ม แต่เกาะเกี่ยวกับเมืองลุงแซมอย่างสมัครรักใคร่

นอกจากนี้ยังมี “หำน้อย” มาช่วยบรรเลงเรื่องสัปดี้สีปดนให้ได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศระอุกรุ่นของบ้านเมืองทั้งในสมัยนั้นและในสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี

บางส่วนที่คัดมา—อยากเรียกน้ำย่อย

ศอกแหลมและแข็งของเขาบิดเบ้กระทบทรวงหล่อน

“ผมเสียใจแดดิ้น” เขาครวญ “แต่หากว่าดวงใจของคุณอ่อนโยนราวทรวงที่ผมทะลึ่งโดน คุณคงจะยกโทษ”

“ค่ะ…” หล่อนชม้ายมองพลางรวยโรยยิ้มอบอุ่นในไมตรี “แล้วก็ถ้าว่าคุณยังจะมีอะไรโกกกระด้างเหมือนข้อศอกคุณละก็…ดิฉันอยู่ที่โรงแรมที่เห็นนีออนข้างหน้านั้น ห้องหมายเลขเจ็ดสิบสาม”

o  o  o

บนหลังหมาแดดสีทอง (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์การเวก, ๒๕๒๑)

’รงค์ วงษ์สวรรค์ เดินทางไปเยือนมลรัฐแคลิฟอร์เนียอีกครั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๙ พร้อมกับ ‘มาลี’ ตัวละครในนวนิยายชีวิตของเขา หลังจากที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นพักใหญ่ อันเป็นที่มาของสารคดีชุด ใต้ถุนป่าคอนกรีท อันลือลั่น

จาก ล้อส แอนเจลิส ’รงค์เลือกบัสเกรย์ฮาวด์ขบวน ๗๓๑๕ เป็นพาหนะเดินทางสู่ แซน แฟรนซิสโกเมืองที่ “ไม่สวยเงียบขรึม แต่เหมือนผู้หญิงสาวนุ่งมินิสเกิ๊ร์ทเปิดแก้มก้นที่บรรลุนิติภาวะ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรสำหรับหล่อน” และเมืองที่เป็นวันวานของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์

ระยะทางประมาณสิบชั่วโมงบนบัสเกรย์ฮาวด์ ท่ามกลางแสงแดดแผดจ้าในช่วงฤดูร้อน และทัศนียภาพของสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตกที่เลื่อนไหลผ่านบานหน้าต่างกระจกกว้าง ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้ แต่เปรียบได้ดังการกลับไปสำรวจผู้คนและถิ่นฐานที่คุ้นเคยอีกครั้งของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยสายตาที่เปิดกว้างและเจาะลึก บนความเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันอันยากจะบัญญัตินิยาม

บนหลังหมาแดดสีทอง ยังคงอวลอรรถรสแบบ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เสื่อมคลาย รายละเอียดที่หลายคนอาจเพิกเฉย แต่ ’รงค์ไม่ยอมให้หลุดหายไปจากหน้ากระดาษ  เขากิน ‘แฮมเบอร์เก้อร์’ โดยรู้จักความเป็นมาและประเภทของมัน  เขาเยี่ยมชมโรงแรมแต่ละแห่งด้วยสายตาของนกฮูกที่จ้องจับความเคลื่อนไหวของหนู  ความแพงและไม่แพงในเมนูอาหารหรือในร้านค้าได้รับความใส่ใจโดยโยงเข้ากับสภาวะทางสังคมเศรษฐกิจอย่างแนบแน่นใกล้ชิด

และเขาเดินเข้าบาร์อย่างภาคภูมิในฐานะคนที่รู้จักบาร์ และรู้จักเหล้า!

’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไม่เพียงสำรวจ แซน แฟรนซิสโก หรือสังคมอเมริกัน แต่สิ่งที่เขาทำคือการสำรวจความคิดจิตใจของผู้คนบนโลก

แล้วบรรจงจรดลงเป็นตัวอักษรให้เราได้ครุ่นคิดพิจารณา

Written by ksamphan

February 22, 2012 at 7:34 am