K. Samphan

มหาตมา คานธี

leave a comment »

ในเดือนเมษายน 1893 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ทนายความชาวอินเดียวัย 24 ปีถูกไล่ลงจากรถไฟ หลังจากที่เขาปฏิเสธที่จะย้ายไปนั่งที่ที่นั่งชั้นสามแทนที่จะเป็นที่นั่งชั้นหนึ่งตามตั๋วโดยสารที่เขาซื้อมา ต่อมาเขาก็ถูกคนขับรถม้าทำร้าย เนื่องจากเขาปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถม้าให้กับผู้โดยสารชาวยุโรป  ทั้งสองเหตุการณ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุปสรรคมากมายสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ นอกเหนือจากการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพักในโรงแรมหลายแห่ง  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถูกผู้พิพากษาของศาลเมืองเดอร์บัน (Durban) สั่งให้เขาถอดผ้าโพกศีรษะ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธที่จะทำตาม

เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ชีวิตของทนายความหนุ่มผู้นี้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และจะทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกในเวลาต่อมา

โมหันทาส กะรัมจันท คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 ที่แคว้นคุชราต (Gujarat) ของอินเดียในปัจจุบัน  การเติบโตมากับแม่ที่เชื่อมั่นในศาสนาฮินดูและประเพณีของศาสนาเชนที่มีอิทธิพลอยู่ในบ้านเกิด ทำให้คานธีมีโอกาสได้ซึมซับแนวคิดที่จะมีบทบาทต่อเกือบทั้งชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเยาว์

คานธีเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1888 โดยเขาให้สัญญากับแม่ว่าจะงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ และการมีเพศสัมพันธ์ ตามหลักการของศาสนาฮินดู  ด้วยเหตุดังกล่าว คานธีจึงได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ในลอนดอน ซึ่งสมาชิกจำนวนหนึ่งของสมาคมได้แนะนำให้เขาอ่านคัมภีร์ ภควัทคีตา คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู

จากผู้ที่ไม่ได้สนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจังมาก่อน คัมภีร์ ภควัทคีตา ทำให้คานธีหันมาสนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจัง ก่อนที่มันจะถูกหลอมรวมเข้าสู่กระบวนการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของอินเดียและสันติสุขของผู้คนบนโลกในเวลาต่อมา

คานธีเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษเช่นเดียวกับอินเดียในเดือนเมษายน 1893 หลังจากล้มเหลวจากการประกอบอาชีพในอินเดีย  ในฐานะทนายความชาวอินเดีย คานธีพบว่าชาวอินเดียในแอฟริกาใต้เป็นเพียงประชากรชั้นสองที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและเอารัดเอาเปรียบ จากจุดเริ่มต้นในการคัดค้านกฎหมายที่ไม่ให้สิทธิในการเลือกตั้งแก่ชาวอินเดีย คานธีจึงกลายเป็นผู้นำของชาวอินเดียในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม

ในปี 1906 ในระหว่างการประท้วงกฎหมายฉบับใหม่ที่บังคับให้ชาวอินเดียต้องลงทะเบียนกับทางการ คานธีได้ใช้วิธีการต่อสู้ที่เรียกว่า “สัตยาเคราะห์” หรือการต่อสู้คัดค้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง เป็นครั้งแรก เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียปฏิเสธที่จะทำตามกฎหมายและยินยอมรับโทษ แทนการต่อต้านโดยใช้ความรุนแรง  แนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวอินเดีย ตลอดระยะเวลา 7 ปีของการต่อสู้ มีชาวอินเดียหลายพันคนถูกคุมขัง บางคนถูกโบย หรือกระทั่งถูกยิง จนทำให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ถูกกดดันจากการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ประท้วงโดยสันติ และต้องเจรจาประนีประนอมกับคานธีในที่สุด

คานธีเดินทางกลับอินเดียในปี 1915 และเริ่มต้นงานทางด้านการแก้ไขปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เขาจัดการประท้วงกดดันบรรดาเจ้าที่ดินซึ่งรัฐบาลอังกฤษให้การหนุนหลัง เพื่อลดการกดขี่ขูดรีดและแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร  เขารวบรวมทีมงานอาสาสมัครตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเรียนรู้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน มีการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และกระตุ้นให้ชาวบ้านต่อสู้กับการถูกกดขี่ขูดรีด  ในช่วงนี้เองที่ชาวบ้านเรียกขานคานธีว่า “บาปู” (พ่อ) และ “มหาตมา” (ผู้มีจิตใจสูงส่ง)  อิทธิพลของเขาแพร่กระจายไปในหมู่ผู้ถูกกดขี่ จนกระทั่งเขาได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาของชาติ” (Father of the nation)

ในห้วงเวลาต่อมา คานธีก็เริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวอินเดีย อาวุธที่คานธีใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาลอาณานิคมคือ “ไม่ร่วมมือ” “ไม่ใช้ความรุนแรง” และ “ต่อต้านด้วยความสงบ”  ตัวอย่างของการใช้หลักสัตยาเคราะห์ในการต่อสู้ครั้งสำคัญคือการประท้วงการเก็บภาษีจากเกลือในเดือนมีนาคม 1930 โดยคานธีและผู้สนับสนุนหลายพันคนออกเดินจากเมืองอามีดาบัด (Ahmedabad) ในรัฐคุชราต (Gujarat) ไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อฑัณฑี (Dandi) ซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลอาหรับ และลงมือทำเกลือด้วยตนเอง  การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลา 24 วัน เป็นระยะทาง 388 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลอาณานิคมเป็นอย่างมาก

กระบวนการต่อสู้เรียกร้องของคานธีดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เขาถูกจับกุมหลายครั้ง และประชาชนชาวอินเดียจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย  แต่ในที่สุด รัฐบาลอังกฤษก็ประกาศว่าจะให้อินเดียได้ปกครองตนเองในปี 1945

น่าเสียดายที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แทนที่คานธีจะได้ชื่นชมกับเสรีภาพของชาวอินเดีย เขากลับต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงไม่แพ้การต่อสู้กับรัฐบาลอาณานิคม ความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอินเดียเริ่มปะทุขึ้นหลังจากแสงสว่างของเอกราชเริ่มปรากฏ กระทั่งพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมต้องแบ่งไปเป็นอีกหนึ่งประเทศ (ปากีสถาน) ภายหลังการได้รับเอกราช แม้แต่ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันฉลองอิสรภาพ คานธีก็ยังต้องเดินทางไปสงบศึกระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมที่ยังคงสู้รบกันอยู่

เย็นวันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีถูกชาวฮินดูหัวรุนแรงลั่นกระสุนเข้าใส่ เนื่องจากการพยายามสร้างมิตรภาพระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิม

Advertisements

Written by ksamphan

January 19, 2012 at 9:11 am

Posted in อื่นๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: