K. Samphan

เนลสัน แมนเดลา

leave a comment »

วันที่ 20 เมษายน 1964 นักโทษชายวัย 46 ปีขึ้นให้การในคอกจำเลยที่ศาลพรีโทเรียม สุพรีม เขาอธิบายว่าเหตุใดพรรคเอเอ็นซี (African National Congress: ANC) จึงเลือกที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว เขาบอกว่าพรรคเอเอ็นซีใช้วิธีการสันติมานานหลายปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ชาร์เพวิลล์ (Sharpeville) (ผู้ประท้วงผิวดำ 69 คนเสียชีวิตจากคมกระสุนของตำรวจแอฟริกาใต้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1960) เหตุการณ์นี้บวกรวมกับการลงคะแนนเพื่อจัดตั้งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ การประกาศภาวะฉุกเฉินในประเทศ และการสั่งแบนพรรคเอเอ็นซี ทำให้พวกเขาเหลือเพียงทางเลือกเดียว นั่นคือการลอบวางระเบิด เพราะการใช้วิธีอื่นก็ไม่ต่างจากการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข เขาอธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่พวกเขาจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ Umkhonto we Sizwe (Spear of the Nation – หอกแห่งชาติ) ขึ้นมาก็เพราะต้องการตีแผ่ความล้มเหลวของนโยบายของพรรคชาตินิยม หลังจากเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ เขาปิดการให้การด้วยถ้อยคำดังนี้

“ชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้อุทิศให้แก่การต่อสู้ของประชาชนชาวแอฟริกัน ข้าพเจ้าต่อต้านผู้ปกครองผิวขาว และข้าพเจ้าก็ต่อต้านผู้ปกครองผิวดำ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในอุดมคติของประชาธิปไตยและเสรีภาพในสังคม ซึ่งประชาชนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเสมอภาค นี่คืออุดมคติที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝัน แต่หากจำเป็น ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะตายเพื่อมัน”

ด้วยข้อหาวางแผนใช้อาวุธและอีก 4 คดีเกี่ยวกับการลอบวางระเบิด (เขาให้การยอมรับ) และการสมคบกับต่างชาติเพื่อรุกรานแอฟริกาใต้ (เขาให้การปฏิเสธ) นักโทษผู้นี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 1964 ก่อนที่เขาจะได้เป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ในอีก 30 ปีต่อมา

เนลสัน โรลิห์ลาห์ลา แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela) เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 1918 เขาเป็นทายาทสายหนึ่งของราชวงศ์เทมบู ซึ่งปกครองแคว้นทรานส์คี ในจังหวัดเคป ของประเทศแอฟริกาใต้  แมนเดลาเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีทางด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟอร์ตแฮร์ แต่หลังจากเขาเรียนจบชั้นปีที่ 1 เขาก็ได้เข้าร่วมกับสภาผู้แทนนักศึกษาเดินขบวนต่อต้านนโยบายของมหาวิทยาลัย ก่อนจะถูกไล่ออกในที่สุด

หลังจากถูกไล่ออกไม่นาน กษัตริย์จองกินตาบา ดาลินเยโบ ก็ประกาศจัดการแต่งงานให้กับเขา แมนเดลาจึงหนีไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยทำงานเป็นเสมียนตรวจเอกสารในสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งพร้อมกับเรียนไปด้วย เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งแอฟริกาใต้โดยการเรียนทางไกล และเรียนต่อทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สรันด์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พบกับเพื่อนร่วมขบวนการต่อต้านการเหยียดสีผิวและเพื่อนร่วมงานในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาทิ โจ สโลโว (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่อยู่อาศัย) และ แฮร์รี ชวาร์ซ (เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา)

บทบาททางการเมืองของแมนเดลาเริ่มต้นขึ้นหลังจากพรรคชาตินิยมซึ่งสนับสนุนนโยบายแบ่งแยกสีผิวชนะการเลือกตั้งในปี 1948 โดยเขามีบทบาทสำคัญในโครงการรณรงค์ต่อต้านของพรรคเอเอ็นซีในปี 1952 และการประชุมสมัชชาประชาชนในปี 1955 ซึ่งประกาศว่าเสรีภาพคือหลักการพื้นฐานของการต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว  ในช่วงนี้ แมนเดลากับเพื่อนทนายความที่ชื่อ โอลิเวอร์ แทมโบ ได้เปิดสำนักกฎหมายชื่อ Mandela and Tambo เพื่อช่วยว่าความให้กับคนผิวดำ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดในราคาต่ำ

แมนเดลาเริ่มต้นการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลด้วยวิธีการสันติตามแนวทางของ มหาตมา คานธี แต่เขาและประชาชนอีก 150 คนก็ถูกจับเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1956 ในความผิดฐานเป็นกบฏ การต่อสู้คดีใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี ก่อนที่ทั้งหมดจะพ้นความผิด

ในปี 1961 แมนเดลาเป็นผู้นำกองกำลังติดอาวุธของพรรคเอเอ็นซี โดยทำการลอบวางระเบิดสถานที่สำคัญของรัฐบาลและกองทัพหลายแห่ง และมีแผนที่จะใช้ปฏิบัติการสงครามกองโจรหากการลอบวางระเบิดไม่สามารถยุติการแบ่งแยกสีผิวได้  แมนเดลาอธิบายที่มาของกองกำลังดังกล่าวว่า การปราบปรามอย่างโหดร้ายทารุณมากขึ้นเรื่อยๆ ของรัฐบาล ทำให้เขาตระหนักว่าการใช้สันติวิธีต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยช์อันใด  ในทศวรรษ 1980 ปฏิบัติการสงครามกองโจรทำให้มีประชาชนเสียชีวิตมากมาย ซึ่งแมนเดลาก็กล่าวยอมรับในภายหลังว่า การต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิวนั้นกลับกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แมนเดลาถูกจับในวันที่ 5 สิงหาคม 1962 และถูกขังอยู่บนเกาะร็อบเบนเป็นเวลา 18 ปี จากทั้งหมด 27 ปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในคุก ตลอดระยะ 27 ปี มีแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ปล่อยตัวเขา ก่อนที่ประธานาธิบดี เอฟ. ดับเบิลยู. เดอ เคลิร์ก จะประกาศยกเลิกการแบนพรรคเอเอ็นซีและองค์กรต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวอื่นๆ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1990

แมนเดลาถูกปล่อยตัวในอีก 9 วันต่อมา ในวันนั้น เขาได้กล่าวสุนทรพจน์กับประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลก โดยเขาประกาศคำมั่นในเรื่องสันติภาพและการปรองดองกับชนผิวขาวในประเทศ แต่ก็ประกาศชัดเจนว่ากองกำลังติดอาวุธของพรรคเอเอ็นซีจะยังคงอยู่ต่อไป โดยยืนยันว่ากองกำลังมีหน้าที่เพียงการต่อสู้กับความโหดร้ายทารุณของการแบ่งแยกสีผิว  นอกจากนี้ เขายังบอกว่าเป้าหมายหลักของเขาคือการนำสันติภาพมาสู่ชนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และให้สิทธิ์กับคนเหล่านั้นในการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

แมนเดลานำพรรคเอเอ็นซีชนะการเลือกตั้งโดยพลเมืองทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันเป็นครั้งแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1994  เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1994 จนถึงเดือนมิถุนายน 1999 ก่อนจะประกาศเกษียณตัวเองในวัย 81 ปี

Advertisements

Written by ksamphan

January 16, 2012 at 3:15 am

Posted in อื่นๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: