K. Samphan

กรุณา กุศลาสัย

leave a comment »

“…นายกรุณาไม่ต้องการเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ ไม่ต้องการอนุสาวรีย์ หรือคำยกย่องสรรเสริญใดๆ ตามสมัยนิยม หากเขาปิดทองหลังพระมาเกือบจะโดยตลอด และเขาต้องการให้ชื่อเสียงของเขาจางหายไปตามทางของพระอนัตตลักษณะ โดยเขาเป็นคนที่ติดยึดในตัวตนน้อย พร้อมที่จะยกย่องเชิดชูผู้อื่น โดยที่เขาเคยได้รับเกียรติยศจากภารตประเทศ ยิ่งกว่าจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ซึ่งนอกจากจะเนรคุณเขาด้วยการจำจองเขาเป็นเวลานาน โดยหาความผิดไม่ได้แล้ว ยังเมินเขาเสียอีกก็ว่าได้” – ส. ศิวรักษ์

กรุณา กุศลาสัย เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2463  เขาเป็นนักเขียนและนักแปล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาฮินดี ภาษาสันสกฤต และวัฒนธรรมอินเดีย  กรุณาได้รับรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2538  รางวัลนราธิป ประจำปี 2544  และได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2546

กรุณา กุศลาสัย เดิมชื่อ กิมเฮง แซ่โค้ว เกิดในเรือกระแชง หน้าวัดตะแบก ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์  บิดาและมารดามีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มีอาชีพค้าขายทางเรือ แต่เสียชีวิตตั้งแต่กรุณายังเด็ก เขาจึงเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของน้าสาว  เมื่อน้าสาวเสียชีวิตจึงได้บวชเป็นสามเณรเมื่อปี 2476 ขณะอายุ 13 ปี ในโครงการ “พระภิกษุสามเณรใจสิงห์” ของพระโลกนาถ พระสงฆ์ชาวอิตาเลียน [ชื่อเดิมว่า ซัลวาตอเร ชิออฟฟิ (Salvatore Cioffi)] เพื่อนำภิกษุและสามเณรจากประเทศไทย พม่า และศรีลังกา เดินทางไปที่ประเทศอินเดีย

คณะของพระโลกนาถซึ่งประกอบด้วยภิกษุและสามเณรกว่า 200 รูป ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณกลางเดือนมกราคม 2476 โดยเดินเท้าผ่านไปทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และนครสวรรค์  หลังจากพักอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ 2 สัปดาห์ คณะก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดพิษณุโลก ผ่านจังหวัดตาก เข้าป่าแม่สอด และเข้าสู่ประเทศพม่า  แต่เมื่อไปถึงเมืองย่างกุ้งก็เข้าพรรษาพอดี เดินทางต่อไม่ได้  ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่เจดีย์ชเวดากองในประเทศพม่านี่เองที่พระและเณรไทยแตกคอกันเอง จนส่วนใหญ่ไม่ยอมเดินทางไปต่อ และเดินทางกลับประเทศไทย  ในที่สุดจึงเหลือพระและเณรเพียง 10 กว่ารูปเท่านั้นที่เดินทางไปกับพระโลกนาถจนถึงเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย  เมื่อพระและเณรเหล่านี้นมัสการสังเวชนียสถานเสร็จแล้วก็เดินทางกลับประเทศไทยกันหมด เหลือเพียงสามเณรกรุณา กุศลาสัย เพียงรูปเดียวเท่านั้นที่อยู่ที่ประเทศอินเดียเพื่อศึกษาต่อ

ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอินเดีย สามเณรกรุณาได้อ่านหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ซึ่งจัดทำโดยคณะธรรมทานที่ก่อตั้งโดยพุทธทาสภิกขุและน้องชาย จึงเขียนจดหมายติดต่อกับพุทธทาสภิกขุเป็นเวลาหลายปีจนรักใคร่สนิทสนมกัน แม้จะไม่เคยพบหน้ากันเลยก็ตาม โดยพุทธทาสภิกขุนับสามเณรกรุณาเป็น “น้องชายทางธรรม”

ที่ประเทศอินเดีย สามเณรกรุณาได้ศึกษาภาษาฮินดี ภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษ จนเชี่ยวชาญ สอบภาษาฮินดีได้ที่ 1 ของอินเดีย ได้รับทุนการศึกษาจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เมื่ออายุ 18 ปี และเริ่มเขียนข่าวและบทความส่งมาตีพิมพ์ในประเทศไทย ในวารสาร ธรรมจักษุ พุทธสาสนา และ ประชาชาติ โดยใช้นามปากกาว่า “สามเณรไทยในสารนาถ”  จากนั้นในปี 2482 จึงได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิศวภารติ (สันตินิเกตัน) ซึ่งก่อตั้งโดย รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore)

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 สามเณรกรุณาถูกจับเป็นเชลยศึก เนื่องจากเป็นพลเมืองของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศคู่สงครามกับประเทศอังกฤษที่ปกครองประเทศอินเดีย โดยต้องเข้าค่ายกักกันในนิวเดลีพร้อมกับพระโลกนาถและนายเฟื้อ หริพิทักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2528) ซึ่งในขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยวิศวภารติ (ศานตินิเกตัน)  สามเณรกรุณาต้องเผชิญกับความอดอยากแสนสาหัสจนต้องลาสิกขา ก่อนจะพบรักกับ โยโกะ โมริโมโตะ เชลยชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในค่ายกักกันเดียวกัน แต่ทั้งคู่ได้แยกจากกันหลังจากสงครามสงบ

เมื่อสงครามยุติ กรุณาเดินทางกลับประเทศไทยโดยไม่ศึกษาต่อให้จบ (เนื่องจากอ่าวไทยยังเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด อังกฤษจึงส่งตัวเชลยที่สิงคโปร์ โดยให้เชลยเดินไปตามทางรถไฟเข้าสู่ประเทศไทย) และทำงานเป็นครูสอนภาษาสันสกฤต ภาษาอินเดีย และภาษาไทย ที่อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต จากนั้นได้เป็นล่าม พนักงานแปล และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ประจำสถานกงสุลอินเดีย (สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยในปัจจุบัน) และเป็นผู้บรรยายวิชาธรรมภาคภาษาอังกฤษที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ขณะทำงานอยู่ที่สถานทูตอินเดีย  กรุณา กุศลาศัย ได้เป็นผู้แทนของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีน และเมื่อทำงานหนังสือพิมพ์ก็ได้เดินทางไปประเทศจีนอีกครั้งกับคณะผู้แทนการค้า โดยร่วมคณะกับ สุวัฒน์ วรดิลก กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี  แต่เมื่อเดินทางกลับมาในปี 2501 ภายหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501 ยึดอำนาจจากจอมพลถนอม กิตติขจร กรุณาก็ถูกจับและถูกขังที่เรือนจำลาดยาว ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับนายสังข์ พัธโนทัย และนายอารีย์ ภิรมย์ ต้องติดคุกอยู่เป็นเวลา 9 ปีก่อนจะได้รับรับอิสรภาพ หลังจากล้มป่วยด้วยอาการทางสมอง และศาลอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อไปรักษาตัวที่บ้าน ต่อมากรุณาได้รับการถอนฟ้องเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2512

กรุณา กุศลาศัย สมรสกับ เรืองอุไร กุศลาสัย (หิญชีระนันท์) เมื่อปี 2492 โดยงานเขียนส่วนมากเป็นงานที่ทั้งสองท่านเขียนร่วมกันในนาม “กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย”

ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากประเทศอินเดียทำให้ กรุณา กุศลาสัย เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภารตวิทยา และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สามารถแปลวรรณกรรมชิ้นเอกของอินเดีย คือ มหากาพย์พุทธจริต ซึ่งเป็นวรรณคดีสันสกฤตพุทธประวัติฝ่ายมหายานที่มีชื่อเสียงของอัศวโฆษ และ มหาภารตยุทธ มหากาพย์เรื่องยิ่งใหญ่ของอินเดีย  นอกจากนี้ยังสร้างสรรค์วรรณกรรมที่ทรงคุณค่าอีกมากในระหว่างที่ถูกคุมขัง โดยเขียนบทความสั้นๆ เกี่ยวกับวรรณคดีและวัฒนธรรมอินเดีย อีกทั้งยังได้แปลวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของอินเดียเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญได้แก่ คีตาญชลี พบถิ่นอินเดีย ชีวประวัติของข้าพเจ้า และ แด่นักศึกษา  ส่วนสารคดีเรื่องเด่นของกรุณาคืออัตชีวประวัติเรื่อง ชีวิตที่เลือกไม่ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงบันทึกชีวิตของผู้เขียนเท่านั้น แต่เป็นอนุสรณ์ของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อันยังประโยชน์แก่ผู้อ่านทั้งปวง

กรุณา กุศลาศัย ล้มป่วยด้วยโรคพาร์กินสันและมีอาการของโรคสมองเสื่อม ก่อนจะเสียชีวิตด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่บ้านของลูกชาย

Advertisements

Written by ksamphan

January 12, 2012 at 6:44 am

Posted in อื่นๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: