K. Samphan

Archive for January 2012

โลกใบใหญ่ของคนตัวเล็ก

leave a comment »

มาเรีย บาเชอร์ (Maria Bashir) พนักงานอัยการเป็นอาชีพที่ยากลำบากและปราศจากเสียงยกย่องชื่นชมในทุกประเทศ แต่สำหรับอัฟกานิสถานซึ่งระบบนิติรัฐเพิ่งจะหยั่งราก ระบบการรวบรวมพยานหลักฐานที่อ่อนแอ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุจริต และพยานบุคคลที่ง่ายต่อการถูกข่มขู่ ที่นี่จึงเพิ่มความยากลำบากให้กับการทำงานของพนักงานอัยการอีกหลายเท่า แต่สำหรับ มาเรีย บาเชอร์ พนักงานอัยการวัย 40 ปีที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในอัฟกานิสถาน เธอยังคงยืนกรานที่จะต่อสู้กับการทุจริต อาชญากรรม และการข่มเหงรังแกทั้งหลายภายในประเทศ แม้จะต้องเสี่ยงกับอันตรายถึงชีวิต ในปี 2010 เธอช่วยให้คดีความ 87 คดีได้เข้าสู่การพิจารณาของศาล ณ เวลานี้ เธอคือผู้หนึ่งที่กำลังวางรากฐานให้กับสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

ทะเคะชิ คันโนะ (Takeshi Kanno) หมอหนุ่มวัย 31 ปีรู้ตัวดีว่าหน้าที่ของเขาคือการช่วยชีวิตคน แต่คงไม่มีครั้งใดอีกแล้วที่เขาสามารถช่วยชีวิตคนได้มากขนาดนี้ในเวลาเพียงหนึ่งวัน วันที่ 11 มีนาคม 2011 คันโนะอยู่ที่โรงพยาบาลชิซุกะวะในเมืองมินะมิซันริกุ หลังจากเขาได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยสึนามิ เขาก็จัดการย้ายคนไข้ขึ้นไปอยู่ที่ชั้นบนสุด ซึ่งทำให้คนไข้หลายสิบคนรอดชีวิตจากคลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ สองวันต่อมา เมื่อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยมาถึง คันโนะอยู่รอจนกระทั่งคนไข้คนสุดท้ายถูกส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าตามออกไป

บิเนตา ดิออป (Bineta Diop) ผู้หญิงคือพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ด้วยชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยที่มากกว่าผู้ชายสองเท่า นอกจากนี้ พวกเธอยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดเสรีภาพ การป้องกันความขัดแย้งโดยวิธีการที่อยู่บนพื้นฐานของเพศสภาพมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิภาคนี้ และผู้ที่อยู่แถวหน้าของวิธีการนั้นก็คือ บิเนตา ดิออป วัย 61 ปี ผู้ก่อตั้ง Femmes Africa Solidarité การรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศของเธอช่วยทำให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของแอฟริกา

เอย์แมน โมเฮลดิน (Ayman Mohyeldin) ผู้สื่อข่าวทุกคนมีความหวังว่าตนจะมีโอกาสรายงานข่าวสำคัญระดับโลกสักครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นคนที่ทำมันได้ดีที่สุด ซึ่งสำหรับ เอย์แมน โมเฮลดิน การปฏิวัติที่อียิปต์คือเหตุการณ์ที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นความจริง ผู้สื่อข่าวหลายคนปฏิบัติหน้าที่ได้ดีในเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนั้น แต่ไม่มีใครเทียบโมเฮลดินวัย 31 ปีผู้นี้ได้ เขานำเราเข้าไปสู่ใจกลางของเหตุการณ์ และพาเราย้อนกลับไปสำรวจเบื้องหลังของมัน จากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุด จวบจนเหตุการณ์คลี่คลาย โมเฮลดินใช้ประสบการณ์ ความอดทน และพรสวรรค์ สร้างชื่อเสียงให้กับสำนักข่าวอัลจาซีรา และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ในฐานะผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 ออง ซาน ซูจี ในวัย 65 ปี คือฮีโร่ชาวเอเชียผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งโลก จุดยืนของเธอในการไม่ใช้ความรุนแรงนั้นหนักแน่นมั่นคง แม้จะต้องเผชิญกับอำนาจเผด็จการในทุกรูปแบบ ซูจีถูกสั่งกักบริเวณในบ้านพักเป็นเวลาเกือบ 15 ปี (จากช่วงเวลาทั้งหมด 21 ปี นับตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2532 จนกระทั่งการปล่อยตัวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553) แต่อุปสรรคต่างๆ ก็พ่ายแพ้ความมุ่งมั่นในการนำประชาธิปไตยมาสู่ชาวพม่าของซูจี

ไอ้ เว่ยเว่ย (Ai Weiwei) คือประชาชนผู้มีวิสัยทัศน์ เขาคือผู้ที่ทำให้คนทั้งโลกหันมามองวัฒนธรรมร่วมสมัยอันมีชีวิตชีวาของจีน นอกจากนี้ ไอ้ในวัย 53 ปี ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเพื่อนร่วมชาติที่ตกเป็นเหยื่อของการกดขี่ข่มเหงโดยรัฐบาลจีน เขาคือศิลปินผู้มีผลงานด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะสื่อผสม ภาพถ่าย ภาพยนตร์ และการวิจารณ์สังคมและวัฒนธรรมจีน แต่รัฐบาลจีนไม่ค่อยพอใจที่เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง และเขาเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554 หลังจากถูกควบคุมตัวอยู่เกือบสามเดือนในข้อหาหลบเลี่ยงภาษี สำหรับคนทั่วไป นี่คือผลตอบแทนที่เขาได้รับจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน

IMAGE ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 (มกราคม 2555)

Written by ksamphan

January 31, 2012 at 7:02 am

Posted in Neighbours Matters

อัลเฟรด โนเบล

leave a comment »

ในปี 1888 ลุดวิก โนเบล พี่ชายของ อัลเฟรด โนเบล เสียชีวิตที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส แต่หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่าผู้ที่ตายคือโนเบลผู้น้อง พวกเขาประกาศข่าวการตายไม่ต่างจากการก่นประณาม – “พ่อค้าความตายสิ้นชีวิตแล้ว, ดร. อัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ร่ำรวยมหาศาลจากการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้มากขึ้นอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียชีวิตแล้วเมื่อวานนี้”

อัลเฟรด โนเบล อ่านข่าวการตายของตัวเองด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย มันทำให้เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่วันสุดท้ายของเขาจะมาถึงจริงๆ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 1895 ที่สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ในปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมของเขา โดยเขาจะใช้ทรัพย์สินของตัวเองทั้งหมดในการจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบล เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติโดยไม่เลือกสัญชาติ ทรัพย์สินทั้งหมดของเขามีมูลค่า (ณ ปี 2008) ประมาณ 1.8 พันล้านโครน หรือ 250 ล้านดอลลาร์

อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1833 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ในปี 1842 ซึ่งพ่อของเขา (ผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัด) ได้เริ่มต้นการคิดค้น “ตอร์ปีโด” ที่นั่น โนเบลศึกษาวิชาเคมีที่รัสเซียจนกระทั่งอายุ 18 ปี ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

โนเบลและบิดาเดินทางกลับประเทศสวีเดนหลังจากที่ธุรกิจของครอบครัวล้มละลาย เขาทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิต อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 กันยายน 1864 ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานของครอบครัวโนเบล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน รวมถึงอีมิล น้องชายของ อัลเฟรด โนเบล

อัลเฟรด โนเบล ได้ชื่อว่าเป็นนักเคมี วิศวกร นักประดิษฐ์ และผู้ผลิตอาวุธ เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 355 รายการ รวมถึง “ไดนาไมต์” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1867 โดยโนเบลพบว่า เมื่อนำสารไนโตรกลีเซอริน (nitroglycerin) มารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth – ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะทำให้มีความปลอดภัยในการผลิตและสะดวกในการนำไปใช้ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้น “เจลลิกไนต์” หรือ “ระเบิดเจล” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1876 และระเบิดอีกหลายชนิดที่เกิดจากการผสมโพแทสเซียมไนเตรตกับสารชนิดอื่นๆ เจลลิกไนต์มีความเสถียร ขนส่งได้ง่าย และมีรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของโนเบลกลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับการทำเหมือง อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลเสียต่อสุขภาพของเขาเช่นกัน

“บอลลิสไทต์” (ballistite) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โนเบลค้นพบ สิ่งนี้เป็นต้นแบบของดินระเบิดแบบไร้ควันในยุคปัจจุบัน และยังคงถูกใช้ในการปล่อยจรวด

มีผู้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เปรียบเสมือนเนื้อดินอันอุดมซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของโนเบลผลิดอกงดงามก็คือพรสวรรค์ในการเข้าถึงข้อมูลของเขา (ถึงแม้เขาจะไม่ได้จบการศึกษาขั้นสูงอย่างเป็นทางการ) โนเบลสามารถใช้ภาษาได้ถึง 6 ภาษา (สวีดิช ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ เยอรมัน และอิตาเลียน) นอกจากนี้ เขายังเขียนบทละครร้อยแก้วชื่อ Nemesis ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงที่เขาเสียชีวิต แต่หนังสือเกือบทั้งหมดก็ถูกทำลาย (มีเหลือเพียง 3 เล่ม) เนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนา หนังสือเล่มนี้เพิ่งจะถูกพิมพ์อีกครั้งในปี 2003 (ภาษาสวีดิช-เอสเปรันโต)

สำหรับรางวัลโนเบล สามรางวัลแรกจะมอบให้กับสาขาฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่สี่มอบให้กับงานวรรณกรรมที่ “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” และรางวัลที่ห้ามอบให้กับบุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในสร้างความปรองดอง ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลัง หรือการสร้างสันติภาพ

คำจำกัดที่ว่า “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” ทำให้การมอบรางวัลในสาขาวรรณกรรมมีปัญหาค่อนข้างมาก การตีความคำจำกัดความของคณะกรรมการทำให้นักเขียนคนสำคัญอย่าง เฮนริก อิบเซน และ ลีโอ ตอลสตอย ไม่ได้รับรางวัลนี้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาในการมองรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน ในคำประกาศเจตนาความยาวหนึ่งหน้ากระดาษของโนเบล เขาระบุเพียงว่าเงินรางวัลจะมอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสาขาฟิสิกส์และเคมี เขาเปิดพื้นที่ให้กับรางวัลทางด้านเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่าจะทำอย่างไรกับความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัล โดยปราศจากวิศวกร ช่างเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ

โนเบลได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Swedish Academy of Sciences ในปี 1884 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอัพซาลาในปี 1893 เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1896 จากโรคเส้นโลหิตในสมองแตก

Written by ksamphan

January 24, 2012 at 4:35 am

Posted in อื่นๆ

อับราฮัม ลินคอร์น

leave a comment »

บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 1863  สี่เดือนครึ่งหลังจากกองกำลังของฝ่ายเหนือเอาชนะกองกำลังของฝ่ายใต้ได้ที่เมืองเกตตีสเบิร์ก อันเป็นการรบที่มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามกลางเมืองอเมริกา  อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สุสานแห่งชาติในเมืองเกตตีสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย  ใจความหลักของสุนทรพจน์ (ความยาว 2 นาที) ครั้งนี้คือ หนึ่ง ปกป้องการทำงานของรัฐบาล  สอง อธิบายว่าเหตุใดสงครามอันโหดร้ายจำเป็นต้องดำเนินต่อไป  และสาม ด้วยเหตุดังกล่าว “…รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันเลือนหายไปจากโลก”

สุนทรพจน์ที่เกตตีสเบิร์กกลายเป็นต้นแบบของการทำหน้าที่ของประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านวาทศิลป์ของลินคอร์น ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายการเมืองของเขา

อับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในกระท่อมไม้ซุง  เพราะความยากจน ลินคอร์นจึงได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น โดยเขาขวนขวายศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการมุมานะอ่านหนังสืออย่างจริงจังในระหว่างการทำงานหลากหลายอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว

ลินคอร์นเริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองเมื่อเขาอายุได้ 23 ปี (ปี 1832) โดยเริ่มจากความล้มเหลวในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐอิลลินอยส์ ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา  หลังจากนั้นเขาตัดสินใจประกอบอาชีพทนายความ โดยศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะทนายความมือดี และอาจเป็นการปูทางไปสู่การได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐอิลลินอยส์ 4 สมัย  ในปี 1837 เขาและนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่งประกาศว่าระบบทาส “มีรากฐานมาจากความอยุติธรรมและนโยบายที่ใช้ไม่ได้” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงการต่อต้านระบบทาสอย่างเป็นทางการ

ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาในปี 1846 ในนามของพรรควิก และเป็นผู้สนับสนุน ซาคารี เทย์เลอร์ ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1848 ซึ่งช่วยให้เทเลอร์ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 12 ของสหรัฐอเมริกา  แต่ภายหลังการเลือกตั้ง ลินคอร์นไม่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานที่ดินส่วนกลางตามที่เขาต้องการ แต่กลับถูกเสนอให้เป็นผู้ว่าการรัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเดโมแครต และเท่ากับเป็นการดับอนาคตของนักการเมืองจากพรรควิกโดยปริยาย ลินคอร์นจึงไม่รับตำแหน่งใดๆ และย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์

ลินคอร์นประกอบอาชีพทนายความอยู่นานถึง 16 ปี ก่อนจะหวนคืนสู่แวดวงการเมืองอีกครั้งในปี 1854 โดยเขาออกมาคัดค้านร่างกฎหมายแคนซัส-เนบราสกา (1854) ที่สนับสนุนระบบทาส ซึ่งเสนอโดย สตีเฟน เอ. ดักลาส วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์  ร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างรอยร้าวอันยากจะประสานขึ้นในพรรควิก ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว  ลินคอร์นเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในพรรควิกและนักการเมืองจากพรรคอื่นมารวมตัวกันเป็นพรรคใหม่ นั่นคือ พรรครีพับลิกัน

ในปี 1858 ลินคอร์นได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเขาต้องปะทะคารมกับดักลาส (คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต) ถึง 7 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และการโต้วาทีกันในครั้งนั้นก็กลายเป็นการโต้วาทีทางการเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่าลินคอร์นจะแพ้การเลือกตั้ง แต่ความสามารถที่เขาได้แสดงให้สาธารณชนเห็นในระหว่างการหาเสียง ก็ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในระดับชาติ และหลังจากการปราศรัยที่สหภาพแรงงานช่างทำถังไม้ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1860 เขาก็กลายเป็นสมาชิกแถวหน้าของพรรค ก่อนจะเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา

ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1860 เขาคือประธานาธิบดีคนแรกของพรรครีพับลิกัน โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 1861  ในขณะดำรงตำแหน่ง เขาต้องรับมือกับวิกฤตอันหนักหน่วงรุนแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ สงครามกลางเมือง การผสานความแตกแยกของคนในชาติ และการยุติระบบทาส ภารกิจซึ่งทำให้เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ภารกิจของเขาในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีส่วนใหญ่คือการต่อสู้กับการแยกตัวของสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate States of America) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐทางใต้ 11 รัฐที่ต้องการคงระบบทาสเอาไว้ อันนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกัน (1861-1865)  เพื่อการนี้ ลินคอร์นต้องใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอยู่ในฝ่ายแยกตัวโดยไม่มีหมายจับหลายพันคน เขาเป็นผู้เสนอมาตรการที่นำไปสู่การยุติระบบทาส เป็นผู้ออกแถลงการณ์ปลดปล่อยทาส (Emancipation Proclamation) รวมทั้งเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยุติระบบทาสอย่างเป็นทางการ

วันที่ 14 เมษายน 1865  หกวันหลังจากการประกาศยอมแพ้ของกองกำลังฝ่ายสมาพันธรัฐ ลินคอร์นถูกลอบสังหารโดยสายลับของฝ่ายสมาพันธรัฐที่โรงละครฟอร์ดส์ ขณะกำลังชมละครเรื่อง Our American Cousin

Written by ksamphan

January 24, 2012 at 4:25 am

Posted in อื่นๆ

หลุยส์ เบรลล์

leave a comment »

ในปี 2009 ทั่วทั้งทวีปยุโรปมีการจัดนิทรรศการและงานสัมมนาเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของคนคนหนึ่งซึ่งถือกำเนิดเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เบลเยียมและอิตาลีผลิตเหรียญ 2 ยูโรเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว เช่นเดียวกับเหรียญ 2 รูปีของอินเดีย และเหรียญ 1 ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ร่างไร้วิญญาณของชายผู้นี้นอนสงบนิ่งอยู่ที่สุสานแพนทีออนในกรุงปารีส ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญของโลกท่านอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังระลึกถึงคุณูปการที่ชายผู้นี้มอบไว้ให้กับมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาในโลกอันมืดมิด

หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1809 ในเมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส พ่อของเขาเป็นช่างทำอานม้า และมีฝีมือในการทำเครื่องหนัง ซึ่งการเข้าไปเล่นในที่ทำงานของพ่อนี่เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างในขณะที่มีอายุเพียง 5 ปี หลังจากถูกเข็มเย็บหนังของพ่อทิ่มตาข้างขวา ก่อนที่ตาข้างซ้ายจะติดเชื้อตามไปด้วย และบอดสนิททั้งสองข้างในที่สุด

เมื่ออายุได้ 10 ปี เบรลล์ได้รับทุนให้เข้าเรียนในสถาบันเพื่อเยาวชนตาบอดแห่งชาติ (National Institute for the Blind Youth) ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับคนตาบอดแห่งแรกของโลก  ที่นี่จะสอนทักษะทางวิชาชีพและการทำการค้าขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียน รวมทั้งสอนการอ่านหนังสือโดยการสัมผัสอักษรนูน (ใช้กระดาษวางทาบบนลวดทองแดง) ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้หัดเขียนหนังสือ และเนื่องจากหนังสือแบบนี้มีน้ำหนักมาก ทั้งน้ำหนักของตัวอักษรและจำนวนหน้าที่มากเพื่อประหยัดเงินในการพิมพ์ โรงเรียนแห่งนี้จึงมีหนังสือให้นักเรียนอ่านน้อยมาก และนักเรียนก็มีปัญหาอย่างมากในการอ่านหนังสือ

ถึงแม้จะตาบอด แต่เบรลล์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความเฉลียวฉลาดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ประสาทหูอันเป็นเลิศส่งให้เขากลายเป็นนักดนตรีชั้นเยี่ยม (เบรลล์เดินทางไปบรรเลงออร์แกนในโบสถ์ทั่วประเทศฝรั่งเศสในช่วงวัยทำงาน และเขาเป็นนักดนตรีประจำโบสถ์ Saint-Nicolas-des-Champs ในปี 1834 และโบสถ์ Saint-Vincent-de-Paul ในปี 1845)  เบรลล์เป็นผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ซึ่งนอกจากมันจะเป็นที่มาของรายได้แล้ว ดนตรียังช่วยให้เขามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง

ในปี 1821 มีอดีตนายทหารจากกองทัพฝรั่งเศสมาเยี่ยมโรงเรียนของเบรลล์ เขาได้เล่าประสบการณ์ในสนามรบให้นักเรียนฟัง และหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นคือวิธีการสื่อสารของทหารในระหว่างทำการรบ ซึ่งเสียงพูดเป็นสิ่งต้องห้าม  ในสนามรบ ทหารจะใช้จุดนูน 12 จุดและตัวเลขหรือขีด เป็นรหัสในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่เบรลล์จะเข้าใจ แต่นี่คือสิ่งที่จุดประกายให้เบรลล์เริ่มคิดถึงการคิดค้นรหัสของตัวเขาเอง

เบรลล์เริ่มต้นคิดค้นระบบจุดนูนด้วยเข็มเย็บหนังของพ่อ (ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เขาตาบอด) ก่อนที่เขาจะคิดค้นได้สำเร็จในขณะที่มีอายุเพียง 15 ปี  แทนที่จะใช้ 12 จุดตามระบบของทหาร ระบบของเบรลล์ใช้เพียง 6 จุดเท่านั้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนตาบอด

ระบบของเบรลล์ทำให้ผู้อ่านสัมผัสตัวอักษรได้ในการสัมผัสเพียงครั้งเดียว ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความได้โดยไม่ต้องเคลื่อนหรือย้ายตำแหน่งของนิ้วมือไปมา  นอกจากนี้ ระบบของเบรลล์ยังเรียนรู้ง่าย ทำให้คนตาบอดสามารถฝึกฝนได้ทั้งการเขียนและการอ่าน  ส่วนประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ มันช่วยลดทั้งขนาดและน้ำหนักของหนังสือ อีกทั้งยังทำให้กระบวนการผลิตหนังสือทำได้ง่ายขึ้น

ในเวลาต่อมา เบรลล์ได้ขยายระบบของเขาไปในสาขาคณิตศาสตร์และดนตรี ก่อนจะตีพิมพ์ Method of Writing Words, Music, and Plain Songs by Means of Dots, for Use by the Blind and Arranged for Them ในปี 1829 ในรูปแบบอักษรนูน เพื่อเผยแพร่และอธิบายระบบที่เขาคิดค้นขึ้น  ในปี 1839 เบรลล์เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารระหว่างคนตาบอดกับคนตาปกติซึ่งเขาพัฒนาขึ้น และร่วมกับ ปิแอร์ ฟูโกต์ (Pierre Foucault) ในการพัฒนาเครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์เพื่อช่วยร่นเวลาในการเขียนอักษร

เบรลล์ดำรงชีวิตด้วยการเป็นนักดนตรีและเป็นครูในสถาบันสอนคนตาบอด เขาได้รับการเคารพอย่างสูงจากบรรดาลูกศิษย์ แต่ถึงกระนั้น ระบบที่เขาคิดค้นขึ้นก็ยังเป็นที่ถกเถียง และไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่

เบรลล์เสียชีวิตจากวัณโรคในปี 1852 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่เมืองคูปเฟรย์ (Coupvray) ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมายังสุสานแพนทีออนในอีก 100 ปีต่อมา

ระบบตัวอักษรสำหรับคนตาบอดที่เขาเป็นผู้คิดค้น ถูกใช้อย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศสในปี 1854 สองปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต

Written by ksamphan

January 22, 2012 at 1:24 pm

Posted in อื่นๆ

หลี่ เหลียนเจี๋ย

leave a comment »

“ผมไม่เคยบอกกับตัวเองว่าผมเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ถ้าใครสักคนฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เพียงเพื่อการต่อยตีข้างถนน เพื่อหวังจะใช้มันเป็นอาวุธในการปะทะขัดแย้ง หรือเพื่อจะใช้ข่มขู่รังแกผู้อื่น ในความเห็นของผม คนคนนั้นไม่ใช่นักสู้ที่แท้จริง” – หลี่ เหลียนเจี๋ย

หลี่ เหลียนเจี๋ย (Li Lianjie) หรือที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ เจ็ต ลี (Jet Li) เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1963 ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ โดยหลี่เป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 5 คน

พรสวรรค์ทางด้านวูซูของหลี่เริ่มปรากฏเมื่อเขามีอายุได้ 8 ปี เขาฝึกซ้อมวูซูที่โรงเรียน และเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมวูซูของปักกิ่งทำการแสดงศิลปะการต่อสู้ในช่วงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ผู้ฝึกสอนของหลี่คือ หวู บิน (Wu Bin) สุดยอดผู้ฝึกสอนวูซูของโลกในปัจจุบัน  หวูมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาความสามารถของหลี่ โดยนอกจากจะฝึกสอนวูซูให้กับหลี่แล้ว เขายังซื้ออาหารให้กับครอบครัวของหลี่ เนื่องจากครอบครัวของหลี่ไม่มีเงินมากพอสำหรับอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของหลี่

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักกับหวู 3 ปี หลี่ก็ชนะเลิศการแข่งขันวูซูระดับชาติของจีน ก่อนที่เขาเลิกเล่นวูซูเมื่ออายุ 17 ปี และถูกชักชวนเข้าสู่วงการแสดงเมื่ออายุ 20 ปี

ในปี 1982 บริษัทประชาสัมพันธ์คิดว่าชื่อของหลี่ออกเสียงยาก จึงใช้ชื่อ “Jat Li” ในโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง Shaolin Temple (เสี้ยวลิ้มยี่, 1982) ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของหลี่ โดยเปรียบเทียบการเริ่มต้นอาชีพนักแสดงของหลี่กับการขึ้นบินของเครื่องบิน หลังจากนั้นเป็นต้นมา หลี่ เหลียนเจี๋ย จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ เจ็ต ลี

ภาพยนตร์ภาษาจีนที่หลี่นำแสดง เช่น Shaolin Temple (เสี้ยวลิ้มยี่, 1982), Shaolin Temple 2: Kids from Shaolin (เสี้ยวลิ้มยี่ 2, 1984), Once Upon a Time in China (หวงเฟยหง: หมัดบินทะลุเหล็, 1991), Fist of Legend (ไอ้หนุ่มซินตึ้ง หัวใจผงาดฟ้า, 1994) และ Fong Sai-Yuk (ฟงไสหยก สู้บนหัวคน, 1993) เป็นต้น

ในปี 1998 หลี่ก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูด โดยเริ่มต้นด้วยการรับบทตัวร้ายใน Lethal Weapon 4 (1998) ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น The One (2001), Kiss of the Dragon (2001), Cradle 2 the Grave (2003), Danny the Dog (หรือ Unleashed) (2005), Fearless (2006), War (หรือ Rogue Assassin) (2007), The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008), และ The Expendables (2010) เป็นต้น

จากสถิติรายได้ของภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์ของหลี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Lethal Weapon 4 โดยทำรายได้ 130 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ด้วยรายได้มากกว่า 102 ล้านดอลลาร์  ส่วน Hero (2002) อยู่ในอันดับที่ 3 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นภาพยนตร์ที่นักวิจารณ์ชื่นชมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ Fearless อยู่ในอันดับที่ 6 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกา  ในมุมมองของนักวิจารณ์ Fist of Legend (1994) เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของหลี่ ส่วน War คือเรื่องที่แย่ที่สุด

หลี่กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการจะบอกกับโลกใบนี้อยู่ในภาพยนตร์ 3 เรื่องของเขา นั่นคือ Hero (ความทุกข์ตรมของคนคนหนึ่งมิอาจเทียบเคียงได้กับความทุกข์ตรมของชาติ)  Unleashed (ความรุนแรงมิใช่การแก้ปัญหา)  และ Fearless (ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือตัวเราเอง)  หลี่คิดว่าอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือรอยยิ้ม และพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลกทัศน์และชีวทัศน์ของหลี่เปลี่ยนไปอย่างมากก็คือเหตุการณ์สึนามิในปี 2004  ในตอนนั้นหลี่กำลังพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เขาและครอบครัวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด  หลี่ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกว่าความสามารถหรือความสำเร็จใดๆ ที่เขาเคยได้รับมาไม่สามารถเทียบได้กับพลังของธรรมชาติ “ทั้งเงิน อำนาจ หรืออะไรก็ตามในโลกนี้ ไม่สามารถช่วยคุณจากคลื่นครั้งนั้นได้เลย”  หลี่บอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะและเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต

หลี่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตการกุศล” ของสภากาชาดจีนตั้งแต่เดือนมกราคม 2006  เขาบริจาคเงิน 500,000 หยวน (62,500 ดอลลาร์) ซึ่งแบ่งมาจากรายได้ของภาพยนตร์เรื่อง Fearless ให้กับโครงการเยียวยาทางด้านจิตใจของสภากาชาด  ในเดือนเมษายน 2007 จากประสบการณ์ในเหตุการณ์สึนามิ หลี่ก่อตั้งมูลนิธิ The One เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยทำงานร่วมกับสภากาชาดและองค์กรอื่นๆ  โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ หลี่ได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้คนจากภัยธรรมชาติมาแล้ว 7 เหตุการณ์ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองเสฉวนในปี 2007

หลี่ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2009 เกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาในการทำการกุศล โดยเขาบอกว่า “องค์กรเอกชนสามารถช่วยเหลือรัฐบาลในพื้นที่ที่รัฐบาลมองไม่เห็น ความช่วยเหลือของรัฐบาลไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้เสมอไป องค์กรเอกชนไม่จำเป็นต้องใหญ่แบบรัฐบาล แต่พวกเขาจำเป็นต้องยืดหยุ่นและเป็นอิสระ”

ในเดือนกันยายน 2010 หลี่ได้รับการแต่งตั้งจากสภากาชาดสากลให้เป็น “ทูตไมตรีจิต” คนแรกขององค์กร เขาโพสต์ข้อความขอบคุณในอินเทอร์เน็ต และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

Written by ksamphan

January 22, 2012 at 6:40 am

Posted in อื่นๆ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

with one comment

ประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ถูกบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดในบันทึกของมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหนันทน์) ซึ่งผู้เขียนระบุว่าเป็นการสืบสาวเรียบเรียงและสันนิษฐานจากภาพวาดบนฝาผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร (ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม) ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ให้ช่างเขียนเอาไว้

บันทึกของพระยาทิพโกษาระบุว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีวอก อัฏฐศก จุลศักราช 1138 (พ.ศ. 2319) บนเรือนซึ่งปลูกอยู่ที่บางขุนพรหม (ในขณะที่ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2331 ที่บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)  ในบันทึกระบุว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี  โยมมารดาของท่านชื่อนางงุด ลูกของนายผลกับนางลา ชาวบ้านเมืองกำแพงเพชร  เมื่อแรกเกิด ท่านมีชื่อว่า “โต”

เมื่อมีอายุได้ 7 ปี โยมมารดาได้พาท่านไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระครูใหญ่ เมืองพิจิตร (ตาผล ยายลา นางงุด ประกอบอาชีพค้าขายทางเรือจนมีทรัพย์สินพอสมควร และได้ย้ายมาปลูกบ้านอยู่บริเวณเหนือเมืองพิจิตร)  ก่อนที่ท่านจะบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อมีอายุได้ 13 ปี (ปีวอก สัมฤทธิศก จุลศักราช 1150)

สามเณรโต “อุตสาห์เล่าเรียนคัมภีร์มูละกัจจายนะปกรณ์… เรียนบาลีไวยากรณ์… ท่าน(พระครู)บอกกะละเม็ดต่างๆ หลายอย่างหลายประการ ออกป่าเข้าบ้านทดลองวิชาความรู้… จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญใช้ได้ดังประสงค์ทุกอย่าง”  ต่อจากนั้น สามเณรโตได้ไปเป็นศิษย์ของพระครูวัดเมืองไชยนาถซึ่งเชี่ยวชาญคัมภีร์พระปริยัติธรรม “ครั้งล่วงมาได้ ๓ ปีเรียนจนถึงแปดปั้นบาฬี สามเณรโตไม่มีอุปสรรคกีดกั้น ไม่มีอาการเจ็บป่วยไข้สะดวกดีทุกเวลาทั้งไม่เบื่อไม่หน่าย นิยมอยู่แต่ที่จะหาความจริงซึ่งยังบกพร่องภูมิปัญญาอยู่ร่ำไป”

เมื่อมีอายุได้ 17 ปี สามเณรโตก็ตัดสินใจไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยความเห็นชอบของพระครูทั้ง 2 ท่าน  คณะของสามเณรโตล่องเรือมาถึงท่าน้ำวัดบางลำพูบน “ตอนเวลาเช้า ๒ โมง แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๑๕๕ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพพระมหานคร”  และตาผลได้นำสามเณรโตไปถวายตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์แก้ว วัดบางลำพูบน

ที่กรุงเทพฯ สามเณรโตได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ในปัจจุบัน) โดยศึกษาเล่าเรียนกับสมเด็จพระสังฆราช (มี) และพระอาจารย์เสม  กระทั่งเมื่อสามเณรโตมีอายุครบ 21 ปี (“เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๑๕๙ เป็นปีที่ ๑๖ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพพระมหานครฯ”) จึงอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ โดยมีสมเด็จพระวันรัต วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานสมณศักดิ์ถวายแก่ภิกษุโตเป็นพระธรรมกิตติในปี 2395  ต่อมาในปี 2397 ท่านจึงได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ (“มีนิตยภัตร ๒๘ บาท ค่าข้าว ๑ บาท”)  หลังจากนั้นอีก 10 ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เมื่อ “ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช ๑๒๒๗” โดย “รับหิรัญบัตรมีฐานา ๑๐ มีนิตยภัตร ๓๒ บาท ค่าข้าวสาร ๑ บาทต่อเดือน”)

เรื่องเล่าเกี่ยวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์เรื่องหนึ่งที่ยังคงบอกกล่าวเล่าขานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็คือเรื่องของนางนาก บ้านพระโขนง  บันทึกของพระยาทิพโกษาระบุว่า เมื่อนางนากเสียชีวิต วิญญาณของนางนากได้มารบกวนจนผัวของนางมีเมียใหม่ไม่ได้ อีกทั้งคนที่เดินทางสัญจรทางเรือในคลองพระโขนงต่างก็ถูกวิญญาณของนางล้อเล่นจนหวาดกลัวไปตามๆ กัน “พวกหมอผีไปทำเป็นผู้มีวิเศษตั้งพิธีผูกมัดเรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอา เจ้าหมอต้องเจ๊งมันมาหลายคน จนพวกแย่งพวกชิงล้วงลัก ปลอมตัวเป็นนางนาค หลอกลวงเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกลัวนางนาค เลยมุดหัวเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยันรุ่งก็มี”

เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ทราบเรื่อง ท่านจึงไปค้างที่วัดมหาบุศย์ “พอค่ำท่านก็ไปนั่งอยู่ปากหลุม แล้วท่านเรียกนางนาคปีศาจขึ้นมาสนทนากัน… ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้ แล้วท่านมานั่งขัดเกลาจนเป็นมัน ท่านนำขึ้นมาวัดระฆัง ท่านลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว… ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบซาลง”

สมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นพระเกจิเถราจารย์ผู้ทรงคุณทางด้านคาถาอาคม (โดยเฉพาะวัตถุมงคล “พระสมเด็จ” ของท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจภาคี หรือสุดยอดของพระเครื่องวัตถุมงคลหนึ่งในห้าของประเทศไทย)  ด้วยปฏิปทาจริยาวัตรและคุณวิเศษอัศจรรย์ของท่าน ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเคารพนับถือว่าท่านเป็นอมตะเถราจารย์รูปหนึ่งของเมืองไทย และมีผู้นับถือจำนวนมากในปัจจุบัน

ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพเมื่อวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 บนศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหม (วัดอินทรวิหารในปัจจุบัน)  ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แต่ได้ไปควบคุมการก่อสร้างองค์หลวงพ่อโตที่วัดบางขุมพรหม การก่อสร้างดำเนินมาได้เพียงพระนาภี (สะดือ) ท่านก็มรณภาพ

การก่อสร้างองค์หลวงพ่อโตดำเนินต่อมาด้วยแรงศรัทธาของเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารรูปต่อๆ มา ใช้เวลาทั้งสิ้น 60 ปี จึงแล้วเสร็จในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 (พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สูง 16 วา กว้าง 5 วา 2 ศอก)

สมเด็จพระพุฒาจารย์มีชีวิตอยู่ในสมณเพศ 65 พรรษา สิริอายุ 84 ปี 2 เดือน 5 วัน

Written by ksamphan

January 20, 2012 at 9:09 am

Posted in อื่นๆ

เลโอนาร์โด ดา วินชี

leave a comment »

เลโอนาร์โด ดิ เซอร์ ปีโร ดา วินชี (Leonardo di ser Piero da Vinci) คืออัจฉริยบุคคลผู้ก้าวข้ามพรมแดนของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เขาเป็นจิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค นักภูมิศาสตร์ นักทำแผนที่ นักพฤกษศาสตร์ และนักเขียน

เลโอนาร์โดได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของคนในยุคเรอเนสซองซ์ – ความกระหายใคร่รู้ของเขาดูจะตอบสนองได้ด้วยพลังในการประดิษฐ์คิดค้นของเขาเองเท่านั้น – และถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตรกรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แต่ความสนใจและความสามารถของเขานั้นขยายกว้างและหยั่งลึกในหลากหลายสาขาจนดูเหมือนไร้ขอบเขต

เลโอนาร์โดเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1452 ที่เมืองฟลอเรนซ์ เขาเป็นบุตรของ ปีโร ดา วินชี (Piero da Vinci) ผู้มั่งคั่ง กับหญิงชาวนาชื่อแคเทอรินา (Caterina) เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของ แอนเดรีย เวอร์รอกคิโอ (Andrea Verrocchio) ศิลปินมีชื่อคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ การทำงานกับเวอร์รอกคิโอทำให้เลโอนาร์โดได้ฝึกฝนทั้งทักษะในการทำงานศิลปะและทักษะในด้านอื่นๆ เช่น การหลอมโลหะ การทำเครื่องหนัง เครื่องยนต์กลไก การทำงานไม้ การหล่อปูนพลาสเตอร์ เป็นต้น

เมื่ออายุได้ 20 ปี เลโอนาร์โดได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมแห่งเซนต์ลุก ซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาศิลปินและแพทย์ และถึงแม้พ่อของเขาจะสร้างห้องทำงานให้ แต่เลโอนาร์โดก็ยังคงทำงานอยู่กับเวอร์รอกคิโอ ผลงานชิ้นแรกที่ปรากฏวันที่ของเลโอนาร์โดคือภาพของหุบเขาอาร์โนที่วาดด้วยปากกา มันถูกวาดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1473

บันทึกในปี 1476 ของศาลเมืองฟลอเรนซ์ระบุว่าเลโอนาร์โดและเด็กหนุ่มอีก 3 คน ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ต่อมาทั้งหมดก็พ้นความผิด เลโอนาร์โดยุติการทำงานกับเวอร์รอกคิโอในปี 1478 และนักเขียนนิรนามคนหนึ่งอ้างว่าในปี 1480 เลโอนาร์โดอาศัยอยู่กับตระกูลเมดิชี โดยทำงานอยู่ในสวนของจัตุรัสซานมาร์โคในเมืองเวนิซ

ในปี 1482 เลโอนาร์โด – ในฐานะนักดนตรีเปี่ยมพรสวรรค์ ตามข้อมูลของ จิออร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari) นักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 16 – ได้ประดิษฐ์พิณที่มีรูปร่างเหมือนหัวของม้า โลเรนโซ เดอ’ เมดิชี (Lorenzo de’ Medici) จึงส่งเขาพร้อมกับพิณดังกล่าวไปยังเมืองมิลาน เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับ ลูโดวิโค อิล โมโร (Ludovico il Moro) ดยุกแห่งมิลาน

เลโอนาร์โดทำงานอยู่ที่เมืองมิลานในช่วงปี 1482-1499 ผลงานของเขาในช่วงนี้คือภาพ พระแม่มารีแห่งภูผา (Virgin of the Rocks) และภาพ พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) นอกจากนี้ เลโอนาร์โดยังได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการวางผังเมือง การขุดคลองให้เชื่อมต่อกันเพื่อการสุขาภิบาล และการสร้างถนน 2 ชั้นแบบที่ปรากฏในยุคปัจจุบัน

ในปี 1499 เมื่อสงครามอิตาลีครั้งที่ 2 (1499-1504) ปะทุขึ้น เลโอนาร์โดจึงกลับไปที่เมืองเวนิซ เขาทำหน้าที่เป็นสถาปนิกและวิศวกรทางด้านการทหาร โดยคิดค้นวิธีป้องกันเมืองจากการโจมตีทางเรือ ก่อนจะย้ายไปทำงานให้กับ เซซาเร บอร์เจีย (Cesare Borgia) บุตรของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Pope Alexander VI) ที่เมืองเซเซนา ในปี 1502 โดยเขาได้คิดค้นแผนที่ป้อมปราการของเมือง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ แผนที่ที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในด้านการทหารยังเชื่อมโยงกับโครงการก่อสร้างเขื่อน เพื่อให้ลำคลองในเมืองมีน้ำตลอดทั้งปี

เลโอนาร์โดเริ่มวาดภาพ โมนา ลิซา (Mona Lisa) ในปี 1503 หรือ 1504 โดยวาซารีระบุว่า “…หลังจากนั่งมองมันอยู่ 4 ปี เขาก็คงปล่อยมันค้างอยู่อย่างนั้น…” ในเวลาต่อมา เลโอนาร์โดนำภาพนี้ย้ายตามเขาไปอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วย และมันถูกวาดจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน

ในเดือนตุลาคม 1515 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (Francois I of France) เสด็จพระราชดำเนินเยือนมิลาน และพระองค์ได้ทรงพบกับเลโอนาร์โอ ในปีต่อมา เลโอนาร์โดจึงย้ายไปทำงานให้กับพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ฝรั่งเศส และใช้ช่วงเวลา 3 ปีสุดท้ายของชีวิตที่นั่น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1519

การศึกษาเรียนรู้ตลอดทั้งชีวิตของเลโอนาร์โดปราศจากกำแพงแบ่งแยกกีดขวางใดๆ ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของเขาสร้างความตื่นตะลึงไม่แพ้ผลงานทางด้านศิลปะ เลโอนาร์โดบันทึกข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดในสมุดบันทึกความยาวประมาณ 13,000 หน้า ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนี้จะอยู่กับเขาตลอดเวลาในทุกที่ที่เขาเดินทางไป

ข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่กว้างขวาง ตั้งแต่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันอย่างรายการสิ่งของและรายชื่อลูกหนี้ ไปจนกระทั่งเรื่องราวที่สลับซับซ้อนอย่างการออกแบบปีกและชุดประดาน้ำ รายละเอียดการศึกษาใบหน้าและอารมณ์ รายละเอียดของสัตว์ต่างๆ ทารก พืช รูปแบบของหิน ยุทโธปกรณ์ เฮลิคอปเตอร์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ

ความสนใจในความเป็นอัจฉริยะของเลโอนาร์โดยังคงดำเนินต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ยังคงพยายามตีความงานเขียน วิเคราะห์ภาพวาด และตามหาภาพวาดที่ปรากฏในบันทึกแต่ยังค้นหาไม่พบ ด้วยความรู้ที่แตกฉานในทุกๆ สาขาวิชา เลโอนาร์โดได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาผู้ใดในโลกเสมอเหมือน และผู้คนในทุกวันนี้ก็ยังคงได้พบปะกับอัจฉริยะผู้นี้ไม่ต่างจากผู้คนในศตวรรษที่ 16

ถึงแม้จะผ่านมา 5 ศตวรรษแล้ว แต่ เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ยังคงเด่นเป็นสง่า โดยไร้ผู้ใดทัดเทียม

Written by ksamphan

January 20, 2012 at 5:18 am

Posted in อื่นๆ