K. Samphan

การถือพรตกับการตระหนักรู้ในเรื่องเพศ

leave a comment »

แปลจาก “Celibacy and the Awareness of Sexuality”
โดย อาจารย์ ธนสันติ (Ajahn Thanasanti)

ถ้าผู้เขียนมองย้อนกลับไปยังประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนสามารถมองเห็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ท่วมท้น พลังอันรุนแรง ความโศกเศร้าเจ็บปวดสุดจะหยั่ง ความหวาดกลัวอันร้ายกาจ ความรื่นรมย์สุดประมาณ และความแน่วนิ่งของหัวใจที่สุขสงบ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นประตูสู่การเรียนรู้ และก็เป็นผลอันเนื่องมาจากการเรียนรู้เช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในเรื่องทางเพศของผู้เขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนอยากจะทำการสำรวจในที่นี้

หากจะกล่าวโดยระบุแน่ชัด ผู้เขียนอยากจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทางเพศกับความก้าวร้าวรุนแรง และเรื่องเพศกับความเมตตากรุณา เราจำเป็นจะต้องเข้าใจแง่มุมทางเพศเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ถือพรตหรือไม่ก็ตาม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสู่การตื่นรู้ในเงื่อนไขปัจจัยทั้งมวลของการเป็นมนุษย์

ตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปี ครูสอนธรรมะส่วนใหญ่ของผู้เขียนเป็นผู้ชาย บางครั้ง ครูบางท่านที่กล้าหาญและมีความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จะพูดถึงเรื่องเพศด้วยภาษาที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความเข้าใจและเชื่อมต่อถึงได้ ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณท่านเหล่านั้นสำหรับความกล้าหาญและความเห็นอกเห็นใจ ในการนำแสงสว่างและความชัดเจนมาสู่ห้วงน้ำลึกของเรื่องราวเหล่านี้ เมื่อครั้งที่ผู้เขียนยังเป็นฆราวาส ผู้เขียนเคยได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องทางเพศซึ่งผู้เขียนไม่สามารถต่อติดได้ นั่นคือการอธิบายเรื่องเพศในฐานะของการครอบงำ การเป็นเรื่องรูปกายภายนอก และแรงดึงดูดแบบดิบหยาบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ อันมีแรงปรารถนาในการสนองตอบความพึงพอใจเป็นพลังขับดัน ทั้งหมดนี้ปราศจากความรักและความเคารพนับถืออย่างจริงใจโดยสิ้นเชิง

สำหรับผู้เขียน การแสดงออกทางเพศที่ผู้เขียนรู้จักมักคุ้นมากที่สุดนั้นมาพร้อมกับความอ่อนโยนและความเอาใจใส่ ความยิ่งใหญ่แผ่กว้าง ความรื่นรมย์ และการเปิดกายและใจเพื่อให้และรับสัมผัสของชีวิตที่ส่งผ่านถึงกันและกัน การได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องทางเพศที่เน้นว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณความต้องการของมนุษย์ เป็นแรงขับดิบหยาบของการตอบสนองความต้องการทางกายซึ่งเกี่ยวพันกับการเคลื่อนที่ของพลังและความก้าวร้าว จึงฟังดูเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมา ผู้เขียนก็ตระหนักว่าสิ่งที่ครูอาจารย์ได้อธิบายเอาไว้ ในความเป็นจริง มันก็อยู่ภายในตัวผู้เขียนเอง

การเติบโตที่แคลิฟอร์เนียในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ซึ่งปราศจากพรมแดนขวางกั้นและกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมในเรื่องการคบหาดูใจและความสัมพันธ์ทางเพศ ผู้เขียนต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อเรียนรู้ว่าการดูแลเอาใจใส่นั้นจำเป็นมากเพียงใดสำหรับการประคับประคองความสัมพันธ์ที่ดี ผู้เขียนต้องค้นพบด้วยตัวเองถึงผลกระทบของความใกล้ชิดทางเพศและระดับที่เราถูกกระทบภายในด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึก และกรรมในรูปแบบต่างๆ ของคู่ครองของเรา ผู้เขียนค้นพบความสำคัญของการพิจารณาในทุกแง่มุมของความสัมพันธ์อย่างมีสติ และรู้ชัดถึงแรงขับต่างๆ ที่กำลังทำงานอยู่ เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมองให้เห็นธรรมชาติของความปรารถนา ธรรมชาติของความพึงพอใจ วิถีทางของการไขว่คว้ายึดติด และความหวาดกลัวการปฏิเสธและการสูญเสีย เช่นเดียวกันกับผลของห้วงอารมณ์เหล่านี้ที่มีต่อร่างกายและจิตใจ เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตระหนักว่า การไขว่คว้าหาความรัก การยอมรับ และการบรรลุผล เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ และเป็นช่วงจังหวะของชีวิตทางเพศของพวกเรา

หลังจากที่ผู้เขียนตัดสินใจใช้ชีวิตในฐานะนักบวช ผู้เขียนจำได้ว่ามีคนไม่กี่คนที่กล่าวคำอวยพรให้ผู้เขียน “เอาล่ะ ฉันหวังว่าในระหว่างทางที่เธอเดินทางไปวัด เธอจะได้พบชายในฝัน และเธอก็ตกหลุมรักเขา” ผู้เขียนเข้าใจว่าพวกเขาหมายความว่าอย่างไร พวกเขาอยากให้ผู้เขียนมีความสุข และสำหรับพวกเขา การเดินบนเส้นทางธรรม หมายถึงการเลือกที่จะมีชีวิตโดยปฏิเสธความต้องการของตัวเอง

ในวัฒนธรรมของเรา ประสบการณ์ชีวิตสุดซาบซึ้งใจคือการบรรลุในความสัมพันธ์แบบโรแมนติก กลยุทธ์ของการโฆษณาและภาพยนตร์ต่างๆ ล้วนมุ่งไปสู่ความพึงพอใจและความสุขที่มาจากการตกหลุมรักและการได้อยู่ในห้วงอารมณ์โรแมนติก มันกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการมีชีวิตที่สมบูรณ์

ใครก็ตามที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่แข็งแรงพอควร ต่างรู้ดีว่าความสัมพันธ์นั้นจะนำความสุขความพึงพอใจมาให้มากมาย เช่นเดียวกับศักยภาพในการสำรวจตรวจสอบอย่างได้ผลและการเรียนรู้ แต่ใครก็ตามที่อยู่ในความสัมพันธ์ก็ย่อมจะรู้ดีอีกเช่นกันว่ามันไม่ได้หวานหอมเสมอไป มันสามารถมีช่วงเวลาที่ความสนิทสนมผูกพันกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ หนึ่งในประสบการณ์ที่อ้างว้างที่สุดคือการที่คนสองคนอยู่ใกล้ชิดกันแต่กลับคล้ายอยู่ห่างไกลกันที่สุดในเวลาเดียวกัน บางครั้งมันกลับกลายเป็นความน่ารังเกียจขยะแขยง ผู้เขียนยังจดจำเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังอันนำไปสู่การไล่ติดตาม การทำลายข้าวของ การพยายามฆ่าตัวตาย และการทำร้ายร่างกาย

ดังนั้น ความรักที่สมบูรณ์จะนำความสุขสมหวังมาให้ ในขณะที่ความรักอันแหว่งวิ่น ซึ่งถูกปกคลุมด้วยความต้องการ ความริษยา และพละกำลัง สามารถนำพาไปสู่ฝันร้าย และง่ายที่จะแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง ความรักประเภทนี้คือการติดยึด มันไม่ใช่ความรักที่แท้จริง การไขว่คว้ายึดครองไม่อาจเติมเต็มที่ว่างได้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุของความผิดหวังทุกข์ระทม เมื่อเรามองไม่เห็นความทุกข์ระทมในชั่วขณะที่มันเกิดขึ้น ปฏิกิริยารุนแรงที่เกิดขึ้นตามมาคือการประณามที่ต้นเหตุ แทนที่จะเป็นการทำความเข้าใจการตอบสนอง

ในปี 1989 หลังจาก 10 ปีของการเป็นฆราวาสผู้ฝึกปฏิบัติ ผู้เขียนก็มุ่งเข้าสู่เส้นทางของนักบวช ไม่นานหลังจากนั้น นักบวชรุ่นพี่ที่เคารพรักก็เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อตอนที่ท่านบวชใหม่ๆ ท่านรู้สึกเสียใจมาก เพราะก่อนหน้านั้นท่านยังสามารถรื่นรมย์กับตัณหาราคะอันอุดมได้ ท่านช่างจริงใจและเปิดกว้างกับเรื่องนี้จริงๆ ซึ่งมันทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีมากๆ หลายปีต่อมา ผู้เขียนก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นในฐานะนักบวช

ผู้เขียนคิดว่าตนเองรู้อะไรบ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับร่างกาย พลังงาน วัฏจักรของอารมณ์ความรู้สึก และเรื่องราวทางเพศ ผู้เขียนคิดว่าตนเองเข้าใจเพศชาย ผู้เขียนประหลาดใจมากที่ค้นพบว่ายังมีอะไรอีกตั้งมากมายที่ผู้เขียนไม่รู้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านร่างกายและจิตใจ มันส่งผลอะไรบ้างต่อส่วนต่างๆ ของระบบ และเพศชายกับเพศหญิงรับรู้เรื่องราวต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับวิถีของนักบวชซึ่งอุทิศตัวเพื่อการตื่นรู้และการสำรวจตรวจสอบ เป็นสถานะที่การควบคุมได้รับการบ่มเพาะ และเป็นสถานะที่สิ่งรบกวนมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากเมื่อเทียบกับสถานะอื่น แต่ระบบพลังงานของคนผู้นั้นกลับเพิ่มประสิทธิภาพ และสิ่งเรียบง่ายคุ้นเคยก็กลับกลายเป็นหนักหน่วงรุนแรง

หลังจากเข้าสู่วิถีธรรม ผู้เขียนเริ่มชื่นชมในสิ่งที่ภิกษุและอาจารย์สอนธรรมะเพศชายได้เคยกล่าวเอาไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องทางเพศกับความก้าวร้าวรุนแรง ผู้เขียนสามารถรู้สึกถึงพลังที่ใช้ในการดึงดูดและเกาะกุมความสนใจของผู้คน ผู้เขียนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอารมณ์ความรู้สึกแปรผันได้อย่างรวดเร็วเพียงใด และความต้องการทางเพศถูกกระตุ้นเร้าได้จากสิ่งต่างๆ มากมายเพียงใด ไม่เพียงเฉพาะการแสดงออกอย่างเปิดเผยจริงใจและอ่อนโยนนุ่มนวลเท่านั้น ผู้เขียนสามารถมองเห็นการทำงานของแรงปรารถนา และรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของจิตใจที่มุ่งไปสู่ความสนุกสนานรื่นรมย์ ผู้เขียนสามารถมองเห็นว่ากลยุทธ์ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความรื่นรมย์อันไม่สิ้นสุด—ไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือในความสัมพันธ์กับผู้อื่น—นั้นมักจะอยู่บนพื้นฐานของการควบคุม การแข่งขัน การมองเห็นเป็นวัตถุ และความปรารถนาที่จะจำกัดพื้นที่ของคนคนหนึ่ง

เมื่อกระบวนการดังกล่าวเป็นที่แจ่มชัดสำหรับผู้เขียน ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องทางเพศกับความก้าวร้าวรุนแรงก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากพลังงาน ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก ล้วนเป็นสัญญาณของพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะเฉพาะที่มันได้รับ เรามักจะถูกดูดกลืนจากลักษณะเฉพาะเหล่านี้ ในลักษณะเดียวกันกับการที่เรามุ่งความสนใจไปที่ประสบการณ์ของเรา สิ่งที่เราคิด รู้สึก และมีประสบการณ์ คือสิ่งที่มีค่ามหาศาล เมื่อมีพลังงานอยู่ในระบบเต็มที่ มันสามารถถ่ายเทออกไปในทุกทิศทาง ตัวอย่างเช่น พลังทางเพศซึ่งเผยตัวผ่านแรงปรารถนา ซึ่งถ้าหากไม่มีทักษะในการกดระงับก็สามารถทำให้เกิดความสับสน ความผิดหวัง และความโกรธ และเป็นเรื่องง่ายที่จะปลดปล่อยผ่านความก้าวร้าวรุนแรง

แม้กระทั่งผู้ที่มีทักษะในการควบคุมพลังงานให้ไหลเวียนไปทั้งระบบ ก็ยังจำเป็นจะต้องเข้าใจว่า ถึงที่สุดแล้ว เมื่อเกิดแรงปรารถนา ก็จะเกิดความเจ็บปวด—มี “ฉัน” ผู้มีความต้องการอยู่ตรงนี้ และบางสิ่งที่อยู่ภายนอกสมควรจะต้องตอบสนอง—เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องตระหนักถึงการใช้พลังงานในทางที่สร้างสรรค์และฝึกฝนการเปลี่ยนแรงปรารถนาไปเป็นบางอย่างที่เป็นประโยชน์ ความโศกเศร้าจะยังคงอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงมี “ฉัน” และอะไรบางอย่างที่ฉันอยากไขว่คว้าหรืออยากหนีมันไปให้พ้น

เราจำเป็นจะต้องเข้าใจเรื่องทางเพศและวิธีที่ความก้าวร้าวถูกเผยแสดงและถูกเก็บรับ เพื่อเป็นการเปิดรับประสบการณ์ชีวิต และเข้าสู่เงื่อนไขของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะมันนำเราไปสู่เขตแดนที่เรารู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ได้ และเป็นเขตแดนที่เราเผชิญหน้ากับบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเราเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดว่าเราควรจะเรียนรู้ทำความเข้าใจ

สำหรับผู้ถือพรต มันไม่ได้หมายถึงการกดบังคับหรือปฏิเสธชีวิตทางเพศ หรือเป็นการประณามเรื่องทางเพศหรือความสัมพันธ์ทางเพศ มันไม่ใช่การปฏิเสธชีวิต ข้อกำหนดทางด้านพฤติกรรมของผู้ถือพรตนั้นชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคือ เส้นทางสู่การรู้แจ้งและการทำความเข้าใจ และสำหรับผู้เขียน มันคือความรัก เมื่อมีชีวิตอยู่กับมันอย่างเต็มความสามารถ การถือพรตมีความสำคัญมาก มันคือการโอบกอด และเป็นวิถีชีวิตที่สร้างสรรค์ ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีสติเฝ้ามองการเผยตัวของเรื่องทางเพศในทุกทิศทาง และมีสติเฝ้ามองความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบอื่นๆ ของพลังงาน ด้วยวิถีแห่งการถือพรต ผู้นั้นจะกลมกลืนสอดคล้องกับชีวิตในฐานะมนุษย์

สำหรับผู้ที่สนใจในการทำความเข้าใจจุดสิ้นสุดของความทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้มองเห็นคุณค่าของการถือพรต มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันจะมีประโยชน์มาก เพราะเราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับรูปแบบของพลังงานที่ฝังลึกจนกลายเป็นนิสัยด้วยความมีสติ

หากเราต้องการปลดปล่อยหัวใจจากความทุกข์ เราจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับเรื่องทางเพศของเราอย่างจริงใจ เราจำเป็นต้องมีความกล้าที่จะมองอย่างตั้งใจในวิธีที่ความปรารถนา ความยึดมั่นถือครอง และพลังงาน เบียดแทรกเข้ามาอยู่ในประสบการณ์ของเรา เราต้องมองเห็นด้วยตัวเราเองว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสม และทำอย่างไรจึงจะทำให้การมีสติ ความเข้าใจ และการควบคุม สามารถพัฒนาเติบโตต่อไปได้ เราต้องถามตัวเองว่ายังมีที่ว่างสำหรับความสัตย์ซื่อและการมีคุณธรรมที่มากขึ้นหรือไม่

แล้วในเรื่องเกี่ยวกับความรักความเมตตาล่ะ? แต่ดั้งเดิม มีคำสอนว่าเราจำเป็นต้องมีความรักความเมตตาสำหรับตัวเราเองก่อนที่เราแผ่ขยายมันออกไปสู่คนอื่น การมีสติคือศูนย์รวมของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์แบบไหน การมีสติสามารถรับรู้รับทราบ การตัดสินและการฝืนต้านไม่มีความจำเป็น เมื่ออารมณ์ความรู้สึก การสัมผัสทางกาย ความตึงเครียดและการดิ้นรน อยู่ในห้วงของสติ ปฏิกิริยาตอบกลับของความต้องการและไม่ต้องการเก็บรับสัมผัสจะลดน้อยลง

ความเมตตามาจากการเปิดรับความทุกข์ด้วยมุมมองที่ถูกต้อง มันไม่ใช่ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ต่อผู้คนนับล้านในดินแดนห่างไกล มันเป็นเพียงความเมตตาพื้นฐานสำหรับการอยู่ร่วมกับสิ่งต่างๆ ที่เราได้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ ความเมตตาที่แท้จริงไม่ได้สร้างขึ้นมาจากความคิดหรือความรู้สึก มันคือความสามารถในการอยู่กับปัจจุบัน ณ ขณะต่อขณะอย่างมีสติรู้ตัว—ความเมตตาคือการมีสติ

เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมองให้เห็นว่า ในประสบการณ์ทั้งหมด มีเส้นทางที่มุ่งตรงไปสู่ความแน่วนิ่งของหัวใจ ไม่ว่าจะในห้วงโมโหโกรธเคืองหรือในความปรารถนาดิบเถื่อนเพื่อสนองความต้องการ จะมีเส้นทางมุ่งตรงไปสู่ความแน่วนิ่งของหัวใจเสมอ การเปลี่ยนแปลงขั้นลึกซึ้งเกิดขึ้นเมื่อจิตใจมีความเข็มแข็งเพียงพอที่จะใช้สติเข้าโอบคลุมความรู้สึก โดยปราศจากการปฏิเสธหรือการยอมรับมัน และโดยปราศจากการหลอมรวมไปกับมัน การผสานตัวเองเข้ากับประสบการณ์การรับรู้ของเราจะลดน้อยลง เราไม่มีความจำเป็นต้องได้รับสิ่งใด ไม่มีความจำเป็นต้องละทิ้งสิ่งใด หรือต้องเปลี่ยนแปลงการรับรู้เพื่อค้นหาสันติภาพ เพื่อเติมเต็ม และเพื่อผ่อนคลาย เพียงการผ่อนพักในห้วงแห่งสติ สันติภาพ การเติมเต็ม และการผ่อนคลาย จะถูกค้นพบ

หัวใจสุขสงบมั่นคงแห่งรักไม่ใช่มาร์ชเมลโลว์หวานหยดย้อยที่คนคนหนึ่งละเลงไปทั่วจักรวาล—เมตตาไม่ใช่อะไรประเภทนั้น หัวใจสุขสงบมั่นคงแห่งรักคือความจริง มันจะเกี่ยวร้อยและพอเหมาะเมื่อเราเข้าใจการกระทำที่เหมาะสมของร่างกายและคำพูด และรู้สึกผ่อนคลายกับสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์อย่างเต็มที่ ตราบใดที่คนคนหนึ่งยังคงตัดตัวเองจากเรื่องทางเพศหรือความก้าวร้าว ผู้นั้นก็ปฏิเสธหนทางที่มุ่งเข้าสู่หัวใจ “การตัดขาด” ไม่ได้หมายถึงการไม่สามารถแสดงออก มันหมายถึงการไม่สามารถรับรู้และเข้าใจพลังงานอย่างเต็มที่ และอนุญาตให้มันไหลเวียนและเปลี่ยนรูป ผู้เขียนเห็นว่าการบรรลุนิติภาวะทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นเมื่อเราสามารถมองทะลุผ่านผ้าคลุมของโลก ซึ่งเป็นเขตแดนอันยิ่งใหญ่สำหรับการรับรู้ของมนุษย์ และปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างนำเรากลับสู่ความแน่วนิ่งมั่นคงของหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

จากประสบการณ์ของผู้เขียน หัวใจจะเปิดกว้าง พลังงานที่เคยเผยตัวผ่านเรื่องทางเพศหรือความก้าวร้าวยังคงแสดงออกผ่านทางหัวใจ แต่มันจะไม่ได้ฉาบทาด้วยแรงปรารถนาความรื่นรมย์ การครอบครอง หรือการควบคุม หัวใจเพียงแค่เปิดออก มันอนุญาต มันยอมรับ และมันเป็นสากล ไม่มีการระบุเจาะจงถึงใครคนหนึ่งที่ “ฉัน” รัก หรือใครคนหนึ่งที่หลงใหลชื่นชม “ฉัน” มันคล้ายกับการมอบความรักให้จักรวาลทั้งมวลมากกว่าตัวบุคคล มันไม่ใช่ความรักแบบแวววาวระยิบระยับ ซึ่งปฏิเสธผลักดันสิ่งที่ไม่เข้าพวก มันเป็นความรักที่ยั่งยืน—แน่วแน่มั่นคง มีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย

มีนักบวชหญิงท่านหนึ่งที่พวกเรารักมาก ซึ่งมาอยู่กับพวกเราเป็นบางช่วงที่อมราวตี ผู้เขียนจำได้ว่าท่านบอกว่า ในฐานะนักบวช ท่านรู้สึกเป็นอิสระจากเรื่องทางเพศมากกว่าในขณะที่ท่านเป็นฆราวาสเสียอีก ผู้เขียนเข้าใจในสิ่งที่ท่านบอก ในเขตแดนของการควบคุมอันเด่นชัด พวกเราให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มีการแนะนำแลกเปลี่ยน และสนับสนุนช่วยเหลือกัน สำหรับการปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามธรรมชาติ อนุญาตให้พลังเลื่อนไหลไปตามทิศทางของมัน เข้าใจมัน และอยู่อย่างสุขสงบร่วมกับมัน

เราไม่ได้พยายามเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น เราไม่ได้พยายามครอบงำหรือควบคุม เราไม่ได้พยายามมีชีวิตตามกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมที่สังคมยอมรับ ว่าชายหรือหญิงควรจะทำตัวอย่างไร เราได้รับกำลังใจสำหรับการเรียนรู้ว่าการมีชีวิตคืออะไร การเป็นมนุษย์คืออะไร การเป็นผู้หญิงคืออะไร การเป็นผู้ชายคืออะไร และเรียนรู้มันอย่างเต็มที่สมบูรณ์—ไม่ได้มากมายถึงขนาดที่พวกเราสามารถระบุได้ว่ามันคือตัวตนของเรา แต่ความรู้เหล่านี้ก็สามารถนำพาเราไปสู่หัวใจสุขสงบเปี่ยมรักอันมั่นคง

หนึ่งในพรอันมากมายของวิถีแห่งการถือพรตก็คือ บุคคลผู้หนึ่งไม่ได้ต้องการถูกยึดโยงเหมือนขนมปังเพรตเซล เราสามารถเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ มีชีวิตที่แท้จริง และอยู่ในความสุขสงบ

ปาจารยสาร ฉบับที่ 3 ปีที่ 33 (กรกฎาคม-สิงหาคม 2552)

Advertisements

Written by ksamphan

August 22, 2011 at 3:48 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: