K. Samphan

ทางเลือกของยุโรปกับปัญหาผู้อพยพ

leave a comment »

2-3 เดือนที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ได้กระหน่ำซัดเข้าใส่ยุโรป ในเดือนมกราคม หลังจากการชุมนุมประท้วงในประเด็นเรื่องเชื้อชาติครั้งรุนแรงที่สุดของอิตาลีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอิตาลีได้ส่งกองกำลังเข้ารื้อถอนที่พักอาศัยของผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ไม่มีงานทำทางภาคใต้ของประเทศ ในอังกฤษ เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะลดจำนวนผู้อพยพลงเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ หากเขาได้รับการเลือกตั้ง ในฝรั่งเศส ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้พูดถึง “เอกลักษณ์ของฝรั่งเศส” (French identity) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกีดกันชนกลุ่มน้อย แม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นมิตรกับผู้อพยพมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป ก็ผ่านประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อห้ามการก่อสร้างหอสูงบนสุเหร่า

ยุโรปมีจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นจุดหมายแรกสำหรับผู้คนที่มุ่งหวังจะมีอนาคตอันสดใสในต่างแดน ตั้งแต่ปี 2533 ผู้อพยพ 26 ล้านคนเดินทางเข้าสู่ยุโรป (20 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา) ที่นั่น พวกเขาช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มอัตราการเกิดของภูมิภาค และเปลี่ยนรูปโฉมของยุโรปตั้งแต่มาดริดจนถึงสต็อกโฮล์ม คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประมาณการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 ผู้อพยพจากยุโรปตะวันออกเพียงพื้นที่เดียวก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้ยุโรปถึง 50,000 ล้านยูโร หรือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ของภูมิภาค

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พึงพอใจกับผลประโยชน์ดังกล่าว ผู้อพยพนำมาซึ่งความวิตกกังวลว่าเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาของชาวยุโรปกำลังจะถูกทำให้สูญหายไป นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจยังทำให้เกิดความไม่สบายใจว่าพวกเขาจะเข้ามาแย่งงาน และจะเป็นการเพิ่มภาระทางด้านสวัสดิการของเจ้าของบ้าน จากแรงขับของความวิตกกังวล รัฐบาลจึงเริ่มหันมาเผชิญหน้ากับผู้ที่มาใหม่ อังกฤษและอิตาลีจำกัดจำนวนผู้อพยพ ขณะที่สเปนและสาธารณรัฐเชกยอมจ่ายเงิน เพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับบ้าน จากมาตรการต่างๆ และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้แรงงานอพยพลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีที่แล้ว

จากแนวโน้มดังกล่าว บทความของ สเตฟาน ทิล (Stefan Theil) ในนิตยสาร Newsweek ชี้ว่า มันได้นำพายุโรปมาสู่ทางเลือกที่ไม่น่าพิสมัย นั่นคือ จะโอนอ่อนต่อเสียงของประชาชนและไขกุญแจปิดประตู หรือจะแข็งขืนและเปิดประตูต้อนรับผู้อพยพที่มีทักษะในจำนวนที่มากกว่าเดิม การเลือกคือความยากในทางการเมือง แต่ทิลเห็นว่านี่เป็นส่วนสำคัญในการรับประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและจะเป็นผลดีในระยะยาว การเชิญชวนชาวต่างชาติอาจจะเป็นตัวเลือกที่แปลกในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่ายุโรปจะไม่อาจปฏิเสธพวกเขาได้ หากยุโรปผลักดันให้สังคมของตนเปิดและเลื่อนไหลมากขึ้น—ในรูปแบบเดียวกับแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา—ทิลเห็นว่ามันจะนำยุโรปไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ถ้าหากเลือกที่จะปิดประตู ยุโรปจะลงเอยแบบเดียวกับญี่ปุ่น นั่นคือ แห้งเหี่ยว หวาดกลัว และยอมจำนนกับการถดถอย

ผู้อพยพจำเป็นต่อยุโรปด้วยเหตุผลทางประชากรศาสตร์ อายุเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาคนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้มาใหม่ที่อายุน้อยก็คือสิ่งที่จะมาเติมช่องว่าง ในปีนี้ 10 จาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป มีอัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด ก่อนปี 2558 ปรากฏการณ์นี้จะแพร่ขยายไปทั้งยุโรป และก่อนปี 2578 ช่องว่างระหว่างอัตราการเกิดและอัตราการตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนต่อปี จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปจะมีจำนวนประชากรวัยทำงานน้อยกว่า 52 ล้านคนภายในปี 2593 ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นสำหรับการแข่งขันกับประเทศที่อ่อนวัยและมีชีวิตชีวากว่าอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งการดูแลประชากรสูงอายุของยุโรปเอง

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจในยุโรปต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เช่น วิศวกร ช่างเทคนิค และบุคลากรทางการแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ว่า GDP ของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า และจะมีตำแหน่งงานสำหรับแรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านตำแหน่ง เพื่อส่วนแบ่งจากเค้กก้อนดังกล่าว และเพื่อดูแลประชากรสูงอายุของตัวเอง ยุโรปจำเป็นต้องมีแรงงานที่มีทักษะมากกว่าในตอนนี้

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปต้องการแรงงานอพยพที่มีทักษะ 20 ล้านคนภายในอีก 20 ปีข้างหน้าเพียงเพื่อจะรักษาสถานะของตนเอาไว้ หากทำไม่ได้ ไม่เพียงยุโรปจะหดเล็กและยากจนลง แต่ยังต้องนั่งมองทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของตนโยกย้ายไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเบ่งบาน

แทนที่จะเปิดโอกาสให้กับแรงงานที่มีทักษะ นโยบายด้านผู้อพยพของประเทศในยุโรปกลับนำพาแรงงานไร้ฝีมือและผู้ลี้ภัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปมีผู้อพยพที่ไร้ทักษะจำนวน 85 เปอร์เซ็นต์ โดยมีผู้อพยพที่มีทักษะเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมากกว่า 55 เปอร์เซ็นต์

สเตฟาน ทิล กังวลว่า หากยุโรปไม่มีนโยบายที่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้อพยพ ปัญหาอันหนักหน่วงจะตกอยู่กับผู้อพยพจำนวน 47 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในยุโรป และมันจะผลักพวกเขาไปเป็นคนชั้นล่างที่กราดเกรี้ยวอย่างถาวร เขากล่าวว่า ผู้นำของยุโรปจะต้องเริ่มแก้ปัญหานี้ โดยการอธิบายให้ประชาชนของตนเข้าใจว่าผู้มาใหม่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศ และพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาค แรงงานที่มีทักษะคือกุญแจสำคัญในการทำให้ภาคธุรกิจและบริการสาธารณะของยุโรปดำเนินต่อไปได้ และตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชาวยุโรปวิตกกังวล ผู้อพยพไม่ได้ส่งผลต่อการว่างงานของประชาชนชาวยุโรป แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกด้วยซ้ำที่จะตกงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

แม้ว่าการบริหารจัดการที่ดีเกี่ยวกับผู้อพยพจะไม่ได้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและประชากรทั้งหมด แต่หากยุโรปไม่พยายามเปลี่ยนผู้อพยพที่มีอยู่ให้กลายเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และไม่มีนโยบายดึงดูดผู้อพยพที่มีความรู้และทักษะในการทำงาน ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของยุโรปจะไม่ค่อยสดใสนัก

ในช่วงขณะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Advertisements

Written by ksamphan

July 27, 2011 at 12:52 pm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: