K. Samphan

Archive for July 2011

10 เรื่องที่คุณพลาดในปี 2552: การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในโลกที่คุณไม่ได้หันไปมอง

leave a comment »

โดย โจชัว อี. คีติง (Joshua E. Keating), Foreign Policy, ธันวาคม 2552

ตลอดระยะเวลา 1 ปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้จนเราไม่อาจกวาดสายตาไปมองได้ถ้วนทั่ว หรือเราเองที่เป็นฝ่ายเลือกที่จะไม่หันไปมองด้วยสาเหตุร้อยพัน กระทั่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของตัวเราเอง บางทีเราก็จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นช่วยเฝ้ามองและสังเกต
กิจกรรมของมนุษย์คงดำเนินต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่โลกใบนี้ยังคงดำรงอยู่ และผลจากกิจกรรมเหล่านั้นก็จะสะท้อนกลับมาสู่ผู้คนบนโลก

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราส่วนใหญ่อาจไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ

จากความร่วมมือด้านกองทัพเรือ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสมดุลของพลังอำนาจทางการทหารในระหว่างสองภูมิภาค ความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยในระบบการออกหนังสือเดินทางของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงเส้นทางใหม่ล่าสุดของการเดินทางบนโลกใบนี้

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2552 ซึ่งไม่อยู่ในความสนใจของผู้คนในวงกว้าง แต่แฝงฝังนัยสำคัญต่อความเป็นไปของผู้คนบนโลกจนไม่อาจมองข้ามเพิกเฉย

1. เส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจ

การเดินทางผ่านเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในความสนใจของผู้คนมาช้านาน ในเดือนกันยายน 2552 เรือสินค้าจากเยอรมนี 2 ลำสร้างประวัติศาสตร์ในการเดินทางจากเอเชียตะวันออกสู่ยุโรปตะวันตกผ่านเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเชื่อมระหว่างรัสเซียกับอาร์กติก ก่อนหน้านี้ น้ำแข็งทำให้การเดินทางเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องขอขอบคุณอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นซึ่งทำให้ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ “มันแทบไม่มีน้ำแข็งอยู่ในเส้นทางเลย” กัปตันวาเลรี ดูรอฟ (Valeriy Durov) บอกกับ BBC “เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ผมทำงานอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอาร์กติก ผมไม่สามารถจินตนาการถึงอะไรแบบนี้ได้เลย”

ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณไปถามใคร เส้นทางนี้เปรียบได้กับเหมืองทองสำหรับอุตสาหกรรมเรือขนส่งสินค้า มันช่วยย่นระยะทางและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับการเดินทางจากเอเชียสู่ยุโรป แต่สำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวนี้คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจกำลังดำเนินไปสู่จุดที่เป็นอันตราย

ความเห็นล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ อีกสิบปีข้างหน้า น้ำแข็งในอาร์กติกส่วนใหญ่อาจจะละลายในช่วงฤดูร้อน ซึ่งผลที่จะตามมา—ระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก และการสูญพันธุ์ของสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ—นั้นเป็นที่รับรู้กันดี นอกจากนี้ อากาศที่อบอุ่นยังเปิดทางให้กับความเป็นไปได้ในการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ รัสเซียซึ่งปักธงอยู่ภายใต้ผืนน้ำแข็งอาร์กติกอยู่ก่อนแล้ว ได้อ้างสิทธิ์ในเส้นทางเข้าสู่ทรัพยากรธรรมชาติสายใหม่นี้ อันนำมาซึ่งความวิตกกังวลของประเทศใกล้เคียง เส้นทางสายใหม่นี้จะนำผลประโยชน์มาให้รัสเซียผ่านทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่ท่าเรือทางฝั่งตะวันออก อุณหภูมิของการขับเคี่ยวเพื่อผลประโยชน์มหาศาลของอาร์กติกกำลังพุ่งสูงขึ้น แม้แต่ประเทศที่รักสันติอย่างแคนาดาก็ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเผชิญหน้าทางการทหารที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้

2. จุดเสี่ยงใหม่ในอิรัก

ขณะที่สื่อมวลชนระหว่างประเทศและแวดวงปัญญาชนได้หันเหความสนใจไปที่คาบูล (Kabul) ข่าวสารเกือบทั้งหมดที่ออกมาจากแบกแดด (Baghdad) ก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจ นี่เป็นโชคร้าย เพราะแม้ว่าจำนวนเหตุรุนแรงในอิรักจะลดลง แต่ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ห่างไกลจากจุดสิ้นสุด นับตั้งแต่การโจมตีเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่องของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ผู้ลี้ภัยจำนวน 2.7 ล้านคนที่ยังคงอยู่ในประเทศ และการเมืองที่ยังสมัครสมานปรองดองกันไม่ได้ อิรักยังคงมีจุดเสี่ยงอีกหลายจุดที่สามารถทำลายกระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดอาจจะคือความหวาดกลัวที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างชาวอิรักเชื้อสายอาหรับกับชาวเคิร์ด

ความสนใจที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้เน้นความสำคัญไปที่การอ้างสิทธิ์ของชาวเคิร์ดในเมืองเคอร์คุก (Kirkuk) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมัน แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า การพัฒนาเมืองไนน์เวห์ (Nineveh) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง—เมืองนี้อยู่ทางเหนือของเมืองโมซุล (Mosul)—อาจจะเป็นชนวนที่รอวันปะทุ พื้นที่นี้อยู่ทางใต้ของเขตแดนชาวเคิร์ด และมีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการจะแยกดินแดนไปเป็นประเทศเคอร์ดิสถาน (Kurdistan) หลังจากการบุกของกองทัพสหรัฐฯ ชาวเคิร์ดได้กลายเป็นผู้นำทางการเมืองในไนน์เวห์ สาเหตุหลักเป็นเพราะความเฉยเมยของชาวซุนนีย์ และการตั้งกองทหาร เพซเมอร์กา (peshmerga) ของชาวเคิร์ดขึ้นในพื้นที่ เพื่อความพยายามในการควบคุมเมือง

มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2552 เมื่อชาวซุนนีย์เดินขบวนประท้วงบริเวณพรรคอัล-ฮัดบา (al-Hadba) พรรคชาตินิยมของชาวอาหรับ ซึ่งประกาศนโยบายต่อต้านกองทหารเพซเมอร์กา และจะต่อสู้กับอิทธิพลของชาวเคิร์ด ทำให้พรรคได้รับชัยชนะอย่างหวุดหวิดในการเลือกตั้งที่เมืองไนน์เวห์ พรรคภราดรภาพเคิร์ด (Kurdish Fraternal List) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหลักของชาวเคิร์ด เดินออกจากที่ประชุมสภาของเมือง และประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมจนกว่าสมาชิกพรรคจะได้รับตำแหน่งผู้นำระดับอาวุโส

ปัญหาจากทั้งสองด้านนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการโจมตีจากกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระเบิดรถบรรทุกซึ่งทำให้ชาวเคิร์ดเสียชีวิต 20 คนในเดือนกันยายน 2552 ทางการอิรักและสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งในเมืองไนน์เวห์มากขึ้น ในฐานะปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำลายเสถียรภาพในอิรัก “หากไม่มีการเจรจา ความเสี่ยงที่ไนน์เวห์จะทำให้ทั้งประเทศต้องล้มครืน” ลูลูวา อัล-ราชิด (Loulouwa al-Rachid) นักวิเคราะห์อาวุโสของกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) กล่าวในเดือนกันยายน สัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าสถานการณ์กำลังตึงเครียดก็คือ กองทัพสหรัฐฯ ยังคงออกลาดตระเวนในเมืองโมซุลอีกหลายเดือนหลังจากการถอนกำลังอย่างเป็นทางการจากเมืองอื่นๆ ในอิรัก

3. สายด่วนสำหรับจีนและอินเดีย

“สายด่วน” ระหว่างผู้นำระดับโลก—เช่นเดียวกับ “โทรศัพท์สีแดง” (red telephone) ระหว่างมอสโกกับวอชิงตันภายหลังกรณีวิกฤตขีปนาวุธของคิวบา—ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด จีนและสหรัฐฯ นั้นมีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับอินเดียและปากีสถาน ในปี 2552 ผู้นำของอินเดียและจีนตกลงที่จะสร้างกลไกนี้ขึ้นระหว่างนิวเดลีกับปักกิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเขตแดน ว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งหลักของโลกที่มีหลายขั้วอำนาจในปัจจุบัน

มหาอำนาจใหม่ของเอเชียทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องพื้นที่บริเวณเขตทาวังแถบเทือกเขาหิมาลัย (Himalayan region of Tawang) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอรุณาจัลประเทศ (Arunachal Pradesh) ของอินเดีย ซึ่งจีนอ้างว่าในประวัติศาสตร์ พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิเบต ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนจีน ทั้งสองประเทศทำสงครามแย่งดินแดนแห่งนี้ในปี 2505 ซึ่งทำให้ทหารเสียชีวิตมากกว่า 2,000 นาย องค์ดาไล ลามะ (Dalai Lama) ซึ่งพำนักอยู่ในอินเดีย มีอิทธิพลอย่างมากในการแก้ปัญหาของพื้นที่ที่มีประชากรเชื้อสายทิเบตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งยิ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ มีทหารถูกส่งเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น และเอกสารของกองทัพอินเดียระบุว่ามีการปะทะกันบริเวณชายแดนทั้งหมด 270 ครั้ง และมีมากกว่า 2,300 กรณีที่ระบุว่าเป็น “การลาดตระเวนที่รุกล้ำเขตแดน” (aggressive border patrolling) จากฝ่ายจีนในปี 2551 มันโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรีของอินเดีย ได้เดินทางมายังพื้นที่นี้ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการแสดงการประท้วงอย่างเป็นทางการและเป็นมาตรการตอบโต้ปักกิ่ง

ในเดือนมิถุนายน Times of India รายงานว่า ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา (Hu Jintao) ของจีน ให้คำแนะนำกับซิงห์ว่า สายด่วนจะช่วยให้ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหาร—หรือแม้แต่นิวเคลียร์—ระหว่างทั้งสองประเทศ แม้ว่าจะเป็นการป้องกันที่รอบคอบ แต่สายด่วนก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าทาวาง (Tawang) ก็มีสถานะไม่ต่างจากแคชเมียร์ (Kashmir) ในฐานะจุดเสี่ยงที่อันตรายที่สุดของเอเชีย

4. ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ฟองใหม่?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกประสบกับวิกฤตทางการเงินก็คือ การคาดการณ์ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ แม้ว่าทรัพย์สินจำนวนมหาศาลจะถูกยึด และระบบเศรษฐกิจของโลกจะได้รับผลกระทบ แต่เจ้าของบ้านชาวอเมริกันอาจจะกำลังเริ่มทำในสิ่งที่ผิดพลาดแบบเดิมอีกครั้ง

หลังจากบอบช้ำจากราคาที่ลดต่ำลงเดือนต่อเดือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาบ้านในสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2552 ดัชนี S&P/Case-Shiller ซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดสำหรับดัชนีชี้วัดราคาบ้านในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.4 เปอร์เซ็นต์ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม จากข้อมูลของ 18 ใน 20 เมือง ราคาบ้านยังคงต่ำกว่าราคาของปี 2551 อยู่ 13.3 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็ยังน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดอื่นๆ ที่ผลออกมาในทางบวก รวมถึงยอดขายบ้านและโครงการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น “เราได้ค้นพบจุดต่ำสุดแล้ว” นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งบอกกับ New York Times

แต่ โรเบิร์ต ชิลเลอร์ (Robert Shiller) นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นหนึ่งในผู้คิดค้นดัชนีดังกล่าว เห็นว่าตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเตือนมากกว่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เขาชี้ว่าข้อมูลจากการสำรวจแสดงถึงการที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่คิดว่าบ้านของพวกเขาจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมโหฬารในทศวรรษต่อไป เขากังวลว่า “วิธีคิดแบบฟองสบู่” (bubble thinking) จะกลับมาอีกครั้ง

“มันกลับกลายเป็นว่า การพุ่งขึ้นสูงสุดและลดลงต่ำสุดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากกลายเป็นนักเก็งกำไร” เขาเขียนไว้ใน New York Times

วิธีแก้ปัญหาวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลอาจจะนำไปสู่ปัญหาใหม่—สนับสนุนการซื้อบ้านที่ไม่มีความรับผิดชอบของประชาชนที่ไม่สามารถรับภาระนี้ได้—Federal Housing Administration (FHA) ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้จำนองเกือบสองล้านรายในปี 2552 มองเห็นอัตราส่วนของหนี้ที่ไม่ได้รับการชำระ ทรัพย์สินที่ถูกยึดซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์ในเดือนมิถุนายน และตัวแทนจำหน่ายที่สูญเสียเงินสำรองจากการไม่ได้รับชำระหนี้ คณะกรรมการของรัฐสภาได้รับการแต่งตั้งเพื่อตรวจสอบหนี้เสียเหล่านี้ แม้แต่ เบน เบอร์แนนเก้ (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ยังกล่าวว่าสภาคองเกรสควรชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียของการให้เงินกู้ของ FHA

แม้ดูเหมือนว่าราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะสั้น และรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงแจกจ่ายแรงจูงใจให้กับผู้ที่มีบ้าน แต่มีความเสี่ยงว่าพฤติกรรมเก็งกำไรแบบไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นสาเหตุของการถดถอยครั้งใหญ่ อาจจะกำลังกลับมา

5. พลังจากพลเรือนที่เลือนหาย

ในเดือนพฤศจิกายน 2550 โรเบิร์ต เกตส์ (Robert Gates) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังที่มหาวิทยาลัยแคนซัสสเตต เขายอมรับว่า “ผลสำเร็จทางด้านการทหารไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะ” (military success is not sufficient to win) ต่อกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงดังเช่นในอิรักและอัฟกานิสถาน และเรียกร้องให้เพิ่มบทบาทและงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Agency for International Development: USAID)

ในอัฟกานิสถาน เมื่อเดือนมีนาคม 2552 ทีมงานของ บารัก โอบามา (Barack Obama) ดูเหมือนจะเดินตามแนวทางดังกล่าวด้วยการเรียกร้อง “พลังของพลเมือง” (civilian surge) จากกระทรวงการต่างประเทศและ USAID ในการทำงานร่วมกับทหารสหรัฐฯ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นในอัฟกานิสถาน “สิ่งที่เราไม่สามารถทำได้คือการคิดแค่เพียงว่าแนวทางด้านการทหารในอัฟกานิสถานจะสามารถแก้ปัญหาของเราได้” โอบามากล่าวในรายการ 60 Minutes ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เกตส์เสนอ

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่หนึ่งเดือนต่อมา รัฐบาลก็ขอให้เกตส์ส่งทหาร 300 นายเข้าไปทำหน้าที่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญฝ่ายพลเรือนในอัฟกานิสถาน เนื่องจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานจากฝ่ายพลเรือนมีไม่เพียงพอ มิเชเล ฟลัวร์นอย (Michele Flournoy) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่ารัฐบาล “กำลังเล่นเกมไล่จับ” หลังจากที่ไม่ได้สร้างผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายพลเรือนมานานหลายปี

เพนตากอนเองก็ต้องเข้าไปรับงานต่อจากกระทรวงการต่างประเทศในปากีสถาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่ทหารสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังจากงบประมาณสนับสนุนการทำงานผ่านการอนุมัติในเดือนมิถุนายน เพนตากอนก็แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการงบประมาณ 400 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของกองทัพปากีสถานในการต่อสู้กับกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง ปกติความช่วยเหลือจากกองทัพในด้านนี้จะมีที่ปรึกษาจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่เกตส์ รวมทั้งผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ พลเอกดาวิด เพเทรียส (Gen. David Petraeus) เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศขาดความสามารถในการทำหน้าที่ดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศอาจจะยังคงทำงานตามวิสัยทัศน์ของเกตส์และโอบามา—แผนในการสร้าง “หน่วยงานฝ่ายพลเรือน” ซึ่งสามารถส่งพลเมือง 400 คนเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้ง ดูจะเป็นไปได้—และกระทรวงการต่างประเทศก็ตอบรับที่จะเข้ามาดูแลงบประมาณต่อต้านกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในปากีสถานในที่สุด แต่สำหรับตอนนี้ ความฝันที่จะเห็นพลเมืองทำหน้าที่ได้ทัดเทียมกับทหารดูเหมือนจะยังห่างไกล แอนโทนี คอร์เดสแมน (Anthony Cordesman) นักวิเคราะห์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่อัฟกานิสถานกล่าวว่า “เราต้องหยุดพูดถึง ‘พลังที่ดูดี’ (smart power) ราวกับว่าเรามีมันแล้ว”

6. พันธมิตรทางสายน้ำระหว่างปักกิ่ง-บราซิล

ตั้งแต่จีนซื้อเรือบรรทุกเครื่องบินเก่าจากโซเวียตแบบไม่เป็นความลับในทศวรรษ 2530 ยุทธศาสตร์อันทะเยอทะยานทางด้านกองทัพเรือของจีนก็อยู่ในความสนใจของนักวิเคราะห์ทางด้านการทหาร ในเดือนมีนาคม 2552 พลเอกเหลียง กวงเลี่ย (Gen. Liang Guanglie) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จีนวางแผนที่จะริเริ่มโครงการผลิตเรือบรรทุกเครื่องบิน อันเป็นการส่งสัญญาณถึงญี่ปุ่น “เราจำเป็นต้องพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบิน” เพนตากอนคิดว่า กองทัพเรือของกองกำลังปลดปล่อยประชาชน (The People’s Liberation Army Navy: PLAN) จะสามารถมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใช้งานได้จำนวนหนึ่งภายในอีก 10 ปี ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณนับร้อยล้านดอลลาร์ ด้วยประสบการณ์ที่จำกัดทางด้านการบินและการเดินเรือ จีนจึงต้องการกัปตันและนักบินเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้ทันเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าจีนจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำการฝึกฝน

ปัญหาก็คือ มีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน สหรัฐฯ นั้นไม่ค่อยสนใจที่จะช่วยเหลือกองทัพจีน ฝรั่งเศสถูกห้ามจากมาตรการของสหภาพยุโรป ส่วนรัสเซียก็กำลังมุ่งความสนใจไปที่ความร่วมมือทางด้านการทหารกับเพื่อนบ้านมหาอำนาจทางตอนใต้ของประเทศ ที่เหลือคือบราซิล ซึ่งยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เจ้าหน้าที่ของ PLAN นำเรือบรรทุกเครื่องบินอายุ 52 ปีไปใช้ทำการฝึกฝน มันชื่อ เซา เปาโล (ซื้อมาจากฝรั่งเศสในปี 2543) เนลสัน โจบิม (Nelson Jobim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของบราซิล เปิดเผยโครงการผ่านบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมบราซิลในเดือนพฤษภาคม 2552 แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ถึงข้อตกลงที่แท้จริง แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าจีนน่าจะช่วยออกเงินค่าซ่อมบำรุงเรือเซา เปาโล ที่ใช้งานมานานแล้วเป็นการแลกเปลี่ยนกับโปรแกรมการฝึกฝน เว็บไซต์กองทัพเรือของจีนบอกเป็นนัยว่าจีนอาจจะช่วยเหลือบราซิลในการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และโจบิมเองก็กล่าวว่า เขาหวังว่าโครงการนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือทางการทหารในด้านอื่นๆ

สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจทางทะเลในเอเชียตะวันออกมายาวนาน แต่จีนก็กำลังไล่ตามสหรัฐฯ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีการออกกฎหมายในเรื่องที่ปักกิ่งเห็นว่าเป็นการรุกล้ำน่านน้ำของจีนอย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่จีนและอินเดียกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างอุปกรณ์ทางการทหารขนาดใหญ่—อินเดียกำลังวางแผนที่จะนำเรือบรรทุกเครื่องบินของรัสเซียมาใช้—เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเรือสหรัฐฯ อาจจะกำลังงีบหลับอยู่ก็ได้

กองทัพเรือสหรัฐฯ ประกาศต่อสาธารณะว่าเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนจะไม่ส่งผลกระทบกับสมดุลของพลังอำนาจในภูมิภาค แต่รายงานประจำปี 2552 ของเพนตากอนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกองทัพจีนเตือนว่า โครงการนำพาประเทศไปสู่ความทันสมัยสามารถทำให้ปักกิ่งมีทางเลือกสำหรับการข่มขู่ทางการทหารเพิ่มมากขึ้น

7. คนตายมีหนังสือเดินทาง

ตั้งแต่ปี 2550 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ระบบ e-passports ซึ่งมีชิปส์คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลทางชีวภาพเพื่อป้องกันการปลอม แต่โชคร้าย รายงานประจำเดือนมีนาคมของสำนักงานความโปร่งใสของรัฐบาล (Government Accountability Office: GAO) ชี้ว่า การปลอมหนังสือเดินทางความปลอดภัยสูงนี้ไม่ยากเลย แม้แต่คนที่มีทักษะในการปลอมเพียงเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่ของ GAO ได้รับหนังสือเดินทางสหรัฐฯ ของจริง 4 ฉบับโดยใช้ชื่อและเอกสารปลอม กรณีหนึ่ง เขาใช้หมายเลข Social Security ของผู้ชายที่เสียชีวิตในปี 2508 อีกกรณี เขาใช้หมายเลข Social Security ของเด็กอายุ 5 ขวบซึ่งปลอมขึ้นสำหรับการตรวจสอบก่อนหน้านี้ ร่วมกับ ID ที่แสดงว่าเขามีอายุ 53 ปี ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ผู้นี้ใช้หนังสือเดินทางปลอมซื้อตั๋วเครื่องบิน รับใบผ่านแดน และใช้มันผ่านด่านตรวจในสนามบินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (เมื่อได้รับข้อมูลการสืบสวนของ GAO กระทรวงการต่างประเทศเห็นด้วยว่ามีจุดบกพร่องสาหัสในขั้นตอนการออกหนังสือเดินทาง และจะเข้าไปจัดการจุดบกพร่องดังกล่าว)

มีมากกว่า 70 ประเทศที่เปลี่ยนมาใช้หนังสือเดินทางแบบมีข้อมูลชีวภาพ ซึ่งมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเป็นการปฏิวัติระบบรักษาความปลอดภัยในการเดินทางเข้าประเทศ อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของ GAO พิสูจน์ว่า แม้แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดก็ไม่สามารถทำให้ประเทศปลอดภัยได้ ตราบใดที่ระบบราชการอยู่เบื้องหลังความผิดพลาดเหล่านั้น

8. ฆาตกรเชเชนออกเดินทางท่องโลก

เดือนกรกฎาคม 2552 ทั่วโลกตกตะลึงกับการฆาตรกรรม นาทาลยา เอสเตมิโรวา (Natalya Estemirova) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ที่เชชเนีย (Chechnya) ความสงสัยพุ่งไปที่ แรมซาน คาดีรอฟ (Ramzan Kadyrov) ผู้ยิ่งใหญ่ชาวเชเชนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเครมลิน และตกเป็นเป้าหมายในการสืบเสาะของเอสเตมิโรวาอยู่บ่อยครั้ง แต่เอสเตมิโรวาก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์คาดีรอฟอีกหลายคนที่ถูกฆาตรกรรมในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ และมันแสดงให้เห็นว่าการอาศัยอยู่ในต่างประเทศไม่ใช่หลักประกันเรื่องความปลอดภัย ในเดือนมกราคม อูมาร์ อิสราอิลอฟ (Umar Israilov) อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคาดีรอฟถูกยิงเสียชีวิตที่ออสเตรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขากำลังหาที่ลี้ภัย อิสราอิลอฟเป็นผู้ที่ยื่นฟ้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights) โดยกล่าวหาว่าคาดีรอฟทำการลักพาตัวและทรมานผู้คน

ในเดือนมีนาคม อาลี โอซาเยฟ (Ali Osayev) ผู้ลี้ภัยและอดีตนักรบต่อต้านรัฐบาล ถูกฆาตรกรรมที่อิสตันบูล (Istanbul) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการสังหารอดีตผู้บังคับบัญชากลุ่มกบฏเชเชนที่อิสตันบูลเมื่อปลายปี 2551 ตามรายงานของตำรวจ ทั้งสามเหตุการณ์ใช้อาวุธชนิดเดียวกัน

เช่นเดียวกับในเดือนมีนาคม ซูลิม ยามาดาเยฟ (Sulim Yamadayev) ผู้บังคับบัญชากลุ่มกบฏกลุ่มหนึ่งที่ขับเคี่ยวกับกลุ่มของคาดีรอฟ ถูกฆาตกรรมที่ดูไบ (Dubai) รัสลาน (Ruslan) พี่น้องของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่แข่งในตำแหน่งประธานาธิบดีเชเชนกับคาดีรอฟ ถูกฆาตกรรมที่มอสโกในเดือนกันยายน 2551 องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) ออกหมายจับชาวรัสเซีย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมซูลิม รวมถึงสมาชิกของสภาดูมาจากพรรครัสเซียสามัคคี (United Russia) ของนายกรัฐมนตรี วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin)

มีความขัดแย้งหลบซ่อนอยู่ภายในภูมิภาคนี้โดยตัวมันเองอยู่แล้วในทุกๆ เรื่อง ยกเว้นความหนาวเย็น แม้ว่านโยบายที่ใช้ความรุนแรงของคาดีรอฟจะค่อนข้างประสบความสำเร็จในการปกครองเชชเนีย และเครมลินจะประกาศแผนการสวยหรูในการยุติความรุนแรงในดินแดนนี้เมื่อเดือนเมษายน แต่ก็มีความหวั่นวิตกเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงชาวมุสลิมได้เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่โดยรอบ อันนำมาซึ่งการระเบิดรถยนต์และการลอบสังหารในอินกูชีเทีย (Ingushetia) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอันวุ่นวายแห่งนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากความพยายามลอบสังหารในเดือนมิถุนายน

9. สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามกลางเมืองในอูกันดา

ในเดือนมกราคม เจฟฟรีย์ เจตเทิลแมน (Jeffrey Gettleman) จาก New York Time ได้เขียนบทความว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ช่วยวางแผนและให้เงินสนับสนุนกองทัพอูกันดาในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏกองทัพต่อต้านของพระเจ้า (Lord’s Resistance Army: LRA) ในภาคตะวันออกของคองโก ผลการโจมตีออกมาเลวร้าย ผู้นำกลุ่มกบฏหนีไปได้ และสังหารประชาชนไป 900 คน นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่ม LRA ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย โจเซฟ โคนี (Joseph Kony) ผู้นำทางศาสนาของกลุ่ม LRA ได้ลักพาตัวเด็กนับหมื่นคนเพื่อส่งเข้าเป็นทหารและทำการย่ำยีทางเพศตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในการทำสงครามกับรัฐบาลอูกันดา

กองบัญชาการของสหรัฐอเมริกาในแอฟริกา (United States Africa Command: Africom) ปกป้องบทบาทของพวกเขาในภารกิจดังกล่าว โดยกล่าวว่า ถึงอย่างไรการโจมตีก็จะต้องเกิดขึ้น และเป็นการ “เร็วเกินไปที่จะตัดสิน” เกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหรัฐฯ แต่ถ้าสมาชิกส่วนหนึ่งของสภาคองเกรสเห็นด้วย บทบาทของ Atricom ในความขัดแย้งก็จะเพิ่มมากขึ้น กฎหมายที่ร่างขึ้นโดยวุฒิสมาชิกรัสส์ ฟีนโกลด์ (Russ Feingold) และ แซม บราวน์แบ็ก (Sam Brownback) และเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากทั้งสองพรรค กำหนดไว้ว่าสหรัฐฯ ต้อง “กำจัดการคุมคามจาก LRA ผ่านการช่วยเหลือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และการศึกษา”

แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่มากที่ไม่เห็นด้วยกับการนำตัวโคนีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม—เขาปฏิเสธที่จะออกจากที่หลบซ่อนในป่านับตั้งแต่ศาลอาญาระหว่างประเทศพิพากษาเขาในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crimes against humanity)—แต่กฎหมายก็ตั้งคำถามถึงบทบาทที่เหมาะสมของ Africom ซึ่งในปัจจุบันทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกือบทุกด้าน และกำหนดให้สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับหนึ่งในประเทศที่มีการนองเลือดมากที่สุดและมีความขัดแย้งที่ซับซ้อนที่สุด การปรึกษาหารือน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำ

10. จาก ROTC สู่สายลับ

สำหรับการสร้างสายลับรุ่นใหม่เพื่อต่อกรกับการคุมคามใหม่ในระดับโลก CIA และหน่วยงานสืบราชการลับอื่นๆ ของสหรัฐฯ ได้เสนอโครงการเพื่อเสาะหาและฝึกฝนเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย จากรูปแบบของโรงเรียนผลิตนายทหาร (military’s Reserve Officers’ Training Corps: ROTC) ซึ่งใช้อยู่ในสถานศึกษาในสหรัฐฯ โครงการนี้จะเสาะหา “ชาวอเมริกันรุ่นที่ 1 และ 2 ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาและวัฒนธรรม และเตรียมพร้อมพวกเขาสำหรับการทำงานในหน่วยงานสืบราชการลับ” ตามรายละเอียดที่ เดนนิส แบลร์ (Dennis Blair) หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของชาติ ส่งให้กับสภาคองเกรส

แต่โครงการนี้ไม่เหมือนกับ ROTC ตามแนวทางที่ วอลเตอร์ พินคัส (Walter Pincus) จาก Washington Post ได้รับ ข้อมูลของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะถูกเก็บเป็นความลับ เพื่อป้องกันพวกเขาจากการสืบค้นของหน่วยสืบราชการลับของต่างชาติ สถาบันการศึกษาจะได้รับเงินสนับสนุนในการเปิดการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยสืบราชการลับหน่วยต่างๆ หน่วยสืบราชการลับได้ให้เงินสนับสนุนการเรียนการสอนด้านการรักษาความปลอดภัยของประเทศกับสถาบันการศึกษาไปแล้วมากกว่า 14 สถาบัน โครงการนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นกว่าโครงการอื่นๆ โครงการนำร่องที่เริ่มต้นในปี 2547 ได้ให้เงินสนับสนุนนักศึกษาที่เรียนวิทยาการเข้ารหัสลับ (cryptology)

5 ปีหลังจากเหตุการณ์ 9/11 คณะกรรมการแนะนำว่า CIA ควรเสาะหาเจ้าหน้าที่ที่พูดได้ 2 ภาษา ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถพูดภาษาที่ 2 ได้ ลีออน พาเนตทา (Leon Panetta) หัวหน้าหน่วย CIA กล่าวว่า เขาหวังว่าในที่สุดเจ้าหน้าที่ทุกคนจะสามารถทำแบบนั้นได้

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาวโปรเตสแตนต์ผิวขาว (White Anglo-Saxon Protestant: WASP) นอกจากนี้ CIA ยังพยายามเสาะหาเจ้าหน้าที่จากชุมชนอาหรับ-อเมริกัน และตอนนี้เงินพิเศษสำหรับผู้ที่สามารถเสาะหาคนที่พูดภาษาที่มีความสำคัญต่อภารกิจ เช่น อราบิก ฟาร์ซี และจีน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ดอลลาร์

ความสำเร็จของ The Hurt Locker บนเวทีออสการ์ อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดในกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากงานแบบนี้ดูจะเสี่ยงเกินไป แต่สำหรับโรงเรียนผลิตสายลับ พล็อตเรื่องแบบนี้ดูจะน่าตื่นเต้นเย้ายวนไม่เบา
บางที CIA อาจต้องอาศัยฮอลลีวูดเป็นตัวช่วยอีกแรง

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

July 27, 2011 at 1:18 pm

ทางเลือกของยุโรปกับปัญหาผู้อพยพ

leave a comment »

2-3 เดือนที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ได้กระหน่ำซัดเข้าใส่ยุโรป ในเดือนมกราคม หลังจากการชุมนุมประท้วงในประเด็นเรื่องเชื้อชาติครั้งรุนแรงที่สุดของอิตาลีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอิตาลีได้ส่งกองกำลังเข้ารื้อถอนที่พักอาศัยของผู้อพยพชาวแอฟริกันที่ไม่มีงานทำทางภาคใต้ของประเทศ ในอังกฤษ เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะลดจำนวนผู้อพยพลงเหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ หากเขาได้รับการเลือกตั้ง ในฝรั่งเศส ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ได้พูดถึง “เอกลักษณ์ของฝรั่งเศส” (French identity) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกีดกันชนกลุ่มน้อย แม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นมิตรกับผู้อพยพมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป ก็ผ่านประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อห้ามการก่อสร้างหอสูงบนสุเหร่า

ยุโรปมีจำนวนผู้อพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นจุดหมายแรกสำหรับผู้คนที่มุ่งหวังจะมีอนาคตอันสดใสในต่างแดน ตั้งแต่ปี 2533 ผู้อพยพ 26 ล้านคนเดินทางเข้าสู่ยุโรป (20 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา) ที่นั่น พวกเขาช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มอัตราการเกิดของภูมิภาค และเปลี่ยนรูปโฉมของยุโรปตั้งแต่มาดริดจนถึงสต็อกโฮล์ม คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประมาณการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 ผู้อพยพจากยุโรปตะวันออกเพียงพื้นที่เดียวก็ช่วยเพิ่มรายได้ให้ยุโรปถึง 50,000 ล้านยูโร หรือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ของภูมิภาค

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พึงพอใจกับผลประโยชน์ดังกล่าว ผู้อพยพนำมาซึ่งความวิตกกังวลว่าเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาของชาวยุโรปกำลังจะถูกทำให้สูญหายไป นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจยังทำให้เกิดความไม่สบายใจว่าพวกเขาจะเข้ามาแย่งงาน และจะเป็นการเพิ่มภาระทางด้านสวัสดิการของเจ้าของบ้าน จากแรงขับของความวิตกกังวล รัฐบาลจึงเริ่มหันมาเผชิญหน้ากับผู้ที่มาใหม่ อังกฤษและอิตาลีจำกัดจำนวนผู้อพยพ ขณะที่สเปนและสาธารณรัฐเชกยอมจ่ายเงิน เพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับบ้าน จากมาตรการต่างๆ และวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้แรงงานอพยพลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีที่แล้ว

จากแนวโน้มดังกล่าว บทความของ สเตฟาน ทิล (Stefan Theil) ในนิตยสาร Newsweek ชี้ว่า มันได้นำพายุโรปมาสู่ทางเลือกที่ไม่น่าพิสมัย นั่นคือ จะโอนอ่อนต่อเสียงของประชาชนและไขกุญแจปิดประตู หรือจะแข็งขืนและเปิดประตูต้อนรับผู้อพยพที่มีทักษะในจำนวนที่มากกว่าเดิม การเลือกคือความยากในทางการเมือง แต่ทิลเห็นว่านี่เป็นส่วนสำคัญในการรับประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและจะเป็นผลดีในระยะยาว การเชิญชวนชาวต่างชาติอาจจะเป็นตัวเลือกที่แปลกในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่ายุโรปจะไม่อาจปฏิเสธพวกเขาได้ หากยุโรปผลักดันให้สังคมของตนเปิดและเลื่อนไหลมากขึ้น—ในรูปแบบเดียวกับแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา—ทิลเห็นว่ามันจะนำยุโรปไปสู่ความรุ่งเรือง แต่ถ้าหากเลือกที่จะปิดประตู ยุโรปจะลงเอยแบบเดียวกับญี่ปุ่น นั่นคือ แห้งเหี่ยว หวาดกลัว และยอมจำนนกับการถดถอย

ผู้อพยพจำเป็นต่อยุโรปด้วยเหตุผลทางประชากรศาสตร์ อายุเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาคนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้มาใหม่ที่อายุน้อยก็คือสิ่งที่จะมาเติมช่องว่าง ในปีนี้ 10 จาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป มีอัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด ก่อนปี 2558 ปรากฏการณ์นี้จะแพร่ขยายไปทั้งยุโรป และก่อนปี 2578 ช่องว่างระหว่างอัตราการเกิดและอัตราการตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคนต่อปี จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปจะมีจำนวนประชากรวัยทำงานน้อยกว่า 52 ล้านคนภายในปี 2593 ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมากขึ้นสำหรับการแข่งขันกับประเทศที่อ่อนวัยและมีชีวิตชีวากว่าอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งการดูแลประชากรสูงอายุของยุโรปเอง

ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจในยุโรปต้องเจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เช่น วิศวกร ช่างเทคนิค และบุคลากรทางการแพทย์ นักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ว่า GDP ของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า และจะมีตำแหน่งงานสำหรับแรงงานที่มีทักษะเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ล้านตำแหน่ง เพื่อส่วนแบ่งจากเค้กก้อนดังกล่าว และเพื่อดูแลประชากรสูงอายุของตัวเอง ยุโรปจำเป็นต้องมีแรงงานที่มีทักษะมากกว่าในตอนนี้

จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปต้องการแรงงานอพยพที่มีทักษะ 20 ล้านคนภายในอีก 20 ปีข้างหน้าเพียงเพื่อจะรักษาสถานะของตนเอาไว้ หากทำไม่ได้ ไม่เพียงยุโรปจะหดเล็กและยากจนลง แต่ยังต้องนั่งมองทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของตนโยกย้ายไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในจีน อินเดีย และบราซิล ซึ่งกำลังเติบโตเบ่งบาน

แทนที่จะเปิดโอกาสให้กับแรงงานที่มีทักษะ นโยบายด้านผู้อพยพของประเทศในยุโรปกลับนำพาแรงงานไร้ฝีมือและผู้ลี้ภัยเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป ยุโรปมีผู้อพยพที่ไร้ทักษะจำนวน 85 เปอร์เซ็นต์ โดยมีผู้อพยพที่มีทักษะเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมากกว่า 55 เปอร์เซ็นต์

สเตฟาน ทิล กังวลว่า หากยุโรปไม่มีนโยบายที่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้อพยพ ปัญหาอันหนักหน่วงจะตกอยู่กับผู้อพยพจำนวน 47 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในยุโรป และมันจะผลักพวกเขาไปเป็นคนชั้นล่างที่กราดเกรี้ยวอย่างถาวร เขากล่าวว่า ผู้นำของยุโรปจะต้องเริ่มแก้ปัญหานี้ โดยการอธิบายให้ประชาชนของตนเข้าใจว่าผู้มาใหม่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศ และพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาค แรงงานที่มีทักษะคือกุญแจสำคัญในการทำให้ภาคธุรกิจและบริการสาธารณะของยุโรปดำเนินต่อไปได้ และตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชาวยุโรปวิตกกังวล ผู้อพยพไม่ได้ส่งผลต่อการว่างงานของประชาชนชาวยุโรป แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกด้วยซ้ำที่จะตกงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

แม้ว่าการบริหารจัดการที่ดีเกี่ยวกับผู้อพยพจะไม่ได้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและประชากรทั้งหมด แต่หากยุโรปไม่พยายามเปลี่ยนผู้อพยพที่มีอยู่ให้กลายเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และไม่มีนโยบายดึงดูดผู้อพยพที่มีความรู้และทักษะในการทำงาน ก็ดูเหมือนว่าอนาคตของยุโรปจะไม่ค่อยสดใสนัก

ในช่วงขณะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่

October No. 8 (openbooks, เมษายน 2553)

Written by ksamphan

July 27, 2011 at 12:52 pm