K. Samphan

Archive for September 2009

ถึงคราวของภาพยนตร์

leave a comment »

Bodyguards-and-Assassinsซุน ยัตเซน (Sun Yat-sen) กำลังนั่งอยู่บนรถลากที่วิ่งอยู่บนถนนอันสับสนวุ่นวายในฮ่องกง เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างกระวนกระวาย เนื่องจากผู้นำการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นในปี 1911 ผู้นี้กำลังตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร  นี่คือฉากความยาว 15 วินาทีของภาพยนตร์เรื่อง Bodyguards and Assassins ที่กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ไม่ใช่ในสถานที่จริงที่ฮ่องกง แต่ในสถานที่จำลองที่บรรจงสร้างขึ้นบริเวณชานเมืองเซี่ยงไฮ้  ด้วยขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 10 สนาม สถานที่จำลองเต็มรูปแบบของอดีตอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี ด้วยเงินทุน 5 ล้านดอลลาร์ รวมถึงร้านค้าประมาณ 200 ร้าน และถนน Pottinger ที่แทบไม่ต่างจากสถานที่จริง

นี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนขนานใหญ่สำหรับอนาคตของภาพยนตร์จีน การก่อสร้างฉากอลังการในประวัติศาสตร์—ตั้งแต่นครต้องห้าม (Forbidden City) ไปจนถึงสงครามที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์ต่างๆ—คือส่วนสำคัญในการบอกเล่าประวัติศาสตร์จีน แต่ในอดีต ภาพยนตร์เหล่านั้นส่วนมากถ่ายทำโดยได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ และผลิตขึ้นเพื่อผู้ชมชาวต่างชาติ  Bodyguards and Assassins ถือเป็นตัวแทนของโมเดลใหม่สำหรับการสร้างภาพยนตร์จีน ภาพยนตร์โรแมนติกและบู๊ดุเดือดซึ่งมีกำหนดจะออกฉายในเดือนธันวาคมเรื่องนี้สร้างจากเงินทุนของชาวจีน 100 เปอร์เซ็นต์—ครึ่งหนึ่งมาจากเอกชน อีกครึ่งหนึ่งมาจากสาธารณะ—และถูกสร้างขึ้นเพื่อเสนอแก่ชาวจีนโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้สร้างภาพยนตร์จะต้องใส่ใจกับรายละเอียดอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งฉลากบนกล่องบุหรี่หรือบนขวดเหล้าที่หมักจากข้าว  “ในอดีต ขนาดของตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่เพียงแห่งเดียวไม่สามารถรองรับภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากๆ ได้” Peter Ho-Sun Chan ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กล่าว  “แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดผู้ชมชาวจีนร้อนแรงขึ้นมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถสร้างภาพยนตร์สำหรับพวกเขาเหล่านั้นโดยเฉพาะ แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะลดความสำคัญสำหรับการขายในต่างประเทศ แต่พายชิ้นที่ใหญ่ที่สุดจะไม่ใช่เพียงแค่การถอนทุนคืนเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว เงินทุนเกือบทั้งหมด—ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด—สามารถได้คืนจากรายรับที่คาดว่าจะได้จากผู้ชมชาวจีนเท่านั้น”

เปรียบเทียบกับฮอลลีวูด หรือแม้กระทั่งบอลลีวูด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีนยังคงจัดอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทเอกชนเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ได้โดยอิสระเมื่อปี 2002 นี่เอง และบรรดานักลงทุนก็เพิ่งจะเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2007 เมื่อ Sequoia Capital China และ SIG Asia Investment ร่วมลงขันบริษัทละ 5 ล้านดอลลาร์ใน Bona International Film Group (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Polybona)  แต่เมื่อรายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 117 ล้านดอลลาร์เมื่อ 5 ปีก่อน เป็น 630 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่ภาพยนตร์จีนจะดึงดูดแหล่งทุนภายในประเทศ แม้จะเป็นช่วงขาลงของระบบเศรษฐกิจ และราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์ยังคงสูงอยู่โดยเปรียบเทียบ—10 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์ปกติ และ 17.50 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์เรื่องดัง—แต่รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของจีนก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าถึง 331 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 42.7 เปอร์เซ็นต์ เพียงในครึ่งแรกของปี 2009

ตลาดภาพยนตร์ของจีนได้รับแรงกระตุ้นจากภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Wolverine เช่นเดียวกับ  City of Life and Death ของ Lu Chuan ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสังหารโหดที่นานกิงในปี 1937 และภาพยนตร์อย่าง Transformers: Revenge of the Fallen ซึ่งทำลายสถิติของ Titanic ด้วยรายรับ 52.7 ล้านดอลลาร์  บรรดาผู้จัดการโรงภาพยนตร์ในปักกิ่งทำนายว่า รายรับรวมทั้งหมดน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ ถึงแม้ว่านั่นจะยังอยู่ห่างไกลจาก 9.8 พันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐอเมริกาได้รับในปี 2008 แต่จีนมีโรงภาพยนตร์เพียง 4,100 โรงเท่านั้น เทียบกับ 38,834 โรงในสหรัฐอเมริกา  Han San-ping ประธานของ China Film Group สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในจีน เพิ่งจะกล่าวกับผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ว่า รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของประเทศจะมากกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยชี้ว่าศักยภาพของประชากรจีน 1.3 พันล้านคนยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่

เวลาของการแข่งขันยังไม่สิ้นสุด โรงภาพยนตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเพิ่มจำนวนขึ้นในเมืองที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ  Dadi Cinemas Co. บริษัทจากฮ่องกงซึ่งเริ่มก่อสร้างโรงภาพยนตร์ในจีนเมื่อไม่ถึง 3 ปีก่อน จะมีโรงภาพยนตร์ 300 โรงก่อนที่จะถึงสิ้นปีนี้  John Sham ประธานของ Dadi กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างโรงภาพยนตร์ 1,500 โรงภายในอีก 5 ปีข้างหน้า กลยุทธ์ของ Dadi นั้นมุ่งความสนใจไปที่เมืองระดับสอง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ และเพื่อทำให้ราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์เหลือเพียง 1 ใน 3 ของราคาในเมืองใหญ่  “เราเก็บค่าเข้าชมระหว่าง 2-3.5 ดอลลาร์ แต่ราคาเฉลี่ยในเมืองใหญ่จะอยู่ที่ระหว่าง 7-12 ดอลลาร์ ซึ่งสูงจนน่าแปลกใจเมื่อเปรียบเทียบกับระดับเงินเดือนโดยเฉลี่ย” Sham กล่าว

จำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์รู้ตัวเลขจำนวนผู้ชมขั้นต่ำสำหรับภาพยนตร์ที่อิงอยู่กับความเป็นจีน แต่เงินทุนที่ได้รับจากภาคเอกชนจะช่วยให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถลดข้อจำกัดทางด้านการเมืองลงได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่สงสัย  “ในท้ายที่สุด มันเป็นเรื่องของเงิน และภาพยนตร์การเมืองไม่ทำเงิน” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยชื่อคนหนึ่งกล่าว  ผู้ชมชาวจีนอยากจะลืม พวกเขาไม่อยากคิดมาก แต่อย่างน้อยที่สุด โครงสร้างทางการค้าแบบใหม่ก็หมายความว่าผู้กำกับไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับรสนิยมอันหลากหลายในการพยายามเข้าถึงผู้ชมชาวเอเชียจำนวนมาก  “เราไม่ต้องจ้างนักแสดงเพราะว่าเขาเป็นคนเกาหลีหรือคนญี่ปุ่น และเขาจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเราในประเทศนั้นๆ” Chan กล่าว  “ในอดีต คุณต้องลงเอยที่ดาราแบบสหประชาชาติเพื่อดึงดูดตลาดในที่ต่างๆ”

Bodyguards and Assassins สร้างโดย Cinema Popular บริษัทร่วมทุนระหว่าง Bona International หนึ่งในบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน, Huang Jianxin ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างชาวจีน และ Chan  บริษัทวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์ 15 เรื่องภายในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึง Jung Ku: The Man From 18th Hell และภาพยนตร์ผจญภัยย้อนยุคซึ่ง Chan จะลงมือกำกับเอง นั่นคือ The Flying Guillotines และภาพยนตร์แอ็กชันเกี่ยวกับกลุ่มทหารที่จะทำการลอบสังหารองค์จักรพรรดิ

เมื่อ 5 ปีก่อน ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวจีนต้องอาศัยผู้อำนวยการสร้างชาวฮ่องกงสำหรับเงินทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งคนเหล่านั้นคือผู้ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์นอกประเทศจีน ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างจำนวนมากจำเป็นต้องออกฉายเพื่อเรียกทุนคืน  แม้ว่าพวกเขาจะยังคงมองไปที่บริษัทในฮ่องกงสำหรับความเชี่ยวชาญของคนเหล่านั้น แต่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ของชาวจีนก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้น  Shanghai Film Group หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสร้างภาพยนตร์ของจีน เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ถึงการร่วมทุนกับ Hong Kong studio Media Asia Films และ Guoli Changsheng Media บริษัทในปักกิ่ง  โครงการแรกของพวกเขาคือเรื่องราวที่แต่งขึ้นเกี่ยวกับจอมยุทธ์ศิลปินที่ชื่อ Chen Zhen ซึ่งกำกับโดย Andrew Lau และภาพยนตร์ดรามาย้อนยุคอย่าง In the Qing Dynasty ซึ่งกำกับโดย Jia Zhangke ผู้กำกับภาพยนตร์สายศิลปะชื่อดัง

ถึงแม้รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์จะสูงขึ้น แต่ผู้คนในวงการภาพยนตร์จีนก็ยังไม่ตระหนักถึงกุญแจดอกสำคัญของที่มาแห่งรายได้ นั่นคือ รายได้จากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์  ในฮอลลีวูด รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์คิดเป็นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด รายได้ส่วนที่เหลือนั้นมาจากค่าลิขสิทธิ์ทางโทรทัศน์ DVD และสินค้าที่ระลึกต่างๆ  “รายได้นอกเหนือจากค่าเข้าชมต่ำมากในจีน—ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์—เพราะโทรทัศน์ยังเป็นระบบผูกขาด และ DVD ละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก” Sham กล่าว “ยังมีช่องทางในการหารายได้เหลืออยู่อีกมาก”

จีนพิสูจน์แล้วว่ามัสคอตประจำกีฬาโอลิมปิกสามารถทำรายได้อย่างมหาศาล คงอีกไม่นาน บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์คงจะสามารถคิดหาช่องทางโกยเงินแบบนั้นได้บ้าง

แปลและเรียบเรียงจาก “On the Set in China: Home Movies” โดย Sonia Kolesnikov-Jessop ใน Newsweek, September 21, 2009

Advertisements

Written by ksamphan

September 25, 2009 at 7:27 am

เมื่อถึงเวลาก็ต้อง “เปลี่ยน”

leave a comment »

ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

หลังจากปกครองดูแลประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 54 ปี (เว้นวรรคไป 11 เดือนในช่วงปี 1993-1994) ในที่สุด พรรค LDP (Liberal Democratic Party) ก็ถึงคราวต้องก้าวลงจากบัลลังก์ พร้อมกับทิ้งภาระอันหนักหน่วง โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ให้กับพรรค DPJ (Democratic Party of Japan) ที่ต้องก้าวเข้ามารับภาระต่อ  เมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2009 ปรากฏว่าพรรค DPJ จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และนายยูกิโอะ ฮาโตยามะ (Yukio Hatoyama) ผู้นำของพรรค จะได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษ 1990 และจนกระทั่งปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวก็ดูจะยังไม่มีทีท่าดีขึ้น  จากที่เคยมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่าจีนถึง 4 เท่าในช่วงต้นของทศวรรษนี้ แต่จีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มีแนวโน้มว่าจะแทรงหน้าญี่ปุ่นก่อนจะถึงปี 2010

ทากาชิ โยโกตะ (Takashi Yokota) วิเคราะห์ถึงความพ่ายแพ้ของพรรค LDP ใน Newsweek ไว้อย่างน่าสนใจ เขาวิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวของพรรค LDP มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ข้อคือ  ข้อแรก การทุ่มเงินเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชนซึ่งเป็นโมเดลหลักทางการเมืองของพรรคนั้นไม่มีความยั่งยืน ในสภาวะที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีหน้าสาธารณะสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์  ข้อสอง พรรค LDP ถูกทำให้อ่อนแออย่างถึงที่สุดจากผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นฮีโร่ของพรรค—นายจุนอิชิโร โคอิสุมิ (Junichiro Koizumi) อดีตนายกรัฐมนตรี—แผนการปฏิรูปของโคอิสุมิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนและถูกมองว่าจะส่งผลดีต่อญี่ปุ่นในขณะนั้น แต่มันกลับทำให้เกิดผลเสียตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 2 ประการคือ การลดความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และการแบ่งแยกฐานเสียงของพรรค

กลยุทธ์หลักของพรรค LDP ในทศวรรษ 1970 นั้นชัดเจนแจ่มชัด นายกรัฐมนตรีคาคัวอิ ทานากะ (Kakuei Tanaka) ทำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้างโครงข่ายเส้นทางรถยนต์และรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น มันช่วยกระจายเม็ดเงินไปในทุกภาคส่วน และทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น

และเมื่อนโยบายของทานากะประสบความสำเร็จ นั่นก็หมายถึงความเข้มแข็งของพรรค LDP

หลายสิบปีต่อมา สมาชิกรุ่นต่อๆ มาของพรรคก็ยังคงเดินเครื่องแจกจ่ายความมั่งคั่งไปสู่กลุ่มผู้สนับสนุน และการล็อบบี้จากบรรดาบริษัทต่างๆ ก็กลายเป็นเสาเข็มค้ำจุนพรรค  พลังอำนาจของพรรค LDP มีพื้นฐานมาจากการประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของภาคการส่งออกและความพยายามในการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศ  และแน่นอน ภาษีที่รัฐได้รับก็เพิ่มมากขึ้น พรรค LDP จึงไม่เดือดร้อนในเรื่องงบประมาณสำหรับการรักษาฐานเสียง

แต่ข่าวร้ายก็มาเยือนเมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1990 เมื่อปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์จุดชนวน “ทศวรรษแห่งความล้มเหลว” ของญี่ปุ่น  ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงเหว ความต้องการภายในประเทศหดหาย และภาคการเงินกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้เสีย  พรรค LDP ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แทนที่จะยอมรับการเติบโตที่ถดถอยและลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พรรค LDP กลับยังคงทุ่มเงินให้กับพันธมิตรในภาคการก่อสร้างและในภาคชนบท ผลก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อในการก่อสร้างถนนและสะพานอย่างไร้เป้าหมาย  GDP โดยเฉลี่ยในทศวรรษ 1990 ของประเทศต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้สนับสนุนพรรคเริ่มมองเห็นด้านมืด—ความสุขสบายที่คนในพรรคได้รับจากกลุ่มผลประโยชน์และปัญหาการคอร์รัปชัน—จนทำให้พรรคไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครั้งการเลือกวันที่ 18 กรกฎาคม 1993 เอาไว้ได้

ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆ เลวร้ายมากขึ้น แต่พรรค LDP กลับยังคงเดินตามเส้นทางเดิมๆ อย่างมืดบอด  ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปี 2002 มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาถึง 18 โครงการ แต่ทั้งหมดนั้นปราศจากแนวคิดใหม่ และเต็มไปด้วยการใช้จ่ายที่ไร้ประโยชน์

พรรค LDP ยังคงอยู่ในอำนาจ แต่นั่นก็เป็นเพราะญี่ปุ่นขาดแคลนทางเลือกอื่นอย่างแท้จริง คู่แข่งที่สำคัญของพรรค LDP คือพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับชาวญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อถึงปี 2001 จุนอิชิโร โคอิสุมิ ก็ก้าวขึ้นสู่เวที และในทันทีทันใด มันดูเหมือนว่าพรรค LDP จะค้นพบผู้ที่จะช่วยให้รอด—ผู้นำที่จะจัดการกับพฤติกรรมเก่าๆ ซึ่งไร้ประสิทธิภาพ และริเริ่มการบริหารจัดการในยุคใหม่—โคอิสุมิวัย 59 ปีในขณะนั้นแตกต่างจากแบบแผนดั้งเดิมของพรรคทั้งรูปแบบและเนื้อหา เขาไว้ผมยาว หลงใหลดนตรีเฮฟวีเมทัล และมีรูปแบบการทำงานเฉพาะตัว  โคอิสุมิได้รับการเลือกตั้งจากลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นและความรู้ความสามารถที่เขามี ผู้คนปรบมือให้เขาเมื่อเขายืนกรานว่าจะ “ไม่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน”

ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นถูกบริหารจัดการโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งถ่ายเทภาษีไปสู่อุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุน และกระจายความมั่งคั่งไปสู่พันธมิตร และบัดนี้ ระบบกำลังแข็งทื่อ และความเติบโตได้สูญหายไปแล้ว โคอิสุมิสัญญาว่าจะยุติสิ่งเหล่านี้ และจะทำให้ระบบตลาดทำงานได้

โคอิสุมิเริ่มต้นด้วยการใช้ต้นทุนส่วนตัวในการโจมตีบรรดาก๊กเหล่าต่างๆ ภายในพรรค และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเขาเอง แทนที่จะยอมให้กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคเสนอรายชื่อตามลำดับอาวุโส เขาประกาศโจมตีกลุ่มในพรรคต่อสาธารณชนว่าเป็น “พลังต่อต้าน” การปฏิรูปของเขา

ในด้านเศรษฐกิจ โคอิสุมิตัดงบประมาณรายจ่ายทางการเมือง เขาดำเนินการปฏิรูประบบตลาดเสรี ผ่อนปรนกฎหมายแรงงาน แปรรูปหน่วยงานของรัฐ และพยายามทำความสะอาดหนี้เสียในภาคธนาคาร  การแปรรูปกิจการไปรษณีย์ในปี 2005 คือจุดสิ้นสุดของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ มันช่วยเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 240,000 ตำแหน่ง และทำให้สามารถควบคุมปริมาณเงินได้มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์  โคอิสุมิกล่าวว่า การแปรรูปนั้นทำเพื่อลดขนาดของรัฐบาล ตลาดที่เสรีมากขึ้น และการใช้ทรัพย์สินของกิจการไปรษณีย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อระยะเวลาของโคอิสุมิจบสิ้นลงเมื่อสามปีก่อน มันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่า นอกจากการพัฒนาปรับปรุงพรรคและประเทศ เขาก็ได้ทิ้งปัญหาใหม่ไว้ให้กับทั้งสองส่วนนั้นด้วย  แทนที่จะทำความสะอาดพรรค LDP อย่างที่เขาให้สัญญาเอาไว้ เขากลับมุ่งทำลายกลุ่มที่เป็นคู่แข่ง (หนึ่งในนั้นเป็นกลุ่มที่สืบทอดมาจากทานากะ) และวางตัวพันธมิตรของเขาไว้ในตำแหน่งสำคัญ  โคอิสุมิพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การตัดงบประมาณสนับสนุนพื้นที่ในเขตชนบท และแก้กฎหมายการจ้างงาน โดยการอนุญาตให้บริษัทจ้างหรือปลดคนงานได้ง่ายขึ้น แต่คำสัญญาในเรื่องการเจริญเติบโตนั้นช้าเกินไปสำหรับการจะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์การจ้างงานแบบใหม่ก่อให้เกิดลูกจ้างชั่วคราวรายได้ต่ำจำนวนมหาศาล ซึ่งยิ่งเป็นการทำลายอุปสงค์ที่อยู่ก้นเหวอยู่แล้ว เงินเฟ้อยังดำเนินต่อไป และราคาที่ต่ำลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเลื่อนการซื้อสินค้าต่างๆ ออกไป  นักวิจารณ์เริ่มกล่าวหาว่าโคอิสุมิละเลยปัญหาการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้มีรายได้น้อย และเป็นผู้ทำให้ช่องว่างของรายได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นสถิติ

นอกจากนี้ โคอิสุมิยังลดความสามารถของพรรค LDP ในการฟื้นจากไข้  คำวิจารณ์จำนวนมากในเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในพรรค เป็นเรื่องดีที่จะทำให้มีการฝึกฝนนักการเมืองรุ่นใหม่สำหรับการเมืองที่ยุ่งเหยิงเละเทะของญี่ปุ่น และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการหาฉันทมติเกี่ยวกับนโยบายของพรรค แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น โคอิสุมิทำให้กลุ่มต่างๆ อ่อนแอและไม่สนับสนุนให้สมาชิกใหม่ของพรรคทำสิ่งเหล่านั้น พรรค LDP ปราศจากหนทางที่มีประสิทธิภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรค นี่จึงทำให้ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิไม่สามารถประสานสมาชิกทั่วไปเข้ากับชนชั้นนำของพรรคในประเด็นยากๆ ได้ เช่น การลดรายจ่ายในการสร้างถนนที่ไม่เป็นประโยชน์ นายกรัฐมนตรียาสุโอะ ฟูกูดะ (Yasuo Fukuda) ถูกกดดันให้ต้องละความพยายามที่จะทำเรื่องเช่นนั้น และนายทาโร อาโสะ (Taro Aso) ก็ผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 150 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพียงเพราะอยู่ในช่วงเวลาคับขันของวิกฤตเศรษฐกิจ

พรรค LDP ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่โคอิสุมิไม่ได้ทำการแก้ไข นั่นคือธรรมเนียมการเมืองแบบสืบเชื้อสาย ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิทุกคน—ชินโซ อะเบะ (Shinzo Abe) ฟูกูดะ และแน่นอน อาโสะ—มาจากราชวงศ์นักการเมือง  ทั้งพ่อและปู่ของโคอิสุมิเคยมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ส่วนอาเบะ ฟูกูดะ และอาโสะ ทั้งหมดคือลูกชายหรือหลานชายของนายกรัฐมนตรี แนวโน้มเช่นนี้ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งรัฐสภา ได้ผลิตผู้นำที่ไม่มีทักษะทางด้านการเมือง นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกตามใจ และเข้าไม่ถึงประชาชนคนธรรมดา

การพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรค LDP เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โยโกตะกล่าวว่ามันอาจนำมาซึ่งผลร้าย 2 ข้อ  ข้อแรก พรรค LDP อาจแตกสลาย แกนนำคนสำคัญของพรรคจำนวนหนึ่งได้คาดการณ์ถึง “การปรับเปลี่ยนทางการเมือง” ภายหลังการเลือกตั้ง  โยชิมิ วาตานาเบะ (Yoshimi Watanabe) อดีตสมาชิกพรรค ได้ก่อตั้งพรรคใหม่เรียบร้อยแล้ว และ คูนิโอะ ฮาโตยามะ (Kunio Hatoyama) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน ก็กำลังเตรียมประกาศตั้งพรรคใหม่ของตนเช่นกัน

ข้อสอง ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือพรรค LDP จะก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ในฐานะพรรคที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้านหนึ่งคือการเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกันข้ามกับพรรค DPJ ที่เน้นในเรื่องสวัสดิการสังคม  ถึงแม้ว่าพรรค LDP ซึ่งได้เรียนรู้บทเรียนจากยุคสมัยของโคอิสุมิ จะประกาศยืนยันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะตัดขาดจากแบบแผนดั้งเดิมทางการตลาด แต่พลังอนุรักษนิยมก็ยังคงดูเหมือนจะมีอยู่มากกว่าพรรค DPJ โดยเฉพาะในห้วงขณะที่พรรคกำลังพยายามปรับปรุงตัวเอง

มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองพรรคจะแยกทางเดินกันชัดเจน พรรคหนึ่งสนับสนุนการเจริญเติบโตสำหรับการก่อร่างพรรคใหม่ ขณะที่อีกพรรคหนึ่งสนับสนุนสวัสดิการ  ไม่ว่าผลจะออกมาทางด้านใด มันจะเป็นการปรับปรุงการเมืองอันสับสนยุ่งเหยิงของญี่ปุ่นอย่างขนานใหญ่

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ระบบการเมืองที่ปกครองญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 50 ปี—ผ่านทางผลประโยชน์และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง—คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก

แปลและเรียบเรียงจาก “How Koizumi did in the LDP” โดย Takashi Yokota ใน Newsweek, August 24 & 31, 2009

Written by ksamphan

September 3, 2009 at 10:33 am