K. Samphan

Archive for February 2009

ชีวิตกับความหมาย

leave a comment »

life2 ถ้าหากในชีวิตของคนเราจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ล่ะก็ ในความทุกข์ทรมานก็จะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างด้วยเช่นกัน

ความทุกข์คือส่วนประกอบของชีวิตที่ไม่สามารถกำจัดลบล้างได้ เฉกเช่นเดียวกับชะตากรรมและความตาย

หากปราศจากความทุกข์และความตายแล้ว…ชีวิตของมนุษย์เราก็จะไม่มีวันสมบูรณ์ไปได้ (หน้า 117)

………………

ในค่ายกักกันเชลยสงคราม การมีชีวิตอยู่อาจไม่แตกต่างจากการตายไปแล้ว

สภาพร่างกายที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเพราะการขาดอาหาร บาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการทำงานหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาว เย็น และความตายที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ยังมิต้องกล่าวถึงแรงกดดันที่จิตใจได้รับ ทั้งจากการข่มขู่คุกคามของสภาพแวดล้อมภายนอกและผลจากการทำงานของจิตใจในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งของเชลยแต่ละคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เชลยบางคนมองไม่เห็น ‘เหตุผล’ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และความตายก็กลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดในห้วงเวลาเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เชลยหลายๆ คนกลับยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานทุกรูปแบบ ก่อนที่ความตายจะเดินทางมาถึง

ดร.วิกเตอร์ อี. แฟรงเกิล (Dr.Viktor E. Frankl: 1905-1997) คือหนึ่งในเชลย 1,500 คนที่แออัดอยู่ในตู้รถไฟซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังค่ายกักกันเอาช์วิตช์ ก่อนหน้านี้เขาคือหัวหน้าแผนกประสาทวิทยาของโรงพยาบาลรอธไชล์ (Rothschild)—โรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเวียนนาในขณะนั้นที่อนุญาตให้ชาวยิว เข้าใช้บริการ

แต่บนรถไฟขบวนนั้น เขาเป็นเพียงเชลยคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายทารุณสุดที่จะคาดเดาได้เช่นเดียวกับเชลยคนอื่นๆ

มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน คือบทบันทึกสภาวะจิตใจของผู้คนในค่ายกักกัน—สถานที่ที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธ ความทุกข์และความตายอย่างชัดเจนที่สุด และหนทางแห่งการมีชีวิตอยู่ คือการอยู่ร่วมและเรียนรู้มันอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

………………

ทุกหนทุกแห่งที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรม มนุษย์ก็ต้องพบกับโอกาสจะบรรลุถึงอะไรบางสิ่งบางอย่างโดยผ่านความทุกข์ทรมาน ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น (หน้า 118)

2-3 วันแรกในค่ายกักกัน เชลยจะยังไม่ชินกับสภาพที่เกิดขึ้น เขาจะเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อเห็นการลงโทษ เขายังคงคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว และโกรธแค้นความน่าเกลียดน่าชังของสภาพแวดล้อมในค่าย

เมื่อเวลาผ่านไป เชลยคนเดิมจะออกมายืนรอที่ประตูใหญ่ และพร้อมจะทำงานด้วยท่าทางเฉยชาไร้ความรู้สึก แม้เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนเชลย เห็นคนถูกฟาดจนล้มและถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนใหม่ จากนั้นก็ถูกฟาดล้มไปอีกครั้ง แต่ในห้วงเวลานี้ เขาจะไม่เบือนหน้าไปทางอื่นอีกแล้ว ถึงตอนนี้เขาจะไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่ “ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สงสาร…ความหวาดผวา…ขยะแขยง ล้วนหมดไปจากใจของนักโทษที่เห็นเหตุการณ์รายนี้ เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะความทุกข์ทรมาน คนที่จวนเจียนจะขาดใจตาย และความตาย ล้วนกลายเป็นภาพปกติธรรมดาสำหรับเขาไปแล้วภายหลังเข้ามาใช้ชีวิตในค่าย กักกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ กระทั่งภาพเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกอะไรได้อีกต่อไป…” (หน้า 56)

………………

มนุษย์มีความสามารถจะสงวนรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพทางใจอันเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่… สามารถสงวนอิสระทางความคิดเอาไว้ได้แม้จะอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขเลวร้าย และต้องพบกับสภาพกดดันทางกายและใจก็ตาม

พวกเราผู้ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันยังจดจำบรรดาเชลยที่เดินปลอบใจคน อื่นๆ ให้เศษขนมปังชิ้นสุดท้ายของพวกเขาไปตามกระท่อมต่างๆ ได้

คนเหล่านั้นอาจมีจำนวนน้อยนิด แต่การกระทำของคนเหล่านั้นก็เป็นเครื่องยืนยันมากพอว่า…

มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออิสรภาพส่วนสุดท้ายของมนุษย์…

เป็นอิสรภาพที่จะเลือกทัศนคติที่เราจะมีต่อสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง…เป็นอิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของเราเอง (หน้า 114-115)

‘ทัศนคติ’ ต่อชีวิตอาจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ของเชลยแต่ละคน จากการวิเคราะห์ของ ดร.แฟรงเกิล บุคลิกภาพของเชลยจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นผลมาจากการตัดสินใจของคนคนนั้น ว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่คุกคามจากปัจจัยภายนอกจนเขาสูญเสียอิสรภาพ และศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ไปหรือไม่? ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร.แฟรงเกิล “ไม่ว่ามนุษย์เราจะอยู่ภายใต้สภาวการณ์ใดก็ตาม คนเราสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่า ตัวเขาจะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของความคิดและจิตใจ เขาสามารถจะรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้ แม้จะมีสภาพตกต่ำอย่างในค่ายกักกันก็ตาม” (หน้า 116)

ฟรีดริช นิตเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844-1900) กล่าวไว้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งมีเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ ย่อมสามารถอดทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดได้เกือบทุกอย่าง”

‘สภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด’ จึงเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ของการเป็นมนุษย์

………………

ยิ่งมนุษย์ไม่คิดถึงตัวเอง แต่ได้เสียสละตนเองเพื่อรับใช้เหตุผลบางอย่างหรือให้ใครบางคนด้วยความรัก เขาจะยิ่งเป็นมนุษย์ที่แท้และจะประจักษ์แจ้งในตนเองยิ่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จในชีวิต หาใช่เป้าหมายที่จะบรรลุถึงได้โดยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะยิ่งตั้งใจไขว่คว้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาดเป้ามากเท่านั้น

พูดอีกอย่างก็คือ…การประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็เพราะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเองจากการทำสิ่งที่เกินไปกว่าตัวเอง (หน้า 179)

หลังจากได้รับอิสรภาพ ดร.แฟรงเกิลกลับสู่กรุงเวียนนาบ้านเกิด เขาสูญเสียภรรยา พ่อ และแม่ในค่ายกักกัน ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เขาเหลือเพียงน้องสาวที่อพยพไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพียงคนเดียวเท่านั้น

Man’s Search for Meaning: Experiences in the Concentration Camp ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 มันเป็นหนึ่งในหนังสือจำนวนมากกว่า 30 เล่มที่ ดร.แฟรงเกิลเขียนขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้วางรากฐานของวิธีการบำบัดทางจิตด้วยวิธี ที่เรียกว่า Logotherapy หรือวิธีการบำบัดที่มุ่งเน้นการแสวงหาความหมายแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์

แนวคิดพื้นฐานของการบำบัดด้วยวิธี Logotherapy คือ

1. ชีวิตมีความหมายเสมอในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

2. แรงจูงใจสำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่ของคนเรา คือความต้องการที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต

3. เรามีอิสรภาพในการแสวงหาความหมายจากสิ่งที่เราทำหรือจากประสบการณ์ของเรา หรืออย่างน้อยก็ในวิธีที่เราเลือกใช้เผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้

ตามแนวคิดของ ดร.แฟรงเกิล สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ นั้นไม่ใช่สภาวะที่ปราศจากความตึงเครียด “แต่เป็นการเพรียกหาความหมายแฝงเร้นที่รอให้เขาเติมความหมายนั้นให้สมบูรณ์” (หน้า 171)

ในศตวรรษที่ 20 สาเหตุสำคัญที่นำคนไข้มาสู่จิตแพทย์ไม่ใช่ความกลัดกลุ้ม แต่คือความว่างเปล่าในจิตใจ มนุษย์ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร พวกเขารู้สึกว่างโหวง และเห็นว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย(อย่างสิ้นเชิง)

ในขณะที่พัฒนาการของวัตถุนอกกายดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง รอยแหว่งเว้าภายในก็มากขึ้นทุกที

ดร.แฟรงเกิลเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สุญญากาศแห่งการดำรงอยู่’

และหน้าที่ของการบำบัดรักษาด้วยวิธี Logotherapy ก็คือ การเติมสุญญากาศแห่งการดำรงอยู่นี้ให้เต็ม

………………

“ฉันรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน ที่ชะตากรรมกระหน่ำซ้ำเติมฉันอย่างหนักหน่วง…” คนไข้หญิงคนหนึ่งบอกกับ ดร.แฟรงเกิล ในขณะที่เธอรู้ดีว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 2-3 วัน

“ชาติก่อนของฉัน ฉันถูกโอ๋จนเหลิง ไม่เคยสนใจเรื่องการมีจิตใจอันเข้มแข็งแม้แต่น้อย”

เธอชี้มือไปด้านนอกผ่านหน้าต่างของกระท่อม

“เวลาที่ฉันเหงาว้าเหว่ ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีอยู่”

ต้นเชสนัทต้นหนึ่ง ทั้งต้นมีดอกบานสะพรั่งเพียง 2 ดอก

“ฉันคุยกับต้นไม้ต้นนี้บ่อยๆ”

ดร.แฟรงเกิลถามเธอว่าต้นไม้ต้นนั้นตอบเธอบ้างหรือเปล่า

“ตอบสิคะ มันพูดกับฉันว่า ‘ฉันอยู่ที่นี่…ฉันอยู่ที่นี่…ฉันคือชีวิต…เป็นชีวิตนิรันดร์’ ”

เผยแพร่ครั้งแรกในโอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2550

Advertisements

Written by ksamphan

February 18, 2009 at 7:06 am