K. Samphan

Wonderful Town: โศกนาฏกรรมชีวิต

leave a comment »

เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม พายุไซโคลนที่มีความเร็วลม 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเข้าพัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า รายงานข่าวในเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นทั้งหมด 4 คน ก่อนที่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจะพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 78,000 คน และอีกประมาณ 56,000 คนยังคงสูญหาย องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ประชาชนราว 2.4 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และอีกนับหมื่นคนที่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยชั่วคราว เนื่องจากบ้านเรือนของพวกเขาถูกลมพายุพัดทำลาย

วันที่ 12 พฤษภาคม ที่มณฑลเสฉวนของประเทศจีน แผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริกเตอร์ได้ทำลายบ้านเรือนและเมืองทั้งเมืองเสียหายย่อยยับ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้สูงกว่า 40,000 คน ในขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 248,000 คนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 6.1 ริกเตอร์

นี่เป็นโศกนาฏกรรมขนาดใหญ่สองครั้งล่าสุดที่มนุษย์กำลังพบเผชิญ ไม่มีใครกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่เป็นการเอาคืนของธรรมชาติ หรือเป็นชะตากรรมที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยง

Wonderful Town ที่ผมได้ไปดูมาเมื่อเย็นวันที่ 19 พฤษภาคมจึงเข้ากับบรรยากาศในห้วงขณะนี้เป็นอย่างดี

ภาพฟองคลื่นที่เคล้าคลออยู่กับพื้นทรายในฉากเปิดเรื่อง ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากยามที่เรากำลังเฝ้ามองสายลมหยอกล้ออยู่กับกิ่งไม้ เราคุ้นเคยกับลักษณะที่เป็นมิตรของธรรมชาติ และความงดงามอันยากจะเลียนแบบของธรรมชาติก็เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจของมนุษย์มาเนิ่นนาน

แต่จากประสบการณ์ เรารู้ดีว่าบนหาดทรายผืนเดียวกัน โศกนาฏกรรมเคยบังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้

Wonderful Town เล่าเรื่องของชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ ที่ถูกบริษัทส่งตัวมาคุมงานก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมืองเล็กๆ แห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์สึนามิมาไม่นาน สภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงปรากฏให้เห็น ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก และภายในจิตใจของผู้คน

ชายหนุ่มอดีตนักดนตรีกลางคืนเลือกพักในโรงแรมเล็กๆ ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เรื่องราวของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นที่นี่—ในเมืองที่ดูเหมือนจะปฏิเสธการก้าวเดินไปพร้อมกับกาลเวลา

หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของต้น (ศุภสิทธ์ แก่นเสน) และนา (อัญชลี สายสุนทร) ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายของโศกนาฏกรรมที่ราวกับเป็นหมอกควันหุ้มห่อหนังทั้งเรื่องอยู่ตลอดเวลา ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการใช้เรื่องราวของคนสองคน ประกอบกับบรรยากาศของเมืองและสถานที่ที่รายล้อมพวกเขา ทำหน้าที่สะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ยังคงตกค้างอยู่หลังจากที่คลื่นน้ำเอ่อล้นขึ้นมาพัดกวาดบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิตของผู้คน

เมืองกลับมามีสภาพเกือบเป็นปกติ สิ่งใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นทดแทนสิ่งที่ถูกทำลายไป แต่วิถีชีวิตและสภาพจิตใจของผู้คนอาจไม่มีวันเหมือนเดิม

นี่อาจเป็นโศกนาฏกรรมอันแท้จริงสำหรับผู้ที่มีชีวิตรอด และโชคดีหรือโชคร้ายก็อาจมีความหมายไม่ต่างกันในความเป็นจริง

สำหรับคนบางคน ความทรงจำในเรื่องนี้คงไม่มีวันลบล้างออกไปได้จนวันสุดท้ายของชีวิต แต่ถึงอย่างไร หนังก็ยังคงยืนยันว่า หนทางเยียวยาที่ดีที่สุดคือการเงยหน้าขึ้นรับวันใหม่

ไม่ว่าเม็ดฝนจะโหมกระหน่ำหรือแสงแดดจะแผดเผา ผืนทะเลและขุนเขาก็จะยังคงอยู่ตรงนั้น

และเสียงเพลงเสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็จะยังคงก้องกังวาน

……….

ผู้กำกับ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ได้รับทุนในการสร้างหนังเรื่องนี้จากต่างประเทศ และแน่นอน ขึ้นชื่อว่าเป็นคนทำหนังอิสระ หนังของเขาได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากกว่าในประเทศบ้านเกิด Wonderful Town ฉายแบบจำกัดโรงและจำกัดรอบในประเทศไทย แต่มันกำลังถูกเผยแพร่ไปสู่คนดูทั่วโลก ณ เวลานี้

Advertisements

Written by ksamphan

May 21, 2008 at 10:40 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: