K. Samphan

Archive for January 2008

หนังประจำสัปดาห์ (21-27 มกราคม)

leave a comment »

Japanese Film Festival
18-25 มกราคม, Grand EGV

mother-2.jpg

Mother, 1963, Shindo Kaneto, A

heart-2.jpg

Heart, 1955, Ichikawa Kon, A-

a_married_life_02.jpg

A Married Life, 1951, Naruse Mikio, A

the-echo-1.jpg

The Echo, 1954, Naruse Mikio, A

……….

across.jpg

Across the Universe, 2007, Julie Taymor, USA, B+

heads.jpg

Silver Heads, 1998, Vladimir Maslov and Yevgeny Yufit, Russia

Written by ksamphan

January 26, 2008 at 8:49 am

หนังประจำสัปดาห์ (14-20 มกราคม)

leave a comment »

lust.jpg

Lust, Caution, US version, 2007, Ang Lee, A

เวอร์ชั่นที่ถูกตัดฉากกามกิจออกไปกับเวอร์ชั่นเต็มของหนังเรื่องนี้ต่างกันมากครับ เพราะฉากเหล่านี้นับได้ว่าเป็นฉากที่สำคัญที่หนังจำเป็นต้องมี เพราะมันจะช่วยทำให้คนดูเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น ในครั้งแรกที่ผมได้ดู ผมออกจะงงๆ อยู่หลายตอน เช่น ตอนที่นางเอกวิ่งหนีออกจากห้องหลังจากที่เพื่อนๆ ของเธอช่วยกันจัดการกับลูกน้องของพี่เหลียง หลังจากได้ดูเวอร์ชั่นนี้ ผมเลยเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้จึงมีผลต่อเธอถึงขนาดนั้น แค่ฉากที่เธอฝึกมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนของเธอมีเพิ่มขึ้นมาอีกฉากเดียว ความงงๆ ของผมก็คลี่คลาย เพราะฉากนั้นมันบ่งบอกว่าเธอยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมาย และเมื่อเธอคิดว่าภารกิจที่เธอยอมสูญเสียทุกอย่างเพื่อมันดูท่าว่าจะจบสิ้นลงแล้ว โลกทั้งโลกของเธอก็แทบจะสลายลงในพริบตา

และฉากรักอันดุเดือดระหว่างเธอกับพี่เหลียงทั้งหมดที่ถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นที่เข้าฉายตามโรงทั่วไป ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากที่ผมยกตัวอย่างมา มันมีความสำคัญกับหนังมากจนถ้าผมเป็นอัง ลี ผมคงจะเสียใจมากทีเดียวที่คนดูส่วนหนึ่งจะไม่ได้รับรู้สารที่เขาต้องการนำเสนอผ่านฉากเหล่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงของเหลียงเฉาเหว่ยกับตัง เหว่ย (โดยเฉพาะในฉากที่ถูกตัดออกไป) ก็น่ายกย่องมาก ถึงแม้ว่าเธอจะกลายเป็นดารามีชื่อขึ้นมาทันทีหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ผมก็มั่นใจว่าภาพลักษณ์ของตัง เหว่ย จะไม่ออกไปในทำนองนางเอกโป๊เปลือย แต่เธอคือนักแสดงคุณภาพคนหนึ่งที่น่าจะมีผลงานดีๆ ออกมาเรื่อยๆ ต่อจากนี้

ส่วนพี่เหลียงของเรานั้น ผมยกแกไว้บนหิ้งมานานแล้วครับ

……….

Japanese Film Festival 2008
18-25 มกราคม, Grand EGV

elegant-beast-3.jpg

Elegant Beast, 1962, Kawashima Yuzo, B

ฉากของหนังเรื่องนี้อยู่ในห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เพียงห้องเดียว ดูไปนานๆ เข้าคนดูบางท่านก็อาจจะรู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน เพราะขนาดของห้องกับขนาดเนื้อหาของหนังนั้นสวนทางกัน เมื่อหนังจำกัดเนื้อที่อยู่ภายในห้องเพียงห้องเดียว ดูไปนานๆ เข้าบางทีผมก็รู้สึกจุก เพราะดูเหมือนทุกอย่างในหนังจะถูกอัดเข้ามาอยู่ในห้องนี้จนแน่นไปหมด และความอึดอัดคับแน่นเหล่านั้นก็ส่งผ่านมาถึงคนดูอย่างผม

แต่ในทางกลับกัน วิธีการดังกล่าวก็น่าจะสะท้อนวิถ๊ชีวิตของคนญี่ปุ่นในโตเกียวยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน บ้านของพวกเขาคือห้องพักในอพาร์ตเมนต์ และชีวิตก็ยังคงต้องดิ้นรนต่างๆ นานาเพื่อคงสภาพความเป็นอยู่ไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม และพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้มันดีขึ้น ตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้ล้วนปรารถนาในสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด และหนังก็เลือกที่จะสะท้อนมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา เพราะมนุษย์ปุถุชนล้วนมีปีศาจร้ายซ่อนอยู่ภายในด้วยกันทุกคน

a-geisha-3.jpg

A Geisha, 1953, Mizoguchi Kenji, B+

ผมไม่คิดว่าการ ‘กัดลิ้น’ นั้นเกิดขึ้นบนโลกนี้มานานแล้ว ถ้าดูจากเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ อย่างน้อยมันก็มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และถ้าหากว่าผู้หญิงที่ทำอย่างนั้นเป็นเกอิชาฝึกหัดอายุยังไม่ถึง 20 ปี ฉากนี้จึงเป็นฉากที่น่าสนใจมาก

แต่ถึงแม้ว่าฉากนี้จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการ ‘ต่อสู้’ แต่หนังก็คล้ายกับจะบอกว่ามันคงเป็นการต่อสู้ที่โดดเดี่ยวและแทบจะไม่มีความหวัง เพราะ ‘อำนาจของผู้ชาย’ นั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้ชายเพียงอย่างเดียว แต่มันแฝงตัวอย่างเหนียวแน่นอยู่ในโครงสร้างที่ครอบทับสังคมอยู่ด้วย และเอาเข้าจริง อำนาจนั้นก็อาจจะแฝงอยู่ในตัวผู้หญิงเองอย่างเหนียวแน่นด้วยเช่นกัน

wild-geese-3.jpg

Wild Geese, 1953, Toyoda Shiro, A

หนังเรื่องนี้เป็นชีวิตของผู้หญิงญี่ปุ่นธรรมดาคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1870-1920 หรือสมัยเมจิตอนปลาย เธอจำเป็นต้องมีสามี เพราะสามีคือหลักประกันว่าชีวิตของเธอจะสามารถมีความสุขได้ตามอัตภาพในฐานะของเมียหรือแม่ หรือถ้าไม่อย่างนั้น ชีวิตของเธอก็จะหลีกหนีจากความยากลำบากไปไม่พ้น เพราะเธอจะต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเธอได้เป็น ‘เมีย’ สวรรค์ก็อาจจะกลั่นแกล้งเล่นตลกกับเธออีก ผู้ชายของเธออาจจะแอบไปมีผู้หญิงอื่นอีกก็ได้ และผู้หญิงอื่นก็มักจะสาวและสวยกว่าตัวเธอ กลายเป็นความจริงข้อหนึ่งของโลกใบนี้ไปพร้อมกับความทุกข์ระทมของผู้หญิง

ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตของ ‘เมียน้อย’ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ก็ใช่ว่าจะราบรื่น สังคมญี่ปุ่นไม่ยอมรับเธอ และเธอก็แทบจะสิ้นไร้หนทางในการได้เคียงคู่กับคู่ครองที่เธอปรารถนาจริงๆ

สรุปแล้ว จะ ‘หลวง’ หรือ ‘น้อย’ สวรรค์ก็ชอบแกล้งพวกเธอพอๆ กัน

Written by ksamphan

January 22, 2008 at 4:13 am

หนังประจำสัปดาห์ (7-13 มกราคม)

leave a comment »

feast.jpg

Feast of Love, 2007, Robert Benton, B-

ช่วงแรกๆ ผมนึกเสียดายอยู่ในใจเหมือนกันที่เลือกดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของปี เพราะเหตุการณ์รักร้างและตกหลุมรักของตัวละครแต่ละตัวดูปุบปับรวดเร็วเกินไปจนทำใจให้เชื่อไม่ได้ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมองเห็นว่าผู้กำกับต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไร บวกรวมกับการแสดงของมอร์แกน ฟรีแมน (ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้) ก็ช่วยพยุงให้หนังจบลงได้ดีพอสมควร

หนังบอกเล่าประเด็นเรื่อง ‘ความรัก’ ซึ่งผมไม่ประสา และนานวันเข้าก็เริ่มมองเห็นว่ามันเป็นเพียงอารมณ์อีกอารมณ์หนึ่งของผู้คน (ประเด็นเรื่อง ‘ความรัก’ ที่ลึกซึ้งและก้าวไปไกลกว่าเรื่องหนุ่มๆ สาวๆ อยู่ในหนังสือ ‘สนทนากับพระเจ้า เล่ม 2’) ผมชอบเรื่องที่มอร์แกน ฟรีแมน ในบทอาจารย์มหาลัย เล่าให้ฟังเกี่ยวกับตำนานกรีกโบราณ ประมาณว่า (อาจจะผิดเพี้ยนไปบ้างนะครับ) บรรดาเทพบนสรวงสวรรค์นั้นบรรดาลให้เกิด ‘ความรัก’ ขึ้นมา โดยหวังที่จะขจัดความน่าเบื่อหน่ายให้กับมนุษย์ และหลังจากที่มวลมนุษย์ได้ลิ้มรสของ ‘ความรัก’ แล้ว สิ่งที่ท่านเทพประทานให้กับมนุษย์เป็นลำดับต่อมาก็คือ ‘เสียงหัวเราะ’

ตรงกับวลี ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’ อะไรทำนองนั้นแหละครับ

ตัวละครในหนังเรื่องนี้จึงเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความรักในแง่มุมต่างๆ ให้คนดูได้เรียนรู้ ตัดเรื่องจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ในหลายๆ ช่วงออกไป คนที่อินกับเรื่องความรักก็คงจะอิ่มเอมกับหนังพอสมควร

คำถามหลักที่หนังถามก็คือ ความรักคือทุกสิ่งทุกอย่าง หรือจริงๆ แล้วความรักเป็นเพียงลูกเล่นของธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ สำหรับผม หนังพยายามบอกว่าความรักไม่ใช่สารกระตุ้นของการสืบพันธุ์ แต่ความรักคือทุกๆ อย่างสำหรับมนุษย์

หากเป็นเช่นนั้นจริง ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าโศกนาฏกรรมอันเกิดจาก (สิ่งที่เราเรียกว่า) ‘ความรัก’ ก็คงจะอยู่คู่กับสังคมมนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ดังเช่นที่เคยเป็นมา จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง หนึ่งในนั้นคือมุมมองเรื่อง ‘ความรัก’ ในหนังสือ ‘สนทนากับพระเจ้า เล่ม 2’ ที่ผมเอ่ยถึง เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการถอนรากถอนโคนความคิดความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในทุกๆ มิติเลยก็ว่าได้ และผมคิดว่าถ้าเรา ‘เข้าหา’ ความรักในทิศทางที่ถูกต้องจริงๆ ผลที่ตามมานั้นจะงดงามเสมอ และ ‘ความรัก’ ก็จะกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับมนุษย์ได้ในความหมายที่แท้จริง

เมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้พูดถึงเรื่องความรักกันน้อยลงเสียที ผมว่ามีเรื่องอื่นให้พูดถึงอีกตั้งเยอะตั้งแยะไปครับ

………

sway-01.jpg

Sway, 2006, DVD, Miwa Nishikawa, A+

สำหรับผม นี่เป็นหนังที่ถ่ายภาพได้งดงามและทรงพลังมากครับ แม้เนื้อหาของหนังจะบีบและกดอารมณ์ความรู้สึกมากแค่ไหน แต่ผมก็ดูหนังเรื่องนี้ด้วยความเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง

การแสดงของเทรุยูกิ กาคาวา ในบทบาทของพี่ชายแสนดีนั้นน่าทึ่งมาก เขาสามารถถ่ายทอดความสลับซับซ้อนภายใต้เงื่อนปมของความรู้สึกต่ำต้อยออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะฉากที่เขากับโจ โอดาจิริ ในบทของน้องชาย นั่งคุยกันโดยมีพลาสติกใสกั้นขวางทุกคู่อยู่ ฉากนี้กาคาวาตีบทแตกเป็นเสี่ยงๆ มันเป็นฉากสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของคนทั้งคู่และหนังทั้งเรื่องก่อนหน้านี้ จากจุดเริ่มต้นของความรักและความหวังดีที่พี่กับน้องมีต่อกัน กลับกลายเป็นการระบายความรู้สึกที่พี่มีต่อน้องเป็นครั้งแรก (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าพี่รู้สึกกับน้องแบบนั้นจริงหรือเปล่า) และฉุดให้น้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะเขาโกรธหรือเขารักพี่กันแน่จึงทำแบบนี้)

เป็นหนังที่น่าดูเป็นอย่างยิ่งครับ

……….

kamikaze.jpg

Kamikaze 1989, 1982, Wolf Gremm, West Germany

หนัง Sci-Fi พันธุ์พิลึกที่ดวงกมลฟิล์มเฮาส์จัดฉายที่หอสมุดปรีดี พนมยงค์ เรื่องนี้ผมจับประเด็นหลักไม่ได้จริงๆ ครับ ด้วยความอ่อนแอของภาษาอังกฤษ ทั้งอ่านซับไตเติลไม่ทันและแปลไม่ออก เดาได้คร่าวๆ ว่าคงจะมีเรื่องการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉากสุดท้ายที่นายตำรวจยอดนักสืบทำท่า ‘กระเด้า’ ภาพนักบินอวกาศบนฝาผนังนั้นก็พอจะเดาได้ว่าคงจะออกไปในแนวเสียดสี

ไม่รู้จะเสียดสีไปจนถึงนายตำรวจยอดนักสืบของเราด้วยหรือเปล่า เพราะแกตัวอ้วนๆ ป้อมๆ ดูไม่น่าจะวิ่งตามผู้ร้ายทัน แถมยังติดเหล้าเสียอีก ดูยังไงก็ไม่เชื่อว่าแกเป็นยอดนายตำรวจในโลกอนาคตครับ

……….

realtime_01.jpg

Realtime, 1983, Hellmuth Costard and Jürgen Ebert, West Germany

ประเด็นของหนังเรื่องนี้ผมเดาว่าคงจะถกกันได้ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเรื่องปรัชญา หนังพูดถึงประเด็นยากๆ และซับซ้อนหลายประเด็น บทสนทนาหลายๆ ช่วงนั้นผมยอมแพ้ เมื่อบวกรวมเข้ากับรูปแบบของหนังทดลองแล้ว ขอรอให้มีซับไตเติลภาษาไทยออกมาก่อนก็แล้วกันครับ

Written by ksamphan

January 15, 2008 at 6:25 am

ปีใหม่

with 3 comments

คืนวันเริ่มต้นของปี 2551 ผมไปนั่งยองๆ ดูดอกไม้ไฟบนชั้นดาดฟ้าของบ้านญาติเพื่อนใกล้ๆ ตลาดสันป่าข่อยในเมืองเชียงใหม่ ที่ต้องนั่งยองๆ เพราะมีหลังคาคลุมดาดฟ้าทั้งชั้นอยู่ ต้องนั่งหรือไม่ก็ก้มมองผ่านช่องระหว่างกำแพงตึกกับหลังคาออกไป

บรรยากาศของวันขึ้นปีใหม่ที่เชียงใหม่ มองดูไกลๆ จากชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งที่ผมยืนอยู่ ดูคึกคักน่าสนุก ดอกไม้ไฟขนาดเล็กและขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงจุดนั้นจุดนี้ของเมือง ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่สว่างไสวพร่างพรายอยู่นานนับครึ่งชั่วโมง ผมกับเพื่อนอีกสองคนพร้อมป้าของเพื่อนอีกหนึ่งท่านแยกย้ายกันหามุมของตัวเอง ชื่นชมแสงสีตระการตาบนท้องฟ้าและสรรพสำเนียงแห่งการเฉลิมฉลองของผู้คน

ผมกับเพื่อนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับงานเทศกาลรื่นเริงเท่าไหร่ ยิ่งพวกเราเพิ่งทุลักทุเลลงมาจากยอดเขาสูงหยกๆ เมื่อช่วงบ่าย คืนนี้แต่ละคนเลยเลือกที่จะนอนพักเอาแรงดีกว่า

‘ปีใหม่’ สำหรับผม ยิ่งในช่วงปีหลังๆ มีความสำคัญเสมอ ถึงแม้ผมจะรู้ดีว่า ‘เวลา’ เป็นเพียงสิ่งสมมติอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ช่วงเวลา 1 ปีที่เราสมมติขึ้นมาก็ดูไม่มากไม่น้อยดีในการจัดการกับจังหวะของชีวิตในแต่ละช่วง

กลางเดือนธันวาคม เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานโทร.มาชวนไปเดินป่าย่ำดอยผ่านการชักชวนจากเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานกว่า

ผมตอบตกลงแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด

สำหรับผม การเดินป่าเดินดินนับเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งของชีวิต ถึงแม้จะเติบโตมาในเรือกสวนไร่นา แต่เอาเข้าจริงผมก็ยังไม่เคยเดินป่าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ประเภทแบกเป้บรรจุเสื้อผ้าและอาหารเข้าไปนอนข้างอ้างแรมในดงดอย ใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง เป็นวัน อะไรแบบนั้น

ปีใหม่ปีนี้จึงนับเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียวที่ผมได้เข้าป่า ได้เดินเหยียบดินเหยียบโคลนบนรองเท้า Converse ที่ตะลุยป่าคอนกรีตมาทั้งปี ได้เห็นขุนเขายืนตระหง่านเต็มๆ ตา ได้เห็นดวงอาทิตย์ลับและโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า และได้เห็นดวงดาวจำนวนมหาศาลส่องแสงระยิบระยับวับวาวเต็มท้องฟ้าบนยอดเขาสูง

แต่พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ เรื่องที่ลืมๆ ไปแล้วก็กลับเข้ามาใหม่ ทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้ว ปีใหม่ปีนี้ของผมก็เริ่มต้นด้วยการขาดหายของบางสิ่งบางอย่างไปเหมือนกัน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมได้ยินเสียงของพี่ซัน-มาโนช พุฒตาล ผ่านทางคลื่น The Radio FM 99.5 ครั้งแรกอีท่าไหน และก็จำไม่ได้แล้วว่าได้ฟังครั้งแรกเมื่อเดือนอะไร แต่นับตั้งแต่นั้นมา ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ แปดโมงถึงสิบเอ็ดโมง หากไม่ติดธุระปะปังอะไร ผมจะเปิดวิทยุฟังพี่ซันคุยตลอด และความรื่นรมย์ของชีวิตในเมืองอย่างหนึ่งของผมก็คือการได้ฟังพี่ซันเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ฟังอยู่ทุกเช้านี่แหละครับ

ต่างจากดีเจวัยรุ่นเสียงหล่อเสียงสวยทั่วไป เสียงของพี่ซันฟังยังไงก็รู้ว่าเป็นเสียงของคนที่ผ่านโลกมามาก อีกทั้งเรื่องราวที่พี่ซันเอามาเล่าเอามาคุยก็คงจะหาฟังจากดีเจคนอื่นไม่ได้ บวกรวมกับบทเพลงที่พี่ซันเปิดและร้องเองบ้าง ช่วงเวลา 4 ชั่วโมงในวันธรรมดาของผมจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตสำหรับปีที่ผ่านมา

ครับ มีพบก็ต้องมีจาก ความจริงของชีวิตเป็นอย่างนั้น ผมพยายามไม่ลืมว่าการได้พบก็หมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการจากลาด้วย เย็นวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2550 บนรถยนต์ของเพื่อน ผมจึงรับรู้การจากลาของคลื่น The Radio ผ่านวิทยุในรถด้วยอารมณ์ที่เกือบเป็นปกติ บางทีอาจเป็นเพราะในตอนนั้นพี่ซันอยู่ต่างจังหวัด ในขณะที่ดีเจคนอื่นๆ ของคลื่นเตรียมพร้อมกล่าวคำอำลาคนฟังพร้อมกันตอนก่อน 6 โมงเย็น แต่หลังจากที่ได้ฟังเสียงของพี่ซันผ่านทางโทรศัพท์ที่ทีมงานติดต่อไป ผมก็รู้ได้ทันทีว่าปีใหม่ปีนี้ของผมนั้นไม่เหมือนเดิมแน่

ผมไม่ได้ฟังว่าตอนก่อนหกโมงเย็นวันนั้นบรรยากาศการอำลาของคลื่นเป็นอย่างไร เพราะถึงที่หมายที่ต้องลงจากรถเสียก่อน อีกทั้งก็อย่างที่บอกว่าผมเตรียมพร้อมสำหรับการจากลาไว้อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นผมจึงง่วนอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปเชียงใหม่ ตื่นเต้นกับยอดดอยที่รอคอยให้ไปพิชิต และปลงได้กับการที่จะไม่ได้ยินเสียงของพี่ซันในตอนเช้าอีกแล้ว

จนกระทั่งวันนี้ผมได้เข้าไปอ่านกระทู้ในพันธุ์ทิพย์เกี่ยวกับการจากไปของ The Radio ผมจึงรู้ว่าคลื่นนี้มีความสำคัญสำหรับคนจำนวนมาก และแน่นอน มันมีความสำคัญสำหรับผมเช่นกัน

ไม่ได้ฟังเสียงของพี่ซัน ชีวิตก็ยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่มันต้องใช้เวลาปรับตัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง

Written by ksamphan

January 8, 2008 at 12:26 pm

Posted in อื่นๆ