K. Samphan

Archive for July 2007

พ่อมดกับการเมือง

with 2 comments

phoenix1.jpg

ผมอ่าน แฮร์รี พอตเตอร์ ทั้ง 3 เล่มแรกด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินไม่น้อย แต่ไม่ทราบว่าเพราะอะไร จู่ๆ ความสนใจใคร่รู้ก็หายไปดื้อๆ ทำให้ไม่เคยได้อ่าน แฮร์รี พอตเตอร์ เล่มต่อๆ มาอีกเลย 

เช่นเดียวกับหนัง ในช่วงที่มีข่าวครึกโครมว่าจะมีการสร้างหนังจากนวนิยายเรื่องดังกล่าว จนกระทั่ง Harry Potter and the Philosopher’s Stone (Chris Columbus, 2001) เปิดตัวออกมา ความพิสมัยใหลหลงเกี่ยวกับ แฮร์รี พอตเตอร์ ของผมก็สูญสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ผมไม่เคยได้ดูซีรี่ย์แฮร์รี พอตเตอร์ ทั้ง 4 เรื่องก่อนหน้านี้เลย แต่อะไรๆ ในชีวิตล้วนไม่หยุดนิ่งคงที่ ผมเริ่มต้นซีรี่ย์แฮร์รี พอตเตอร์ ด้วยหนังภาคที่ 5–Harry Potter and the Order of the Phoenix (David Yates, 2007) ซึ่งทำให้ยากที่จะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ แฮร์รี พอตเตอร์ จากที่ผมได้อ่านครั้งสุดท้ายเมื่อ 4-5 ปีก่อน จนกระทั่งมันกลายเป็นหนังภาคที่ 5 แล้วในวันนี้  

เช่นเดียวกับ เจ. เค. โรว์ลิง ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกและที่เกิดขึ้นขึ้นรอบๆ ตัวเธอ ทำให้ตัวเธอในวันนี้แตกต่างจากตัวเธอในวันแรกที่จับปากกาเขียนนวนิยายเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ฐานะทางการเงินและชื่อเสียงที่เธอมีมากขึ้น และแน่นอน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลต่อนวนิยายของเธออย่างยากที่จะปฏิเสธ

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกหลังจากได้ดูหนังภาคที่ 5 ก็คือ นี่เป็นหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนที่ผมเคยอ่านจริงหรือเปล่า เพราะดูเหมือนว่าเมื่อแฮร์รีกับเพื่อนๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื้อหาของนวนิยายเรื่องนี้ก็พัฒนาไปพร้อมๆ กัน ความสนุกสนานตื่นเต้นจากการใช้เวทมนตร์ของบรรดาพ่อมดแม่มด สัตว์ประหลาดสุดแสนพิสดาร เรื่องราวสนุกๆ ที่ฮอกวอตส์ หรือฉากการเล่นควิชดิชอันน่าตื่นตาตื่นใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนถูกลดความสำคัญลง–หรือไม่จำเป็นจะต้องเน้นอีกต่อไปแล้ว–เพราะสิ่งที่หนังให้น้ำหนักมากกว่าก็คือ การต่อสู้ของแฮร์รี (ทั้งกับลอร์ดโวลเดอมอร์และกับตัวเขาเอง) ความสัมพันธ์ระหว่างแฮร์รีกับตัวละครอื่นๆ แนวคิดทางการเมืองที่เยาะหยันอำนาจและมันสมองของผู้ปกครอง รวมถึงการจิกกัดสื่อมวลชนและคนรับสื่ออย่างแสบสันต์

แฮรีย์ พอตเตอร์ จึงเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่มีเนื้อหาเติบโตไปพร้อมๆ กับผู้อ่าน ซึ่งผมเชื่อว่า เจ. เค. โรว์ลิ่ง ตั้งใจให้มันเป็นไปเช่นนั้น 

บรรยากาศของ Harry Potter and the Order of the Phoenix มืดทึมและตึงเครียดแทบจะทั้งเรื่อง แฮร์รี พอตเตอร์ (Daniel Radcliffe) กับผมทรงใหม่ (ที่แสดงว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว) มีสีหน้าตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ผู้กำกับ เดวิด เยตส์ นั้นเน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกของแฮร์รีค่อนข้างมาก (นั่นจึงทำให้ ดาเนียล แรดคลิฟฟ์ มีโอกาสแสดงฝีมือในการแสดงอย่างเต็มที่) เพราะในภาคนี้ไม่เพียงแต่เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก โดโลเรส อัมบริดจ์ อาจารย์ใหญ่คนใหม่เท่านั้น แต่เขายังต้องกังวลกับความฝันประหลาดและการที่ลอร์ดโวลเดอมอร์เข้ามาอ่านจิตใจของเขาอีกด้วย

สำหรับ โดโรเลส อัมบริดจ์ (Imelda Staunton) กับ คอนีเลียส ฟัดจ์ (Robert Hardy) ทั้งคู่เปรียบเสมือนตัวแทนของบรรดาผู้ปกครองที่โรว์ลิ่งวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ อัมบริดจ์นั้นเป็นเลขานุการของฟัดจ์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเวทมนตร์ เธอถูกส่งมาที่ฮอกวอตส์เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของศาสตราจารย์ อัลบัส ดัมเบิลดอร์ (Michael Gambon) ที่ฟัดจ์เชื่อว่ากำลังวางแผนเลื่อยขาเก้าอี้รัฐมนตรีของเขาอยู่ ในฐานะอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่ เธอไม่ยอมสอนเนื้อหาภาคปฏิบัติให้กับนักเรียนของเธอ (เพราะกระทรวงเวทมนตร์ระแวงดัมเบิลดอร์) แถมยังมีความเชื่อว่ากฎระเบียบนั้นเป็นสิ่งจำเป็น (ที่สุด) ในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความประพฤติของนักเรียน (ดูฉากที่เธอใช้ไม้เท้าแยกนักเรียนที่กำลังจูบกันหรือปรับเครื่องแต่งกายของนักเรียนให้เรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปในสมัยที่ตัวเองยังนุ่งขาสั้น–ไม่คิดว่าที่อังกฤษก็มีแบบนี้เหมือนกัน) นอกจากนี้ เมื่อเธอได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนใหม่ วิธีการที่เธอใช้ดูแลฮอกวอตส์ก็คือการออกกฎระเบียบห้ามในทุกๆ เรื่องที่เธอไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ภาพลักษณ์ของอัมบริดจ์อาจจะดูไม่ต่างจากคุณครูหัวโบราณที่เชื่อมั่นในการลงโทษ การใช้กฎระเบียบ และนิยมชมชอบลูกศิษย์ที่ยินยอมอยู่ในโอวาทแต่โดยดี แต่แท้ที่จริงแล้ว แนวความคิดเช่นนี้ก็ยังคงฝังแน่นต่อเนื่องอยู่ในสังคมจวบจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะในสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “รัฐชาติ” ของมนุษย์

โรว์ลิงวิพากษ์วิจารณ์สภาวะของโลกยุคหลังเหตุการณ์ 9/11 อย่างเผ็ดร้อนผ่านตัวละครของอัมบริดจ์ ดูจากหนัง เธอคงไม่เห็นด้วยกับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอเมริกัน (รวมถึงรัฐบาลอังกฤษเอง) ที่ใช้ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย หรือเธออาจจะเห็นว่ากฎระเบียบที่ผู้ปกครองนิยมชมชอบนั้น ไม่ใช่วิธีการที่สามารถนำไปสู่เป้าหมายที่พวกเขาต้องการได้ หรืออาจจะกล่าวตรงๆ ได้ว่า มันคือวิธีการที่ผิดพลาด 

เฮอร์ไมโอนี (Emma Watson) เสนอให้แฮร์รีตั้ง “กองทัพดัมเบิลดอร์” ขึ้นมา เพื่อฝึกสอนเรื่องการใช้เวทมนตร์ในระหว่างพวกนักเรียนด้วยกัน เนื่องจากอัมบริดจ์ไม่ยอมสอน

คู่แฝดเฟร็ดกับจอร์จ (James และ Oliver Phelps) ทนพฤติกรรมของอัมบริดจ์ไม่ไหว พวกเขายอมทิ้งอนาคตทางการศึกษาด้วยการป่วนจนอัมบริดจ์กลายเป็นตัวตลก และทำให้กฎต่างๆ ที่ติดไว้บนกำแพงพังลงมา อันเป็นสัญลักษณ์ว่า นับจากนี้ไป กฎข้อบังคับที่อัมบริดจ์ตั้งขึ้นจะไม่มีผลอีกต่อไปแล้ว 

โรว์ลิงอาจจะกำลังบอกว่า การใช้วิธีกดบังคับเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มีวันจะใช้ได้ผล อย่าว่าแต่ในโรงเรียนของพวกพ่อมดแม่มดเลย 

ในขณะที่ คอนีเลียส ฟัดจ์ อาจเป็นตัวแทนของบรรดาผู้มีอำนาจ ที่เมื่อขึ้นมามีอำนาจแล้วก็มักจะมองคนอื่นในแง่ร้ายไปเสียทั้งหมด (คนไทยคงจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีในสมัยท่านผู้นำคนก่อน) ด้วยความหวาดระแวงว่าดัมเบิลดอร์จะแย่งอำนาจไปจากเขา ฟัดจ์จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะรู้ความเคลื่อนไหวของดัมเบิลดอร์ และเมื่อมีโอกาส เขาก็จะต้องลงมือเล่นงานดัมเบิลดอร์เสียก่อนที่ตัวเขาจะถูกเล่นงาน และสิ่งหนึ่งที่ฟัดจ์ใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานดัมเบิลดอร์ก็คือ “หนังสือพิมพ์”

ในหนัง เราจะพบว่าหนังสือพิมพ์มีอิทธิพลอย่างมากในสังคม แม่ของ ซีมัส ฟินนิกัน (Devon Murray) ถึงขนาดสั่งห้ามเขาคบกับแฮร์รีอันเนื่องมาจากข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ เช่นเดียวกับที่เมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้น ข้อความพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์–ทั้งจริงและไม่จริง–ก็จะโผล่ออกมาเป็นระยะ  

โรว์ลิงอาจจะกำลังบอกว่า คนเราสามารถรักกันหรือเกลียดกันได้เพียงคำไม่กี่คำที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ และไปๆ มาๆ ผู้ที่ทำหน้าที่กำหนด “ความจริง” ในสังคม ก็คือผู้ที่มีอำนาจบรรจุคำเหล่านั้นบนหน้ากระดาษนั่นเอง

ผมไม่รู้ว่าการขับรถจี๊ป เชโรกี บรรทุกระเบิดพุ่งเข้าชนสนามบินกลาสโกว์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม และมาตรการต่างๆ ที่จะตามมาจากทางการของอังกฤษ หรือการรับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของ กอร์ดอน บราวน์ จะส่งผลต่อซีรี่ย์แฮร์รี พอตเตอร์ ในภาคต่อๆ ไปหรือไม่ อย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมแน่ใจก็คือ นับจากนี้ไป เราจะได้เห็นบรรดาพ่อมดแม่มดเล่นการเมืองกันอย่างสนุกสนานเชียวล่ะครับ

Advertisements

Written by ksamphan

July 15, 2007 at 8:31 am

ความฝันของหนู

with one comment

111.jpg

04.jpg

มัตซูโกะ คาวาจิริ (Miki Nakatani) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1947 ที่เมืองฟูกูโอกะ เธอเป็นพี่สาวคนโตของน้องสาวกับน้องชาย คุมิ (Mikako Ichikawa) น้องสาวของเธอ ร่างกายอ่อนแอ พ่อกับแม่ต้องคอยดูแลเธอตลอดเวลา นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่มัตซูโกะคิดว่าเธอไม่ค่อยได้รับความสนใจจากพ่อและแม่มากนัก ตอนเด็กๆ ในระหว่างที่ไปเที่ยวสวนสนุกกับพ่อ (Akira Emoto) มัตซูโกะค้นพบวิธีที่จะทำให้พ่อของเธอยิ้มและหัวเราะได้โดยบังเอิญ การที่เธอสามารถทำให้พ่อที่ดูเหมือนจะมีความทุกข์อยู่ตลอดเวลายิ้มและหัวเราะได้ นับเป็นความสุขที่แสนวิเศษอย่างหนึ่งของเธอ นอกเหนือจากการร้องเพลง

ปี ค.ศ. 1971 มัตซูโกะอายุ 24 ปี ทำงานเป็นครูในโรงเรียนมัธยม ชีวิตของเธอดูเหมือนจะกำลังไปได้สวย เธอมีความสุขกับการทำงาน และดูเหมือนกำลังจะมีความรักกับครูหนุ่มรูปหล่อ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน หลังจากนั้นก็ทะเลาะกับพ่อ เธอหนีออกจากบ้าน

มัตซูโกะไม่มีโอกาสได้พบหน้าพ่อกับแม่ของเธออีกเลยนับจากวันนั้น

ปี ค.ศ. 1973 มัตซูโกะอายุ 26 ปี อยู่กินกับนักเขียนชื่อยาเมกาวะ เท็ตซูยะ (Kudo Kankuro) มัตซูโกะคิดว่าเธอค้นพบคนที่รักเธออย่างแท้จริงแล้ว ไม่ว่ายาเมกาวะจะทำร้าย ด่าว่า หรือรีดไถเงินจากเธออย่างไรก็ตาม

ยาเมกาวะฆ่าตัวตายต่อหน้ามัตซูโกะ โดยไร้ซึ่งเหตุผลหรือคำอธิบาย

โลกสีขาวสดใสของหนูน้อยมัตซูโกะ กลับกลายเป็นมืดมิดทึบทึมนับจากวันนั้น

มัตซูโกะอยู่กินกับผู้ชายอีกหลายคนหลังจากนั้น ชีวิตของเธอกวัดแกว่งไปมาระหว่างความสุขกับความเศร้า ความหวังกับความสิ้นหวัง ความโหดร้ายทารุณกับความอ่อนโยน ชื่อเสียงกับความหว้าเหว่

และการได้รักกับการถูกรัก

ปี ค.ศ. 2001 ศพของมัตซูโกะถูกพบอยู่ริมแม่น้ำที่เธอจะมานั่งมองเป็นประจำ ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยบาดแผล ในมือกำนามบัตรของใครสักคนไว้แน่น และบนผนังห้องพักของเธอที่อยู่ใกล้ๆ กัน มีข้อความลายมือของเธอเขียนไว้ว่า “ขอโทษที่ฉันเกิดมา”

Memories of Matsuko (2006) เป็นหนังเศร้าครับ ต่อให้ผู้กำกับ Tetsuya Nakashima (1959) จะใช้ลูกเล่นทางด้านภาพ แสง และเสียงอันโดดเด่นฉูดฉาดเพียงใดมาลดทอนอารมณ์หม่นทึม แต่ความเศร้าและคำถามมากมายก็ยังเกาะกุมหัวใจคนดูอยู่ดี

ชีวิตของมัตซูโกะสอนอะไรเราหลายอย่าง ไม่เฉพาะผู้หญิงหรอกครับ ผู้ชายอย่างผมดูแล้วก็สะอึกเหมือนกัน เพราะการที่ชีวิตของมัตซูโกะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นนั้น ล้วนมีเหตุผลมาจากผู้ชายทั้งสิ้น จากเด็กสาวน่ารักที่มีปมด้อยเรื่องการต้องการความรักจากพ่อ เติบโตเป็นหญิงสาวที่ไร้พลังที่จะมีชีวิตอยู่โดยลำพัง แม้ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่เธอรักจะไม่ต่างจากการอยู่ในขุมนรกก็ตาม

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคยเขียนไว้ว่า บางทีมนุษย์เราก็ต้องถอยห่างออกมาจากกันบ้าง เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ความหมายก็คือเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยลำพังบ้าง เพื่อที่เราจะได้เห็นตัวเองและคนอื่นชัดขึ้น

แต่สำหรับมัตซูโกะ พื้นฐานจากวัยเด็กและความรักครั้งแรกที่จบลงอย่างโหดร้ายทารุณ คงส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของเธอ เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยอมรับความจริงที่ว่าเธอต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีคนที่รักเธอ ชีวิตของเธอล่มสลาย เพราะเธอต้องการความรักจากคนอื่นมากเกินไป

เรื่องราวแบบนี้คงเกิดขึ้นกับผู้หญิงบนโลกนี้นับไม่ถ้วน โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่ผู้หญิงจะปฏิเสธบทบาทของการเป็นช้างเท้าหลัง และก้าวขึ้นมามีชีวิตที่ไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบคิดของเพศชายดั่งเช่นที่เคยเป็นมา แต่มัตซูโกะอาจเป็นตัวแทนของผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งในทศวรรษ 1970 ต่อเนื่องมาถึงยุคปัจจุบัน ที่ส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเธอถูกกำหนดและตีกรอบไว้แล้วโดยเพศชาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งลำพังการปรับเปลี่ยนบทบาทและสถานะทางสังคมไม่อาจทำให้พวกเธอหลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้นได้

การเปรียบมัตซูโกะเป็นเช่นพระเจ้าในตอนท้ายของหนัง เพราะความรักที่เธอมีให้กับผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และการที่ดูเหมือนเธอจะยินยอมรับความทุกข์ทรมานมาไว้กับเธอเพียงผู้เดียว สุดท้ายแล้วก็อาจเป็นแค่การตอกย้ำว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่ผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างมัตซูโกะจะทำได้

[เมกูมิ (Asuka Kurosawa) เพื่อนสนิทที่พบกันในคุกของมัตซูโกะ เป็นผู้หญิงหนึ่งในสามคนที่ปรากฏตัวในหนัง (อีกคนหนึ่งคือคุมิ น้องสาวผู้อ่อนแอของมัตซูโกะ) เธอเป็นหญิงแกร่งที่เติบโตจากการเป็นดารา AV จนกระทั่งกลายเป็นประธานบริษัทผลิตหนัง AV เอง ซึ่งแน่นอน เธอไม่ได้รับการยกย่องแบบมัตซูโกะ เพราะเธออาจจะแข็งแกร่งเกินไป]

สิ่งหนึ่งที่น่าสะเทือนใจก็คือ ตอนเป็นเด็ก เรามักจะถูกถามอยู่เสมอว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร?

หนังเรื่องนี้ตอบคำถามนี้ว่า

“เด็กผู้หญิงทุกคนต่างก็อยากจะโตขึ้นเป็นสโนไวต์หรือไม่ก็ซินเดอเรลล่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกสีขาวแสนสวยของพวกเธอก็กลับกลายเป็นมืดมิดทึบทึม และมีอีกาสีดำบินว่อนอยู่เต็มท้องฟ้า”

หมายเหตุ: อ่านประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Written by ksamphan

July 6, 2007 at 10:08 am

มาเลเซียที่ไม่เคยรู้จัก

with one comment

20.jpg

22.jpg

ถึงแม้จะมีพรมแดนประเทศติดกัน แต่ความรู้เกี่ยวกับประเทศมาเลเซียของผมก็แทบจะไม่มีเลย ข่าวคราวที่เคยได้ยินส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องทางการเมือง และปัญหาเกี่ยวกับชายแดนภาคใต้ของประเทศเรา

ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ (ประมาณ 55%) นับถือศาสนาอิสลามประเทศนี้ ที่จริงแล้วมีประชากรชาวจีนอยู่อาศัยมากถึง 33% มากเป็นอันดับสองรองจากชาวมาเลย์ที่มีอยู่ประมาณ 40% ด้วยจำนวนขนาดนี้ ชาวจีนในมาเลเซียก็คงจะมีบทบาทที่สำคัญมากพอๆ กับชาวมาเลย์ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เพียงแต่ชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลสำคัญๆ ของประเทศที่ปรากฏบนสื่อมักจะเป็นชาวมาเลย์เสียมาก ความรับรู้ของผมว่าประเทศนี้ยังมีประชากรชาวจีนอาศัยอยู่อีกมากจึงไม่ค่อยมี (หรืออาจเป็นนโยบายของท่านอดีตผู้นำที่พยายามจำกัดบทบาทของชาวจีนหรือเปล่า อันนี้ผมไม่แน่ใจ) และถ้าผมจำไม่ผิด ที่ผ่านมาก็มีข่าวความขัดแย้งระหว่างประชากรทั้งสองกลุ่มอยู่เป็นระยะ  

เกริ่นถึงมาเลเซียก็ไม่มีอะไรมากครับ พอดีผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง Rain Dogs (2006) ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของชาวจีนในมาเลเซีย ชาวจีนล้วนๆ เลยครับ เพราะในหนังไม่ปรากฏบุคคลเชื้อสายอื่นเลยแม้แต่คนเดียว

Ho Yuhang ผู้กำกับวัย 36 ปี ฉายภาพกรุงกัวลาลัมเปอร์ในด้านที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายๆ กับกรุงเทพฯนี่แหละครับ เมืองสวรรค์ที่มีตึกแฝดปิโตรนาสเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งรุ่มรวย แต่เมื่อลงไปเดินบนท้องถนนจริงๆ สิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างไปจากเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก   

Rain Dogs ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ ถัง (Kuan Choon Wai) เด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่เดินทางไปหาพี่ชายที่กัวลาลัมเปอร์ ในช่วงก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม เขามีประสบการณ์ที่ไม่ดีหลายอย่างในเมืองหลวง เริ่มจากโทรศัพท์สาธารณะที่ใช้การไม่ได้ ก่อนจะถูกแมงดาคุมโสเภณีขู่เอาเงินหน้าตาเฉย เพราะดันไปเปิดประตูให้ผู้หญิงเข้ามาในห้อง (ยังไม่เคยได้ยินกรณีแบบนี้ในกรุงเทพฯนะครับ หรือจริงๆ แล้วอาจจะมีก็ได้)

ถังกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ก่อนข่าวการเสียชีวิตของพี่ชายจะตามไปติดๆ 

เราอาจจะเดาได้ว่าถังมีพี่ชายคนนี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เพราะแม่ของเขาดูจะใส่ใจและเชื่อใจคนรักมากกว่า (ถังไม่เคยเห็นหน้าพ่อ) และเมื่อพี่ชายของเขาเสียชีวิตไป ถังจึงต้องเริ่มต้นเดินไปบนเส้นทางของตัวเอง

หนังสำรวจชีวิตของถัง รวมถึงชีวิตของคนอื่นๆ อย่างพิถีพิถันและงดงาม ไม่ใช่ประเภทดูแล้วรู้สึกดีกับชีวิตหรอกครับ แต่ดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่กับชีวิตเหมือนกัน (ผมรู้สึกว่าทำไมชีวิตมันถึงโหดร้ายกับเรานักตอนดู Memories of Matsuko (2006) แต่ความรู้สึกของผมกับความดีของหนังนั้นเป็นคนละเรื่องกันนะครับ) แต่เป็นชีวิตจริงๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่เขากำลังพบเผชิญ

เหตุการณ์ที่ถังพบไม่ใช่เรื่องที่ตื่นเต้น ไม่ใช่ยาเสพติด การฆาตกรรม หรือความรักร้อนแรงในวัยหนุ่ม แต่เป็นเรื่องราวธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้

ถังหนีไปอยู่กับลุงที่หมู่บ้านชาวประมงเพราะไม่พอใจแม่ที่เชื่อใจคนรักของเธอมากกว่า และที่นี่เองที่ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น  

ตัวละครอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะอยู่ในกระบวนการเดียวกัน ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมากกว่าถัง พวกเขาล้วนกำลังรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่หนังไม่ได้บอกหรอกครับว่าวิธีการรับมือกับชีวิตที่ดีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร และเอาเข้าจริงเราก็อาจต้องใช้เวลานานโขทีเดียวกว่าจะค้นพบวิธีการที่เหมาะกับตัวเองได้

ที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนังใช้ภาพเล่าเรื่องแทนบทสนทนาอยู่หลายตอน ซึ่งผมคิดว่าบางทีมันอาจจะดีกว่าการใช้คำพูดด้วยซ้ำไป และมันก็ทำให้ Rain Dogs มีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย

มีอยู่ฉากหนึ่ง ถังกำลังโหนคานประตูฟุตบอลเล่นอยู่ มีเสียงหญิงสาวร้องทัก ก่อนเธอกับพี่สาวจะเดินเข้ามาในฉาก เธอแนะนำพี่สาวให้ถังรู้จัก ก่อนจะซ้อนท้ายจักรยานของพี่สาว ขี่เข้าไปในสนามฟุตบอลสีเขียว มีภูเขาเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ และท้องฟ้าสีครามกระจ่างปกคลุมเบื้องบน

ฉากนี้ดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไรเลยนะครับ แต่เมื่อมันถูกใส่เข้ามา ก็แสดงว่ามันมีความสำคัญอยู่ในตัวมันเอง ที่เหลือก็อยู่ที่คนดูแหละครับว่าจะจินตนาการหลอมรวมมันเข้ากับหนังยังไง

ผมคิดว่าหนังอาจจะเข้มข้นกว่านี้ถ้าตัวละครมีมิติอื่นๆ บ้าง นอกเหนือจากบรรยากาศโรงสนุ๊กและการแทงพนันฟุตบอลในแวดวงพี่ชายของถัง หรือการจ่ายค่าน้ำจิ้มน้ำชา สังคมชาวจีนในมาเลเซียน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ควรจะถูกพูดถึง อย่างน้อยก็ความเชื่อหรือหลักศาสนาที่พวกเขายึดถือ หรือประเด็นทางการเมืองบางเรื่อง 

เดาได้ว่าผู้กำกับอาจไม่ได้สนใจประเด็นเหล่านั้น หรือไม่ก็คนจีนส่วนหนึ่งในมาเลเซียเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ผมก็คิดมากไปเอง

Ho Yuhang คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Nantes Festival Of Three Continents ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติรางวัลแรกของเขาจากหนังเรื่องนี้ครับ

Written by ksamphan

July 5, 2007 at 8:32 am