K. Samphan

Archive for March 2007

เรื่องนี้ไม่มีชื่อ

with 7 comments

คืนวันจันทร์ของกรุงเทพฯ เป็นคืนประกาศอิสรภาพของคนเดินเท้าริมถนน ร้านรวงหายไปแทบจะหมดสิ้น เช่นเดียวกับผู้คนที่พลุกพล่านก็เงียบหายบางตา

ผมกำลังเดินกลับห้องพัก สมองยังมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังค้างเติ่งมาจากเมื่อคืนก่อน ในโพรงจมูกทั้งสองข้างอุดตันไปด้วยของเหลว อากาศหมดสิทธิ์เล็ดลอด ผมอ้าปากหายใจพะงาบๆ เหมือนปลากัดใกล้สิ้นใจ

บนถนน พาหนะตั้งแต่ 2 ถึง 10 ล้อยังบดเบียดแย่งชิงพื้นที่ สงครามบนพื้นยางมะตอยเป็นมหรสพอันน่าตื่นตาตื่นใจ คืนนี้ (และหลายคืนก่อนคืนนี้) การไฟฟ้านครหลวงยังเพิ่มความเย้ายวนด้วยการวางท่อและวางสายจิปาถะที่ดูเหมือนจะต้องวางแล้ววางอีกไม่มีวันจบสิ้น ถนนบางช่วงถูกบีบให้เหลือทางวิ่งทางเดียว กระพืออารมณ์ที่ร้อนอยู่แล้วให้ยิ่งระอุ หญิงสาววัยไม่ถึงสามสิบในรถแท็กซี่สีเขียว-เหลืองเหม่อมองออกมานอกรถ แววตาแน่นิ่งยากคาดเดาความหมาย ผมนึกถึงแววตาของสาวญี่ปุ่นในหนังเรื่อง ‘Babel’ และพยายามนึกว่าข้อความสุดท้ายที่เธอส่งถึงตำรวจนายนั้นคืออะไร

…เธอยืนเปลือยเปล่าอยู่บนตึกสูง มองออกไปยังเมืองที่สว่างไสว เวิ้งว้าง และอึกทึก

*

ห้องพักของผมอยู่บนชั้น 6 วิวที่มองเห็นจากระเบียงหลังห้องคือสลัมขนาดร้อยกว่าหลังคาเรือน ระหว่างสลัมกับอาคารหอพักถูกกั้นด้วยกำแพงคอนกรีต คืนไหนพอจะมีลมพัดบ้าง ผมจะปิดไฟ แล้วออกมายืนมองผู้คนในชุมชนแห่งนี้

ตัวอาคารหอพักอยู่ห่างจากถนนประมาณ 150 เมตร ปากทางเข้ามีบาร์เกย์เล็กๆ เปิดไฟสีแดงต้อนรับลูกค้าตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เจ้าของร้านเป็นเกย์อายุประมาณ 40 ปี หัวล้าน แต่ดูแลรักษาร่างกายเป็นอย่างดีด้วยการออกวิ่งทุกเย็นก่อนเปิดร้าน

สลัมกับบาร์เกย์อาจเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีสำหรับศิลปินบางคน จอห์น สไตเบ็ก อาจเขียนนิยายที่สะเทือนใจกว่า ‘Of Mice and Men’ หากมีโอกาสเดินผ่านบาร์เกย์ทุกวันอย่างผม หรือไม่ บ็อบ ดีแลน ก็อาจจะมีเพลงฮิตเพิ่มขึ้นมาอีกเพลง ถ้าเขาต้องนอนฟังเสียงผัวเมียทะเลาะกันเกือบทุกคืน

ผมอยากจะสร้างสรรค์อะไรแบบนั้นได้บ้างจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่คุณก็คงรู้ดีว่าผมทำได้หรือเปล่า

ก่อนถึงห้อง ผมแวะซื้อเบียร์ลีโอสามกระป๋องใน 7-ELEVEn หน้าปากซอย

สามกระป๋อง ไม่เยอะเกินไปสำหรับชั่วโมงแบบนี้

*

เบียร์กระป๋องที่สองยังเหลืออยู่อีกครึ่ง ผมดับบุหรี่มวนที่สาม และหันหลังพิงระเบียงคอนกรีต

แสงและเสียงของกรุงเทพฯย่านสะพานควายในคืนนี้ไม่ต่างจากคืนก่อนๆ มากนัก ผิดแต่ว่าคืนนี้สลัมด้านล่างดูจะเงียบสงบเป็นพิเศษ

ผมฮัมท่อนฮุกของเพลง ‘วิมานดิน’ เบาๆ หนึ่งรอบ อวยพรให้ผัวเมียหลายสิบคู่ในสลัมรักกันดีๆ แบบคืนนี้บ่อยๆ ก่อนจะเปิดประตูกลับเข้าห้อง

*

กระดกเบียร์สองอึกลงท้อง และเริ่มต้นรวบรวมความคิดใหม่อีกครั้งว่าจะทำยังไงกับใครก็ไม่รู้ที่นอนอยู่บนเตียงของตัวเอง

หญิงสาวแปลกหน้าบนเตียงนอน สิ่งมหัศจรรย์ต้อนรับคืนวันจันทร์

*

ถึงแม้ในห้องจะไม่ได้เปิดไฟ แต่ก็พอจะมองเห็นจากแสงของค่ำคืน

เธอนอนตะแคงหันหน้าไปทางหน้าต่าง ผมยาวสลวยดัดเป็นลอนบดบังใบหน้าบางส่วน แต่ก็ยังพอเห็นเค้าความน่ารัก (ตามรสนิยมของผม) แสงจันทร์ข้างขึ้นเดินทางผ่านหน้าต่างบานเกร็ดกระทบร่างของเธอที่อยู่ใต้ผ้าห่ม ดูราวกับรูปสลักหินอ่อนในสมัยโรมัน

ไม่มีรองเท้าและสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของของผมอยู่ภายในห้อง

เธอเหมือนนางฟ้าบาดเจ็บที่มีกุญแจพิเศษไขเข้ามาในห้องของผม เปิดแอร์ และอาศัยเตียงเก่าๆ เป็นที่พักรักษาร่างกาย

*

23.17 น.

หลังจากจัดการกับเบียร์กระป๋องที่สองเรียบร้อย ผมเก็บเบียร์กระป๋องสุดท้ายเข้าตู้เย็น อาบน้ำแต่งตัวด้วยความระมัดระวัง และหยิบ ‘Blind Willow, Sleeping Woman’ ของฮารูกิ มูราคามิ ที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อ

นางฟ้าบาดเจ็บยังคงนอนนิ่ง ลมหายใจของเธอสม่ำเสมอ ผมเดาว่าเธอคงกำลังฝันดี

*

“หวัดดีตอนดึกค่ะ”

เสียงทักทายดังเบาๆ มาจากเตียงนอน ผมเงยหน้าจาก ‘A Folklore for My Generation: A Prehistory of Late-Stage Capitalism’ ที่ใกล้จะอ่านจบ แล้วหันไปทางที่มาของเสียง

เธอยังนอนอยู่ในท่าเดิม แต่ลืมตา และส่งยิ้มน้อยๆ มาที่ผม

“หวัดดีตอนดึก” ผมพูดได้แค่นั้น

เวลาผ่านไปประมาณ 5 วินาทีหลังจากผมตอบรับคำทักทาย แต่เสียงของสาวน้อยก็ยังกังวานกึกก้องอยู่ในหูของผม

ผมรู้สึกเหมือนกับหายใจไม่ออก จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ และที่หน้าผากดูเหมือนจะมีเหงื่อซึมออกมา

นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าธรรมดาๆ ผมคิดในใจ แค่ได้ยินเสียงของเธอผมก็ทำอะไรต่อไม่ถูก มันเป็นเสียงที่ผมเคยได้ยิน–อาจจะเคยได้ยิน บนโลกใบนี้ หรือโลกในจินตนาการที่ไหนสักใบ

*

“หนูมีพ่อแม่พี่น้องอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะมี” เธอพูดทั้งๆ ที่เส้นบะหมี่ยังพันกันอยู่เต็มปาก

“ถ้างั้นบอกหน่อยได้ไหมว่าพ่อแม่เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน แล้วเป็นไงมาไงถึงมาอยู่ในห้องของพี่ได้ อ้อ แล้วจะให้พี่เรียกเธอว่าอะไร ถ้าไม่ยอมบอกชื่อ” ผมถามคำถามเหล่านี้มาเกินสามรอบ แต่สาวน้อยปฏิเสธที่จะตอบ

“ก็หนูบอกพี่แล้วไง รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมากน่ะ” น้ำเสียงเธอเริ่มไม่พอใจ

“รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมาก” ผมทวนคำพูดของเธอ “ถ้ามันเป็นละครหรือเป็นนิยายมันก็โอเค แต่นี่มันชีวิตจริงโว้ย เกิดพรุ่งนี้มีตำรวจมาเคาะประตูห้องแล้วจะให้พี่ทำยังไง จะให้บอกตำรวจว่า ‘อ๋อ เราเป็นแค่คนรู้จักกันแบบไม่รู้จักกันมากน่ะครับ’ เออ ฟังดูเข้าท่าดี” ผมเริ่มหมดความอดทน

“จะไม่มีตำรวจมาหาพี่ พี่จะไม่เดือดร้อนอะไรทั้งนั้น ชีวิตของพี่จะเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นมา หนูแค่ขออาศัยห้องพี่อยู่ชั่วคราว” น้ำเสียงเธอนุ่มนวลลง ก่อนจะเงียบไปพักหนึ่ง “แล้วถึงเวลาหนูจะไปเอง พี่ไม่ต้องห่วง” พูดจบ เธอคีบชิ้นหมูแดงใส่ปาก

“พี่จะวางใจได้ไงว่าจะไม่เดือดร้อน” ผมถามต่อ

“หนูบอกว่าพี่จะไม่เดือดร้อนก็ไม่เดือดร้อนสิ” เที่ยวนี้ดูท่าว่าเธอจะไม่ยอมจริงๆ

“โอเคๆ ไม่เดือดร้อนก็ไม่เดือดร้อน” ผมยอมแพ้ “งั้นเอาเป็นว่าขอแค่รู้จักชื่อจะได้ไหม ไม่งั้นพี่ไม่รู้จะเรียกเธอยังไง”

“ก็แล้วแต่พี่จะเรียก หนูชื่ออะไรก็ได้” พูดจบ เธอก็ก้มหน้าซดบะหมี่ของเธอต่อไป

คืนวันจันทร์ ริมถนนประดิพัทธ์ตอน 5 ทุ่ม 32 นาที ผู้คนบางตากว่าปกติ พ่อค้าแม่ขายได้พักผ่อนตามมาตรการของกรุงเทพมหานคร ผมพาสาวน้อยมากินบะหมี่ซึ่งหลบเข้ามาขายอยู่ในซอย หลังจากเธอตื่นขึ้นมาแล้วบ่นว่าหิว

พอบะหมี่หมดชาม ผมพาเธอแวะ 7-ELEVEn ซื้อของใช้ที่เธอจำเป็นต้องใช้สำหรับคืนนี้–แปรงสีฟัน ยาสระผม ผ้าอนามัย (ยี่ห้อประจำของเธอ–เธอว่าอย่างนั้น)

ทั้งหมดเธอจ่ายด้วยเงินของเธอเอง เช่นเดียวกับบะหมี่เกี๊ยวน้ำ 2 ชาม (ครับ เธอเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวผม)

ผมไม่ได้ถามว่าเธอมีเงินติดตัวมาเท่าไหร่

ไม่ใช่คำถามสำหรับคนที่รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมากควรจะถาม–ผมบอกตัวเองในใจ

*

เธอฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือตอนที่ผมเปิดประตูเข้ามา

“สวัสดีค่ะ วันนี้กลับเร็วนะ” เธอเอ่ยคำทักทายโดยไม่มีส่วนใดของร่างกายขยับเขยื้อน

ผมชะงักเล็กน้อย แปลกใจที่เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลากลับปกติของผม

“อืม” ผมส่งเสียงรับรู้ “ก็อยากมาดูว่ายังอยู่หรือเปล่า”

“หนูยังไม่ไปไหนหรอก ไม่ต้องห่วง” เธอพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ

ผมถอดรองเท้าและถุงเท้า เดินมาดูหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ

“รู้จักด้วยเหรอ” ผมถามเธอพร้อมกับชี้ไปที่หนังสือ

“พี่อ่านยัง” เธอถามผมกลับแทนคำตอบ

“อ่านแล้ว แต่ยังอ่านไม่จบ ไอ้ที่อ่านก็ลืมไปหมดแล้วด้วย”

“หนูว่าสนุกดี”

“อืม” คำตอบรับประจำตัวของผม “ฟรีดริช นิตเช่ นักคิดผู้เป็นต้นธารของแนวคิดโพสต์โมเดิร์น” ผมอวดภูมิ กระหยิ่มในใจว่าคงเรียกความสนใจจากสาวน้อยได้บ้าง

“ก็แค่คนคิดมากคนหนึ่ง”

ผมนิ่งไป 2 วินาที

“ไปหาอะไรกินเหอะพี่ หนูหิว”

*

สาวน้อยเป็นนักอ่านตัวยง คืนนั้นผมล้มตัวลงนอนในขณะที่เธอยังคงจดจ่ออยู่กับ ‘คือพจนาซาราทุสตรา’

“ไหนว่าเป็นแค่คนคิดมากคนหนึ่ง” ผมเสแสร้งว่าพูดกับตัวเอง แต่ก็ไม่วายชำเลืองสายตาไปที่เธอ

เธอหันมายิ้มน้อยๆ ให้ผม ก่อนจะหันไปทุ่มเทอ่านหนังสือต่อ

เย็นวันต่อมา ‘คือพจนาซาราทุสตรา’ ถูกเก็บเข้าที่ ตอนนี้ในมือของเธอคือ ‘ปราสาท’ ของฟรันซ์ คาฟคา

ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ

*

นอกจากเตียงนอน ตู้เก็บเสื้อผ้า และโต๊ะอ่านหนังสือ พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในห้องของผมถูกจับจองด้วยกองหนังสือ กองเอกสาร และข้าวของจิปาถะระเกะระกะตามประสาหนุ่มโสด กล่องกระดาษ 4-5 ใบบรรจุหนังสือที่ผมอ่านแล้ววางหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง หนังสือที่เหลืออีกหลายสิบเล่มซึ่งผมยังไม่ได้อ่านวางกองอยู่ตรงนั้นตรงนี้ตามสภาวะอารมณ์ของผมในแต่ละห้วงขณะ

เย็นวันพุธ ผมกลับมาถึงห้องในเวลาเดียวกับเย็นวันอังคาร สาวน้อยในเสื้อผ้าชุดใหม่กำลังยืนรวบผมอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ

ผมถอดรองเท้าและถุงเท้า เดินเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกราวกับว่าไม่ใช่ห้องของตัวเอง

“อย่าบอกนะว่าเพิ่งขัดห้องน้ำเสร็จ”

“มันสกปรกจนทนไม่ไหวน่ะ” เธอเช็ดเท้ากับผ้าขี้ริ้วหน้าห้องน้ำ เดินยิ้มน้อยๆ ตรงมาที่ผม

“เป็นไง พอไหวเปล่า” เธอพูดพร้อมกับหันไปรอบๆ ห้อง

“ทำยังกะคุณเคนจิในหนังของพี่ต้อม” ผมพูดกับตัวเองมากกว่าจะตั้งใจพูดกับเธอ

“พี่ต้อมไหน”

“เปล่าๆ” ผมขี้เกียจอธิบาย

“ถ้าจะให้ดี” ผมชี้มือไปที่ตะกร้าเสื้อผ้าหน้าห้องน้ำ “วันหลังก็ได้ ไม่รีบๆ”

“คุณพี่ขา จะให้ซักกางเกงในให้ด้วยไหมคะ” เธอทำเสียงพร้อมปั้นสีหน้าประชด น่ารักจนผมต้องรีบหันไปทางอื่น

ผมวางเป้พิงกับขาโต๊ะ ล้วงเศษสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋ากางเกงออกมาวางบนโต๊ะ

“เฮ้ย!” ผมตกใจเมื่อหันไปเห็น ‘ปราสาท’ ของฟรันซ์ คาฟคา “เล่มเมื่อวานอ่านจบแล้วเหรอ?”

*

Written by ksamphan

March 21, 2007 at 1:48 pm

Posted in อื่นๆ