K. Samphan

Archive for February 2006

เจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียวตัวน้อย

with 4 comments

 แปลจาก The Little Green Monster ใน The Elephant Vanishes

โดย Haruki Murakami

สามีของฉันออกไปทำงานตามปกติ และฉันก็คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างเพียงลำพัง มองออกไปที่สวนหย่อมผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษสำหรับการนั่งมองสวนหย่อม ฉันแค่ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำก็แค่นั้น และฉันก็คิดว่าอีกไม่นาน ถ้าหากฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้ ฉันน่าจะคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง ต้นโอ๊คในสวนแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ฉันให้ความสนใจ มันเป็นสิ่งที่ฉันชอบมากที่สุด ฉันปลูกมันเองตอนที่ฉันยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และฉันก็เฝ้ามองมันเติบโต ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นเพื่อนเก่า ฉันคุยกับมันอยู่ในใจตลอดเวลา

วันนั้นก็เหมือนกัน ฉันกำลังคุยอยู่กับต้นโอ๊ค ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยเรื่องอะไรกัน และฉันก็ไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว เวลาคล้อยผ่านขณะที่ฉันเฝ้ามองสวนหย่อม ความมืดโรยตัวปกคลุมก่อนที่ฉันจะทันรู้ตัว ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกสักพัก ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียง มันดังมาจากที่ไหนซักแห่งในระยะไกล เสียงประหลาดและได้ยินไม่ค่อยชัด คล้ายใครบางคนกำลังทุบทำลายอะไรบางอย่าง ตอนแรกฉันคิดว่าเสียงนี้ดังมาจากร่างกายของฉัน ฟังๆ ดูแล้วเหมือนกับเสียงเตือนจากรังไหมมืดมิดซึ่งร่างกายของฉันกำลังถูกมันพันม้วนเข้าไปอยู่ข้างใน ฉันสูดลมหายใจและตั้งใจฟัง ใช่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันคืออะไร? ฉันหมดปัญญาจะนึกได้ แต่มันทำให้ฉันขนลุก

พื้นดินบริเวณใต้ต้นโอ๊คเริ่มนูนขึ้น ราวกับว่ามีของเหลวแน่นหนักกำลังโผล่ขึ้นมา ฉันสูดลมหายใจอีกครั้ง ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มแตกออกและเผยให้เห็นอุ้งเล็บแหลมคม ฉันจ้องมันตาไม่กระพริบ กำมือแน่น บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ฉันพูดกับตัวเอง มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ อุ้งเล็บตะกุยดินขึ้นมาจนเปิดออกเป็นโพลง และเจ้าสัตว์ประหลาดตัวเล็กสีเขียวก็คลานขึ้นมาจากพื้นดิน

ผิวของมันเป็นเกล็ดสีเขียวสว่าง ทันทีที่มันโผล่ขึ้นมา มันก็สะบัดเอาดินที่ติดอยู่ตามร่างกายออก จมูกสีเขียวของมันยื่นยาวประหลาด ปลายแหลมเรียวยาวราวกับแส้ แต่ตาของมันคล้ายกับตาของมนุษย์ แววตาที่มันมองมาทำให้ฉันตัวสั่น มันแสดงความรู้สึกได้เหมือนกับตาของคุณหรือของฉัน

โดยไม่ลังเล เจ้าสัตว์ประหลาดเริ่มเคลื่อนที่มายังประตูหน้าบ้านของฉันช้าๆ มันใช้ปลายจมูกแหลมเรียวเคาะประตู เสียงเคาะไร้ความรู้สึกดังกังวานไปทั้งบ้าน ฉันย่องไปที่ห้องด้านหลัง หวังว่าเจ้าสัตว์ประหลาดคงไม่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่สามารถตะโกนบอกใครได้ บริเวณนี้มีบ้านของเราเพียงหลังเดียว และสามีของฉันก็จะยังไม่กลับบ้านจนกว่าจะค่ำ ฉันไม่สามารถวิ่งหนีออกทางประตูหลังได้อีกเหมือนกัน เนื่องจากบ้านของฉันมีแค่ประตูหน้าเพียงประตูเดียว ซึ่งเจ้าสัตว์ประหลาดตัวสีเขียวน่ากลัวกำลังเคาะมันอยู่ ฉันหายใจอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้เหมือนกับไม่มีฉันอยู่ที่นี่ ฉันภาวนาให้เรื่องราวทั้งหมดจบสิ้นลงและผ่านพ้นไป แต่มันยังไม่จบ หลังจากเคาะประตู มันก็ใช้จมูกของมันปลดล็อค ดูเหมือนมันจะไม่มีปัญหาอะไรในการปลดล็อค และในที่สุดประตูก็เปิดออก เจ้าสัตว์ประหลาดค่อยๆ ยื่นจมูกผ่านขอบประตูเข้ามาก่อนที่หยุดลง หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนกับงูที่ชูคอขึ้นสำรวจทิศทางภายในบ้าน ถ้าฉันรู้ว่ามันจะทำแบบนี้ ฉันจะไปแอบอยู่ข้างประตูและตัดจมูกของมันซะ ในครัวมีมีดให้ฉันเลือกใช้เหลือเฟือ ไม่นานหลังจากที่ฉันคิดถึงเรื่องนี้ เจ้าสัตว์ประหลาดก็เคลื่อนที่ผ่านขอบประตูเข้ามา มันยิ้มราวกับรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ และมันก็เริ่มพูด–ไม่ใช่อาการติดอ่าง–แต่มันพูดซ้ำคำราวกับมันกำลังเรียนรู้คำเหล่านั้นอยู่ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก ดีขึ้นหรอก เจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียวตัวเล็กพูด จมูกของข้าเหมือนกับหางของจิ้งจก มันจะงอกขึ้นมาใหม่ แข็งแรงและยาวกว่าเดิม แข็งแรงและยาวกว่าเดิม ผลที่ท่านได้รับจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านต้องการ พอพูดจบมันก็กลอกตาไปมาอยู่นาน ดวงตาที่แปลกประหลาดสุดบรรยาย

โธ่ ไม่นะ ฉันบอกกับตัวเอง มันสามารถอ่านใจคนได้หรือเนี่ย? ฉันเกลียดการที่มีใครรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ โดยเฉพาะถ้าใครคนนั้นเป็นสิ่งลึกลับน่ากลัวแบบนี้ เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมาตั้งแต่หัวจรดเท้า เจ้าสิ่งนี้มันต้องการจะทำอะไรฉัน? กิน? หรือจะดึงฉันลงไปใต้ดิน? แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ไม่น่าเกลียดจนฉันทนดูไม่ได้ แค่นี้ก็ดีแล้ว มันมีแขนกับขาสีชมพูอันเล็กๆ ยื่นออกมาจากลำตัวที่เป็นเกล็ดสีเขียว เล็บที่มือและเท้างอกยาว ยิ่งฉันมองดูมันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นว่ามันเกือบจะน่ารัก และฉันก็รับรู้ได้อีกด้วยว่า เจ้าสิ่งนี้ไม่มีเจตนาจะทำร้ายฉัน

ไม่แน่นอน มันพูดกับฉัน เชิดหน้าขึ้น เสียงเกล็ดของมันกระทบกันเวลาที่มันเคลื่อนไหว เหมือนกับเสียงของถ้วยกาแฟกระทบกันตอนที่เราเก็บโต๊ะ ทำไมจึงคิดอะไรโหดร้ายปานนั้น คุณผู้หญิง แน่นอน ข้าจะไม่กินท่าน ไม่ ไม่ ไม่ ข้าจะไม่ทำอันตรายท่าน ไม่ทำอันตราย ไม่ทำอันตราย เอาล่ะ ฉันคิดถูกแล้ว มันรู้แน่นอนว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่

คุณผู้หญิง คุณผู้หญิง คุณผู้หญิง ท่านไม่เห็นหรือ? ท่านไม่เห็นหรือ? ข้ามาที่นี่เพื่อขอแต่งงานกับท่าน จากที่ที่ลึกลึกลึกลงไปลึกลงไป ข้าต้องคลานตรงดิ่งขึ้นมาบนนี้ แย่มาก มันแย่มาก ข้าต้องขุดแล้วขุดอีก ขุดแล้วขุดอีก ดูซิว่ามันทำให้เล็บของข้าเป็นยังไง ข้าไม่มีทางทำแบบนี้ถ้าข้าจะทำร้ายท่าน ทำร้ายท่าน ทำร้ายท่าน ข้ารักท่าน ข้ารักท่านมากจนทนอยู่ข้างล่างอยู่ข้างล่างไม่ได้อีกต่อไป ข้าคลานขึ้นมาหาท่าน ข้าต้องทำ ข้าต้องทำ พวกนั้นพยายามห้ามข้า แต่ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว และข้าก็หวังว่าท่านจะตอบรับ ได้โปรดตอบรับ ท่านคิดว่านี่เป็นการไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเอง ไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเองหรือไม่ สำหรับการที่ตัวประหลาดอย่างข้าจะขอแต่งงานกับท่าน?

มันเป็นการไม่ให้เกียรติและนึกฝันไปเอง ฉันคิดในใจ มันเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างยิ่งสำหรับการที่ตัวประหลาดอย่างแกจะมาขอความรักจากฉัน!

ความเศร้าปรากฏบนใบหน้าของเจ้าสัตว์ประหลาดทันทีที่ฉันคิด และเกร็ดของมันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ราวกับกำลังจะบอกว่ามันรู้สึกอย่างไร ร่างกายของมันเริ่มหดเล็กลง ฉันกอดอกมองดูความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น บางทีสิ่งเหล่านี้คงเกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกของมันเปลี่ยนแปลง และบางทีความน่ากลัวภายนอกก็อาจเป็นเพียงหน้ากากที่ปิดคลุมจิตใจอันอ่อนไหวเปราะบางเหมือนกับขนมมาร์ชเมลโลว์ ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันรู้แล้วว่าฉันเอาชนะมันได้ ฉันจึงตัดสินใจทดลองดู แกมันเป็นสัตว์ประหลาดตัวเล็กน่าเกลียด! แกรู้ตัวหรือเปล่า ฉันตะโกนในใจจนสุดเสียง–ดังจนทำให้หัวใจฉันกระเทือน–แกมันเป็นสัตว์ประหลาดตัวเล็กน่าเกลียด! เกล็ดของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มมากขึ้น และสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าตาของมันก็เริ่มปูดโปนออกมา เหมือนกับมันถูกดูดออกมาด้วยความเกลียดชังที่ฉันมอบให้ มันถลนออกมาจากหน้าของเจ้าตัวประหลาดเหมือนผลไม้สีเขียวสุกงอม และน้ำตาที่เหมือนกับน้ำผลไม้สีแดงก็ไหลออกมา กระเส็นกระสายกระจายอยู่บนพื้น

ฉันไม่กลัวเจ้าสัตว์ประหลาดอีกต่อไปแล้ว ฉันนึกถึงภาพความโหดร้ายทารุณที่ฉันต้องการให้มันได้รับขึ้นในใจ ฉันมัดมันไว้กับเก้าอี้ด้วยลวดเส้นใหญ่ และใช้คีมถอนเกล็ดของมันทีละอัน ทีละอัน ฉันลนคมมีดกับเปลวไฟ และกรีดมันลงบนเนื้ออ่อนสีชมพูที่ขาของมัน กรีดแล้วกรีดอีก ฉันใช้เหล็กร้อนแทงไปบนดวงตาของมัน พร้อมๆ กับวิธีการทรมานที่ฉันคิดขึ้น เจ้าสัตว์ประหลาดก็ร้องโหยหวนและบิดร่างไปมาด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับว่าสิ่งที่ฉันคิดได้เกิดขึ้นจริงๆ มันร้องไห้ ของเหลวเหนียวๆ สีแดงไหลลงสู่พื้น ควันกลิ่นกุหลาบสีขาวขุ่นลอยออกมาจากหูของมัน ตาของมันมองมาที่ฉันอย่างตัดพ้อผิดหวัง ได้โปรด คุณผู้หญิง ได้โปรด ข้าขอร้อง กรุณาอย่าคิดทรมานข้าอีกเลย มันร้อง ข้าไม่เคยคิดร้ายกับท่าน ข้าไม่มีวันจะทำร้ายท่าน ความรู้สึกที่ข้ามีต่อท่านคือความรัก คือความรัก แต่ฉันปฏิเสธที่จะฟังมัน อย่าทำตลกไปหน่อยเลย! ฉันคิดในใจ แกคลานขึ้นมาจากสวนของฉัน แกเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต แกเข้ามาในบ้านของฉัน ฉันไม่เคยขอร้องให้แกมาที่นี่ ฉันมีสิทธิที่จะคิดอะไรก็ได้ตามที่ฉันต้องการ และฉันก็คิดวิธีการทรมานที่จะทำให้เจ้าสัตว์ประหลาดเจ็บปวดยิ่งขึ้นต่อไป ฉันนึกถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทรมานเจ้าสัตว์ประหลาดทุกชนิดเท่าที่พอจะนึกได้ นึกถึงวิธีการทรมานสิ่งมีชีวิตทุกวิธีที่อาจมีอยู่บนโลก เจ้าสัตว์ประหลาดบิดร่างไปมาด้วยความเจ็บปวด แกรู้อะไรมั้ย เจ้าตัวประหลาด แกไม่รู้ว่าผู้หญิงเป็นอย่างไร ฉันมีความคิดมากมายนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับวิธีที่จะทรมานแก แต่ต่อมาไม่นาน ร่างของเจ้าสัตว์ประหลาดก็เริ่มหายไป และแม้แต่จมูกสีเขียวอันใหญ่ของมันก็หดเล็กลงจนมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าตัวหนอน ขณะที่มันนอนบิดเร่าอยู่ที่พื้น เจ้าสัตว์ประหลาดพยายามจะบอกอะไรบอกอย่างกับฉัน มันพยายามขยับริมฝีปากเหมือนมันต้องการกล่าวคำพูดสุดท้าย—เพื่อถ่ายทอดเสรีภาพอันเก่าแก่ หรือความรู้ที่สำคัญบางอย่างซึ่งมันลืมบอกกับฉัน—ก่อนที่มันจะพูดอะไร ปากของมันก็นิ่งค้างด้วยอาการเจ็บปวดทรมานอยู่อย่างนั้น และไม่นาน ร่างของมันก็เริ่มสูญเสียรูปทรงและค่อยๆ เลือนหายไป ในตอนนี้เจ้าสัตว์ประหลาดดูไม่ต่างไปจากเงาสลัวรางตอนกลางคืน สิ่งที่เหลืออยู่คือตาดวงโตเศร้าสร้อยที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว ฉันคิดในใจ แกสามารถมองดูอะไรก็ได้ตามที่แกต้องการ แต่แกไม่สามารถพูดอะไรได้ แกไม่สามารถทำอะไรได้ การดำรงอยู่ของแกยุติจบสิ้นไปแล้ว ไม่นานต่อมา ดวงตาก็เลือนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า และภายในห้องก็ห่มคลุมด้วยความมืดของค่ำคืน

Advertisements

Written by ksamphan

February 3, 2006 at 5:07 am