K. Samphan

หลังยี่สิบแปด

leave a comment »

ผมเขียนบทความลงในคอลัมน์ ‘His Voice’ ครั้งแรกตอนที่มีอายุ 28 ปี

ประโยคหนึ่งในบทความชิ้นนั้น ผมเขียนไว้ว่า

‘หมุดหมายในปีที่ 29 จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต’

จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 6 ปี เมื่อย้อนกลับมาอ่านประโยคดังกล่าวอีกครั้ง ผมก็ถามตัวเองว่า หลังจากปีที่ 29 มีปีใดอีกบ้างที่ผมบอกตัวเองว่ามัน ‘น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต’

คำตอบก็คือ ‘ไม่มี’

ไม่ได้เป็นเพราะช่วงชีวิตเกือบ 6 ปีมันย่ำแย่เหลวแหลกอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะเมื่อจำนวนปีของอายุมันบวกรวมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รู้สึกว่าความหมายของ ‘หมุดหมาย’ ต่างๆ ในชีวิตนั้นมันคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไป จนบางทีก็คิดไปว่าจะกำหนด ‘หมุดหมาย’ ของชีวิตไปเพื่ออะไร

หลังจากมีอายุครบ 29 ปีได้ไม่นาน ผมก็ไม่คิดอยากจะทำงานที่ทำมาเกือบ 8 ปีอีกต่อไป และเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ผมก็เปลี่ยนที่ทำงานมาแล้ว 3 แห่ง จนกระทั่งปลดสถานะมนุษย์เงินเดือนออกจากชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

วันที่ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ ความท้าทายหนึ่งเดียวในชีวิตก็คือการดำเนินชีวิตต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ‘หมุดหมาย’ ต่างๆ มันดูไร้ความหมาย กระทั่งอาจไม่จำเป็นต้องมีมันในชีวิตก็ได้

หลายครั้งหลายคราว ในห้วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ให้คุณค่าเห็นความสำคัญ ผมเลือกที่จะนั่งอยู่คนเดียวภายในห้อง บางคืนผมนั่งทำงานที่ยังคั่งค้าง บางคืนผมนั่งกินเบียร์เคล้าคลอเสียงดนตรีหรือเสียงระเบิดของดอกไม้ไฟที่แว่วดังอยู่ในระยะไกล และบางคืนผมก็ยังคงหมดสภาพจากงานสังสรรค์ในคืนก่อนหน้า

ผมล้มตัวนอนเมื่อง่วงงุน ก่อนจะลืมตามาพบกับวันใหม่ที่อะไรๆ ก็อาจจะต่างหรือไม่ต่างจากเมื่อวาน

ความรู้สึกอยากเฉลิมฉลองให้กับอะไรหลายอย่างจางหายไป ความแตกต่างระหว่างวันสิ้นปีกับวันขึ้นปีใหม่ไม่เหลืออยู่ กระทั่งวันที่ตัวเลขอายุมากขึ้นก็แทบไม่มีความหมาย

เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ผมแอบสังหรณ์ใจว่า ‘หรือความจริงแล้ว เสน่ห์ของชีวิตนับจากนี้เป็นต้นไปมันจะค่อยๆ ซีดจางลง’ แต่ ณ วันนี้ ผมกลับรู้สึกว่าไม่ว่าจะกี่เดือนหรือกี่ปี ชีวิตมันก็ยังคงเป็นชีวิต จะมีหรือไม่มีเสน่ห์ มันเป็นเรื่องของคนเราที่ไปปรุงแต่งสมมติกันเองว่ามันจัดจ้านหรือจืดชืด แล้วก็หดหู่ซึมเศร้าหรือหลงระเริงไปกับมัน

แต่พูดก็พูดเถอะ หลังจากผ่านชีวิตมา 28 ปี มีอย่างน้อย 4 ครั้งที่ผมรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมันช่างจืดชืดไร้สีสัน และชีวิตการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ นั้นมันไม่ต่างจากการต้องคำสาป จนกระทั่งต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ‘จะเอายังไงกับชีวิต?’

ผมไม่รู้ว่า 33 ปีที่ผ่านมา ตัวเองตัดสินใจถูกหรือตัดสินใจผิดกี่ครั้งกี่หน กระทั่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกมันว่า ‘การตัดสินใจที่ถูกต้อง’ หรือ ‘การตัดสินใจที่ผิดพลาด’ ได้หรือไม่ แต่สุดท้ายแล้ว หลังจากการตัดสินใจแต่ละครั้ง สิ่งที่ผมตระหนักก็คือ ผมได้ระบุ ‘หมุดหมาย’ ลงในเส้นทางชีวิตของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

‘หลังยี่สิบแปด’ ผมค้นพบว่า ‘จุดสุดท้าย’ ก็กลายเป็น ‘หมุดหมาย’ ไม่ต่างจาก ‘จุดเริ่มต้น’

และคำถามที่ว่า ‘จะเอายังไงกับชีวิต?’ ก็จะยังคงแวะเวียนมาทักทายผมต่อไป

ดังนั้น ไม่ว่าชีวิต ‘หลังยี่สิบแปด’ จะจัดจ้านหรือจืดชืดเพียงใด ผมก็คงหยุดอายุไว้ที่ 28 ปี เหมือนกับที่อาว์ปุ๊—’รงค์ วงษ์สวรรค์ ประกาศไว้ไม่ได้

สำหรับผม สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ระบุ ‘หมุดหมาย’ ลงในเส้นทางชีวิตต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใครบางคนจะระบุ ‘หมุดหมายสุดท้าย’ ลงในเส้นทางชีวิตของเรา

คอลัมน์ ‘His Voice’, IMAGE ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 (เมษายน 2559)

Written by ksamphan

June 1, 2016 at 7:47 am

Posted in อื่นๆ

หยุดที่ยี่สิบแปด

leave a comment »

ค่ำคืนวันศุกร์ การจราจรบนถนนประชาชื่นยังคงใช้การได้ดี ผมนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ เสียบหูฟังเข้ากับหูสองข้าง รับฟังการอ่านคำพิพากษาขององค์คณะคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากเปิดเสียงของลำโพงในสำนักงานเพื่อติดตามฟังการอ่านคำพิพากษามาตั้งแต่ช่วงบ่าย

ไม่ต่างจากในเกือบทุกค่ำคืนของวันสุดสัปดาห์ คืนนี้ผมมีนัดกับเพื่อนคนหนึ่งที่ดื่มกินด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน เขาทำงานในบริษัทเอกชนที่ต้องแบกรับความกดดันมากกว่าผมหลายเท่า และทางออกหนึ่งที่เงื่อนไขของชีวิตและสังคมอนุญาตก็คือการตระเวนไปในแสงสีของค่ำคืน

ตามแรงโน้มถ่วงของความกดดัน รายได้ของผมในแต่ละเดือนน้อยกว่าของเขาหลายเท่า และดูเหมือนว่ายิ่งอายุการทำงานมากขึ้น เขาก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดที่หมดไปในแต่ละคืน

ผมลำบากใจในช่วงแรกๆ แต่ต่อมาก็ต้องทำใจยอมรับ และควักกระเป๋าในจำนวนที่สถานการณ์ทางการเงินของตัวเองเอื้ออำนวย

ในวัยนี้ เพื่อนบอกว่าต่อไปคงต้องลดปริมาณการใช้ชีวิตยามค่ำคืนลง เนื่องจากเขาวางแผนจะกู้เงินมาซื้อที่พักอาศัยในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และเตรียมลงหลักปักฐานกับแฟนสาวที่คบหากันมานานหลายปี

ผมดีใจกับเพื่อน (และตัวเอง) ที่จะได้ทำร้ายตัวเองน้อยลง และใช้เงินไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น

ในขณะที่เพื่อนเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในอีกช่วงจังหวะหนึ่ง ผมกลับยังไม่มีการเตรียมพร้อมใดๆ และ (คิดว่าตัวเอง) เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมนักเขียนท่านหนึ่งจึงบอกว่า ในหนังสืองานศพของท่าน จะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 28 ปี

ไม่ถึงกับเฝ้ารอ แต่ก่อนหน้านี้ผมพยายามเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลานี้ของชีวิตอย่างพินิจพิเคราะห์

สถานการณ์ทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ การก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกของจีน หรือการละลายของแผ่นน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก หลายปีที่ผ่านมา ผมพยายามติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับประเทศและระดับโลกดังกล่าว โดยผสานกับการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง รวมถึงผู้คนและสังคมรอบตัว

บทสนทนากับคนแปลกหน้าและคุ้นเคย ความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม หนังสือทั้งที่จำเป็นต้องอ่านและที่อยากอ่าน ภาพยนตร์ ดนตรี สถานการณ์ขณะมีแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกาย กระทั่งอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีสติรู้ตัวในทุกห้วงขณะ แต่ผมพยายามจดจ่ออยู่กับห้วงปัจจุบันอย่างใกล้ชิดที่สุด

ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง และแน่ใจว่ามีต้นทุนที่มีคุณภาพดีพอสำหรับชีวิตในปีที่ 29

ไม่ได้เข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงเรื่องราวความสุขความทุกข์ของโลกและชีวิต แต่ก็มีประสบการณ์และพละกำลังเพียงพอสำหรับรับมือกับสิ่งที่กำลังจะผ่านเข้ามา ขณะเดียวกันก็ละวางถอดถอนจากบางสิ่งบางอย่างได้ง่ายขึ้น

นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการมีอายุ 28 ปี คือโง่และฉลาดพอประมาณ

หมุดหมายในปีที่ 29 จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของอีกห้วงจังหวะหนึ่งของชีวิต

แต่เมื่อนึกถึงเพื่อนที่กำลังจะออกไปหาความสำราญแบบมนุษย์ปุถุชนในคืนนี้ด้วยกัน ผมก็แอบสังหรณ์ใจว่า หรือความจริงแล้ว เสน่ห์ของชีวิตนับจากนี้เป็นต้นไปมันจะค่อยๆ ซีดจางลง

จนอาว์ปุ๊—’รงค์ วงษ์สวรรค์ ต้องประกาศว่าขอหยุดอายุไว้ที่ 28 ขวบปี

Written by ksamphan

February 5, 2016 at 7:40 am

Posted in อื่นๆ

คุณหมอซินเธีย

leave a comment »

1 Dr Cynthiaเลย์ เลย์ (Lay Lay) แม่บ้านวัย 23 ปี เพิ่งให้กำเนิดทารกเพศชาย บ้านเกิดของเธออยู่ที่เมืองเมียวดีในเมียนมา แต่สงครามระหว่างรัฐบาลทหารกับชนกลุ่มน้อยที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 50 ปี ซึ่งติดตามมาด้วยการนองเลือดและความยากจนข้นแค้น ก็ทำให้เธอและเพื่อนร่วมชาติมากกว่า 2 ล้านคนต้องออกเดินทางแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย

ในฐานะผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ หรือแรงงานต่างด้าวในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดแคลนที่สุดก็คือบริการทางสาธารณสุข และ ‘คลินิกแม่ตาว’ ก็เป็นสถานพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่พวกเขาและเธอสามารถฝากชีวิตไว้ได้

เพราะที่นี่มีคุณหมอซินเธีย หม่อง (Cynthia Maung) และที่นี่ไม่คิดค่ารักษาพยาบาล

คุณหมอซินเธียเกิดในครอบครัวชาวกะเหรี่ยงที่เมืองย่างกุ้งเมื่อปี 1959 ชีวิตการเป็นนักศึกษาแพทย์ ทำให้เธอได้พบเจอกับความโหดร้ายของความอดอยากและความยากจน รวมถึงการกดขี่ข่มเหงคนทุกข์คนยากของเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 1988 คุณหมอซินเธียเข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่มคนหนุ่มสาววัยเดียวกัน แต่ภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลทหาร เธอและเพื่อนอีก 14 คนก็ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิด

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเพียงไม่กี่เดือน คลินิกชั่วคราวของคุณหมอซินเธียก็ถือกำเนิด มันขาดแคลนทั้งเครื่องมือและเงินทุน แต่เธอและเพื่อนๆ ก็ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

จากจุดมุ่งหมายในการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในเมียนมา ปัจจุบัน คลินิกแห่งนี้ต้องรองรับผู้ป่วยวันละ 400-500 คน หรือมากกว่า 75,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งคือชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็เดินทางมาที่นี่พร้อมกับปัญหาด้านอนามัยเจริญพันธุ์

นับตั้งแต่ปี 2011 รัฐบาลทหารเมียนมาเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น การควบคุมสื่อมวลชนเริ่มผ่อนคลาย มีการปล่อยตัวนักโทษการเมือง และการปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ก็ทำให้รัฐบาลทหารดูน่ารักขึ้นในสายตาของประเทศตะวันตก

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปยังเดินทางมาไม่ถึงแนวชายแดน ผู้คนในบริเวณนี้ยังคงเผชิญหน้ากับการข่มขืน การบังคับใช้แรงงาน และการประทุษร้ายในรูปแบบต่างๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปยังทำให้เกิดปัญหาสำคัญ เมื่อผู้บริจาครายใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร ต่างพากันต้องมนต์สะกดของทรัพยากรอันมหาศาลของเมียนมา และเงินจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนเป้าหมายจากพื้นที่ยากจนตามแนวชายแดน เข้าสู่เขตเมืองที่กำลังเติบโต

คลินิกแม่ตาวมีค่าใช้จ่ายเกือบ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และในเวลานี้ เงินที่มีอยู่ก็เพียงพอให้คลินิกดำเนินการได้จนถึงกลางปี 2015 เท่านั้น

“มันจะเป็นปัญหาอย่างมาก ถ้าคุณไม่มีเงินทุน” คุณหมอซินเธียให้สัมภาษณ์ “ผู้คนมาที่นี่เพื่อรับการรักษาพยาบาล แต่พวกเขามีความต้องการด้านอื่นอีกมาก พวกเราไม่ได้สนใจเพียงแค่ความเจ็บป่วย แต่เราต้องช่วยแก้ปัญหาส่วนตัวของพวกเขาด้วย”

เช่นเดียวกับลูกชายของเลย์ เลย์ ทารกมากกว่า 2,700 คนที่ลืมตาดูโลกที่คลินิกแม่ตาวในแต่ละปี มีปัญหาส่วนตัวมากมายรออยู่ข้างหน้า ทั้งในฐานะมนุษย์ และในฐานะประชากรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศ

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2557)

Written by ksamphan

February 5, 2015 at 2:38 pm

Posted in Neighbours Matters

ทำไมไม่มีใครอยากเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว 2022

leave a comment »

พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2010 ที่แวนคูเวอร์

พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2010 ที่แวนคูเวอร์

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ออสโลเป็นเมืองที่ 4 ที่ประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน (ต่อจากสตอกโฮล์ม) ขณะที่ลวีฟ (ยูเครน) และกรากรุฟ (โปแลนด์) กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ

ณ เวลานี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจึงเหลือเพียงปักกิ่งและอัลมาตี (คาซัคสถาน)

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมจึงไม่ค่อยมีใครสนใจ

ต้นทุนมหาศาล โอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 รัสเซีย (โซชี) ใช้งบประมาณในการจัดการแข่งขันถึง 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าโอลิมปิกทุกครั้งที่ผ่านมา

ได้ไม่คุ้มเสีย ลอนดอนใช้เงินไป 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 แต่จนกระทั่งเวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในระยะยาว มันสร้างผลกำไรให้กับมหานครแห่งนี้ได้มากแค่ไหน

แรงต่อต้าน หลายเมืองวิตกกังวลกับปฏิกิริยาของประชาชน หลังจากรัฐบาลบราซิลต้องเผชิญหน้ากับการประท้วง หลังจากใช้เงินมหาศาลกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน 2016

หุ้นส่วนสีเทา คณะกรรมการโอลิมปิกสากลซึ่งจะจัดการแข่งขันร่วมกับเจ้าภาพ กำลังถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2557)

Written by ksamphan

February 5, 2015 at 2:35 pm

Posted in Neighbours Matters

ชีวิตออนไลน์

leave a comment »

Apple Watch มีกำหนดวางจำหน่ายต้นปีหน้า โดยโมเดลที่ถูกที่สุดมีราคาประมาณ 12,000 บาท

Apple Watch มีกำหนดวางจำหน่ายต้นปีหน้า โดยโมเดลที่ถูกที่สุดมีราคาประมาณ 12,000 บาท

สำหรับผู้คนจำนวนหนึ่ง แอปเปิลไม่ใช่บริษัทแห่งการคิดค้นสิ่งใหม่ หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ใช่หลักใหญ่ใจความสำคัญของบริษัท

ที่ผ่านมา สิ่งที่แอปเปิลทำ คือการคืนชีวิตให้กับสินค้าที่ไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว

พวกเขากวาดสายตาไปตามชั้นวางสินค้าที่ขายไม่ออก แล้วมองหาของเก่าๆ ที่ดูมีความเป็นไปได้ ก่อนจะนำมันมาผ่าพิสูจน์เพื่อค้นหาสาเหตุการตาย จากนั้นพวกเขาก็สร้างบางอย่างที่แตกต่างจากของเดิมอย่างสิ้นเชิงขึ้นมา

ด้วยการระดมสมองมาเป็นอย่างดีและการออกแบบที่เย้ายวนใจ แอปเปิลไม่ได้ทำเพียงแค่คืนลมหายใจให้กับสินค้าเหล่านั้น แต่พวกเขาสามารถทำลายล้างความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้นๆ ได้ในทันทีที่สินค้าของพวกเขาออกวางตลาด

แอปเปิลสร้างอุปสงค์ให้กับสินค้าที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอุปสงค์ พวกเขาผลิตสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเรา และบอกกับพวกเราว่ามันจำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเรามากแค่ไหน

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่บริษัทนี้ทำได้เหนือกว่าคู่แข่งทุกรายบนผืนโลก

และล่าสุด แอปเปิลก็บุกเข้ารื้อค้นสุสานของนาฬิกาอัจฉริยะ (smart watch) ซึ่งมีเศษซากของสินค้าถูกฝังอยู่จำนวนมหาศาล แล้วในที่สุด ผู้คนบนโลกก็มีโอกาสได้รู้จักกับ ‘Apple Watch’

‘ความเป็นส่วนตัว’ และ ‘ความใกล้ชิด’ คือสองคำที่ทิม คุก (Tim Cook) และลูกทีมใช้พูดถึงนาฬิกาของพวกเขาอยู่บ่อยๆ ซึ่งแน่นอน มันเป็นเรื่องจริง เพราะเมื่อคุณมี Apple Watch อยู่ที่ข้อมือ นั่นก็แปลว่าคุณจะได้ ‘ใกล้ชิด’ กับมันในรูปแบบที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และอาจเป็นรูปแบบที่คุณยังไม่เคยเตรียมตัวสำหรับรับมือกับมัน

Apple Watch ทำได้ทุกอย่างที่ ‘นาฬิกาอัจฉริยะ’ ควรจะทำ แต่ที่แอปเปิลทำมากกว่านั้น คือการพยายามทำให้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มันยังไม่เป็นที่ต้อนรับ นั่นก็คือ ร่างกายของเรา

ก่อนหน้านี้ เราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีในฐานะอุปกรณ์เสริมของชีวิต แต่ Apple Watch จะพยายามเข้ามาชิดใกล้ และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา

แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพใน Apple Watch คือตัวอย่างที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้ ร่างกายของเราไม่เคยมีระบบเก็บข้อมูล แต่ต่อจากนี้ นาฬิกาของคุณจะรวบรวม เก็บรักษา และรายงานให้คุณรับรู้

มันจะบอกคุณได้ว่าวันนี้คุณเดินกี่ก้าว คุณออกกำลังเพียงพอหรือยัง หรือคุณนั่งนานเกินไปหรือเปล่า

เซ็นเซอร์วัดการเต้นของหัวใจและอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว จะทำให้ร่างกายของคุณอยู่ในความดูแลของนาฬิกาที่ข้อมือตลอดเวลา

สภาวะดังกล่าวจึงไม่ต่างอะไรกับการแปรเปลี่ยนข้อมูลทางกายภาพเป็นข้อมูลดิจิตอล ซึ่งสำหรับคนจำนวนหนึ่ง เมื่อมันกลายเป็นดิจิตอล นั่นก็หมายความว่ามันไม่ใช่ข้อมูล ‘ส่วนตัว’ อีกต่อไป

ไม่ว่าคุณจะต้องการหรือไม่ หากมีคนต้องการข้อมูลของคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการตามหา และเมื่อมันถูกค้นพบ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะเดินทางไปยังสถานที่ที่คุณไม่อาจคาดเดา

อีกไม่กี่เดือน Apple Watch จะเดินทางเข้าสู่ ‘ชีวิต’ ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะอยากให้มันเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชีวิตหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักก็คือ

ยิ่งวิถีชีวิตของเราเกาะเกี่ยวอยู่กับโลกออนไลน์มากเท่าไร

โลกออนไลน์ก็จะมีผลต่อวิถีชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2557)

Written by ksamphan

December 11, 2014 at 8:56 am

Posted in Neighbours Matters

การเยือนเอเชียของโป๊ป

leave a comment »

2 Pope Francisสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสังฆราชแห่งกรุงโรม ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 14-18 สิงหาคมที่ผ่านมา

นี่คือไฮไลต์ของการเยือนเอเชียเป็นครั้งแรกของพระสันตะปาปา

การเติบโตของคาทอลิก – เอเชียกลายเป็นประเด็นสำคัญของวาติกัน เนื่องจากมันเป็นบ้านของชาวคาทอลิกมากกว่า 131 ล้านคน (ประมาณ 5 ล้านคนในเกาหลีใต้) และตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พระสันตะปาปาจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนเอเชียอีกครั้งในเดือนมกราคม โดยมีจุดหมายที่ศรีลังกาและฟิลิปปินส์

จีน – พระสันตะปาปาฟรังซิสคือพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เดินทางผ่านน่านฟ้าของจีน

ณ เวลานี้ วาติกันและปักกิ่งยังไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างการเดินทาง พระองค์ก็ส่งข้อความแสดงไมตรีจิตถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และตรัสกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่าพระองค์หวังว่าจะได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในเร็ววัน

อิรัก – ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงโรม พระสันตะปาปาทรงสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านกองกำลัง ISIS ขององค์การสหประชาชาติ พระองค์ตรัสว่าพระองค์ต้องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิรัก “แต่ ณ เวลานี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำ”

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 11 (พฤศจิกายน 2557)

Written by ksamphan

December 11, 2014 at 8:53 am

Posted in Neighbours Matters

สายพันธุ์รุกราน

leave a comment »

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

จากบ้านเกิดในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ปลาสิงโตคือนักล่าที่ไม่ได้รับเชิญสำหรับสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติก

ผู้คนทางใต้ของรัฐฟลอริดาเริ่มพบเจอกับงูหลาม (Burmese python) บ่อยครั้งตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน

จากถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งูหลามจำนวนหนึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าสู่รัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาในฐานะสัตว์เลี้ยง  ในเวลาต่อมา พวกมันจำนวนหนึ่งก็หลุดออกจากที่กักขัง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา

ทุกวันนี้อาจมีงูหลามมากถึง 100,000 ตัวอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำของฟลอริดา และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับการลดจำนวนลงอย่างมากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์

นอกจากงูหลาม บรรดาพืชและสัตว์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกายังต้องเผชิญหน้ากับสายพันธุ์ต่างถิ่นอีกมากกว่า 50,000 สายพันธุ์ ซึ่งส่วนมากจะสามารถเอาชนะ (หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ‘กิน’) พืชและสัตว์ท้องถิ่นได้

จากการศึกษา พบว่านอกจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นคืออีกภัยคุกคามสำคัญต่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็ระบุว่าการรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นอาจสร้างความเสียหายให้กับสหรัฐอเมริกาถึงปีละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สายพันธุ์ต่างถิ่นส่วนใหญ่เดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับผู้คน ไม่ว่าจะในฐานะพืชและสัตว์แปลกประหลาด หรือติดสอยห้อยตามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ในแต่ละวัน สิ่งมีชีวิตมากกว่า 10,000 สายพันธุ์เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันจะทำให้การรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นมีมากขึ้น

“การที่สิ่งต่างๆ เดินทางไปได้ทั่วโลกในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้พวกมันมีโอกาสมากขึ้นสำหรับการรอดชีวิต และพร้อมสำหรับการสืบทอดสายพันธุ์” เดวิด ลอดจ์ (David Lodge) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยน็อทร์-ดาม ให้ความเห็น

ลอดจ์เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาคือหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกรตเลกส์

เกรตเลกส์คือระบบนิเวศน้ำจืดที่ถูกคุกคามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะหลังจากเส้นทางเดินเรือเซนต์ลอว์เรนซ์ถูกเปิดในปี 1959 เรือขนส่งสินค้าก็สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่นี้ได้ ซึ่งมันมาพร้อมกับหอยม้าลาย (zebra mussel) เพชรฆาตที่มีบ้านเกิดอยู่ทางใต้ของรัสเซีย

หอยม้าลายถูกพบครั้งแรกที่เกรตเลกส์ในทศวรรษ 1980 และทุกวันนี้ เกรตเลกส์คือบ้านของพวกมันหลายล้านตัว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศอย่างมาก เนื่องจากพวกมันกินแพลงก์ตอนจนไม่มีเหลือสำหรับสัตว์ชนิดอื่น  นอกจากนี้ จำนวนที่มากมายมหาศาลของพวกมันซึ่งเกาะอยู่ตามผิวของวัสดุอุปกรณ์ใต้น้ำ ก็ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นได้รับความเสียหาย

ปัญหาที่เกิดจากพืชและสัตว์ต่างถิ่นกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเป็นกังวล ก็คือการที่พวกมันไปทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเล็กๆ (แต่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ) ก็ตั้งข้อสงสัยว่ามนุษย์จะเอาชนะสายพันธุ์ต่างถิ่นได้หรือไม่ หรือกระทั่งตั้งคำถามว่าควรจะต่อสู้กับพวกมันจริงหรือ เนื่องจากธรรมชาติไม่เคยมีความ ‘สมดุล’ และไม่มีสิ่งใดที่บอกได้ว่าสายพันธุ์ต่างถิ่นเป็นสิ่งชั่วร้ายและสายพันธุ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งดีโดยธรรมชาติ

พวกเขาเห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนไปแบบถอนรากถอนโคน และไม่มีวันที่โลกจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้ อาจมีเพียงการเรียนรู้ที่จะรัก หรืออย่างน้อยก็อดทน กับสิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างมันขึ้นมา

IMAGE ปีที่ 27 ฉบับที่ 10 (ตุลาคม 2557)

Written by ksamphan

November 13, 2014 at 4:48 pm

Posted in Neighbours Matters