<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>K. Samphan</title>
	<atom:link href="http://ksamphan.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://ksamphan.wordpress.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Jan 2012 09:11:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='ksamphan.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>K. Samphan</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://ksamphan.wordpress.com/osd.xml" title="K. Samphan" />
	<atom:link rel='hub' href='http://ksamphan.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>อัลเฟรด โนเบล</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 04:35:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=509</guid>
		<description><![CDATA[ในปี 1888 ลุดวิก โนเบล พี่ชายของ อัลเฟรด โนเบล เสียชีวิตที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส แต่หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่าผู้ที่ตายคือโนเบลผู้น้อง พวกเขาประกาศข่าวการตายไม่ต่างจากการก่นประณาม – “พ่อค้าความตายสิ้นชีวิตแล้ว, ดร. อัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ร่ำรวยมหาศาลจากการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้มากขึ้นอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียชีวิตแล้วเมื่อวานนี้” อัลเฟรด โนเบล อ่านข่าวการตายของตัวเองด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย มันทำให้เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่วันสุดท้ายของเขาจะมาถึงจริงๆ วันที่ 27 พฤศจิกายน 1895 ที่สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ในปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมของเขา โดยเขาจะใช้ทรัพย์สินของตัวเองทั้งหมดในการจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบล เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติโดยไม่เลือกสัญชาติ ทรัพย์สินทั้งหมดของเขามีมูลค่า (ณ ปี 2008) ประมาณ 1.8 พันล้านโครน หรือ 250 ล้านดอลลาร์ อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1833 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=509&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/alfred-nobel.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-543" title="alfred nobel" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/alfred-nobel.jpg?w=219&#038;h=300" alt="" width="219" height="300" /></a>ในปี 1888 ลุดวิก โนเบล พี่ชายของ อัลเฟรด โนเบล เสียชีวิตที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส แต่หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสเข้าใจผิดว่าผู้ที่ตายคือโนเบลผู้น้อง พวกเขาประกาศข่าวการตายไม่ต่างจากการก่นประณาม – “พ่อค้าความตายสิ้นชีวิตแล้ว, ดร. อัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ร่ำรวยมหาศาลจากการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้มากขึ้นอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เสียชีวิตแล้วเมื่อวานนี้”</p>
<p>อัลเฟรด โนเบล อ่านข่าวการตายของตัวเองด้วยความรู้สึกอันยากจะบรรยาย มันทำให้เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่วันสุดท้ายของเขาจะมาถึงจริงๆ</p>
<p>วันที่ 27 พฤศจิกายน 1895 ที่สโมสรสวีเดน-นอร์เวย์ในปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมของเขา โดยเขาจะใช้ทรัพย์สินของตัวเองทั้งหมดในการจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบล เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติโดยไม่เลือกสัญชาติ ทรัพย์สินทั้งหมดของเขามีมูลค่า (ณ ปี 2008) ประมาณ 1.8 พันล้านโครน หรือ 250 ล้านดอลลาร์</p>
<p>อัลเฟรด เบิร์นฮาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1833 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ในปี 1842 ซึ่งพ่อของเขา (ผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัด) ได้เริ่มต้นการคิดค้น “ตอร์ปีโด” ที่นั่น โนเบลศึกษาวิชาเคมีที่รัสเซียจนกระทั่งอายุ 18 ปี ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา</p>
<p>โนเบลและบิดาเดินทางกลับประเทศสวีเดนหลังจากที่ธุรกิจของครอบครัวล้มละลาย เขาทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องระเบิด โดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิต อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 กันยายน 1864 ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานของครอบครัวโนเบล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน รวมถึงอีมิล น้องชายของ อัลเฟรด โนเบล</p>
<p>อัลเฟรด โนเบล ได้ชื่อว่าเป็นนักเคมี วิศวกร นักประดิษฐ์ และผู้ผลิตอาวุธ เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 355 รายการ รวมถึง “ไดนาไมต์” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1867 โดยโนเบลพบว่า เมื่อนำสารไนโตรกลีเซอริน (nitroglycerin) มารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่น ผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth – ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะทำให้มีความปลอดภัยในการผลิตและสะดวกในการนำไปใช้ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้น “เจลลิกไนต์” หรือ “ระเบิดเจล” ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1876 และระเบิดอีกหลายชนิดที่เกิดจากการผสมโพแทสเซียมไนเตรตกับสารชนิดอื่นๆ เจลลิกไนต์มีความเสถียร ขนส่งได้ง่าย และมีรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งาน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของโนเบลกลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับการทำเหมือง อันนำมาซึ่งความมั่งคั่งจำนวนมหาศาล แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลเสียต่อสุขภาพของเขาเช่นกัน</p>
<p>“บอลลิสไทต์” (ballistite) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โนเบลค้นพบ สิ่งนี้เป็นต้นแบบของดินระเบิดแบบไร้ควันในยุคปัจจุบัน และยังคงถูกใช้ในการปล่อยจรวด</p>
<p>มีผู้ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เปรียบเสมือนเนื้อดินอันอุดมซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของโนเบลผลิดอกงดงามก็คือพรสวรรค์ในการเข้าถึงข้อมูลของเขา (ถึงแม้เขาจะไม่ได้จบการศึกษาขั้นสูงอย่างเป็นทางการ) โนเบลสามารถใช้ภาษาได้ถึง 6 ภาษา (สวีดิช ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ เยอรมัน และอิตาเลียน) นอกจากนี้ เขายังเขียนบทละครร้อยแก้วชื่อ Nemesis ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงที่เขาเสียชีวิต แต่หนังสือเกือบทั้งหมดก็ถูกทำลาย (มีเหลือเพียง 3 เล่ม) เนื่องจากถูกมองว่ามีเนื้อหาดูหมิ่นศาสนา หนังสือเล่มนี้เพิ่งจะถูกพิมพ์อีกครั้งในปี 2003 (ภาษาสวีดิช-เอสเปรันโต)</p>
<p>สำหรับรางวัลโนเบล สามรางวัลแรกจะมอบให้กับสาขาฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่สี่มอบให้กับงานวรรณกรรมที่ “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” และรางวัลที่ห้ามอบให้กับบุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญในสร้างความปรองดอง ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลัง หรือการสร้างสันติภาพ</p>
<p>คำจำกัดที่ว่า “อยู่บนเส้นทางในอุมคติ” ทำให้การมอบรางวัลในสาขาวรรณกรรมมีปัญหาค่อนข้างมาก การตีความคำจำกัดความของคณะกรรมการทำให้นักเขียนคนสำคัญอย่าง เฮนริก อิบเซน และ ลีโอ ตอลสตอย ไม่ได้รับรางวัลนี้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาในการมองรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน ในคำประกาศเจตนาความยาวหนึ่งหน้ากระดาษของโนเบล เขาระบุเพียงว่าเงินรางวัลจะมอบให้กับนักวิทยาศาสตร์ในสาขาฟิสิกส์และเคมี เขาเปิดพื้นที่ให้กับรางวัลทางด้านเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ให้คำอธิบายว่าจะทำอย่างไรกับความแตกต่างระหว่างวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงมีเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัล โดยปราศจากวิศวกร ช่างเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ</p>
<p>โนเบลได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของ Royal Swedish Academy of Sciences ในปี 1884 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยอัพซาลาในปี 1893 เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1896 จากโรคเส้นโลหิตในสมองแตก</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/509/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/509/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=509&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%94-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/alfred-nobel.jpg?w=219" medium="image">
			<media:title type="html">alfred nobel</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อับราฮัม ลินคอร์น</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jan 2012 04:25:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=535</guid>
		<description><![CDATA[บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 1863  สี่เดือนครึ่งหลังจากกองกำลังของฝ่ายเหนือเอาชนะกองกำลังของฝ่ายใต้ได้ที่เมืองเกตตีสเบิร์ก อันเป็นการรบที่มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามกลางเมืองอเมริกา  อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สุสานแห่งชาติในเมืองเกตตีสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย  ใจความหลักของสุนทรพจน์ (ความยาว 2 นาที) ครั้งนี้คือ หนึ่ง ปกป้องการทำงานของรัฐบาล  สอง อธิบายว่าเหตุใดสงครามอันโหดร้ายจำเป็นต้องดำเนินต่อไป  และสาม ด้วยเหตุดังกล่าว “&#8230;รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันเลือนหายไปจากโลก” สุนทรพจน์ที่เกตตีสเบิร์กกลายเป็นต้นแบบของการทำหน้าที่ของประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านวาทศิลป์ของลินคอร์น ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายการเมืองของเขา อับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในกระท่อมไม้ซุง  เพราะความยากจน ลินคอร์นจึงได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น โดยเขาขวนขวายศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการมุมานะอ่านหนังสืออย่างจริงจังในระหว่างการทำงานหลากหลายอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลินคอร์นเริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองเมื่อเขาอายุได้ 23 ปี (ปี 1832) โดยเริ่มจากความล้มเหลวในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐอิลลินอยส์ ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=535&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/abraham-lincoln1.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-541" title="Abraham-Lincoln" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/abraham-lincoln1.jpg?w=255&#038;h=300" alt="" width="255" height="300" /></a>บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 1863  สี่เดือนครึ่งหลังจากกองกำลังของฝ่ายเหนือเอาชนะกองกำลังของฝ่ายใต้ได้ที่เมืองเกตตีสเบิร์ก อันเป็นการรบที่มีทหารเสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามกลางเมืองอเมริกา  อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สุสานแห่งชาติในเมืองเกตตีสเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย  ใจความหลักของสุนทรพจน์ (ความยาว 2 นาที) ครั้งนี้คือ หนึ่ง ปกป้องการทำงานของรัฐบาล  สอง อธิบายว่าเหตุใดสงครามอันโหดร้ายจำเป็นต้องดำเนินต่อไป  และสาม ด้วยเหตุดังกล่าว “&#8230;รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันเลือนหายไปจากโลก”</p>
<p>สุนทรพจน์ที่เกตตีสเบิร์กกลายเป็นต้นแบบของการทำหน้าที่ของประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านวาทศิลป์ของลินคอร์น ซึ่งถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายการเมืองของเขา</p>
<p>อับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในกระท่อมไม้ซุง  เพราะความยากจน ลินคอร์นจึงได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น โดยเขาขวนขวายศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการมุมานะอ่านหนังสืออย่างจริงจังในระหว่างการทำงานหลากหลายอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว</p>
<p>ลินคอร์นเริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองเมื่อเขาอายุได้ 23 ปี (ปี 1832) โดยเริ่มจากความล้มเหลวในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐอิลลินอยส์ ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา  หลังจากนั้นเขาตัดสินใจประกอบอาชีพทนายความ โดยศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะทนายความมือดี และอาจเป็นการปูทางไปสู่การได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐอิลลินอยส์ 4 สมัย  ในปี 1837 เขาและนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่งประกาศว่าระบบทาส “มีรากฐานมาจากความอยุติธรรมและนโยบายที่ใช้ไม่ได้” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงการต่อต้านระบบทาสอย่างเป็นทางการ</p>
<p>ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาในปี 1846 ในนามของพรรควิก และเป็นผู้สนับสนุน ซาคารี เทย์เลอร์ ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 1848 ซึ่งช่วยให้เทเลอร์ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 12 ของสหรัฐอเมริกา  แต่ภายหลังการเลือกตั้ง ลินคอร์นไม่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานที่ดินส่วนกลางตามที่เขาต้องการ แต่กลับถูกเสนอให้เป็นผู้ว่าการรัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเดโมแครต และเท่ากับเป็นการดับอนาคตของนักการเมืองจากพรรควิกโดยปริยาย ลินคอร์นจึงไม่รับตำแหน่งใดๆ และย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์</p>
<p>ลินคอร์นประกอบอาชีพทนายความอยู่นานถึง 16 ปี ก่อนจะหวนคืนสู่แวดวงการเมืองอีกครั้งในปี 1854 โดยเขาออกมาคัดค้านร่างกฎหมายแคนซัส-เนบราสกา (1854) ที่สนับสนุนระบบทาส ซึ่งเสนอโดย สตีเฟน เอ. ดักลาส วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์  ร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างรอยร้าวอันยากจะประสานขึ้นในพรรควิก ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว  ลินคอร์นเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในพรรควิกและนักการเมืองจากพรรคอื่นมารวมตัวกันเป็นพรรคใหม่ นั่นคือ พรรครีพับลิกัน</p>
<p>ในปี 1858 ลินคอร์นได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเขาต้องปะทะคารมกับดักลาส (คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต) ถึง 7 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และการโต้วาทีกันในครั้งนั้นก็กลายเป็นการโต้วาทีทางการเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา</p>
<p>ถึงแม้ว่าลินคอร์นจะแพ้การเลือกตั้ง แต่ความสามารถที่เขาได้แสดงให้สาธารณชนเห็นในระหว่างการหาเสียง ก็ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในระดับชาติ และหลังจากการปราศรัยที่สหภาพแรงงานช่างทำถังไม้ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1860 เขาก็กลายเป็นสมาชิกแถวหน้าของพรรค ก่อนจะเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา</p>
<p>ลินคอร์นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1860 เขาคือประธานาธิบดีคนแรกของพรรครีพับลิกัน โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 1861  ในขณะดำรงตำแหน่ง เขาต้องรับมือกับวิกฤตอันหนักหน่วงรุนแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ สงครามกลางเมือง การผสานความแตกแยกของคนในชาติ และการยุติระบบทาส ภารกิจซึ่งทำให้เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ภารกิจของเขาในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีส่วนใหญ่คือการต่อสู้กับการแยกตัวของ<a title="สมาพันธรัฐอเมริกา (หน้านี้ไม่มี)" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">สมาพันธรัฐอเมริกา</a> (Confederate States of America) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐทางใต้ 11 รัฐที่ต้องการคงระบบทาสเอาไว้ อันนำไปสู่สงครามกลางเมืองอเมริกัน (1861-1865)  เพื่อการนี้ ลินคอร์นต้องใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าอยู่ในฝ่ายแยกตัวโดยไม่มีหมายจับหลายพันคน เขาเป็นผู้เสนอมาตรการที่นำไปสู่การยุติระบบทาส เป็นผู้ออกแถลงการณ์ปลดปล่อยทาส (Emancipation Proclamation) รวมทั้งเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยุติระบบทาสอย่างเป็นทางการ</p>
<p>วันที่ 14 เมษายน 1865  หกวันหลังจากการประกาศยอมแพ้ของกองกำลังฝ่ายสมาพันธรัฐ ลินคอร์นถูกลอบสังหารโดยสายลับของฝ่ายสมาพันธรัฐที่โรงละครฟอร์ดส์ ขณะกำลังชมละครเรื่อง <em>Our American Cousin</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/535/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=535&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/24/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/abraham-lincoln1.jpg?w=255" medium="image">
			<media:title type="html">Abraham-Lincoln</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หลุยส์ เบรลล์</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 13:24:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=529</guid>
		<description><![CDATA[ในปี 2009 ทั่วทั้งทวีปยุโรปมีการจัดนิทรรศการและงานสัมมนาเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของคนคนหนึ่งซึ่งถือกำเนิดเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เบลเยียมและอิตาลีผลิตเหรียญ 2 ยูโรเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว เช่นเดียวกับเหรียญ 2 รูปีของอินเดีย และเหรียญ 1 ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน ร่างไร้วิญญาณของชายผู้นี้นอนสงบนิ่งอยู่ที่สุสานแพนทีออนในกรุงปารีส ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญของโลกท่านอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังระลึกถึงคุณูปการที่ชายผู้นี้มอบไว้ให้กับมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาในโลกอันมืดมิด หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1809 ในเมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส พ่อของเขาเป็นช่างทำอานม้า และมีฝีมือในการทำเครื่องหนัง ซึ่งการเข้าไปเล่นในที่ทำงานของพ่อนี่เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างในขณะที่มีอายุเพียง 5 ปี หลังจากถูกเข็มเย็บหนังของพ่อทิ่มตาข้างขวา ก่อนที่ตาข้างซ้ายจะติดเชื้อตามไปด้วย และบอดสนิททั้งสองข้างในที่สุด เมื่ออายุได้ 10 ปี เบรลล์ได้รับทุนให้เข้าเรียนในสถาบันเพื่อเยาวชนตาบอดแห่งชาติ (National Institute for the Blind Youth) ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับคนตาบอดแห่งแรกของโลก  ที่นี่จะสอนทักษะทางวิชาชีพและการทำการค้าขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียน รวมทั้งสอนการอ่านหนังสือโดยการสัมผัสอักษรนูน (ใช้กระดาษวางทาบบนลวดทองแดง) ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้หัดเขียนหนังสือ และเนื่องจากหนังสือแบบนี้มีน้ำหนักมาก ทั้งน้ำหนักของตัวอักษรและจำนวนหน้าที่มากเพื่อประหยัดเงินในการพิมพ์ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=529&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/louis-braille1.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-532" title="louis-braille" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/louis-braille1.jpg?w=700" alt=""   /></a>ในปี 2009 ทั่วทั้งทวีปยุโรปมีการจัดนิทรรศการและงานสัมมนาเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของคนคนหนึ่งซึ่งถือกำเนิดเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เบลเยียมและอิตาลีผลิตเหรียญ 2 ยูโรเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสดังกล่าว เช่นเดียวกับเหรียญ 2 รูปีของอินเดีย และเหรียญ 1 ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ปัจจุบัน ร่างไร้วิญญาณของชายผู้นี้นอนสงบนิ่งอยู่ที่สุสานแพนทีออนในกรุงปารีส ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของบุคคลสำคัญของโลกท่านอื่นๆ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังระลึกถึงคุณูปการที่ชายผู้นี้มอบไว้ให้กับมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาในโลกอันมืดมิด</p>
<p>หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1809 ในเมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส พ่อของเขาเป็นช่างทำอานม้า และมีฝีมือในการทำเครื่องหนัง ซึ่งการเข้าไปเล่นในที่ทำงานของพ่อนี่เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างในขณะที่มีอายุเพียง 5 ปี หลังจากถูกเข็มเย็บหนังของพ่อทิ่มตาข้างขวา ก่อนที่ตาข้างซ้ายจะติดเชื้อตามไปด้วย และบอดสนิททั้งสองข้างในที่สุด</p>
<p>เมื่ออายุได้ 10 ปี เบรลล์ได้รับทุนให้เข้าเรียนในสถาบันเพื่อเยาวชนตาบอดแห่งชาติ (National Institute for the Blind Youth) ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับคนตาบอดแห่งแรกของโลก  ที่นี่จะสอนทักษะทางวิชาชีพและการทำการค้าขั้นพื้นฐานให้กับนักเรียน รวมทั้งสอนการอ่านหนังสือโดยการสัมผัสอักษรนูน (ใช้กระดาษวางทาบบนลวดทองแดง) ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้หัดเขียนหนังสือ และเนื่องจากหนังสือแบบนี้มีน้ำหนักมาก ทั้งน้ำหนักของตัวอักษรและจำนวนหน้าที่มากเพื่อประหยัดเงินในการพิมพ์ โรงเรียนแห่งนี้จึงมีหนังสือให้นักเรียนอ่านน้อยมาก และนักเรียนก็มีปัญหาอย่างมากในการอ่านหนังสือ</p>
<p>ถึงแม้จะตาบอด แต่เบรลล์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความเฉลียวฉลาดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ประสาทหูอันเป็นเลิศส่งให้เขากลายเป็นนักดนตรีชั้นเยี่ยม (เบรลล์เดินทางไปบรรเลงออร์แกนในโบสถ์ทั่วประเทศฝรั่งเศสในช่วงวัยทำงาน และเขาเป็นนักดนตรีประจำโบสถ์ <a title="Church of Saint-Nicholas-des-Champs, Paris" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Church_of_Saint-Nicholas-des-Champs,_Paris">Saint-Nicolas-des-Champs</a> ในปี 1834 และโบสถ์ <a title="Church of Saint-Vincent-de-Paul, Paris" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Church_of_Saint-Vincent-de-Paul,_Paris">Saint-Vincent-de-Paul</a> ในปี 1845)  เบรลล์เป็นผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ซึ่งนอกจากมันจะเป็นที่มาของรายได้แล้ว ดนตรียังช่วยให้เขามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง</p>
<p>ในปี 1821 มีอดีตนายทหารจากกองทัพฝรั่งเศสมาเยี่ยมโรงเรียนของเบรลล์ เขาได้เล่าประสบการณ์ในสนามรบให้นักเรียนฟัง และหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นคือวิธีการสื่อสารของทหารในระหว่างทำการรบ ซึ่งเสียงพูดเป็นสิ่งต้องห้าม  ในสนามรบ ทหารจะใช้จุดนูน 12 จุดและตัวเลขหรือขีด เป็นรหัสในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่เบรลล์จะเข้าใจ แต่นี่คือสิ่งที่จุดประกายให้เบรลล์เริ่มคิดถึงการคิดค้นรหัสของตัวเขาเอง</p>
<p>เบรลล์เริ่มต้นคิดค้นระบบจุดนูนด้วยเข็มเย็บหนังของพ่อ (ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เขาตาบอด) ก่อนที่เขาจะคิดค้นได้สำเร็จในขณะที่มีอายุเพียง 15 ปี  แทนที่จะใช้ 12 จุดตามระบบของทหาร ระบบของเบรลล์ใช้เพียง 6 จุดเท่านั้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนตาบอด</p>
<p>ระบบของเบรลล์ทำให้ผู้อ่านสัมผัสตัวอักษรได้ในการสัมผัสเพียงครั้งเดียว ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อความได้โดยไม่ต้องเคลื่อนหรือย้ายตำแหน่งของนิ้วมือไปมา  นอกจากนี้ ระบบของเบรลล์ยังเรียนรู้ง่าย ทำให้คนตาบอดสามารถฝึกฝนได้ทั้งการเขียนและการอ่าน  ส่วนประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ มันช่วยลดทั้งขนาดและน้ำหนักของหนังสือ อีกทั้งยังทำให้กระบวนการผลิตหนังสือทำได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ในเวลาต่อมา เบรลล์ได้ขยายระบบของเขาไปในสาขาคณิตศาสตร์และดนตรี ก่อนจะตีพิมพ์ <em>Method of Writing Words, Music, and Plain Songs by Means of Dots, for Use by the Blind and Arranged for Them</em> ในปี 1829 ในรูปแบบอักษรนูน เพื่อเผยแพร่และอธิบายระบบที่เขาคิดค้นขึ้น  ในปี 1839 เบรลล์เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารระหว่างคนตาบอดกับคนตาปกติซึ่งเขาพัฒนาขึ้น และร่วมกับ ปิแอร์ ฟูโกต์ (Pierre Foucault) ในการพัฒนาเครื่องพิมพ์ดีดอักษรเบรลล์เพื่อช่วยร่นเวลาในการเขียนอักษร</p>
<p>เบรลล์ดำรงชีวิตด้วยการเป็นนักดนตรีและเป็นครูในสถาบันสอนคนตาบอด เขาได้รับการเคารพอย่างสูงจากบรรดาลูกศิษย์ แต่ถึงกระนั้น ระบบที่เขาคิดค้นขึ้นก็ยังเป็นที่ถกเถียง และไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่</p>
<p>เบรลล์เสียชีวิตจากวัณโรคในปี 1852 ขณะที่มีอายุเพียง 43 ปี ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่เมืองคูปเฟรย์ (Coupvray) ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมายังสุสานแพนทีออนในอีก 100 ปีต่อมา</p>
<p>ระบบตัวอักษรสำหรับคนตาบอดที่เขาเป็นผู้คิดค้น ถูกใช้อย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศสในปี 1854 สองปีหลังจากที่เขาเสียชีวิต</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/529/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=529&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/louis-braille1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">louis-braille</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หลี่ เหลียนเจี๋ย</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 06:40:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=524</guid>
		<description><![CDATA[“ผมไม่เคยบอกกับตัวเองว่าผมเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ถ้าใครสักคนฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เพียงเพื่อการต่อยตีข้างถนน เพื่อหวังจะใช้มันเป็นอาวุธในการปะทะขัดแย้ง หรือเพื่อจะใช้ข่มขู่รังแกผู้อื่น ในความเห็นของผม คนคนนั้นไม่ใช่นักสู้ที่แท้จริง” – หลี่ เหลียนเจี๋ย หลี่ เหลียนเจี๋ย (Li Lianjie) หรือที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ เจ็ต ลี (Jet Li) เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1963 ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ โดยหลี่เป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 5 คน พรสวรรค์ทางด้านวูซูของหลี่เริ่มปรากฏเมื่อเขามีอายุได้ 8 ปี เขาฝึกซ้อมวูซูที่โรงเรียน และเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมวูซูของปักกิ่งทำการแสดงศิลปะการต่อสู้ในช่วงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ผู้ฝึกสอนของหลี่คือ หวู บิน (Wu Bin) สุดยอดผู้ฝึกสอนวูซูของโลกในปัจจุบัน  หวูมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาความสามารถของหลี่ โดยนอกจากจะฝึกสอนวูซูให้กับหลี่แล้ว เขายังซื้ออาหารให้กับครอบครัวของหลี่ เนื่องจากครอบครัวของหลี่ไม่มีเงินมากพอสำหรับอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของหลี่ หลังจากฝึกฝนอย่างหนักกับหวู 3 ปี หลี่ก็ชนะเลิศการแข่งขันวูซูระดับชาติของจีน ก่อนที่เขาเลิกเล่นวูซูเมื่ออายุ 17 ปี และถูกชักชวนเข้าสู่วงการแสดงเมื่ออายุ 20 ปี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=524&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/jet_li.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-525" title="Jet_Li" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/jet_li.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a>“ผมไม่เคยบอกกับตัวเองว่าผมเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ถ้าใครสักคนฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เพียงเพื่อการต่อยตีข้างถนน เพื่อหวังจะใช้มันเป็นอาวุธในการปะทะขัดแย้ง หรือเพื่อจะใช้ข่มขู่รังแกผู้อื่น ในความเห็นของผม คนคนนั้นไม่ใช่นักสู้ที่แท้จริง”</em><em> – หลี่ เหลียนเจี๋ย</em></p>
<p><em></em>หลี่ เหลียนเจี๋ย (Li Lianjie) หรือที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ เจ็ต ลี (Jet Li) เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1963 ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ โดยหลี่เป็นน้องคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด 5 คน</p>
<p>พรสวรรค์ทางด้านวูซูของหลี่เริ่มปรากฏเมื่อเขามีอายุได้ 8 ปี เขาฝึกซ้อมวูซูที่โรงเรียน และเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมวูซูของปักกิ่งทำการแสดงศิลปะการต่อสู้ในช่วงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน  ผู้ฝึกสอนของหลี่คือ หวู บิน (Wu Bin) สุดยอดผู้ฝึกสอนวูซูของโลกในปัจจุบัน  หวูมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาความสามารถของหลี่ โดยนอกจากจะฝึกสอนวูซูให้กับหลี่แล้ว เขายังซื้ออาหารให้กับครอบครัวของหลี่ เนื่องจากครอบครัวของหลี่ไม่มีเงินมากพอสำหรับอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของหลี่</p>
<p>หลังจากฝึกฝนอย่างหนักกับหวู 3 ปี หลี่ก็ชนะเลิศการแข่งขันวูซูระดับชาติของจีน ก่อนที่เขาเลิกเล่นวูซูเมื่ออายุ 17 ปี และถูกชักชวนเข้าสู่วงการแสดงเมื่ออายุ 20 ปี</p>
<p>ในปี 1982 บริษัทประชาสัมพันธ์คิดว่าชื่อของหลี่ออกเสียงยาก จึงใช้ชื่อ “Jat Li” ในโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง <em>Shaolin Temple</em> (<em>เสี้ยวลิ้มยี่</em>, 1982) ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของหลี่ โดยเปรียบเทียบการเริ่มต้นอาชีพนักแสดงของหลี่กับการขึ้นบินของเครื่องบิน หลังจากนั้นเป็นต้นมา หลี่ เหลียนเจี๋ย จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ เจ็ต ลี</p>
<p>ภาพยนตร์ภาษาจีนที่หลี่นำแสดง เช่น <em>Shaolin Temple </em>(<em>เสี้ยวลิ้มยี่</em>,<em> </em>1982), <em>Shaolin Temple 2: Kids from Shaolin </em>(<em>เสี้ยวลิ้มยี่</em><em> </em>2, 1984), <em>Once Upon a Time in China </em>(<em>หวงเฟยหง: หมัดบินทะลุเหล็</em><em>ก</em>, 1991), <em>Fist of Legend </em>(<em>ไอ้หนุ่มซินตึ้ง หัวใจผงาดฟ้า</em>, 1994) และ <em>Fong Sai-Yuk </em>(<em>ฟงไสหยก สู้บนหัวคน</em>, 1993) เป็นต้น</p>
<p>ในปี 1998 หลี่ก้าวเข้าสู่ฮอลลีวูด โดยเริ่มต้นด้วยการรับบทตัวร้ายใน <em>Lethal Weapon 4</em> (1998) ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น <em>The One </em>(2001), <em>Kiss of the Dragon </em>(2001),<em> Cradle 2 the Grave </em>(2003),<em> </em><em>Danny the Dog </em>(หรือ<em> </em><em>Unleashed</em>)<em> </em>(2005),<em> Fearless </em>(2006),<em> </em><em>War </em>(หรือ<em> </em><em>Rogue Assassin</em>) (2007),<em> </em><a title="เดอะ มัมมี่ 3 คืนชีพจักรพรรดิมังกร" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0_%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%88_3_%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3"><em>The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor</em></a><em> </em>(2008), และ<em> The Expendables </em>(2010) เป็นต้น</p>
<p>จากสถิติรายได้ของภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์ของหลี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ <em>Lethal Weapon 4</em> โดยทำรายได้ 130 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ <a title="เดอะ มัมมี่ 3 คืนชีพจักรพรรดิมังกร" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0_%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%88_3_%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3"><em>The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor</em></a> ด้วยรายได้มากกว่า 102 ล้านดอลลาร์  ส่วน <em>Hero</em> (2002) อยู่ในอันดับที่ 3 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นภาพยนตร์ที่นักวิจารณ์ชื่นชมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ <em>Fearless </em>อยู่ในอันดับที่ 6 ของภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกา  ในมุมมองของนักวิจารณ์ <em>Fist of Legend </em>(1994) เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของหลี่ ส่วน <em>War </em>คือเรื่องที่แย่ที่สุด</p>
<p>หลี่กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการจะบอกกับโลกใบนี้อยู่ในภาพยนตร์ 3 เรื่องของเขา นั่นคือ <em>Hero </em>(ความทุกข์ตรมของคนคนหนึ่งมิอาจเทียบเคียงได้กับความทุกข์ตรมของชาติ)  <em>Unleashed </em>(ความรุนแรงมิใช่การแก้ปัญหา)  และ <em>Fearless</em> (ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือตัวเราเอง)  หลี่คิดว่าอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือรอยยิ้ม และพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก</p>
<p>เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลกทัศน์และชีวทัศน์ของหลี่เปลี่ยนไปอย่างมากก็คือเหตุการณ์สึนามิในปี 2004  ในตอนนั้นหลี่กำลังพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เขาและครอบครัวรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด  หลี่ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกว่าความสามารถหรือความสำเร็จใดๆ ที่เขาเคยได้รับมาไม่สามารถเทียบได้กับพลังของธรรมชาติ “ทั้งเงิน อำนาจ หรืออะไรก็ตามในโลกนี้ ไม่สามารถช่วยคุณจากคลื่นครั้งนั้นได้เลย”  หลี่บอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาธรรมะและเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต</p>
<p>หลี่ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตการกุศล” ของสภากาชาดจีนตั้งแต่เดือนมกราคม 2006  เขาบริจาคเงิน 500,000 หยวน (62,500 ดอลลาร์) ซึ่งแบ่งมาจากรายได้ของภาพยนตร์เรื่อง<em> </em><em>Fearless</em> ให้กับโครงการเยียวยาทางด้านจิตใจของสภากาชาด  ในเดือนเมษายน 2007 จากประสบการณ์ในเหตุการณ์สึนามิ หลี่ก่อตั้งมูลนิธิ The One เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยทำงานร่วมกับสภากาชาดและองค์กรอื่นๆ  โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ หลี่ได้มีส่วนในการช่วยเหลือผู้คนจากภัยธรรมชาติมาแล้ว 7 เหตุการณ์ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองเสฉวนในปี 2007</p>
<p>หลี่ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2009 เกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาในการทำการกุศล โดยเขาบอกว่า “องค์กรเอกชนสามารถช่วยเหลือรัฐบาลในพื้นที่ที่รัฐบาลมองไม่เห็น ความช่วยเหลือของรัฐบาลไม่อาจลงลึกในรายละเอียดได้เสมอไป องค์กรเอกชนไม่จำเป็นต้องใหญ่แบบรัฐบาล แต่พวกเขาจำเป็นต้องยืดหยุ่นและเป็นอิสระ”</p>
<p>ในเดือนกันยายน 2010 หลี่ได้รับการแต่งตั้งจากสภากาชาดสากลให้เป็น “ทูตไมตรีจิต” คนแรกขององค์กร เขาโพสต์ข้อความขอบคุณในอินเทอร์เน็ต และยืนยันว่าจะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/524/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/524/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=524&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%8b%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/jet_li.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">Jet_Li</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%95-%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%95-%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 09:09:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=519</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ถูกบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดในบันทึกของมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหนันทน์) ซึ่งผู้เขียนระบุว่าเป็นการสืบสาวเรียบเรียงและสันนิษฐานจากภาพวาดบนฝาผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร (ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม) ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ให้ช่างเขียนเอาไว้ บันทึกของพระยาทิพโกษาระบุว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีวอก อัฏฐศก จุลศักราช 1138 (พ.ศ. 2319) บนเรือนซึ่งปลูกอยู่ที่บางขุนพรหม (ในขณะที่ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2331 ที่บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)  ในบันทึกระบุว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี  โยมมารดาของท่านชื่อนางงุด ลูกของนายผลกับนางลา ชาวบ้านเมืองกำแพงเพชร  เมื่อแรกเกิด ท่านมีชื่อว่า “โต” เมื่อมีอายุได้ 7 ปี โยมมารดาได้พาท่านไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระครูใหญ่ เมืองพิจิตร (ตาผล ยายลา นางงุด ประกอบอาชีพค้าขายทางเรือจนมีทรัพย์สินพอสมควร และได้ย้ายมาปลูกบ้านอยู่บริเวณเหนือเมืองพิจิตร)  ก่อนที่ท่านจะบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อมีอายุได้ 13 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=519&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/somdej.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-520" title="somdej" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/somdej.jpg?w=255&#038;h=300" alt="" width="255" height="300" /></a>ประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ถูกบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดในบันทึกของมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหนันทน์) ซึ่งผู้เขียนระบุว่าเป็นการสืบสาวเรียบเรียงและสันนิษฐานจากภาพวาดบนฝาผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร (ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้สี่แยกบางขุนพรหม) ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ให้ช่างเขียนเอาไว้</p>
<p>บันทึกของพระยาทิพโกษาระบุว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์เกิดเมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีวอก อัฏฐศก จุลศักราช 1138 (พ.ศ. 2319) บนเรือนซึ่งปลูกอยู่ที่บางขุนพรหม (ในขณะที่ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2331 ที่บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)  ในบันทึกระบุว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี  โยมมารดาของท่านชื่อนางงุด ลูกของนายผลกับนางลา ชาวบ้านเมืองกำแพงเพชร  เมื่อแรกเกิด ท่านมีชื่อว่า “โต”</p>
<p>เมื่อมีอายุได้ 7 ปี โยมมารดาได้พาท่านไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระครูใหญ่ เมืองพิจิตร (ตาผล ยายลา นางงุด ประกอบอาชีพค้าขายทางเรือจนมีทรัพย์สินพอสมควร และได้ย้ายมาปลูกบ้านอยู่บริเวณเหนือเมืองพิจิตร)  ก่อนที่ท่านจะบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อมีอายุได้ 13 ปี (ปีวอก สัมฤทธิศก จุลศักราช 1150)</p>
<p>สามเณรโต “อุตสาห์เล่าเรียนคัมภีร์มูละกัจจายนะปกรณ์&#8230; เรียนบาลีไวยากรณ์&#8230; ท่าน(พระครู)บอกกะละเม็ดต่างๆ หลายอย่างหลายประการ ออกป่าเข้าบ้านทดลองวิชาความรู้&#8230; จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญใช้ได้ดังประสงค์ทุกอย่าง”  ต่อจากนั้น สามเณรโตได้ไปเป็นศิษย์ของพระครูวัดเมืองไชยนาถซึ่งเชี่ยวชาญคัมภีร์พระปริยัติธรรม “ครั้งล่วงมาได้ ๓ ปีเรียนจนถึงแปดปั้นบาฬี สามเณรโตไม่มีอุปสรรคกีดกั้น ไม่มีอาการเจ็บป่วยไข้สะดวกดีทุกเวลาทั้งไม่เบื่อไม่หน่าย นิยมอยู่แต่ที่จะหาความจริงซึ่งยังบกพร่องภูมิปัญญาอยู่ร่ำไป”</p>
<p>เมื่อมีอายุได้ 17 ปี สามเณรโตก็ตัดสินใจไปศึกษาเล่าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยความเห็นชอบของพระครูทั้ง 2 ท่าน  คณะของสามเณรโตล่องเรือมาถึงท่าน้ำวัดบางลำพูบน “ตอนเวลาเช้า ๒ โมง แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๑๕๕ เป็นปีที่ ๑๒ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพพระมหานคร”  และตาผลได้นำสามเณรโตไปถวายตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์แก้ว วัดบางลำพูบน</p>
<p>ที่กรุงเทพฯ สามเณรโตได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ในปัจจุบัน) โดยศึกษาเล่าเรียนกับสมเด็จพระสังฆราช (มี) และพระอาจารย์เสม  กระทั่งเมื่อสามเณรโตมีอายุครบ 21 ปี (“เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๑๕๙ เป็นปีที่ ๑๖ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพพระมหานครฯ”) จึงอุปสมบทเป็นภิกษุที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ โดยมีสมเด็จพระวันรัต วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<p>ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานสมณศักดิ์ถวายแก่ภิกษุโตเป็นพระธรรมกิตติในปี 2395  ต่อมาในปี 2397 ท่านจึงได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ (“มีนิตยภัตร ๒๘ บาท ค่าข้าว ๑ บาท”)  หลังจากนั้นอีก 10 ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เมื่อ “ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช ๑๒๒๗” โดย “รับหิรัญบัตรมีฐานา ๑๐ มีนิตยภัตร ๓๒ บาท ค่าข้าวสาร ๑ บาทต่อเดือน”)</p>
<p>เรื่องเล่าเกี่ยวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์เรื่องหนึ่งที่ยังคงบอกกล่าวเล่าขานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็คือเรื่องของนางนาก บ้านพระโขนง  บันทึกของพระยาทิพโกษาระบุว่า เมื่อนางนากเสียชีวิต วิญญาณของนางนากได้มารบกวนจนผัวของนางมีเมียใหม่ไม่ได้ อีกทั้งคนที่เดินทางสัญจรทางเรือในคลองพระโขนงต่างก็ถูกวิญญาณของนางล้อเล่นจนหวาดกลัวไปตามๆ กัน “พวกหมอผีไปทำเป็นผู้มีวิเศษตั้งพิธีผูกมัดเรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอา เจ้าหมอต้องเจ๊งมันมาหลายคน จนพวกแย่งพวกชิงล้วงลัก ปลอมตัวเป็นนางนาค หลอกลวงเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกลัวนางนาค เลยมุดหัวเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยันรุ่งก็มี”</p>
<p>เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ทราบเรื่อง ท่านจึงไปค้างที่วัดมหาบุศย์ “พอค่ำท่านก็ไปนั่งอยู่ปากหลุม แล้วท่านเรียกนางนาคปีศาจขึ้นมาสนทนากัน&#8230; ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้ แล้วท่านมานั่งขัดเกลาจนเป็นมัน ท่านนำขึ้นมาวัดระฆัง ท่านลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว&#8230; ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบซาลง”</p>
<p>สมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นพระเกจิเถราจารย์ผู้ทรงคุณทางด้านคาถาอาคม (โดยเฉพาะวัตถุมงคล “พระสมเด็จ” ของท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจภาคี หรือสุดยอดของพระเครื่องวัตถุมงคลหนึ่งในห้าของประเทศไทย)  ด้วยปฏิปทาจริยาวัตรและคุณวิเศษอัศจรรย์ของท่าน ทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเคารพนับถือว่าท่านเป็นอมตะเถราจารย์รูปหนึ่งของเมืองไทย และมีผู้นับถือจำนวนมากในปัจจุบัน</p>
<p>ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพเมื่อวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 บนศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหม (วัดอินทรวิหารในปัจจุบัน)  ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แต่ได้ไปควบคุมการก่อสร้างองค์หลวงพ่อโตที่วัดบางขุมพรหม การก่อสร้างดำเนินมาได้เพียงพระนาภี (สะดือ) ท่านก็มรณภาพ</p>
<p>การก่อสร้างองค์หลวงพ่อโตดำเนินต่อมาด้วยแรงศรัทธาของเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารรูปต่อๆ มา ใช้เวลาทั้งสิ้น 60 ปี จึงแล้วเสร็จในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 (พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สูง 16 วา กว้าง 5 วา 2 ศอก)</p>
<p>สมเด็จพระพุฒาจารย์มีชีวิตอยู่ในสมณเพศ 65 พรรษา สิริอายุ 84 ปี 2 เดือน 5 วัน</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/519/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/519/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=519&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%95-%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/somdej.jpg?w=255" medium="image">
			<media:title type="html">somdej</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เลโอนาร์โด ดา วินชี</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%94-%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%94-%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 05:18:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=514</guid>
		<description><![CDATA[เลโอนาร์โด ดิ เซอร์ ปีโร ดา วินชี (Leonardo di ser Piero da Vinci) คืออัจฉริยบุคคลผู้ก้าวข้ามพรมแดนของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เขาเป็นจิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค นักภูมิศาสตร์ นักทำแผนที่ นักพฤกษศาสตร์ และนักเขียน เลโอนาร์โดได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของคนในยุคเรอเนสซองซ์ – ความกระหายใคร่รู้ของเขาดูจะตอบสนองได้ด้วยพลังในการประดิษฐ์คิดค้นของเขาเองเท่านั้น – และถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตรกรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แต่ความสนใจและความสามารถของเขานั้นขยายกว้างและหยั่งลึกในหลากหลายสาขาจนดูเหมือนไร้ขอบเขต เลโอนาร์โดเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1452 ที่เมืองฟลอเรนซ์ เขาเป็นบุตรของ ปีโร ดา วินชี (Piero da Vinci) ผู้มั่งคั่ง กับหญิงชาวนาชื่อแคเทอรินา (Caterina) เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของ แอนเดรีย เวอร์รอกคิโอ (Andrea Verrocchio) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=514&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/da-vinci2.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-515" title="da-Vinci2" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/da-vinci2.jpg?w=198&#038;h=300" alt="" width="198" height="300" /></a>เลโอนาร์โด ดิ เซอร์ ปีโร ดา วินชี (Leonardo di ser Piero da Vinci) คืออัจฉริยบุคคลผู้ก้าวข้ามพรมแดนของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เขาเป็นจิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค นักภูมิศาสตร์ นักทำแผนที่ นักพฤกษศาสตร์ และนักเขียน</p>
<p>เลโอนาร์โดได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของคนในยุคเรอเนสซองซ์ – ความกระหายใคร่รู้ของเขาดูจะตอบสนองได้ด้วยพลังในการประดิษฐ์คิดค้นของเขาเองเท่านั้น – และถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตรกรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แต่ความสนใจและความสามารถของเขานั้นขยายกว้างและหยั่งลึกในหลากหลายสาขาจนดูเหมือนไร้ขอบเขต</p>
<p>เลโอนาร์โดเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1452 ที่เมืองฟลอเรนซ์ เขาเป็นบุตรของ ปีโร ดา วินชี (Piero da Vinci) ผู้มั่งคั่ง กับหญิงชาวนาชื่อแคเทอรินา (Caterina) เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของ แอนเดรีย เวอร์รอกคิโอ (Andrea Verrocchio) ศิลปินมีชื่อคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ การทำงานกับเวอร์รอกคิโอทำให้เลโอนาร์โดได้ฝึกฝนทั้งทักษะในการทำงานศิลปะและทักษะในด้านอื่นๆ เช่น การหลอมโลหะ การทำเครื่องหนัง เครื่องยนต์กลไก การทำงานไม้ การหล่อปูนพลาสเตอร์ เป็นต้น</p>
<p>เมื่ออายุได้ 20 ปี เลโอนาร์โดได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมแห่งเซนต์ลุก ซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาศิลปินและแพทย์ และถึงแม้พ่อของเขาจะสร้างห้องทำงานให้ แต่เลโอนาร์โดก็ยังคงทำงานอยู่กับเวอร์รอกคิโอ ผลงานชิ้นแรกที่ปรากฏวันที่ของเลโอนาร์โดคือภาพของหุบเขาอาร์โนที่วาดด้วยปากกา มันถูกวาดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1473</p>
<p>บันทึกในปี 1476 ของศาลเมืองฟลอเรนซ์ระบุว่าเลโอนาร์โดและเด็กหนุ่มอีก 3 คน ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ต่อมาทั้งหมดก็พ้นความผิด เลโอนาร์โดยุติการทำงานกับเวอร์รอกคิโอในปี 1478 และนักเขียนนิรนามคนหนึ่งอ้างว่าในปี 1480 เลโอนาร์โดอาศัยอยู่กับตระกูลเมดิชี โดยทำงานอยู่ในสวนของจัตุรัสซานมาร์โคในเมืองเวนิซ</p>
<p>ในปี 1482 เลโอนาร์โด – ในฐานะนักดนตรีเปี่ยมพรสวรรค์ ตามข้อมูลของ จิออร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari) นักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 16 – ได้ประดิษฐ์พิณที่มีรูปร่างเหมือนหัวของม้า โลเรนโซ เดอ’ เมดิชี (Lorenzo de’ Medici) จึงส่งเขาพร้อมกับพิณดังกล่าวไปยังเมืองมิลาน เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับ ลูโดวิโค อิล โมโร (Ludovico il Moro) ดยุกแห่งมิลาน</p>
<p>เลโอนาร์โดทำงานอยู่ที่เมืองมิลานในช่วงปี 1482-1499 ผลงานของเขาในช่วงนี้คือภาพ <em>พระแม่มารีแห่งภูผา</em> (<em>Virgin of the Rocks</em>) และภาพ <em>พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย</em> (<em>The Last Supper</em>) นอกจากนี้ เลโอนาร์โดยังได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการวางผังเมือง การขุดคลองให้เชื่อมต่อกันเพื่อการสุขาภิบาล และการสร้างถนน 2 ชั้นแบบที่ปรากฏในยุคปัจจุบัน</p>
<p>ในปี 1499 เมื่อสงครามอิตาลีครั้งที่ 2 (1499-1504) ปะทุขึ้น เลโอนาร์โดจึงกลับไปที่เมืองเวนิซ เขาทำหน้าที่เป็นสถาปนิกและวิศวกรทางด้านการทหาร โดยคิดค้นวิธีป้องกันเมืองจากการโจมตีทางเรือ ก่อนจะย้ายไปทำงานให้กับ เซซาเร บอร์เจีย (Cesare Borgia) บุตรของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Pope Alexander VI) ที่เมืองเซเซนา ในปี 1502 โดยเขาได้คิดค้นแผนที่ป้อมปราการของเมือง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ แผนที่ที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในด้านการทหารยังเชื่อมโยงกับโครงการก่อสร้างเขื่อน เพื่อให้ลำคลองในเมืองมีน้ำตลอดทั้งปี</p>
<p>เลโอนาร์โดเริ่มวาดภาพ <em>โมนา ลิซา</em> (<em>Mona Lisa</em>) ในปี 1503 หรือ 1504 โดยวาซารีระบุว่า “&#8230;หลังจากนั่งมองมันอยู่ 4 ปี เขาก็คงปล่อยมันค้างอยู่อย่างนั้น&#8230;” ในเวลาต่อมา เลโอนาร์โดนำภาพนี้ย้ายตามเขาไปอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วย และมันถูกวาดจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน</p>
<p>ในเดือนตุลาคม 1515 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (Francois I of France) เสด็จพระราชดำเนินเยือนมิลาน และพระองค์ได้ทรงพบกับเลโอนาร์โอ ในปีต่อมา เลโอนาร์โดจึงย้ายไปทำงานให้กับพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ฝรั่งเศส และใช้ช่วงเวลา 3 ปีสุดท้ายของชีวิตที่นั่น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1519</p>
<p>การศึกษาเรียนรู้ตลอดทั้งชีวิตของเลโอนาร์โดปราศจากกำแพงแบ่งแยกกีดขวางใดๆ ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของเขาสร้างความตื่นตะลึงไม่แพ้ผลงานทางด้านศิลปะ เลโอนาร์โดบันทึกข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดในสมุดบันทึกความยาวประมาณ 13,000 หน้า ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนี้จะอยู่กับเขาตลอดเวลาในทุกที่ที่เขาเดินทางไป</p>
<p>ข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่กว้างขวาง ตั้งแต่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันอย่างรายการสิ่งของและรายชื่อลูกหนี้ ไปจนกระทั่งเรื่องราวที่สลับซับซ้อนอย่างการออกแบบปีกและชุดประดาน้ำ รายละเอียดการศึกษาใบหน้าและอารมณ์ รายละเอียดของสัตว์ต่างๆ ทารก พืช รูปแบบของหิน ยุทโธปกรณ์ เฮลิคอปเตอร์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ</p>
<p>ความสนใจในความเป็นอัจฉริยะของเลโอนาร์โดยังคงดำเนินต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ยังคงพยายามตีความงานเขียน วิเคราะห์ภาพวาด และตามหาภาพวาดที่ปรากฏในบันทึกแต่ยังค้นหาไม่พบ ด้วยความรู้ที่แตกฉานในทุกๆ สาขาวิชา เลโอนาร์โดได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาผู้ใดในโลกเสมอเหมือน และผู้คนในทุกวันนี้ก็ยังคงได้พบปะกับอัจฉริยะผู้นี้ไม่ต่างจากผู้คนในศตวรรษที่ 16</p>
<p>ถึงแม้จะผ่านมา 5 ศตวรรษแล้ว แต่ เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ยังคงเด่นเป็นสง่า โดยไร้ผู้ใดทัดเทียม</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/514/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=514&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%94-%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/da-vinci2.jpg?w=198" medium="image">
			<media:title type="html">da-Vinci2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ไมเคิล แจ็กสัน</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 05:04:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=510</guid>
		<description><![CDATA[วันที่ 25 มิถุนายน 2009  ไมเคิล แจ็กสัน นอนหมดสติอยู่บนเตียงนอนในคฤหาสน์เลขที่ 100 นอร์ทคาโรลวูดไดรฟ เขตโฮล์มบีฮิลล์ ลอสแอนเจลิส  แพทย์ประจำตัวพยายามช่วยชีวิตเขา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  หน่วยดับเพลิงของลอสแอนเจลิสได้รับแจ้งเมื่อเวลา 12:22 น. ก่อนจะมาถึงคฤหาสน์ของแจ็กสันในอีก 3 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่าแจ็กสันหยุดหายใจ และพยายามช่วยชีวิตของเขาอีกครั้ง แจ็กสันถูกส่งไปที่ศูนย์การแพทย์โรนัลด์ เรแกน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เมื่อเวลา 13:13 น.  หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงจึงมีการประกาศว่าเขาเสียชีวิตเมื่อเวลา 14:26 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 4:26 น. ตามเวลาประเทศไทย ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (Michael Joseph Jackson) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 ในครอบครัวกรรมกรชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่เมืองแกรี รัฐอินเดียนา  เขาเป็นลูกคนที่ 8 จาก 10 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=510&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/michael_joseph_jackson.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-511" title="Michael_Joseph_Jackson" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/michael_joseph_jackson.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" /></a>วันที่ 25 มิถุนายน 2009  ไมเคิล แจ็กสัน นอนหมดสติอยู่บนเตียงนอนในคฤหาสน์เลขที่ 100 นอร์ทคาโรลวูดไดรฟ เขตโฮล์มบีฮิลล์ ลอสแอนเจลิส  แพทย์ประจำตัวพยายามช่วยชีวิตเขา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  หน่วยดับเพลิงของลอสแอนเจลิสได้รับแจ้งเมื่อเวลา 12:22 น. ก่อนจะมาถึงคฤหาสน์ของแจ็กสันในอีก 3 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่าแจ็กสันหยุดหายใจ และพยายามช่วยชีวิตของเขาอีกครั้ง</p>
<p>แจ็กสันถูกส่งไปที่ศูนย์การแพทย์โรนัลด์ เรแกน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เมื่อเวลา 13:13 น.  หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงจึงมีการประกาศว่าเขาเสียชีวิตเมื่อเวลา 14:26 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 4:26 น. ตามเวลาประเทศไทย</p>
<p>ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (Michael Joseph Jackson) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 ในครอบครัวกรรมกรชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่เมืองแกรี รัฐอินเดียนา  เขาเป็นลูกคนที่ 8 จาก 10 คนของ โจเซฟ วอลเตอร์ “โจ” แจ็กสัน (<a title="Joe Jackson (manager)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Joe_Jackson_(manager)">Joseph Walter &#8220;Joe&#8221; Jackson</a>) และ แคเทอรีน เอสเตอร์ สครูส์ (<a title="Katherine Jackson" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Katherine_Jackson">Katherine Esther Scruse</a>)  โจเป็นคนงานในโรงงานเหล็กและสมาชิกของวงอาร์แอนด์บีที่ชื่อ The Falcons  ส่วนแคเทอรีนเป็นผู้เลื่อมใสในความเชื่อ “พยานพระยะโฮวา” (Jehovah&#8217;s Witnesses)  ความสัมพันธ์ระหว่างแจ็กสันกับพ่อไม่ค่อยดีนัก เขาถูกทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายเกาะกุมจิตใจของเขาตลอดทั้งชีวิต</p>
<p>ในปี 1964 แจ็กสันกับมาลอนเข้าร่วมวง “Jackson Brothers” – ก่อตั้งโดยแจ็กกี ติโต และเจอร์เมน พี่ชายของพวกเขา – ในฐานะนักดนตรี ก่อนที่เขาจะได้เป็นนักร้องประสานคู่กับเจอร์เมนเมื่ออายุได้ 8 ปี และชื่อของวงได้เปลี่ยนเป็น “The Jackson 5”  The Jackson 5 ได้บันทึกเสียงกับค่าย Steeltown ในปี 1967 ก่อนจะได้เซ็นสัญญากับค่าย Motown ในปีถัดมา  นิตยสาร <em>Rolling Stone</em> กล่าวถึงแจ็กวันในวัยเด็กว่า “เป็นอัจฉริยะ” และ “มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีเต็มเปี่ยม”  เขา “โดดเด่นอยู่บนเวทีในฐานะนักร้องนำ”  ในช่วงปี 1972-1975 แจ็กสันออกอัลบัมเดี่ยวกับ Motown 4 อัลบัม โดยมีเพลงดังอย่าง “<a title="Got to Be There (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Got_to_Be_There_(song)">Got to Be There</a>” “<a title="Ben (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ben_(song)">Ben</a>” และ &#8220;<a title="Rockin' Robin (song)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Rockin%27_Robin_(song)">Rockin’ Robin</a>”  แต่ยอดขายของ The Jackson 5 เริ่มตกลงในปี 1973 และสมาชิกของวงก็เริ่มไม่พอใจนโยบายกีดกันการสร้างสรรค์ผลงานของ Motown  พวกเขาจึงออกจาก Motown ในปี 1975  เดือนมิถุนายนปีเดียวกัน The Jackson 5 เซ็นสัญญากับค่าย Epic Records บริษัทในเครือของ CBS Records และเปลี่ยนชื่อวงเป็น The Jacksons  ในช่วงปี 1976-1984  The Jacksons ออกอัลบัมมากกว่า 6 อัลบัม โดยแจ็กสันเป็นผู้เขียนเพลงหลักของวง อาทิ “<a title="Shake Your Body (Down to the Ground)" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Shake_Your_Body_(Down_to_the_Ground)">Shake Your Body (Down to the Ground)</a>” “<a title="This Place Hotel" href="http://en.wikipedia.org/wiki/This_Place_Hotel">This Place Hotel</a>” และ “<a title="Can You Feel It" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Can_You_Feel_It">Can You Feel It</a>”</p>
<p>ปี 1978 แจ็กสันร่วมแสดงในภาพยนตร์เพลงเรื่อง <em>The Wiz</em> ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับ ควินซี โจนส์ (Quincy Jones) ผู้เรียบเรียงเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยโจนส์ยินดีร่วมงานกับแจ็กสันในอัลบัมเดี่ยวชุดต่อไปของเขา นั่นคือ<em> Off the Wall</em>  อัลบัมดังกล่าววางขายในปี 1979 และเป็นอัลบัมแรกที่มีเพลงติดอันดับ 10 เพลงยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาถึง 4 เพลง และขายได้มากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก  ปี 1982 แจ็กสันออกอัลบัม <em>Thriller</em> ซึ่งเป็นอัลบัมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของสหรัฐอเมริกาและของโลก โดยขายไปแล้วประมาณ 110 ล้านชุดจนถึงปัจจุบัน  เดือนมีนาคม 1983 แจ็กสันรวมตัวกับพี่น้องตระกูลแจ็กสันอีกครั้งเพื่อแสดงในรายการพิเศษฉลองครบรอบ 25 ปีของ Motown  เทปนี้ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1983  แจ็กสันร้องเพลง “Billie Jean” และเปิดตัวท่า “มูนวอล์ก” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับเขานับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา</p>
<p>อัลบัมเดี่ยวอื่นๆ ของแจ็กสันประกอบด้วย<em> Bad</em> (1987) <em>Dangerous</em> (1991) <em>HIStory</em> (1995) <em>Blood on the Dance Floor: HIStory in the Mix</em> (1997) และ <em>Invincible</em> (2001)  โดยก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แจ็กสันได้รับการยกย่องจาก American Music Awards ให้เป็นศิลปินแห่งทศวรรษ 1980</p>
<p>วันที่ 14 พฤษภาคม 1984  แจ็กสันได้รับรางวัลจากประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) สำหรับการมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ติดสุราและยาเสพติด  ในปีต่อมา แจ็กสันร่วมเขียนเพลง “We Are the World” กับ ลิโอเนล ริชี (Lionel Richie) เพื่อหาเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ในสหรัฐอเมริกาและแอฟริกา  เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายเกือบ 30 ล้านชุด และเงินหลายล้านดอลลาร์ได้รับการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้  แจ็กสันก่อตั้งมูลนิธิ Heal the World ในปี 1992  โดยมูลนิธิจะนำเด็กด้อยโอกาสไปที่เนเวอร์แลนด์ (ประกอบด้วยสวนสนุก สวนสัตว์ และโรงภาพยนตร์ บนเนื้อที่ 11 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแจ็กสันเริ่มลงทุนก่อสร้างในปี 1988) และบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ทั่วโลกที่ประสบภัยสงคราม ความยากจน และโรคภัยไข้เจ็บ</p>
<p>ในปี 2006 ปัญหาทางด้านการเงินของแจ็กสันเริ่มมีมากขึ้น โดยเขามีหนี้มากถึง 270 ล้านดอลลาร์ และต้องปิดบ้านที่เนเวอร์แลนด์เพื่อลดค่าใช้จ่าย  ในปี 2009 แจ็กสันแถลงข่าวว่าเขาจะจัดคอนเสิร์ต “This Is It” ที่โอทู อารีนา กรุงลอนดอน ซึ่งจะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตอัลบัม <em>HIStory</em> เสร็จสิ้นในปี 1997  เขากล่าวว่านี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขา และจะจัดแสดงเพียง 10 รอบเท่านั้น แต่ในที่สุดก็เพิ่มเป็น 50 รอบหลังจากตั๋วเข้าชมมีไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยตั๋ว 1 ล้านใบขายหมดในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง  คอนเสิร์ตมีกำหนดจะเริ่มการแสดงในวันที่ 13 กรกฎาคม 2009 และจะเสร็จสิ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2010</p>
<p>ไมเคิล แจ็กสัน เป็นศิลปินที่มียอดขายผลงานสูงที่สุดในปี 2009 โดยขายได้ 8.2 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา และ 35 ล้านชุดทั่วโลก ในรอบ 12 เดือนหลังจากที่เขาเสียชีวิต  นอกจากนี้ ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง <em>Michael Jackson’s This Is It</em> ยังทำรายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์สารคดีหรือภาพยนตร์คอนเสิร์ต ถึงแม้จะฉายเพียงแค่ 2 สัปดาห์ โดยทำรายได้มากกว่า 260 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก</p>
<p>ตลอดชีวิตการทำงานของ ไมเคิล แจ็กสัน เขาได้รับรางวัลเชิดชูความสามารถมากมาย อาทิ ได้รับการจารึกชื่อที่ <a title="Hollywood Walk of Fame" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Hollywood_Walk_of_Fame">Hollywood Walk of Fame</a> เมื่อปี 1980 ในฐานะสมาชิกของวง The Jacksons และเมื่อปี 1984 ในฐานะศิลปินเดี่ยว  เขาเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ถูกบรรจุชื่อใน Rock and Roll Hall of Fame 2 ครั้ง ครั้งแรกในฐานะสมาชิกของวง The Jackson 5 และครั้งที่ 2 ในฐานะศิลปินเดี่ยว  นอกจากนี้ เขายังถูกบรรจุชื่อใน Vocal Group Hall of Fame (ในฐานะสมาชิกวง The Jackson 5) ในปี 1999, Songwriters Hall of Fame ในปี 2002, Hit Parade Hall of Fame (ร่วมกับพี่ชาย) ในปี 2009 และ Dance Hall of Fame (ในฐานะนักเต้นเพียงหนึ่งเดียวจากโลกของเพลงป็อปและร็อกแอนด์โรลล์) ในปี 2010</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/510/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/510/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=510&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/20/%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/michael_joseph_jackson.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">Michael_Joseph_Jackson</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>มหาตมา คานธี</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/19/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/19/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 09:11:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=503</guid>
		<description><![CDATA[ในเดือนเมษายน 1893 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ทนายความชาวอินเดียวัย 24 ปีถูกไล่ลงจากรถไฟ หลังจากที่เขาปฏิเสธที่จะย้ายไปนั่งที่ที่นั่งชั้นสามแทนที่จะเป็นที่นั่งชั้นหนึ่งตามตั๋วโดยสารที่เขาซื้อมา ต่อมาเขาก็ถูกคนขับรถม้าทำร้าย เนื่องจากเขาปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถม้าให้กับผู้โดยสารชาวยุโรป  ทั้งสองเหตุการณ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุปสรรคมากมายสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ นอกเหนือจากการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพักในโรงแรมหลายแห่ง  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถูกผู้พิพากษาของศาลเมืองเดอร์บัน (Durban) สั่งให้เขาถอดผ้าโพกศีรษะ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธที่จะทำตาม เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ชีวิตของทนายความหนุ่มผู้นี้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และจะทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกในเวลาต่อมา โมหันทาส กะรัมจันท คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 ที่แคว้นคุชราต (Gujarat) ของอินเดียในปัจจุบัน  การเติบโตมากับแม่ที่เชื่อมั่นในศาสนาฮินดูและประเพณีของศาสนาเชนที่มีอิทธิพลอยู่ในบ้านเกิด ทำให้คานธีมีโอกาสได้ซึมซับแนวคิดที่จะมีบทบาทต่อเกือบทั้งชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเยาว์ คานธีเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1888 โดยเขาให้สัญญากับแม่ว่าจะงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ และการมีเพศสัมพันธ์ ตามหลักการของศาสนาฮินดู  ด้วยเหตุดังกล่าว คานธีจึงได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ในลอนดอน ซึ่งสมาชิกจำนวนหนึ่งของสมาคมได้แนะนำให้เขาอ่านคัมภีร์ ภควัทคีตา คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู จากผู้ที่ไม่ได้สนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจังมาก่อน คัมภีร์ ภควัทคีตา ทำให้คานธีหันมาสนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจัง ก่อนที่มันจะถูกหลอมรวมเข้าสู่กระบวนการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของอินเดียและสันติสุขของผู้คนบนโลกในเวลาต่อมา คานธีเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษเช่นเดียวกับอินเดียในเดือนเมษายน 1893 หลังจากล้มเหลวจากการประกอบอาชีพในอินเดีย  ในฐานะทนายความชาวอินเดีย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=503&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/gandhi_smiling_r.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-504" title="Gandhi_smiling_R" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/gandhi_smiling_r.jpg?w=210&#038;h=300" alt="" width="210" height="300" /></a>ในเดือนเมษายน 1893 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ทนายความชาวอินเดียวัย 24 ปีถูกไล่ลงจากรถไฟ หลังจากที่เขาปฏิเสธที่จะย้ายไปนั่งที่ที่นั่งชั้นสามแทนที่จะเป็นที่นั่งชั้นหนึ่งตามตั๋วโดยสารที่เขาซื้อมา ต่อมาเขาก็ถูกคนขับรถม้าทำร้าย เนื่องจากเขาปฏิเสธที่จะสละที่นั่งบนรถม้าให้กับผู้โดยสารชาวยุโรป  ทั้งสองเหตุการณ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุปสรรคมากมายสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ นอกเหนือจากการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพักในโรงแรมหลายแห่ง  ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถูกผู้พิพากษาของศาลเมืองเดอร์บัน (Durban) สั่งให้เขาถอดผ้าโพกศีรษะ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธที่จะทำตาม</p>
<p>เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ชีวิตของทนายความหนุ่มผู้นี้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และจะทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกในเวลาต่อมา</p>
<p>โมหันทาส กะรัมจันท คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 ที่แคว้นคุชราต (Gujarat) ของอินเดียในปัจจุบัน  การเติบโตมากับแม่ที่เชื่อมั่นในศาสนาฮินดูและประเพณีของศาสนาเชนที่มีอิทธิพลอยู่ในบ้านเกิด ทำให้คานธีมีโอกาสได้ซึมซับแนวคิดที่จะมีบทบาทต่อเกือบทั้งชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเยาว์</p>
<p>คานธีเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กันยายน 1888 โดยเขาให้สัญญากับแม่ว่าจะงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ และการมีเพศสัมพันธ์ ตามหลักการของศาสนาฮินดู  ด้วยเหตุดังกล่าว คานธีจึงได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ในลอนดอน ซึ่งสมาชิกจำนวนหนึ่งของสมาคมได้แนะนำให้เขาอ่านคัมภีร์ <em>ภควัทคีตา</em> คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู</p>
<p>จากผู้ที่ไม่ได้สนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจังมาก่อน คัมภีร์ <em>ภควัทคีตา</em> ทำให้คานธีหันมาสนใจแนวคิดทางศาสนาอย่างจริงจัง ก่อนที่มันจะถูกหลอมรวมเข้าสู่กระบวนการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของอินเดียและสันติสุขของผู้คนบนโลกในเวลาต่อมา</p>
<p>คานธีเดินทางไปทำงานที่แอฟริกาใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษเช่นเดียวกับอินเดียในเดือนเมษายน 1893 หลังจากล้มเหลวจากการประกอบอาชีพในอินเดีย  ในฐานะทนายความชาวอินเดีย คานธีพบว่าชาวอินเดียในแอฟริกาใต้เป็นเพียงประชากรชั้นสองที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามและเอารัดเอาเปรียบ จากจุดเริ่มต้นในการคัดค้านกฎหมายที่ไม่ให้สิทธิในการเลือกตั้งแก่ชาวอินเดีย คานธีจึงกลายเป็นผู้นำของชาวอินเดียในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม</p>
<p>ในปี 1906 ในระหว่างการประท้วงกฎหมายฉบับใหม่ที่บังคับให้ชาวอินเดียต้องลงทะเบียนกับทางการ คานธีได้ใช้วิธีการต่อสู้ที่เรียกว่า “สัตยาเคราะห์” หรือการต่อสู้คัดค้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง เป็นครั้งแรก เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียปฏิเสธที่จะทำตามกฎหมายและยินยอมรับโทษ แทนการต่อต้านโดยใช้ความรุนแรง  แนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากชาวอินเดีย ตลอดระยะเวลา 7 ปีของการต่อสู้ มีชาวอินเดียหลายพันคนถูกคุมขัง บางคนถูกโบย หรือกระทั่งถูกยิง จนทำให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ถูกกดดันจากการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ประท้วงโดยสันติ และต้องเจรจาประนีประนอมกับคานธีในที่สุด</p>
<p>คานธีเดินทางกลับอินเดียในปี 1915 และเริ่มต้นงานทางด้านการแก้ไขปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เขาจัดการประท้วงกดดันบรรดาเจ้าที่ดินซึ่งรัฐบาลอังกฤษให้การหนุนหลัง เพื่อลดการกดขี่ขูดรีดและแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร  เขารวบรวมทีมงานอาสาสมัครตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเรียนรู้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน มีการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และกระตุ้นให้ชาวบ้านต่อสู้กับการถูกกดขี่ขูดรีด  ในช่วงนี้เองที่ชาวบ้านเรียกขานคานธีว่า “บาปู” (พ่อ) และ “มหาตมา” (ผู้มีจิตใจสูงส่ง)  อิทธิพลของเขาแพร่กระจายไปในหมู่ผู้ถูกกดขี่ จนกระทั่งเขาได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาของชาติ” (Father of the nation)</p>
<p>ในห้วงเวลาต่อมา คานธีก็เริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวอินเดีย อาวุธที่คานธีใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาลอาณานิคมคือ “ไม่ร่วมมือ” “ไม่ใช้ความรุนแรง” และ “ต่อต้านด้วยความสงบ”  ตัวอย่างของการใช้หลักสัตยาเคราะห์ในการต่อสู้ครั้งสำคัญคือการประท้วงการเก็บภาษีจากเกลือในเดือนมีนาคม 1930 โดยคานธีและผู้สนับสนุนหลายพันคนออกเดินจากเมืองอามีดาบัด (Ahmedabad) ในรัฐคุชราต (Gujarat) ไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อฑัณฑี (Dandi) ซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลอาหรับ และลงมือทำเกลือด้วยตนเอง  การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลา 24 วัน เป็นระยะทาง 388 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลอาณานิคมเป็นอย่างมาก</p>
<p>กระบวนการต่อสู้เรียกร้องของคานธีดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เขาถูกจับกุมหลายครั้ง และประชาชนชาวอินเดียจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย  แต่ในที่สุด รัฐบาลอังกฤษก็ประกาศว่าจะให้อินเดียได้ปกครองตนเองในปี 1945</p>
<p>น่าเสียดายที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แทนที่คานธีจะได้ชื่นชมกับเสรีภาพของชาวอินเดีย เขากลับต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงไม่แพ้การต่อสู้กับรัฐบาลอาณานิคม ความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอินเดียเริ่มปะทุขึ้นหลังจากแสงสว่างของเอกราชเริ่มปรากฏ กระทั่งพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมต้องแบ่งไปเป็นอีกหนึ่งประเทศ (ปากีสถาน) ภายหลังการได้รับเอกราช แม้แต่ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันฉลองอิสรภาพ คานธีก็ยังต้องเดินทางไปสงบศึกระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมที่ยังคงสู้รบกันอยู่</p>
<p>เย็นวันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีถูกชาวฮินดูหัวรุนแรงลั่นกระสุนเข้าใส่ เนื่องจากการพยายามสร้างมิตรภาพระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิม</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/503/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=503&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/19/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/gandhi_smiling_r.jpg?w=210" medium="image">
			<media:title type="html">Gandhi_smiling_R</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ภีมราว รามชี อัมเบดการ์</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Jan 2012 07:23:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=497</guid>
		<description><![CDATA[แม้ว่าจะต้องพบกับความยากลำบากทั้งทางด้านฐานะทางสังคมและฐานะทางการเงิน แต่เด็กชายคนหนึ่งจากครอบครัวจัณฑาลก็เป็นคนนอกวรรณะคนแรกในอินเดียที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  เขาจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน  ที่บ้านเกิด เขาคือปัญญาชนและนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ถูกกดขี่ในสังคมที่ยึดมั่นในความสูงต่ำไม่เท่าเทียม ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพุทธกล่าวกันว่าเขาคือพระโพธิสัตว์ และเขาคือผู้ที่วิพากษ์ มหาตมา คานธี ว่าเป็นผู้ลดทอนศักดิ์ศรีของชุมชนคนนอกวรรณะให้กลายเป็นเพียงเรื่องของความน่าสงสาร ภีมราว รามชี อัมเบดการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1891  เขาเป็นบุตรชายคนที่ 14 ของ รามชี มาโลจี สักปาล กับภิมมาไพ  ถึงแม้ฐานะของครอบครัวจะยากจนและถูกทับถมจากการสังกัดในชนชั้นต่ำสุดในสังคมฮินดู แต่ รามชี สักปาล ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกๆ ของเขาได้รับการศึกษา เนื่องจากมันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้ลูกๆ ของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อัมเบดการ์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล แต่เขาก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคแสนสาหัส  ตามฐานะทางสังคม เขาและเด็กคนอื่นๆ ที่มีสถานะเดียวกันจะถูกแบ่งแยกและไม่ได้รับความสนใจหรือความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นจากครู พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งในชั้นเรียน และถ้าหากหิวน้ำ พวกเขาต้องให้เด็กที่อยู่ในวรรณะสูงกว่ารินน้ำให้ดื่ม โดยพวกเขาห้ามแตะต้องภาชนะบรรจุน้ำเด็ดขาด หรือไม่พวกเขาก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภารโรง  อัมเบดการ์เรียกสถานการณ์ในช่วงนั้นว่า “ไม่มีภารโรงก็ไม่มีน้ำ” รามชี สักปาล เกษียณจากกองทัพอินเดียในปี 1894 หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=497&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/tumblr_lpic0ac5jj1qcqxs8o1_500.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-498" title="tumblr_lpic0ac5Jj1qcqxs8o1_500" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/tumblr_lpic0ac5jj1qcqxs8o1_500.jpg?w=230&#038;h=300" alt="" width="230" height="300" /></a>แม้ว่าจะต้องพบกับความยากลำบากทั้งทางด้านฐานะทางสังคมและฐานะทางการเงิน แต่เด็กชายคนหนึ่งจากครอบครัวจัณฑาลก็เป็นคนนอกวรรณะคนแรกในอินเดียที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  เขาจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน  ที่บ้านเกิด เขาคือปัญญาชนและนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ถูกกดขี่ในสังคมที่ยึดมั่นในความสูงต่ำไม่เท่าเทียม ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพุทธกล่าวกันว่าเขาคือพระโพธิสัตว์ และเขาคือผู้ที่วิพากษ์ มหาตมา คานธี ว่าเป็นผู้ลดทอนศักดิ์ศรีของชุมชนคนนอกวรรณะให้กลายเป็นเพียงเรื่องของความน่าสงสาร</p>
<p>ภีมราว รามชี อัมเบดการ์ (Bhimrao Ramji Ambedkar) เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1891  เขาเป็นบุตรชายคนที่ 14 ของ รามชี มาโลจี สักปาล กับภิมมาไพ  ถึงแม้ฐานะของครอบครัวจะยากจนและถูกทับถมจากการสังกัดในชนชั้นต่ำสุดในสังคมฮินดู แต่ รามชี สักปาล ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ลูกๆ ของเขาได้รับการศึกษา เนื่องจากมันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้ลูกๆ ของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น</p>
<p>อัมเบดการ์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล แต่เขาก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคแสนสาหัส  ตามฐานะทางสังคม เขาและเด็กคนอื่นๆ ที่มีสถานะเดียวกันจะถูกแบ่งแยกและไม่ได้รับความสนใจหรือความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้นจากครู พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งในชั้นเรียน และถ้าหากหิวน้ำ พวกเขาต้องให้เด็กที่อยู่ในวรรณะสูงกว่ารินน้ำให้ดื่ม โดยพวกเขาห้ามแตะต้องภาชนะบรรจุน้ำเด็ดขาด หรือไม่พวกเขาก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภารโรง  อัมเบดการ์เรียกสถานการณ์ในช่วงนั้นว่า “ไม่มีภารโรงก็ไม่มีน้ำ”</p>
<p>รามชี สักปาล เกษียณจากกองทัพอินเดียในปี 1894 หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี ภิมมาไพก็เสียชีวิต พี่สาวของรามชีต้องทำหน้าที่แม่แทนน้องสะใภ้ ทั้งหมดอยู่ในภาวะอัตคัดแสนสาหัส โดยมีเด็กๆ เพียง 5 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอด และมีอามเพฑกรเพียงคนเดียวที่สามารถสอบเลื่อนชั้นเรียนได้</p>
<p>ในปี 1907 อัมเบดการ์สอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบอมเบย์ (มหาวิทยาลัยมุมไบในปัจจุบัน) เขาเป็นคนจากวรรณะจัณฑาลคนแรกที่ได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย โดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาราชาแห่งบาโรดา หลังจากจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ เขาก็ได้รับทุนจากมหาราชาแห่งบาโรดาไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน</p>
<p>อัมเบดการ์กลับสู่อินเดียด้วยปริญญาพ่วงท้ายยาวเหยียด  ในปี 1918 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิทยาลัยการค้าและเศรษฐศาสตร์ซิดนาห์มในบอมเบย์ และเริ่มมีบทบาทในการเป็นตัวแทนของผู้ถูกกดขี่และแบ่งแยกในสังคมอินเดีย  ในปี 1922 เขากลับไปเรียนที่อังกฤษอีกครั้งด้วยเงินทุนส่วนตัว ในครั้งนี้เขาได้รับปริญญาโทและเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิต</p>
<p>หลังจากนั้น อัมเบดการ์ก็เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการแบ่งชั้นวรรณะอย่างจริงจัง  ในเวลาไม่นาน ชื่อของเขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งอินเดีย โดยเขาได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองกระแสหลักของอินเดียอย่างหนักหน่วงว่าไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องชนชั้น รวมทั้งพรรคคองเกรสอินเดียซึ่งมี มหาตมา คานธี เป็นผู้นำ  ในการประชุมของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ (Depressed Classes Conference) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1930  อัมเบดการ์ได้เสนอว่าความปลอดภัยของชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระจากทั้งรัฐบาลและรัฐสภา เขาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสำหรับคนในวรรณะต่ำ ซึ่งได้รับการคัดค้านจากคานธีที่เห็นว่าจะทำให้สังคมฮินดูเกิดการแบ่งแยก  ด้วยแรงสนับสนุนของคนจำนวนมากและการประกาศอดอาหารของคานธี ทำให้อัมเบดการ์ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องดังกล่าว  โดยเขากล่าวในภายหลังว่าการอดอาหารของคานธีเป็นลูกเล่นทางการเมืองที่คานธีใช้ในการปฏิเสธสิทธิของคนในวรรณะต่ำ และรังแต่จะทำให้แรงกดดันต่อเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น  ในวันที่ 13 ตุลาคม 1935  อัมเบดการ์ประกาศว่าเขาตั้งใจจะเปลี่ยนศาสนา และชักชวนให้ผู้คนเลิกนับถือศาสนาฮินดู</p>
<p>ในปี 1936 อัมเบดการ์ตั้งพรรคแรงงานเสรี (Independent Labour Party) ซึ่งชนะการเลือกตั้งจำนวน 15 ที่นั่งในสมัชชานิติบัญญัติส่วนกลาง (Central Legislative Assembly)  นอกจากนี้ เขายังเขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม โดยมุ่งเน้นที่การวิพากษ์วิจารณ์ระบบชนชั้นในสังคมฮินดู การอธิบายถึงที่มาของระบบดังกล่าว รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ความไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาของผู้นำทางศาสนาและนักการเมือง</p>
<p>หลังจากอินเดียได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1947 อัมเบดการ์ได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และในวันที่ 19 สิงหาคม เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของอินเดีย  อัมเบดการ์นำวิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลและคำสอนของศาสนาพุทธที่เขาได้ศึกษามาอย่างกว้างขวาง มาใช้เป็นหลักการในการร่างเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ โดยมันได้รับการชื่นชมว่าบทบัญญัติส่วนใหญ่นั้นเป็นการวางรากฐานที่จำเป็นสำหรับเป้าหมายในการปฏิวัติสังคม</p>
<p>อัมเบดการ์ศึกษาคำสอนของศาสนาพุทธมาตลอดทั้งชีวิตของเขา ก่อนที่เขาจะทุ่มเทความสนใจอย่างจริงจังในช่วงท้ายของชีวิต กล่าวกันว่าเขาเสียชีวิตขณะกำลังนอนหลับในวันที่ 6 ธันวาคม 1956 ที่บ้านในกรุงเดลี</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/497/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/497/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=497&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%a0%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/tumblr_lpic0ac5jj1qcqxs8o1_500.jpg?w=230" medium="image">
			<media:title type="html">tumblr_lpic0ac5Jj1qcqxs8o1_500</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>พระเจ้าอโศกมหาราช</title>
		<link>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Jan 2012 07:01:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ksamphan</dc:creator>
				<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ksamphan.wordpress.com/?p=486</guid>
		<description><![CDATA[“มีกษัตริย์และจักรพรรดิมากมายหลายพันพระองค์ในประวัติศาสตร์โลก&#8230; ท่านเหล่านั้นปรากฏแสงอยู่เพียงชั่วขณะก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แต่พระเจ้าอโศกยังคงสว่างเรืองรองไม่ต่างจากเดือนดารา แม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน” – เอช. จี. เวลส์ พระเจ้าอโศก (304-232 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์โมริยะ ผู้ปกครองพื้นที่เกือบทั้งหมดของอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศในปัจจุบัน (269-232 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสาร โดยมีพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตเพียงพระองค์เดียว เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระเจ้าอโศกมีพระนิสัยแข็งกร้าวและคึกคะนอง พระองค์ทรงศึกษาเรียนรู้วิชายุทธ์และวิชาการทุกแขนง ความสามารถในการใช้ดาบของพระองค์นั้นเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว พระองค์ทรงเป็นนักล่าที่น่าพรั่นพรึง และเป็นนักรบชั้นเยี่ยมที่ไร้เมตตา บนหนทางสู่การเป็นจอมทัพและจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอโศกทรงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารหน่วยต่างๆ ของอาณาจักร และทรงจัดการกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามแคว้นต่างๆ ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ขจรขจายไปทั่ว บรรดาพระเชษฐาต่างพระมารดาจึงทรงวิตกกังวลว่าพระเจ้าพินทุสารจะทรงเลือกพระองค์เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป เจ้าชายสุสิมะซึ่งเป็นองค์รัชทายาทจึงทรงวางแผนให้พระเจ้าพินทุสารเนรเทศพระเจ้าอโศก แต่หลังจากพระองค์ถูกเนรเทศสองปี ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่แคว้นแคว้นหนึ่ง พระเจ้าพินทุสารจึงมีพระบัญชาให้พระเจ้าอโศกไปจัดการความวุ่นวายที่นั่น ศึกครั้งนั้นพระเจ้าอโศกทรงได้รับบาดเจ็บ และได้รับการถวายการรักษาโดยพระและแม่ชี นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงได้สัมผัสกับคำสอนของพุทธศาสนา (ศาสนาเชนคือศาสนาหลักในสังคมยุคนั้น) ขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงได้พบกับพระนางเทวีซึ่งทำหน้าที่เป็นนางพยาบาล ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะอภิเษกสมรสกันในเวลาต่อมา ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายสุสิมะพยายามลอบสังหารพระนางเทวีซึ่งกำลังตั้งครรภ์ แต่แผนการล้มเหลว พระเจ้าอโศกจึงสังหารพระเชษฐา ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิ  ในช่วง 8 ปีแรกของการเป็นจักรพรรดิ พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้กระหายสงคราม และทรงมุ่งมั่นที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปไม่หยุดหย่อน จนผู้คนเรียกขานพระองค์ว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=486&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/rw2608x4.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-487" title="RW2608x4" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/rw2608x4.jpg?w=214&#038;h=300" alt="" width="214" height="300" /></a>“มีกษัตริย์และจักรพรรดิมากมายหลายพันพระองค์ในประวัติศาสตร์โลก&#8230; ท่านเหล่านั้นปรากฏแสงอยู่เพียงชั่วขณะก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แต่พระเจ้าอโศกยังคงสว่างเรืองรองไม่ต่างจากเดือนดารา แม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน” – เอช. จี. เวลส์</p>
<p>พระเจ้าอโศก (304-232 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์โมริยะ ผู้ปกครองพื้นที่เกือบทั้งหมดของอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศในปัจจุบัน (269-232 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสาร โดยมีพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตเพียงพระองค์เดียว</p>
<p>เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระเจ้าอโศกมีพระนิสัยแข็งกร้าวและคึกคะนอง พระองค์ทรงศึกษาเรียนรู้วิชายุทธ์และวิชาการทุกแขนง ความสามารถในการใช้ดาบของพระองค์นั้นเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว พระองค์ทรงเป็นนักล่าที่น่าพรั่นพรึง และเป็นนักรบชั้นเยี่ยมที่ไร้เมตตา</p>
<p>บนหนทางสู่การเป็นจอมทัพและจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอโศกทรงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารหน่วยต่างๆ ของอาณาจักร และทรงจัดการกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามแคว้นต่างๆ ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของพระองค์ขจรขจายไปทั่ว บรรดาพระเชษฐาต่างพระมารดาจึงทรงวิตกกังวลว่าพระเจ้าพินทุสารจะทรงเลือกพระองค์เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป เจ้าชายสุสิมะซึ่งเป็นองค์รัชทายาทจึงทรงวางแผนให้พระเจ้าพินทุสารเนรเทศพระเจ้าอโศก แต่หลังจากพระองค์ถูกเนรเทศสองปี ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่แคว้นแคว้นหนึ่ง พระเจ้าพินทุสารจึงมีพระบัญชาให้พระเจ้าอโศกไปจัดการความวุ่นวายที่นั่น</p>
<p>ศึกครั้งนั้นพระเจ้าอโศกทรงได้รับบาดเจ็บ และได้รับการถวายการรักษาโดยพระและแม่ชี นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงได้สัมผัสกับคำสอนของพุทธศาสนา (ศาสนาเชนคือศาสนาหลักในสังคมยุคนั้น) ขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงได้พบกับพระนางเทวีซึ่งทำหน้าที่เป็นนางพยาบาล ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะอภิเษกสมรสกันในเวลาต่อมา</p>
<p>ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายสุสิมะพยายามลอบสังหารพระนางเทวีซึ่งกำลังตั้งครรภ์ แต่แผนการล้มเหลว พระเจ้าอโศกจึงสังหารพระเชษฐา ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิ  ในช่วง 8 ปีแรกของการเป็นจักรพรรดิ พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้กระหายสงคราม และทรงมุ่งมั่นที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปไม่หยุดหย่อน จนผู้คนเรียกขานพระองค์ว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหดเหี้ยม)  แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของพระองค์ก็เกิดขึ้น นั่นคือสงครามที่แคว้นกาลิงคะ (265 หรือ 263 ปีก่อนคริสต์ศักราช)</p>
<p>กล่าวกันว่าสงครามครั้งนั้นเป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย แคว้นกาลิงคะทั้งแคว้นราพณาสูร ตัวเลขอย่างเป็นทางการระบุว่าผู้คนในแคว้นกาลิงคะเสียชีวิตประมาณ 100,000 คน ทหารของพระเจ้าอโศกเสียชีวิตประมาณ 10,000 คน และมีผู้ที่ต้องลี้ภัยหลายพันคน</p>
<p>หลังจากสงครามจบสิ้นลง สภาพบ้านเรือนที่ถูกเผาทำลายและซากศพจำนวนมหาศาลที่เกลื่อนกระจายไปทั่ว ทำให้พระเจ้าอโศกทรงได้สติ พระองค์ทรงไต่ถามตัวเองถึงความหมายที่แท้จริงของชัยชนะและผู้ปกครอง  หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงได้ฟังธรรมจากนิโครธสามเณรและพระสมุทระเถระ ก่อนที่พระองค์จะนำหลักการของศาสนาพุทธมาใช้กับการบริหารปกครองบ้านเมืองในที่สุด</p>
<p>พระองค์ทรงสร้างพระสถูปและพระวิหารหลายพันแห่งสำหรับชาวพุทธ ทรงนำเสนอนโยบายอหิงสา ไม่ทำร้ายทำลายทั้งชีวิตสัตว์และผู้คน โดยการฆ่าสัตว์จะได้รับอนุญาตเพื่อการบริโภคเท่านั้น ทรงสนับสนุนให้ประชาชนกินอาหารมังสวิรัติ ทรงสร้างมหาวิทยาลัย ทรงสร้างระบบการชลประทานเพื่อการค้าและการเพาะปลูก ทรงสร้างโรงพยาบาลทั้งสำหรับคนและสัตว์ ทรงปรับปรุงถนนสายหลักตลอดทั้งอินเดีย ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้พระองค์มิได้ทรงคำนึงถึงศาสนา ความคิดทางการเมือง หรือชนชั้นของประชาชน  นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกยังทรงส่งสมณะทูตออกไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย และสายที่ 8 ได้เดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ</p>
<p><a href="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/sarnath_lion_capital_of_ashoka_1.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-494" title="Sarnath_Lion_Capital_of_Ashoka_" src="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/sarnath_lion_capital_of_ashoka_1.jpg?w=215&#038;h=300" alt="" width="215" height="300" /></a>มรดกที่สำคัญอย่างหนึ่งที่พระเจ้าอโศกทรงทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลังคือรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธกับรัฐ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับแนวคิดทางการปกครองที่พัฒนาขึ้นโดยพระเจ้าอโศกเข้ามาแทนที่แนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับที่มาของผู้ปกครอง (เทวสิทธิ์)  ภายใต้รูปแบบการปกครองแบบศาสนจักร ความชอบธรรมของผู้ปกครองมิได้มาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่มาจากการยอมรับของสังฆะ  ดังนั้น ผู้ปกครองจึงต้องปกครองบนพื้นฐานของหลักคุณธรรมจริยธรรม อันเกี่ยวโยงกับหลักการทางศาสนาอย่างแยกไม่ออก</p>
<p>พระเจ้าอโศกทรงปกครองอาณาจักรโมริยะ (ประมาณ 40 ปี) จนกระทั่งสวรรคต ก่อนที่ราชวงศ์โมริยะจะล่มสลายในอีกประมาณ 50 ปีต่อมา</p>
<p>ข้อมูลเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกมาจากจารึกบนแผ่นหินและเสาหินที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักร ทั้งหมดแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรักและความเมตตาที่พระองค์มีต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาที่สนับสนุนคุณธรรมจริยธรรมตามหลักพุทธศาสนา การไม่ใช้ความรุนแรง และการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมะ</p>
<p>เสาหินที่สารนาถคือเสาหินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่พระเจ้าอโศกทรงทิ้งเอาไว้ มันทำมาจากหินทราย จารึกบนเสาหินระบุการเสด็จพระราชดำเนินมาที่สารนาถขององค์จักรพรรดิในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช ที่ยอดเสามีสิงโต 4 ตัวหันหลังชนกัน ซึ่งรัฐบาลอินเดียนำมาใช้เป็นตราราชการในปัจจุบัน</p>
<p>ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากในการระบุว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกจารึกไว้นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่อักษรเหล่านั้นก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระเจ้าอโศกต้องการให้โลกจดจำพระองค์เช่นไร</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/ksamphan.wordpress.com/486/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/ksamphan.wordpress.com/486/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=ksamphan.wordpress.com&amp;blog=625622&amp;post=486&amp;subd=ksamphan&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://ksamphan.wordpress.com/2012/01/17/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/13be23cea790452510419beac0fbbcc8?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">ksamphan</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/rw2608x4.jpg?w=214" medium="image">
			<media:title type="html">RW2608x4</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://ksamphan.files.wordpress.com/2012/01/sarnath_lion_capital_of_ashoka_1.jpg?w=215" medium="image">
			<media:title type="html">Sarnath_Lion_Capital_of_Ashoka_</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
