Archive for the 'อื่นๆ' Category

ปีใหม่

January 8, 2008

คืนวันเริ่มต้นของปี 2551 ผมไปนั่งยองๆ ดูดอกไม้ไฟบนชั้นดาดฟ้าของบ้านญาติเพื่อนใกล้ๆ ตลาดสันป่าข่อยในเมืองเชียงใหม่ ที่ต้องนั่งยองๆ เพราะมีหลังคาคลุมดาดฟ้าทั้งชั้นอยู่ ต้องนั่งหรือไม่ก็ก้มมองผ่านช่องระหว่างกำแพงตึกกับหลังคาออกไป

บรรยากาศของวันขึ้นปีใหม่ที่เชียงใหม่ มองดูไกลๆ จากชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์หลังหนึ่งที่ผมยืนอยู่ ดูคึกคักน่าสนุก ดอกไม้ไฟขนาดเล็กและขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงจุดนั้นจุดนี้ของเมือง ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่สว่างไสวพร่างพรายอยู่นานนับครึ่งชั่วโมง ผมกับเพื่อนอีกสองคนพร้อมป้าของเพื่อนอีกหนึ่งท่านแยกย้ายกันหามุมของตัวเอง ชื่นชมแสงสีตระการตาบนท้องฟ้าและสรรพสำเนียงแห่งการเฉลิมฉลองของผู้คน

ผมกับเพื่อนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับงานเทศกาลรื่นเริงเท่าไหร่ ยิ่งพวกเราเพิ่งทุลักทุเลลงมาจากยอดเขาสูงหยกๆ เมื่อช่วงบ่าย คืนนี้แต่ละคนเลยเลือกที่จะนอนพักเอาแรงดีกว่า

‘ปีใหม่’ สำหรับผม ยิ่งในช่วงปีหลังๆ มีความสำคัญเสมอ ถึงแม้ผมจะรู้ดีว่า ‘เวลา’ เป็นเพียงสิ่งสมมติอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่ช่วงเวลา 1 ปีที่เราสมมติขึ้นมาก็ดูไม่มากไม่น้อยดีในการจัดการกับจังหวะของชีวิตในแต่ละช่วง

กลางเดือนธันวาคม เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานโทร.มาชวนไปเดินป่าย่ำดอยผ่านการชักชวนจากเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันนานกว่า

ผมตอบตกลงแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด

สำหรับผม การเดินป่าเดินดินนับเป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งของชีวิต ถึงแม้จะเติบโตมาในเรือกสวนไร่นา แต่เอาเข้าจริงผมก็ยังไม่เคยเดินป่าอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ประเภทแบกเป้บรรจุเสื้อผ้าและอาหารเข้าไปนอนข้างอ้างแรมในดงดอย ใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง เป็นวัน อะไรแบบนั้น

ปีใหม่ปีนี้จึงนับเป็นการเริ่มต้นที่ดีทีเดียวที่ผมได้เข้าป่า ได้เดินเหยียบดินเหยียบโคลนบนรองเท้า Converse ที่ตะลุยป่าคอนกรีตมาทั้งปี ได้เห็นขุนเขายืนตระหง่านเต็มๆ ตา ได้เห็นดวงอาทิตย์ลับและโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า และได้เห็นดวงดาวจำนวนมหาศาลส่องแสงระยิบระยับวับวาวเต็มท้องฟ้าบนยอดเขาสูง

แต่พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ เรื่องที่ลืมๆ ไปแล้วก็กลับเข้ามาใหม่ ทำให้ผมรู้ว่าจริงๆ แล้ว ปีใหม่ปีนี้ของผมก็เริ่มต้นด้วยการขาดหายของบางสิ่งบางอย่างไปเหมือนกัน

ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมได้ยินเสียงของพี่ซัน-มาโนช พุฒตาล ผ่านทางคลื่น The Radio FM 99.5 ครั้งแรกอีท่าไหน และก็จำไม่ได้แล้วว่าได้ฟังครั้งแรกเมื่อเดือนอะไร แต่นับตั้งแต่นั้นมา ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ แปดโมงถึงสิบเอ็ดโมง หากไม่ติดธุระปะปังอะไร ผมจะเปิดวิทยุฟังพี่ซันคุยตลอด และความรื่นรมย์ของชีวิตในเมืองอย่างหนึ่งของผมก็คือการได้ฟังพี่ซันเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ฟังอยู่ทุกเช้านี่แหละครับ

ต่างจากดีเจวัยรุ่นเสียงหล่อเสียงสวยทั่วไป เสียงของพี่ซันฟังยังไงก็รู้ว่าเป็นเสียงของคนที่ผ่านโลกมามาก อีกทั้งเรื่องราวที่พี่ซันเอามาเล่าเอามาคุยก็คงจะหาฟังจากดีเจคนอื่นไม่ได้ บวกรวมกับบทเพลงที่พี่ซันเปิดและร้องเองบ้าง ช่วงเวลา 4 ชั่วโมงในวันธรรมดาของผมจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตสำหรับปีที่ผ่านมา

ครับ มีพบก็ต้องมีจาก ความจริงของชีวิตเป็นอย่างนั้น ผมพยายามไม่ลืมว่าการได้พบก็หมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการจากลาด้วย เย็นวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2550 บนรถยนต์ของเพื่อน ผมจึงรับรู้การจากลาของคลื่น The Radio ผ่านวิทยุในรถด้วยอารมณ์ที่เกือบเป็นปกติ บางทีอาจเป็นเพราะในตอนนั้นพี่ซันอยู่ต่างจังหวัด ในขณะที่ดีเจคนอื่นๆ ของคลื่นเตรียมพร้อมกล่าวคำอำลาคนฟังพร้อมกันตอนก่อน 6 โมงเย็น แต่หลังจากที่ได้ฟังเสียงของพี่ซันผ่านทางโทรศัพท์ที่ทีมงานติดต่อไป ผมก็รู้ได้ทันทีว่าปีใหม่ปีนี้ของผมนั้นไม่เหมือนเดิมแน่

ผมไม่ได้ฟังว่าตอนก่อนหกโมงเย็นวันนั้นบรรยากาศการอำลาของคลื่นเป็นอย่างไร เพราะถึงที่หมายที่ต้องลงจากรถเสียก่อน อีกทั้งก็อย่างที่บอกว่าผมเตรียมพร้อมสำหรับการจากลาไว้อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นผมจึงง่วนอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปเชียงใหม่ ตื่นเต้นกับยอดดอยที่รอคอยให้ไปพิชิต และปลงได้กับการที่จะไม่ได้ยินเสียงของพี่ซันในตอนเช้าอีกแล้ว

จนกระทั่งวันนี้ผมได้เข้าไปอ่านกระทู้ในพันธุ์ทิพย์เกี่ยวกับการจากไปของ The Radio ผมจึงรู้ว่าคลื่นนี้มีความสำคัญสำหรับคนจำนวนมาก และแน่นอน มันมีความสำคัญสำหรับผมเช่นกัน

ไม่ได้ฟังเสียงของพี่ซัน ชีวิตก็ยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่มันต้องใช้เวลาปรับตัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง

เหมือนวันใบไม้ร่วง

October 7, 2007

กับความอาทรที่อ่อนล้า

กับศรัทธาที่สร้อยเศร้า

แตะแต่น้อยลอยคว้างแต่บางเบา

คว้าเงาแนบประทับกับทรวง

..

บอบบางจริงหนอ… สัมพันธ์

เหมือนวันใบไม้ใกล้ร่วง

หมางเมินเหินห่างด่างดวง

ไม่อยากจะทวงทักถาม

..

คว้าง คว้าง ใบไม้

วูบวาบ หวามไหว วาบหวาม

ก็ได้แต่แค่… มองตาม

ยามร่วงพลิ้วพลิกผัน

..

แม้จะเจ็บเพียงใดยังไร้สิทธิ์

ชีวิต… กระไร… เหน็บหนาว

แม้ยิ้ม ตาวูบไหว ใจรอนราว

มิอาจก้าว แต่ต้อง… ก้าวต่อไป

..

โหยหา… ยิ่งนัก

โหยหาความรักเคยให้

โหยหาวันเก่าๆ ที่เข้าใจ

วันนี้กลับร้างห่างไกลกัน

..

ไกลเหลือเกิน

ดุจดั่งภาพฝันของวันก่อน

เหลือแต่ใจไหวสั่นหวั่นสะท้อน

มีเพียงฉัน อ้างว้าง… เดียวดาย

วันจันทร์ และวันต่อๆ มา

March 21, 2007

คืนวันจันทร์ของกรุงเทพฯ เป็นคืนประกาศอิสรภาพของคนเดินเท้าริมถนน ร้านรวงหายไปแทบจะหมดสิ้น เช่นเดียวกับผู้คนที่พลุกพล่านก็เงียบหายบางตา

ผมกำลังเดินกลับห้องพัก สมองยังมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังค้างเติ่งมาจากเมื่อคืนก่อน ในโพรงจมูกทั้งสองข้างอุดตันไปด้วยของเหลว อากาศหมดสิทธิ์เล็ดลอด ผมอ้าปากหายใจพะงาบๆ เหมือนปลากัดใกล้สิ้นใจ

บนถนน พาหนะตั้งแต่ 2 ถึง 10 ล้อยังบดเบียดแย่งชิงพื้นที่ สงครามบนพื้นยางมะตอยเป็นมหรสพอันน่าตื่นตาตื่นใจ คืนนี้ (และหลายคืนก่อนคืนนี้) การไฟฟ้านครหลวงยังเพิ่มความเย้ายวนด้วยการวางท่อและวางสายจิปาถะที่ดูเหมือนจะต้องวางแล้ววางอีกไม่มีวันจบสิ้น ถนนบางช่วงถูกบีบให้เหลือทางวิ่งทางเดียว กระพืออารมณ์ที่ร้อนอยู่แล้วให้ยิ่งระอุ หญิงสาววัยไม่ถึงสามสิบในรถแท็กซี่สีเขียว-เหลืองเหม่อมองออกมานอกรถ แววตาแน่นิ่งยากคาดเดาความหมาย ผมนึกถึงแววตาของสาวญี่ปุ่นในหนังเรื่อง ‘Babel’ และพยายามนึกว่าข้อความสุดท้ายที่เธอส่งถึงตำรวจนายนั้นคืออะไร

…เธอยืนเปลือยเปล่าอยู่บนตึกสูง มองออกไปยังเมืองที่สว่างไสว เวิ้งว้าง และอึกทึก 

*

ห้องพักของผมอยู่บนชั้น 6 วิวที่มองเห็นจากระเบียงหลังห้องคือสลัมขนาดร้อยกว่าหลังคาเรือน ระหว่างสลัมกับอาคารหอพักถูกกั้นด้วยกำแพงคอนกรีต คืนไหนพอจะมีลมพัดบ้าง ผมจะปิดไฟ แล้วออกมายืนมองผู้คนในชุมชนแห่งนี้

ตัวอาคารหอพักอยู่ห่างจากถนนประมาณ 150 เมตร ปากทางเข้ามีบาร์เกย์เล็กๆ เปิดไฟสีแดงต้อนรับลูกค้าตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เจ้าของร้านเป็นเกย์อายุประมาณ 40 ปี หัวล้าน แต่ดูแลรักษาร่างกายเป็นอย่างดีด้วยการออกวิ่งทุกเย็นก่อนเปิดร้าน 

สลัมกับบาร์เกย์อาจเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีสำหรับศิลปินบางคน จอห์น สไตเบ็ก อาจเขียนนิยายที่สะเทือนใจกว่า ‘Of Mice and Men’ หากมีโอกาสเดินผ่านบาร์เกย์ทุกวันอย่างผม หรือไม่ บ็อบ ดีแลน ก็อาจจะมีเพลงฮิตเพิ่มขึ้นมาอีกเพลง ถ้าเขาต้องนอนฟังเสียงผัวเมียทะเลาะกันเกือบทุกคืน

ผมอยากจะสร้างสรรค์อะไรแบบนั้นได้บ้างจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่คุณก็คงรู้ดีว่าผมทำได้หรือเปล่า 

ก่อนถึงห้อง ผมแวะซื้อเบียร์ลีโอสามกระป๋องใน 7-ELEVEn หน้าปากซอย 

สามกระป๋อง ไม่เยอะเกินไปสำหรับชั่วโมงแบบนี้  

*  

เบียร์กระป๋องที่สองยังเหลืออยู่อีกครึ่ง ผมดับบุหรี่มวนที่สาม และหันหลังพิงระเบียงคอนกรีต

แสงและเสียงของกรุงเทพฯย่านสะพานควายในคืนนี้ไม่ต่างจากคืนก่อนๆ มากนัก ผิดแต่ว่าคืนนี้สลัมด้านล่างดูจะเงียบสงบเป็นพิเศษ

ผมฮัมท่อนฮุกของเพลง ‘วิมานดิน’ เบาๆ หนึ่งรอบ อวยพรให้ผัวเมียหลายสิบคู่ในสลัมรักกันดีๆ แบบคืนนี้บ่อยๆ ก่อนจะเปิดประตูกลับเข้าห้อง 

*

กระดกเบียร์สองอึกลงท้อง และเริ่มต้นรวบรวมความคิดใหม่อีกครั้งว่าจะทำยังไงกับใครก็ไม่รู้ที่นอนอยู่บนเตียงของตัวเอง

หญิงสาวแปลกหน้าบนเตียงนอน สิ่งมหัศจรรย์ต้อนรับคืนวันจันทร์ 

*

ถึงแม้ในห้องจะไม่ได้เปิดไฟ แต่ก็พอจะมองเห็นจากแสงของค่ำคืน

เธอนอนตะแคงหันหน้าไปทางหน้าต่าง ผมยาวสลวยดัดเป็นลอนบดบังใบหน้าบางส่วน แต่ก็ยังพอเห็นเค้าความน่ารัก (ตามรสนิยมของผม) แสงจันทร์ข้างขึ้นเดินทางผ่านหน้าต่างบานเกร็ดกระทบร่างของเธอที่อยู่ใต้ผ้าห่ม ดูราวกับรูปสลักหินอ่อนในสมัยโรมัน

ไม่มีรองเท้าและสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของของผมอยู่ภายในห้อง

เธอเหมือนนางฟ้าบาดเจ็บที่มีกุญแจพิเศษไขเข้ามาในห้องของผม เปิดแอร์ และอาศัยเตียงเก่าๆ เป็นที่พักรักษาร่างกาย    

*

23.17 น.

หลังจากจัดการกับเบียร์กระป๋องที่สองเรียบร้อย ผมเก็บเบียร์กระป๋องสุดท้ายเข้าตู้เย็น อาบน้ำแต่งตัวด้วยความระมัดระวัง และหยิบ ‘Blind Willow, Sleeping Woman’ ของฮารูกิ มูราคามิ ที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อ

นางฟ้าบาดเจ็บยังคงนอนนิ่ง ลมหายใจของเธอสม่ำเสมอ ผมเดาว่าเธอคงกำลังฝันดี

*

“หวัดดีตอนดึกค่ะ”

เสียงทักทายดังเบาๆ มาจากเตียงนอน ผมเงยหน้าจาก ‘A Folklore for My Generation: A Prehistory of Late-Stage Capitalism’ ที่ใกล้จะอ่านจบ แล้วหันไปทางที่มาของเสียง

เธอยังนอนอยู่ในท่าเดิม แต่ลืมตา และส่งยิ้มน้อยๆ มาที่ผม

“หวัดดีตอนดึก” ผมพูดได้แค่นั้น 

เวลาผ่านไปประมาณ 5 วินาทีหลังจากผมตอบรับคำทักทาย แต่เสียงของสาวน้อยก็ยังกังวานกึกก้องอยู่ในหูของผม

ผมรู้สึกเหมือนกับหายใจไม่ออก จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ และที่หน้าผากดูเหมือนจะมีเหงื่อซึมออกมา

นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าธรรมดาๆ ผมคิดในใจ แค่ได้ยินเสียงของเธอผมก็ทำอะไรต่อไม่ถูก มันเป็นเสียงที่ผมเคยได้ยิน–อาจจะเคยได้ยิน บนโลกใบนี้ หรือโลกในจินตนาการที่ไหนสักใบ

*

“หนูมีพ่อแม่พี่น้องอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะมี” เธอพูดทั้งๆ ที่เส้นบะหมี่ยังพันกันอยู่เต็มปาก

“ถ้างั้นบอกหน่อยได้ไหมว่าพ่อแม่เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน แล้วเป็นไงมาไงถึงมาอยู่ในห้องของพี่ได้ อ้อ แล้วจะให้พี่เรียกเธอว่าอะไร ถ้าไม่ยอมบอกชื่อ” ผมถามคำถามเหล่านี้มาเกินสามรอบ แต่สาวน้อยปฏิเสธที่จะตอบ

“ก็หนูบอกพี่แล้วไง รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมากน่ะ” น้ำเสียงเธอเริ่มไม่พอใจ

“รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมาก” ผมทวนคำพูดของเธอ “ถ้ามันเป็นละครหรือเป็นนิยายมันก็โอเค แต่นี่มันชีวิตจริงโว้ย เกิดพรุ่งนี้มีตำรวจมาเคาะประตูห้องแล้วจะให้พี่ทำยังไง จะให้บอกตำรวจว่า ‘อ๋อ เราเป็นแค่คนรู้จักกันแบบไม่รู้จักกันมากน่ะครับ’ เออ ฟังดูเข้าท่าดี” ผมเริ่มหมดความอดทน 

“จะไม่มีตำรวจมาหาพี่ พี่จะไม่เดือดร้อนอะไรทั้งนั้น ชีวิตของพี่จะเป็นปกติอย่างที่เคยเป็นมา หนูแค่ขออาศัยห้องพี่อยู่ชั่วคราว” น้ำเสียงเธอนุ่มนวลลง ก่อนจะเงียบไปพักหนึ่ง “แล้วถึงเวลาหนูจะไปเอง พี่ไม่ต้องห่วง” พูดจบ เธอคีบชิ้นหมูแดงใส่ปาก

“พี่จะวางใจได้ไงว่าจะไม่เดือดร้อน” ผมถามต่อ

“หนูบอกว่าพี่จะไม่เดือดร้อนก็ไม่เดือดร้อนสิ” เที่ยวนี้ดูท่าว่าเธอจะไม่ยอมจริงๆ

“โอเคๆ ไม่เดือดร้อนก็ไม่เดือดร้อน” ผมยอมแพ้ “งั้นเอาเป็นว่าขอแค่รู้จักชื่อจะได้ไหม ไม่งั้นพี่ไม่รู้จะเรียกเธอยังไง”

“ก็แล้วแต่พี่จะเรียก หนูชื่ออะไรก็ได้” พูดจบ เธอก็ก้มหน้าซดบะหมี่ของเธอต่อไป

คืนวันจันทร์ ริมถนนประดิพัทธ์ตอน 5 ทุ่ม 32 นาที ผู้คนบางตากว่าปกติ พ่อค้าแม่ขายได้พักผ่อนตามมาตรการของกรุงเทพมหานคร ผมพาสาวน้อยมากินบะหมี่ซึ่งหลบเข้ามาขายอยู่ในซอย หลังจากเธอตื่นขึ้นมาแล้วบ่นว่าหิว

พอบะหมี่หมดชาม ผมพาเธอแวะ 7-ELEVEn ซื้อของใช้ที่เธอจำเป็นต้องใช้สำหรับคืนนี้–แปรงสีฟัน ยาสระผม ผ้าอนามัย (ยี่ห้อประจำของเธอ–เธอว่าอย่างนั้น) 

ทั้งหมดเธอจ่ายด้วยเงินของเธอเอง เช่นเดียวกับบะหมี่เกี๊ยวน้ำ 2 ชาม (ครับ เธอเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวผม)

ผมไม่ได้ถามว่าเธอมีเงินติดตัวมาเท่าไหร่

ไม่ใช่คำถามสำหรับคนที่รู้จักกันแบบไม่ต้องรู้จักกันมากควรจะถาม–ผมบอกตัวเองในใจ  

*

เธอฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือตอนที่ผมเปิดประตูเข้ามา 

“สวัสดีค่ะ วันนี้กลับเร็วนะ” เธอเอ่ยคำทักทายโดยไม่มีส่วนใดของร่างกายขยับเขยื้อน

ผมชะงักเล็กน้อย แปลกใจที่เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลากลับปกติของผม

“อืม” ผมส่งเสียงรับรู้ “ก็อยากมาดูว่ายังอยู่หรือเปล่า”

“หนูยังไม่ไปไหนหรอก ไม่ต้องห่วง” เธอพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ

ผมถอดรองเท้าและถุงเท้า เดินมาดูหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ

“รู้จักด้วยเหรอ” ผมถามเธอพร้อมกับชี้ไปที่หนังสือ

“พี่อ่านยัง” เธอถามผมกลับแทนคำตอบ

“อ่านแล้ว แต่ยังอ่านไม่จบ ไอ้ที่อ่านก็ลืมไปหมดแล้วด้วย”

“หนูว่าสนุกดี”

“อืม” คำตอบรับประจำตัวของผม “ฟรีดริช นิตเช่ นักคิดผู้เป็นต้นธารของแนวคิดโพสต์โมเดิร์น” ผมอวดภูมิ กระหยิ่มในใจว่าคงเรียกความสนใจจากสาวน้อยได้บ้าง

“ก็แค่คนคิดมากคนหนึ่ง”

ผมนิ่งไป 2 วินาที

“ไปหาอะไรกินเหอะพี่ หนูหิว”

*

สาวน้อยเป็นนักอ่านตัวยง คืนนั้นผมล้มตัวลงนอนในขณะที่เธอยังคงจดจ่ออยู่กับ ‘คือพจนาซาราทุสตรา’

“ไหนว่าเป็นแค่คนคิดมากคนหนึ่ง” ผมเสแสร้งว่าพูดกับตัวเอง แต่ก็ไม่วายชำเลืองสายตาไปที่เธอ 

เธอหันมายิ้มน้อยๆ ให้ผม ก่อนจะหันไปทุ่มเทอ่านหนังสือต่อ 

เย็นวันต่อมา ‘คือพจนาซาราทุสตรา’ ถูกเก็บเข้าที่ ตอนนี้ในมือของเธอคือ ‘ปราสาท’ ของฟรันซ์ คาฟคา

ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ

*

นอกจากเตียงนอน ตู้เก็บเสื้อผ้า และโต๊ะอ่านหนังสือ พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในห้องของผมถูกจับจองด้วยกองหนังสือ กองเอกสาร และข้าวของจิปาถะระเกะระกะตามประสาหนุ่มโสด กล่องกระดาษ 4-5 ใบบรรจุหนังสือที่ผมอ่านแล้ววางหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง หนังสือที่เหลืออีกหลายสิบเล่มซึ่งผมยังไม่ได้อ่านวางกองอยู่ตรงนั้นตรงนี้ตามสภาวะอารมณ์ของผมในแต่ละห้วงขณะ

เย็นวันพุธ ผมกลับมาถึงห้องในเวลาเดียวกับเย็นวันอังคาร สาวน้อยในเสื้อผ้าชุดใหม่กำลังยืนรวบผมอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ

ผมถอดรองเท้าและถุงเท้า เดินเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกราวกับว่าไม่ใช่ห้องของตัวเอง

“อย่าบอกนะว่าเพิ่งขัดห้องน้ำเสร็จ”

“มันสกปรกจนทนไม่ไหวน่ะ” เธอเช็ดเท้ากับผ้าขี้ริ้วหน้าห้องน้ำ เดินยิ้มน้อยๆ ตรงมาที่ผม

“เป็นไง พอไหวเปล่า” เธอพูดพร้อมกับหันไปรอบๆ ห้อง

“ทำยังกะคุณเคนจิในหนังของพี่ต้อม” ผมพูดกับตัวเองมากกว่าจะตั้งใจพูดกับเธอ

“พี่ต้อมไหน”

“เปล่าๆ” ผมขี้เกียจอธิบาย

“ถ้าจะให้ดี” ผมชี้มือไปที่ตะกร้าเสื้อผ้าหน้าห้องน้ำ “วันหลังก็ได้ ไม่รีบๆ”

“คุณพี่ขา จะให้ซักกางเกงในให้ด้วยไหมคะ” เธอทำเสียงพร้อมปั้นสีหน้าประชด น่ารักจนผมต้องรีบหันไปทางอื่น

ผมวางเป้พิงกับขาโต๊ะ ล้วงเศษสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋ากางเกงออกมาวางบนโต๊ะ

“เฮ้ย!” ผมตกใจเมื่อหันไปเห็น ‘ปราสาท’ ของฟรันซ์ คาฟคา “เล่มเมื่อวานอ่านจบแล้วเหรอ?”

*

รอยยิ้มของบุญหลาย

February 25, 2007

เสียงดนตรียามค่ำคืนยังบรรเลงเป็นปกติ

คืนนี้ฟ้าปิด มองออกไปจากกุฏิจึงเห็นแต่ความมืดดำ

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ หลวงพี่เพิ่งเล่าให้ฟังว่าบุญหลายเคยมาขอเงินพระตอนตี 2 ตี 3 เล่นเอาพระตกกะใจสะดุ้งโหยง พวกผมหัวเราะครื้นเครงกับวีรกรรมของบุญหลาย ในใจก็นึกว่าถ้าเกิดบุญหลายย่องขึ้นมาขอเงินตอนตี 2 แบบนั้นบ้าง…

กรรมฐานที่พยายามฝึกมาจะช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า

…..

“หลวงพี่ครับ… หลวงพี่ครับ… ผมขอเงินร้อยนึงครับ (สำเนียงลูกอีสาน)”

ผมกำลังอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะหัวเพิ่งจะถึงหมอนเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ทันทีที่คลื่นเสียงปลิวมากระทบกระดูกก้อนเล็กๆ ในรูหู สติจึงยังพอระลึกได้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร

อากาศตอนกลางคืนหนาวเย็นบาดผิวหนัง ถึงแม้จะยังไม่ดึก แต่การจะลุกออกจากผ้าห่ม 3-4 ชั้นก็ต้องออกแรงฮึดสู้กับอาการติดในความสบาย 2-3 ฮึด

ผมลุกออกจากกองผ้าห่ม เปิดมุ้ง แล้วหยิบไฟฉายส่องไปที่ย่ามซึ่งแขวนอยู่เหนือหัวนอน ควานหากระเป๋าสตางค์ หยิบธนบัตรส่งให้เจ้าของเสียง

เขาก้มลงกราบ 3 ครั้ง แล้วบอกว่า “ขอบคุณมากครับ แล้วผมจะไม่มารบกวนหลวงพี่อีกครับ (สำเนียงลูกอีสาน)” ก่อนจะหันหลังก้าวลงบันได เดินหายไปในความมืด

ผมกลับเข้าไปซุกใต้ผ้าห่ม นึกขอบใจเขาที่ไม่มาดึกกว่านี้

…..

สมองของบุญหลายสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานเพราะฤทธิ์ยาเสพติด ทุกวันนี้เขาต้องกินยาวันละหลายเม็ดเพื่อให้ดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างสุขสงบตามอัตภาพ โชคดีที่อยู่ใกล้วัด ทำให้ถึงแม้จะทำงานไม่ได้ แต่ก็ยังมีอาหารตกถึงท้องทุกวัน แถมพระบวชใหม่หรือญาติโยมก็มักจะสงสาร หยิบยื่นปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นค่าบุหรี่ ค่ากาแฟ เติมความสุขเล็กๆ ให้กับชีวิตปอนๆ ของบุญหลาย

คืนนั้นบุญหลายมาขอเงินตั้งแต่หัวค่ำ บอกว่าอาการปวดหัวกำเริบ ต้องไปจ้างเขานวดเพื่อบรรเทาความปวด ผมฟังบุญหลายพูดแล้วก็เชื่อ เพราะไม่คิดว่าคนอย่างบุญหลายจะโกหกพระ แต่โชคร้ายหลวงปู่มาเห็นเข้าพอดี เลยตะเพิดบุญหลายไปซะก่อน โทษฐานที่ก่อนหน้านี้ชอบขอเงินไปซื้อกาแฟ ซื้อบุหรี่

บุญหลายรีบเดินหนีไปในความมืด หมดปัญญาที่ผมจะช่วยอะไรได้

…..

ผมได้คุยกับบุญหลายจริงๆ จังๆ ก็เมื่อกลับมาเป็นปุถุชนคนกินนอนไม่เป็นเวลาแล้ว ตอนนี้สถานะเราไม่ต่างกัน กินข้าววงเดียวกันได้

บุญหลายบอกว่าเขาเริ่มเสพยาตอนที่เข้ามาทำงานเป็นคนงานก่อสร้างในเมือง วัยหนุ่มกำลังคะนอง ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อสู้กับกิเลสในจิตใจ ยาเสพติดหลากประเภทจึงถูกทดลอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนร่างกายหมดสภาพที่จะเยียวยาตัวเอง

สมองที่ถูกทำลาย ทำให้เขามีสถานะไม่ต่างจากคนบ้า ญาติพี่น้องไม่ต้อนรับเพราะทำงานหาเงินไม่ได้ แต่ก็โชคดีที่มีคนใจบุญฝากเงินไว้กับแม่ชี สำหรับจ่ายเป็นค่ายาที่เขาต้องกินทุกวัน

…..

สายของวันนั้นบุญหลายกำลังกวาดใบไม้ ผมนั่งอยู่บนรถที่กำลังจะไปส่งผมกลับเข้าเมือง เขาหยุดกวาดใบไม้แล้วมองมาที่ผมพร้อมกับรอยยิ้ม

รอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็น และแปลความหมายเบื้องหลังมันไม่ได้

ไม่ใช่การขอบคุณ ไม่ใช่การอำลา

มันเป็นยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

แต่ก็ดูเหมือนไม่มีความหมายใดๆ ในเวลาเดียวกัน

…..

ผมนึกถึงรอยยิ้มของบุญหลายอยู่บ่อยๆ พยายามเดาว่าในห้วงขณะที่บุญหลายยิ้ม เขากำลังคิดอะไรอยู่

รอยยิ้มของ “กาย” ที่ไม่ปกติตามมาตรฐานของคนทั่วไป

และมันก็อาจเป็นรอยยิ้มของ “ใจ” ที่ผิดปกติด้วย ตามมาตรฐานเดียวกัน

สำหรับผม มันเป็นยิ้มที่พิเศษ

และอยากเห็นยิ้มแบบนี้ในทุกซอกทุกมุมของชีวิต

“รอยยิ้มของบุญหลาย”

ผมตั้งชื่อมันว่าอย่างนั้น

ผ่านพบไม่ผูกพัน กับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

December 22, 2006

เรียบเรียงจากการเสวนาเปิดตัวหนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2548 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, คมสัน นันทจิต, อธิคม คุณาวุฒิ และ ธนิษฐา แดนศิลป์

คมสัน นันทจิต: หนังสือเล่มนี้ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับอาจารย์ปลอบประโลมหัวใจของคนอ่านในหลายๆ เรื่อง มีความรู้สึกเหมือนกับนั่งอ่านแล้วได้ยินเสียงอาจารย์พูด แล้วก็เอามือโอบ อาจารย์ตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเจตนาให้กำลังใจคนหรือเปล่าครับ

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ตอนเขียนผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น คุณอาจจะมีความในใจของคุณ คุณก็เลยอ่อนไหวไป จริงๆ แล้วผมเขียนในสิ่งที่ผมรู้สึก นี่คือสิ่งที่ผมคิด แล้วก็ถ่ายทอดออกไป ในขณะที่เขียนมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังพูดกับคนทั่วไป พูดกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้อยคำสำนวนในหนังสือเล่มนี้จึงมี “คุณ” มี “ท่าน” แต่ผู้เขียนจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เอ่ยถึงเท่าไหร่ มันเป็นเสียงที่เหมือนพูดคุยกับคน แต่ไม่ชัดเจนว่าคุยกับใคร บางทีก็อาจจะเป็นผมคุยกับตัวเองก็ได้

อธิคม คุณาวุฒิ: ตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งครับพี่เสก เท่าที่ผมเคยติดตามอ่านของพี่เสกมา ผมพบว่างานเล่มนี้น่าจะเป็นเล่มแรกๆ ที่มีสรรพนามที่พี่เสกพูดถึง คือบุรุษที่สอง พูดถึงคำว่า “ท่าน” พูดถึงคำว่า “คุณ” จริงๆ ก็ยังสงสัยว่าพี่เสกพยายามจะสื่อสารถึงใครเป็นพิเศษหรือเปล่า หรือมีคนประเภทไหนที่พี่เสกคิดว่าสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องพวกนี้ได้บ้าง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ผมคิดว่าในแง่ของการเขียน ในอดีต ถ้าใครที่ตามงานผมมาก็จะเจอคำว่า “ผมอย่างนั้น” “ผมอย่างนี้” อยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นขั้นตอนที่ผมยังพัฒนาไม่พอ คือหมายความว่ายังมีตัวตนเหลืออยู่เยอะ พอมาเขียนชิ้นนี้ คุณจะสังเกตว่าตลอดทั้งเล่ม นอกจากคำนำ มันไม่มีคำว่า “ผม” เลย มีแต่ “ท่านอย่างนั้น” “ท่านอย่างนี้” หรือ “คุณอย่างนั้น” “คุณอย่างนี้” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้หมายความถึงใครโดยเฉพาะ แต่มันเป็นวิธีพูดเหมือนกับว่ามนุษย์เราควรทำอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า ใช้คำว่า “คุณ” ว่า “ท่าน” มันอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นสรรพนามแทนตัวบุคคล แต่ในความเป็นจริงก็คือ คนเราควรจะทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้

นี่เป็นแค่สไตล์การเขียน อย่าไปติดอยู่กับมันนาน เดี๋ยวจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่

อธิคม คุณาวุฒิ: ถ้ามองในแง่ของการประเมินงาน พูดในฐานะผู้ผลิตนะครับ อยากให้พี่เสกให้ความรู้พวกเราซักนิดหนึ่งว่า “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เล่มนี้ ถ้าให้ผู้ผลิตงานประเมินงานตัวเองว่ามีข้อแตกต่างจากเล่มก่อนๆ อย่างไรในเชิงทัศนะ และงานเล่มนี้สะท้อนความเป็นไปอย่างไรในตัวของพี่เสกบ้าง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: เอาอย่างนั้นเลยหรือ มันเรื่องใหญ่มากเลยนะ คือก็ไม่ถึงกับเป็นการก้าวกระโดดพ้นจากสิ่งที่ผมเขียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครได้อ่าน “วิหารที่ว่างเปล่า” ซึ่งออกมาในปี 2544 และเขียนจริงๆ ก็ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ผมก็เริ่มรำพึงรำพันถึงความไม่ถูกต้องของชีวิตที่เป็นอยู่ในสังคม

มาถึง “ผ่านพบไม่ผูกพัน” คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นการผลิตเพื่อลงหนังสือพิมพ์รายเดือน เพราะฉะนั้นเป็นงานชิ้นสั้นๆ แล้วก็ค่อยมาเรียงร้อยเป็นเล่ม ในขณะที่ “วิหารที่ว่างเปล่า” เป็นงานยาวที่เขียนต่อเนื่อง และมีเนื้อหาเรื่องราวที่เป็นรูปธรรม

สำหรับ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เนื่องจากเขียนในพื้นที่ที่แคบ และแต่ละชิ้นสมบูรณ์ในตัวเอง มันไม่มีที่ว่างสำหรับการเล่าเรื่องที่เป็นรูปธรรม แล้วก็อาจจะไม่ใช่เจตจำนงของคอลัมน์ที่ผมเขียน ก็เลยสรุปรวบยอดในทางความคิดออกมา

ถามว่าความคิดมันเติบโตขึ้นไหม มันก็โตตามตัวผม คือผมยังไม่หยุดเติบโต หมายความว่าทางร่างกายมันเริ่มขาลงแล้ว แต่ในทางสติปัญญาเพิ่งจะเริ่มต้น มันจึงมีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมามากกว่างานชิ้นเก่าๆ ถ้าคุณไปอ่านงานอย่าง เพลงเอกภพ หรือบันทึกการเดินทางหลายชิ้นหลายอันที่เขียนมา มันจะเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ซึ่งวัย 40-50 ของผมเป็นวัยที่ค้นหาสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา หลัง 50 ไปแล้ว โทนเสียงเริ่มเปลี่ยน คล้ายๆ กับเริ่มคลำเห็นอะไรบ้าง

เพราะฉะนั้นอาจจะพูดได้ว่า ใน “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ผมกล้ายืนยันในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกมากกว่าชิ้นหลังๆ คือฟันธงลงไปเลยว่าผมคิดอย่างนี้ หลังจากผ่านการแสวงหามา เปลืองเหล้าไปหลายลิตรมาก ช่วงเวลาสิบปี ตั้งแต่อายุ 40-50 ก็เป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต

คมสัน นันทจิต: ตอนที่พี่เสกทำงานในรูปของคอลัมน์ในนิตยสาร Travel Guide พี่เสกตั้งชื่อว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” ทีนี้จากการที่เป็นคอลัมน์มาถึงรวมเล่ม พี่เสกเปลี่ยนจาก “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” เป็น “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ตรงนี้ก็อาจจะมีการเดินทางของความคิด

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: คำว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” ผมใช้เป็นชื่อคอลัมน์ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองผ่านอะไรมาในระยะ 4-5 ปีนี่มากเหลือเกิน แล้วก็เริ่มเข้าใจข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต เลยเอาไปตั้งเป็นชื่อคอลัมน์ คุณก็ต้องรู้ประวัติคอลัมน์นี้อีกว่ามันเป็นคอลัมน์ที่ถูกขอร้องให้เปิดขึ้นโดยมิตรสหายที่ไปทำหนังสือเดินทางท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นบรรยากาศของการเขียนจึงต้องเป็นเรื่องของการเดินทาง การเดินทางโดยทั่วไปก็มีหลายระดับ สำหรับผม ในระยะหลังนี่แทบไม่ได้ไปไหน นอกจากไปนอนป่าเดือนละครั้ง ผมคิดว่าคำว่า “เดินทาง” ของผม ส่วนใหญ่ก็คงต้องหมายถึงเดินทางในชีวิต ผมก็ใช้ชีวิตมา เปรียบชีวิตเหมือนการเดินทาง แล้วก็ค้นพบอะไรๆ เมื่อเราผ่านตรงนั้นมาแล้วพบอะไรบ้าง

ในส่วนนี้ผมไม่มีเจตนาอะไรนอกจากเริ่มจะบอกผู้อ่านว่าผมเริ่มพบอะไรบางอย่างแล้ว อาจจะเป็นประเด็นเล็กประเด็นน้อยเกี่ยวกับชีวิต แต่ทำไมมันถึงไม่เป็นชื่อหนังสือ ทีแรกก็จะตั้งชื่อหนังสือว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” แต่ผมมีความรู้สึกว่ามันดูอีโก้ไปหน่อย มันดูเหมือนกับโอ้อวดตนเองเกินไป พอดีงานชิ้นแรกที่ลงในคอลัมน์นี้ชื่อว่า “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ผมก็เลยเอา เสี่ยงเหมือนกันที่เอาชื่อนี้มาตั้ง เพราะคนจะเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเสเพล คือพบใครก็ไม่ผูกพัน วันหนึ่งผมนั่งคุยกับคุณอัศนี โชติกุล ผมก็บอกว่า “พี่กำลังจะออกหนังสือใหม่ ชื่อ ผ่านพบไม่ผูกพัน” คุณอัศนีก็หัวเราะใหญ่ “อ๋อ พี่หมายถึงกิ๊กใช่ไหม” “เฮ้ย ไม่ใช่ นี่เป็นหนังสือธรรมะทั้งเล่ม”

คือตามหลักธรรมหมายความว่า อย่าไปยึดติด ในที่สุดวิธีแก้ปัญหาของผมก็คือต้องเอาภาษาอังกฤษมาใส่ไว้ด้วย คุณจะเห็นว่ามีภาษาอังกฤษอยู่ คือ Unattached Encounters ซึ่งหมายถึงถอนตัวจากความผูกพันต่างๆ คือปล่อยวางนั่นเอง ความหมายของมันคือปล่อยวาง ทีนี้คนที่ไม่ได้อ่านเนื้อในก็บอกว่าอาจารย์เสกหันมาเขียนเรื่องกิ๊ก

อธิคม คุณาวุฒิ: ในงานเขียนนี้มีน้ำเสียงของความเป็นพระค่อนข้างสูง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ผมเป็นนักบวชมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามันไม่ค่อยบรรลุอะไร เพียงแต่ว่าช่วงหลังนี่ค่อยเข้าใจมากขึ้น คือชีวิตมันค่อยๆ คลี่คลาย พอดีช่วงหลายปีมานี้ผมมีปัญหาส่วนตัวมาก คนที่นินทาผมอยู่ในห้องนี้คงพอจะจำได้ คือชีวิตผมมีการพลัดพรากกับลูกกับเมีย แล้วก็อยู่โดยลำพังเป็นปี อยู่กับหมาอีกตัวหนึ่ง เมื่อเราค้นพบว่าชีวิตมันเป็นอนิจจัง มันหยุดคิด สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นบางทีเรารักษาไว้ไม่ได้ จากอนิจจัง ทุกขัง ผมก็ใช้เป็นบันไดไต่ไปเข้าใจอนัตตา ซึ่งผมไม่ได้ยืนยันว่าผมเข้าใจมันทั้งหมด แต่ผมมีโอกาสเข้าใจมากกว่าเดิม ว่าเมื่อมันไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร เพราะฉะนั้นเราจะมองตัวเองอย่างติดหลงต่อไป มันก็เท่ากับหมุนเวียน ทำซ้ำ ในสิ่งที่มันเป็นความทุกข์ นี่เป็นฐานรากของการเขียนของผม ซึ่งทำให้ผมมองโลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่เปลี่ยนจากขาวเป็นดำ แต่เพราะยกระดับตัวเองขึ้นมาได้อีกขั้นเล็กๆ ขั้นหนึ่ง

งานทุกชิ้นในที่นี้ถ้าคุณอ่านหมดแล้ว คุณก็จะพบว่ามันสอนให้คุณมองโลกโดยไม่ยึดติดตัวเอง ทีนี้พอไม่ยึดติดตัวเอง จริงๆ แล้วมันกลายเป็นความสงบ ความนิ่ง แล้วก็เป็นความสุขในความหมายที่ไม่ร้อนรุ่ม ความสุขของผมก็คือ ชีวิตลบด้วยความทุกข์ ไม่ใช่จะต้องไปเป็นนู่นเป็นนี่ แล้วถึงจะมีความสุข เพราะลบด้วยความทุกข์ก็คือลบด้วยความอยาก ความต้องการ ความยึดติดอะไรต่างๆ มันก็เงียบ มันก็สงบ ซึ่งในระยะหลังนี่พอดีผมก็ปฏิบัติในส่วนที่เป็นหลักธรรมอยู่หลายข้อ แล้วจึงแปลงประสบการณ์นั้นมาเขียน

เพราะฉะนั้นวันนี้ใครถามผม เพื่อนฝูงถาม จะมาพูดเรื่องอะไร ผมก็บอกว่า จะมาพูดเรื่องธรรมะ

ธนิษฐา แดนศิลป์: พอพูดถึงเรื่องธรรมะ พอดีติดตามงานของอาจารย์มาจาก “วิหารที่ว่างเปล่า” พอมาถึงเล่มนี้ มันเหมือนเป็นภาคต่อ ภาคต่อของเศษศพของดวงดาว ภาคต่อของหลายๆ ตอนที่อยู่ในนั้น แล้วก็รวมมาถึงงานเล่มนี้เห็นข้างในที่พูดถึง แด่หลวงตา ไม่ทราบว่าได้แรงบันดาลใจอะไรจากหลวงตาหรือเปล่า รวมถึงที่อาจารย์พูดว่าอาจารย์เริ่มค้นพบอะไรหลายๆ อย่าง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: สืบทอดจาก “วิหารที่ว่างเปล่า” ไหม ในทางความคิด ใช่ ในทางจิตวิญญาณ ใช่ เราต้องแยกระหว่างความคิดกับจิตวิญญาณ ความคิดนี่เป็นระดับที่ต่ำกว่า แล้วความคิดนี่อย่าไปยึดมันมาก เพราะสิ่งที่เราคิดหลายอย่างมันถูกกรอกหู ถูกสั่งสอน ถูกครอบงำ มันไม่ใช่เราคิดเองเล่นๆ แต่องค์ประกอบภายนอกทางความคิดมันมา มันทำให้เราหลงยึดติด แต่จิตวิญญาณมันเป็นอีกระดับหนึ่ง มันต้องเป็นประสบการณ์ตรงที่เราสัมผัสเอง คนอื่นๆ สัมผัสไม่ได้ หรือสัมผัสของใครของมัน และเราเองความจริงแล้วแทบจะถ่ายทอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าในแง่นี้ขอให้แยกแยะ

“วิหารที่ว่างเปล่า” เป็นงานเขียนที่ใช้ความรู้กับประสบการณ์ภายนอกเป็นตัวตั้ง แล้วถอดรหัสออกมาเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตซึ่งระดับยังไม่สูงพอ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เราเห็นว่าชีวิตมันอุบัติมาอย่างไร มันวิวัฒน์มาอย่างไร มันเกี่ยวข้องกับจักรวาลอย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ แล้วมันอาจจะพบกับจุดจบแบบที่สึนามิเกิด หรือดาวหางหล่นใส่ ถ้าเราถอดตรรกะออกมา มันจะชัดเจนว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วอย่าหลงใหลได้ปลื้มหรือเตลิดมากเกินไป ต้องมีความสมถะสำรวมในการใช้ชีวิต

พูดในแง่ของตรรกะเหตุผล คนไทยไม่ชอบ แต่ปฏิบัติจริงๆ ก็ยังยาก แต่พอมา “ผ่านพบไม่ผูกพัน” มันไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การหาตรรกะเหตุผล ผมไม่กลัวแล้ว ผมพูดออกไปตรงๆ เลยว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ เพราะผมเริ่มมีประสบการณ์ตรง เช่น เวลาพูดถึงอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ผมผ่านมาเยอะมาก ตั้งแต่อายุน้อยๆ มาจนกระทั่ง อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ผมพูดว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเหลืออยู่ตัวคนเดียวในโลกกับหมาเป็นแรมปี มันเป็นประสบการณ์ตรง ถ้าคุณบอกว่าคุณรู้จักความเงียบงัน หรือคุณรู้จักความโดดเดี่ยว คุณรู้จักความทุกข์โศก ผมคิดว่าหลายคนไม่รู้ซึ้งเท่าผม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาข้าวให้หมากิน ก่อนเข้านอนก็หาข้าวให้หมากิน จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นในทางความรู้สึก เป็นประสบการณ์ตรง แล้ววันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา ผมก็ค้นพบว่าผมเริ่มคุยกับนก หนู กระต่าย แมลงสาป คุยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มีอยู่รอบๆ บ้าน คุยไปคุยมามันรู้สึกว่าคงเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า ตราบใดที่เรายึดว่าเราเป็นคน ไปคุยกับจิ้งจกมันก็บ้า ใช่ไหม แต่ถ้าเราไม่คิดอย่างนั้น ในเวลานั้นเราไม่รู้สึกเลยว่าเราเป็นใคร ชื่ออะไร เรากลับรู้สึกว่าการมีสิ่งมีชีวิตอยู่รอบๆ ตัว อย่างต้นไม้ จิ้งจก กระรอก อะไรพวกนี้ เป็นสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แล้วก็มีมิตรสหายมากมาย

ทีนี้ไอ้สำนึกตัวนี้แหละ จริงๆ แล้วผมพลัดหลงเข้าไปในอนัตตาโดยไม่รู้ตัว คือความพยายามจะอ้างความสำเร็จมันเกิดจากเหตุปัจจัยในชีวิต มันพลัดหลงเข้าไปในการไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นในช่วงหนึ่งผมรู้สึกปลื้มปีติขึ้นมาดื้อๆ แล้วก็พยายามทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในประสบการณ์ตรง

ธนิษฐา แดนศิลป์: เป็นการเดินทางภายในของอาจารย์ มีแรงผลักดันจากอะไรหรือเปล่าคะ หลายๆ อย่างเริ่มชัดเจนขึ้น เราเริ่มไม่มองเรื่องข้างนอกแล้ว เราเริ่มกลับมามองว่าสาเหตุหลายๆ อย่างมันอยู่ข้างในเรานี่เอง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ก็อย่างที่ผมบอกว่าผมผ่านความทุกข์มามาก และในช่วงที่ผมต้องอยู่โดยลำพัง ผมพยายามจะบอกตัวเองว่า ความทุกข์มันหนักจนกระทั่งทนไม่ไหว เมื่อทนไม่ไหวเราก็บอกตัวเองง่ายๆ ว่าจะต้องไม่ไปคิดว่าเราคือใคร จะต้องไม่ไปคิดว่าเราเคยมีครอบครัว หรือเราชื่ออะไร เราถูกคนนินทาว่าอย่างไร ไอ้การสะกดกั้น ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่เป็นอะไรเลย นอกจากไม่เป็นอะไรเลยแล้วมันยังไม่เป็นเจ้าของสิ่งใดเลย ผมถึงบอกว่าผมพลัดหลงเข้าไปในอนัตตาโดยไม่รู้ตัว คือละทิ้งตัวตน แล้วตรงนั้นมันเกิดโล่ง เกิดความรู้สึกว่ามันสงบ ก็ติดใจ

ภายหลังมาอ่านในตำรา คือผมมีประสบการณ์ตรงก่อน แล้วค่อยมานั่งอ่าน ช่วงหลังก็มาศึกษาวัชรยาน ศึกษามหายาน ศึกษาเซน แล้วก็ศึกษาแม้แต่ทางของเราเองคือเถรวาท ทุกคนพูดตรงกันหมดว่าจิตดั้งเดิมของมนุษย์มันบริสุทธิ์ ถ้าใช้ภาษาพระคือ จิตเป็นประภัสสร สงบ สว่าง และสะอาด

โดยไม่ทันรู้ตัว เราพยายามบอกตัวเองว่าเราไม่รู้ว่าเราชื่ออะไร เราไม่เคยมีสิ่งใดที่เป็นของเราอย่างแท้จริง อยากจะบอกว่ามันไม่รู้ตัวว่าฝึกฝนตัวเองอย่างไรจากการยึดถือต่างๆ

อธิคม คุณาวุฒิ: ถ้ามองจากสายตาของคนภายนอกทั่วไป การพูดถึงขั้นที่ว่าหลงลืมไปว่าเราชื่ออะไร มันยากนะครับ เพราะชื่อมันค่อนข้างใหญ่โตพอสมควร มีคำแนะนำให้กับพวกเราไหมครับ

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ถ้าคิดตามสูตรทั่วไป ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังก็จะมีอัตตา นี่เป็นสูตรสำเร็จ ผมเห็นคนไม่มีชื่อเสียงมีอัตตาเยอะแยะ และแสดงออกต่างๆ นานา เช่น ใครแตะไม่ได้ หรือโกรธคนง่าย โลภก็เป็นอัตตา

โลภ โกรธ หลง พระท่านสอนพวกเรามาตั้งแต่เด็กๆ นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมผมจึงอุทิศแด่หลวงตา เพราะผมเป็นเด็กวัด อยู่กับหลวงตามา 5 ปี ตั้งแต่ 10 ขวบถึง 15 มันเป็นรากเก่าที่ผมมีมา เพราะฉะนั้นท่ามกลางชื่อเสียงของผม ซึ่งเคยมีมาในอดีต ปัจจุบันนี้ผมไม่กล้ายืนยันนะ เพราะโลกมันเปลี่ยนไปไกล

ผมยังมีความทรงจำเกี่ยวกับคำสอนของพระอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมันอาจจะหลบในบ้าง เช่น ในบรรดากิเลสทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะ ขออภัยที่ใช้คำพระเยอะ เพราะพระท่านสรุปรวบยอดมาเข้าใจง่าย เดี๋ยวจะใช้คำชาวบ้านธรรมดาให้มากขึ้น ผมเป็นคนที่มีโทสะเป็นเจ้าเรือนมานาน เพราะชีวิตผมมันตีรันฟันแทงมาเยอะ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็รู้ทันตัวเองว่าปัญหาใหญ่มันอยู่ที่เรา เป็นคนที่รุนแรง โกรธแล้วรุนแรง ก็พยายามตระหนักตรงนั้นให้มากขึ้น ส่วนโลภนี่เราไม่มีอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา เพื่อนฝูงทุกคนรู้ดี อยากได้อะไรผมทูนหัวทูลเกล้าให้หมด ผมเป็นคนไม่โลภ มีเงินก็แบ่งกันใช้ แต่โทสะนี่ผมมีมาก โมหะก็ไม่ค่อยมี คืออัตตาของแต่ละคนมันบวมไม่เท่ากัน มันจะบวมไปในทิศใดทิศหนึ่ง อย่างบางคนพูดจานอบน้อมถ่อมตนทั้งวัน แต่ถ้าพูดเรื่องเงิน ไม่ได้ มันเอาคนเดียว คือหมายความว่ามันบวมไปในทางโลภ แต่บางคน เงินไม่เอาทั้งนั้นแหละ แต่แตะกูไม่ได้ กูต่อยเลย มันก็บวมไปอีกทิศหนึ่ง

เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าอัตตาของเรามันบวมไปทิศไหน เราจะได้สกัดมันถูก ทีนี้คำแนะนำของผม ผมถึงบอกว่ามันพูดยาก ตรงที่ว่าถ้าพูดกันโดยตรรกะเหตุผล คุณต้องเข้าใจหมด พระสอนยังไง ที่หลวงตาสอนผมมาตั้งแต่เด็กๆ มันไม่ใช่ของยากเย็นอะไร อย่าไปโกรธ อย่าไปโลภ อย่าไปหลง หรือพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมตตา กรุณา ก็ชัด มุทิตาชักลำบากขึ้นเพราะต้องยินดีกับความสุขของผู้อื่น ยินดีกับความสุขของผู้อื่นเป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันทำได้ยากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่า กูต่างหากที่ควรจะเป็นเจ้าของตรงนั้น กูต่างหากที่ควรจะประสบความสำเร็จตรงนี้

เพราะฉะนั้นผมคิดว่า บางทีฟ้าดินก็ใช้วิธีการที่ยอกย้อนหน่อย คือทำให้เจ็บซะก่อน หลายคนที่ยังรู้สึกไม่อยากจะเดินทางธรรมก็ขอให้เจ็บปวดรวดร้าวให้มาก ล้มลุกคลุกคลานให้มาก มันน่าจะเป็นโอกาสทองในชีวิต คือผมเอง ผมขอบคุณที่ชีวิตถึงขั้นที่เรียกว่าเกือบจะสูญเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เจ็บปวดรวดร้าวกับชีวิตในสารพัดสารพันปัญหา ในที่สุดมันก็ทำให้เราตาสว่าง

ธนิษฐา แดนศิลป์: เห็นอาจารย์พูดถึงท่านโอโชใน “วิหารที่ว่างเปล่า” ได้รับแรงบันดาลใจจากท่านโอโชอย่างไร

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ถ้าจะพูดถึงท่านโอโชโดยตรง ผมไม่ได้รับอิทธิพลจากท่านโดยตรง แต่ผมเป็นคนอ่านหนังสือมาก แล้วอ่านไปทั่ว เวลาเขียนออกมา มันมีสองอย่าง หนึ่ง เขียนเลอะเทอะวุ่นวายเพราะอ่านไปทั่ว สอง เขียนโดยปิดตำราทั้งหมด รู้สึกอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น โดยหวังว่าสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดและคิดมาทั้งหมดมันจะออกมา ถ้าพูดภาษาอังกฤษ ขอใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ synthesize คือสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อความ ซึ่งตรงนี้มันก็แล้วแต่เนื้อนาบุญ หมายความว่าแต่ละคนทำได้ไม่เท่ากัน

ผมอ่านของท่านทาไลลามะ ซึ่งผมอ่านมาก เพราะตอนหลังผมติดใจในทางมหายาน เพราะเขาเน้นเรื่องเมตตาสูง เมตตาหมายถึงอะไร เมตตาหมายถึงอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง ทุกข์สุขของคนอื่น เราเหลียวแล ซึ่งมันก็คือการสลายตัวตน ผมชอบพูดกับคนใกล้ชิดว่า วิธีอธิบายเรื่องหินยานกับมหายาน เป้าหมายเขาเหมือนกันคือสลายอัตตา แต่วิธีอธิบายของมหายานเขาจะเน้นเรื่องทางบวก เช่น ท่านบอกเลยว่า ตัวคุณไม่ใช่ของคุณ คุณเป็นส่วนหนึ่งของก้อนเมฆ คุณเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน คุณเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ หล่อหลอมรวมกันขึ้นมาเป็นตัวตนของคุณ อย่าไปคิดว่าการปรากฏตัวของคุณมันเป็นของคุณคนเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เผอิญผมเดินแนวทางนี้มาโดยไม่รู้ตัวเวลาผมเขียน “วิหารที่ว่างเปล่า” หรือชิ้นอื่นๆ แต่ทางหินยานเราก็บอกว่าตัวคุณไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ถุงอุจจาระเดินได้ ใจคอถ้ายังไม่พร้อมก็รู้สึกว่ามันหนักนะ

คือความรู้สึกของการได้รับกำลังใจมันต่างกัน เรายังไม่พร้อมมากถึงขนาดที่ว่ามองตัวเองเป็นเพียงซากศพเดินได้ ถ้าถึงขั้นนั้นผมคิดว่าผมคงไม่มานั่งในวันนี้แล้ว คือเราก็ได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

คมสัน นันทจิต: ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด คนส่วนใหญ่พอยิ่งเจ็บปวด ตัวตนเขายิ่งชัด ทำไมตัวเราเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้น แต่ทำไมอาจารย์จึงสลายอัตตาได้

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: ไม่ใช่ๆ อันดับที่หนึ่งอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมไปถึงไหนแล้ว บรรลุอะไรมากมาย เดี๋ยวเกิดการเข้าใจผิด ผมไม่ใช่พระอรหันต์ ผมแค่ค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง อันดับต่อมา ผมคิดว่าอาจจะมีทุนรอนสะสมอยู่สำหรับการที่เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากได้อยากดีในสังคมอยู่แล้ว ส่วนที่ผมมีติดตัวมามันเป็นพื้นฐานอยู่

ผมถูกผลักอีกครั้ง ซึ่งเป็นก้าวใหญ่สำหรับการเข้าใจชีวิต ทีนี้การเข้าใจชีวิตของผมก็มีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ อย่างที่ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่า จุดแปรผันคือมันมีความทุกข์ มีความทุกข์มากจนกระทั่งทนไม่ไหวถ้าจะใช้มุมมองดั้งเดิม และโดยบังเอิญ เราก็ปฏิเสธตัวเองด้วยการพยายามจะลืมทุกอย่าง ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิต ทีนี้วิธีที่จะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา มันต้องลืมว่าเราเป็นใครด้วย ตราบใดที่เรายังนึกว่าเราเป็นใคร มันลืมไม่ได้ มันก็เลยพลัดหลงไปอย่างที่ผมบอก พลัดหลงเข้าไปบนเส้นทางของปรมัตถสัจจะที่ผมไม่ทันรู้ตัว คือพลัดหลงไปสู่การที่เราไม่สนใจว่าเราเป็นใคร พอพลัดหลงเข้าไป มันเกิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิต คุณไปเห็นผมในช่วงชีวิตแบบนั้นคุณอาจจะนึกว่าผมบ้าไปแล้ว เช้าขึ้นมาผมก็ทักทายจิ้งจก จิ้งจกตกไปในโถผมก็พยายามช่วยชีวิตอยู่นั่นแหละ

ยกตัวอย่าง ที่ผมพูดถึงยามเช้า จำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง ลำแสงที่มันโลมไล้คลื่นเขา ภาพอย่างนี้ผมเคยเห็น หรือเวลาผมพูดถึงพระจันทร์ส่องเทือกเขาในยามราตรีเหมือนดวงเดือนกำลังห่มผ้าให้ผู้ชายของเธอ คือผมต้องผ่านประสบการณ์อย่างน้อยสองอย่าง หนึ่ง ผมเคยเห็นพระจันทร์ส่องเทือกเขาในยามค่ำคืน สอง ผมต้องเคยถูกหญิงสาวซักคนห่มผ้าให้ ซึ่งทั้งสองฉากผมคิดว่ามันเป็นภาพที่เราแสวงหาได้ และแน่นอน ในทางจิตวิญญาณ ผมก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจกับสิ่งเหล่านี้ ผมถึงเขียนออกมาได้

ไม่ใช่ว่าเห็นพระจันทร์ เฮ้ย คืนนี้เดือนหงายออกไปตีกบกันดีกว่า คือความรู้สึกมันคนละแบบ แล้วแต่ว่าข้างในคุณมีอะไร พระจันทร์ดวงเดียวกัน เทือกเขาก็เหมือนกัน คนหนึ่งอาจจะอยากพลอดรัก อีกคนหนึ่งอาจจะอยากนั่งสมาธิ อีกคนบอกว่าไปตีกบดีกว่า กบทูตอาจจะออกมาให้เห็นง่าย คือหมายความว่าจุดชี้ขาดมันอยู่ข้างใน ประสบการณ์ภายนอกผมมีอยู่แล้ว ถ้าประสบการณ์ภายในคุณพามันไปอีกทิศหนึ่ง มันก็จะไม่เขียนออกมาอย่างนี้

เพราะฉะนั้นวิธีทำงานในแง่ของความเป็นนักเขียน ไม่มีใครลอกเลียนใครได้ นักเขียนแต่ละคน จิตวิญญาณก็ต่างๆ นานา หลายท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็เป็นนักเขียน คงเข้าใจดีว่ามันของใครของมัน

ธนิษฐา แดนศิลป์: ที่อาจารย์เขียนว่า “เหนือบรรยากาศเปลี่ยวเหงาหรือครึกครื้นเกินไป ยังมีแก่นแท้ของการเดินทาง ซึ่งก็คือการพลัดพรากผู้อื่น สิ่งอื่น เพื่อนัดพบกับตัวเอง” จากประสบการณ์นี้ของอาจารย์ อาจารย์อยากจะชี้ชวนให้ผู้อ่านได้เดินทางอย่างเข้าใจชีวิตอย่างไร เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนการเดินทางที่เข้าใจชีวิต หลายคนก็รักการเดินทาง และก็หนังสือหลายเล่มที่ผ่านมาของอาจารย์ก็จะเป็นเรื่องการเดินทางทั้งนั้น อย่างที่อาจารย์เคยพูดว่า ชีวิตผูกติดแนบแน่นอยู่กับการเดินทางเพื่อค้นหาอะไรซักอย่าง แต่เล่มนี้ค้นพบแล้ว อาจารย์จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงนี้กับผู้อ่านอย่างไรบ้าง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: การเดินทางมันเป็นแค่การเปิดโอกาสให้เราได้ถอยห่างจากทั้งบุคคล ทั้งสถานที่ และวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคย ทีนี้การถอยห่างมันเป็นเงื่อนไขภายนอก ถ้าเงื่อนไขภายในเราไม่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ บางทีเราก็หล่นไปในเรื่อง เช่น บางคนพอขึ้นรถทัวร์ก็ตีฉิ่งตีฉาบไปตลอด หรือบางคนก็เมาตั้งแต่ป้ายแรกจนถึงป้ายสุดท้าย กลับมายังไม่รู้ว่าไปไหนมา อย่างนี้เดินทางไปก็ไร้ประโยชน์ บางทีอยู่บ้านซะยังมีผลเท่ากัน

แต่ถ้าเราเดินทาง เรายังมีสติ สมมติ เออ บัดนี้เราได้อยู่ห่างจากบ้านเกิดกี่ร้อยกิโลเมตร กี่พันกิโลเมตร ห่างจากบุคคลที่เรารัก เริ่มรู้สึกรู้สาขึ้นมาว่าเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เราคุ้นเคย บางทีมันจะเกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ๆ ต่อสิ่งที่เข้าใจ ขณะเดียวกัน เมื่อไปสัมผัสสิ่งใหม่ก็จะเกิดความรู้สึกนึกคิด มันขึ้นอยู่กับเรามีอะไรข้างใน อย่างผมกับ บก. Travel Guide เคยไปเร่ร่อนด้วยกันที่เสฉวน เพื่อจะตระเวนดูเขาซักลูกหนึ่งที่สูงที่สุดในประเทศจีน วนเวียนกันอยู่เป็นอาทิตย์ มองไม่เห็นยอดเขา ในระหว่างนั้นก็ครุ่นคิด มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง คุณอ่านงานเก่าๆ คุณจะพบว่าการเดินทางมันเหมือนกับค้นหาอะไรบางอย่าง ทีนี้ทำไมผมถึงอยากจะค้นหามินยาคองกา มันอาจจะมาชดเชย มันอาจจะมาทดแทนอะไรบางอย่างที่หายไปในชีวิต หรือมันอาจจะเป็นหลักหมายบางอย่างที่เราต้องการจะบอกตัวเองว่าไปถึงไหนแล้ว

ก็ปรากฏว่าตลอดทั้งสัปดาห์นี่หาไม่เจอ ฟ้าไม่เปิด แล้วขากลับก็นั่งเครื่องบินผ่าน เห็นยอดเขาอยู่ตรงหน้าต่าง เพราะฉะนั้นบางทีสิ่งที่เราค้นหามันไม่ได้อยู่ไกลตัว บางทีอาจจะไม่ต้องใช้วิธีวิจิตรพิสดาร แต่คนเรามักจะไม่ค่อยพอใจอะไรในตัวเอง มองข้ามสิ่งต่างๆ ที่ดีงาม หรือสิ่งต่างๆ ซึ่งเรามีอยู่แล้ว เห็นอยู่แล้ว บางทีมนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ใช้เส้นทางยอกย้อนวกวนมากมายเพื่อจะบอกตัวเองว่า จริงๆ แล้วที่ของเราอยู่ตรงนี้ หรือสิ่งที่เราพอใจ คนที่เราพอใจอยู่ตรงนี้

นี่ก็เป็นเรื่องที่ว่าจะต้องมีวิบากกรรมมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนนี่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องความรัก รักตัวเองมากมายแต่บอกว่ารักคนอื่น ก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายแห่งความรักวันละรอบสองรอบ ฉะนั้นบางรอบมันก็ไม่ค่อยสมหวัง ฉะนั้นบางรอบก็ล้มเหลว ถ้าวันหนึ่งไม่เรียนรู้ว่าคุณกำลังสับสนถึงความรักตัวเองกับรักผู้อื่น มันก็จะต้องเป็นเช่นนี้อยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งได้เรียนรู้ จะพบว่ารักแท้มีอยู่ จริงๆ คุณพบตั้งนานแล้ว แต่คุณกำลังเวียนไปทั่วโลก อะไรทำนองนั้น ผมพูดทิ้งไว้เป็นนามธรรมก็แล้วกัน

คมสัน นันทจิต: ถ้าเราผ่านพบไม่ผูกพัน ความรักในนิยามของอาจารย์ตอนนี้เป็นอย่างไร

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล: กว่าผมจะมาถึงวันนี้ ผมก็ทำในสิ่งที่ผิดมาเยอะ ผมคิดอย่างนี้ว่า ความรักแท้ ที่ผมอ่านมาตั้งหมด โอโชก็ใช่ อ่านของมหายานก็ใช่ อ่านของคริสต์ก็ใช่ เขาบอกว่ารักแท้คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเขาหมายถึงรักทั้งในแง่ของรักเพศตรงข้าม รักมวลมนุษย์ รักเพื่อน ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งในแง่นี้ก็คือเราต้องไม่เอาตัวเองเข้าไปถือครอง เมื่อไม่เอาตัวเองไปถือครอง เรื่องมันง่ายนิดเดียว ทุกครั้งอยากจะทำเพื่อเขาตลอดเวลา ไม่ต้องไปป่าวร้องว่าฉันทำให้เธอสามอย่าง เธอต้องกลับมาห้าอย่าง อย่างนี้ตีกันตาย ซึ่งคนจะมีจิตวิญญาณถึงระดับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องฝึกฝน ในทางจิตวิญญาณก็เหมือนวิทยายุทธ์ ถ้าคุณไม่ฝึกเลย แล้วอยู่ดีๆ จะกระโดด ไม่มีทางทำได้ มันต้องมาตามลำดับขั้น

ผมอยากจะบอกว่า มันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เวลาพูดถึงความรัก คนทั่วไปเข้าใจอีกแบบหนึ่ง ฉันรักเธอ เธอรักฉันทั้งวัน เราอยู่ด้วยกัน อย่าไปยุ่งกับคนอื่น อะไรอย่างนี้ ต้องเป็นของกันและกัน ผูกโซ่ทองร้อยไว้ด้วยกัน ผมมีรูปถ่ายอยู่รูปหนึ่งในหนังสือ รูปนั้นผมตั้งชื่อว่า Love คือเสาสองต้นที่มัดกันด้วยเชือก คือมัดกันไว้จนตายกันไปข้างหนึ่ง หรือตายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมันเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรัก

ความรัก ถ้าเราถือว่าเราคือผู้ให้โดยไม่เรียกร้องกลับ และเราคือคนที่ปรารถนาดีต่อคนที่เรารัก หนึ่ง มันไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเขาจะทิ้งเราไป หรือเขาจะทำไม่ดีกับเรา มันก็แฝงไว้ด้วยความเมตตา กรุณา และอุเบกขา แต่ขณะเดียวกันเราต้องฝึกตัวเองว่าเราต้องไม่มีข้อเรียกร้อง

ล่าสุดผมอ่านหนังสือที่ชื่อ Conversation with God มีสามเล่มจบ ผมแนะนำให้อ่าน ใครที่อ่านภาษาอังกฤษได้ เสียดายไม่มีการแปล เป็นการตีความคริสต์ศาสนาใหม่หมด และคนเขียนยืนยันว่าเขาเขียนหนังสือเหล่านี้ เขาคุยกับพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง

ในเล่มที่สามเขาเขียนไว้ว่า love everyone, need no one รักคนทุกคน ผมไม่ได้หมายถึงชู้สาวนะ คุณอย่าตีความผิด แต่ไม่จำเป็นต้องมีใครซักคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความห่างเหิน แต่หมายความว่าอย่าไปปักหลักเรียกร้องจะเอาอย่างนู้น จะเอาอย่างนี้ ถึงเขาไม่มาหาเราก็อยู่ได้ เพราะเราไม่มีข้อเรียกร้องต่อผู้ใด ซึ่งฟังดูแล้วมันดูแห้งแล้ง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นการฝึกตัวเองที่จะเป็นฝ่ายให้ ซึ่งการฝึกตัวเองให้เป็นฝ่ายให้ แท้จริงแล้วก็คือกลยุทธ์ในการสลายตัวตนอีกแบบหนึ่ง

รุ่นใหญ่… ขี้เหงา

October 20, 2006

เมื่อคืนวันพุธได้รับข่าวดีว่าน้ำกำลังจะไหลรินเข้าใต้ถุนบ้านแล้ว เย็นวันพฤหัสฯ พ่อแม่พี่น้องเลยจัดแจงเตรียมตัวกลับไปช่วยกันขนของหนีน้ำ

ระหว่างทาง ลุงเปิดเทปบันทึกการแสดงสดหนุ่มบาว-สาวปานฟังบนรถ

ฟังไปฟังมาก็ได้ยินเพลงนี้ ตั้งใจฟังเนื้อร้องแล้วเห็นว่าเข้าท่าดี คาดว่าหมู่มวลสมาชิกคงยังไม่ค่อยได้ฟังกัน วันนี้เลยเอาเนื้อร้องมาฝาก โอกาสปะเหมาะ บรรยากาศเอื้ออำนวย หวังว่าคงได้ร้องเพลงนี้ร่วมกันให้สมอุรา (เพราะหลายคน ถึงแม้จะยังไม่ใช่ “รุ่นใหญ่” แต่ก็ “อยากมีใครสักคนมาคอยแคร์”–หัวเราะ)

ชื่อเพลง: รุ่นใหญ่

อัลบั้ม: หนุ่มบาว-สาวปาน

ศิลปิน: ยืนยง โอภากุล

ประเภท: อัลบั้มภาคพิเศษ

คำร้อง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา

ทำนอง: วุฒิชัย สมบัติจินดา

เนื้อเพลง:

กี่สิบหนาวแล้วกี่สิบฝน พ้นมากี่ฤดู
จากหนุ่มน้อยก็ก้าวมาสู่ วันเลี่ยมทองของวัย
รุ่นหนุ่ม รุ่นสาว… เรียก…เรารุ่นใหญ่
แต่ไม่มีใคร เข้าใจจริง

* แก่ก็เหงา ยิ่งแก่ยิ่งเหงา เก๋าแต่กร่อยข้างใน
เหนื่อยกับงานยังฝันถึงไหล่ ใครให้ยืมซบอิง
เหมือนสุข…หัวใจ พร้อม…ไปทุกสิ่ง
แต่ความจริง น่ะโครตเหงา

ได้แต่ยืน มองพระจันทร์ ทุกคืนดึกดื่นไปยันเช้า
ยิ่งได้เห็นฟ้าที่ไร้ดาว หัวใจเก่าเก่าก็ถอนใจ

อยากมีใครสักคนมาคอยแคร์ ดูแลหัวใจชรา
รุ่นนี้คงเหลือเวลา ไม่มากไม่มายเท่าใด
อยากมีใครสักคนมาเคลียคลอ รอเติมเชื้อฝืนให้ไฟ
ให้โลกรู้ว่ารุ่นใหญ่… ก็ใจเปลี่ยว

ผ่านชีวิตบนทางที่ยาวไกล หัวใจมันอ่อนมันล้าเกิน
ให้เดินคนเดียวมันเหงาเกินไป *

ใครจะรักรุ่นใหญ่ ใครจะสนคนแก่
ใครที่พร้อมจะเข้าใจ ใครจะรักรุ่นใหญ่
พอจะมีบ้างไหม อยากจะขออุ่นหัวใจ

กี่สิบหนาว แล้วกี่สิบฝน พ้นมากี่ฤดู
จากหนุ่มน้อยก็ก้าวมาสู่ วัยเลี่ยมทองของวัย
แก่ก็เหงา ยิ่งแก่ยิ่งเหงา เก๋าแต่กร่อยข้างใน

หนุ่มบ้านนากับวิมานดิน

September 15, 2006

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 เดินไปเจอ “หยิบสิบ” ชุดแคลสสิกที่เคยฟังตั้งแต่เด็กๆ โดยบังเอิญที่ห้างค้าปลีกต่างชาติ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ก็เปิดฟังแล้วฟังอีกที่สำนักงานบ้านสีฟ้าจนคนอื่นๆ คงนึกด่าในใจ

แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งสบายใจ ดูเหมือนยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งอยากกลับไปฟังของเก่าๆ

“บ้านนาป่าร้าง” ของไอ้หนุ้มบ้านหนองสาหร่าย ฟังแล้วอยากออกตามหาน้องนางบ้านนาในทันใด

บ้านนาป่าร้าง/นิค นิรนาม, อัลบั้ม: นิรนาม หยิบสิบ, วางแผง (ซีดี): 1 มกราคม 2543

แสงจันทร์อันกระจ่าง เคยได้แนบแอบนาง พลางผิวขลุ่ยเป็นเพลง

เสียงสะอื้น ฟังระรื่นวังเวง น้องไม่ร้องบรรเลง ให้ข้าสุขใจ…

แต่มาบัดนี้แสนเศร้า เหลือเพียงผ้ากับเงา เมื่อจันทร์ฉาย

บ้านนาเหมือนเป็นป่าร้าง เห็นแต่กองฟางขาวโพลนเรียงราย

น้องนางเจ้าลืมกลิ่นโคลนสาปควาย ลืมไอ้หนุ่มบ้านหนองสาหร่าย เสียแล้วหนา

ลืมแม้กระทั่งไอ้ทุย เจ้าลืมเสียงขลุ่ยแห่งบ้านนา

ลืมที่จันทร์แจ่มฟ้า เจ้ามา โถข้า ริมกองฟาง…

ข่าวคราวตัวเจ้าหรือนั่น เห็นเขาลือเล่ากัน ตำถากถาง

ภาพลอยหัวใจชอกช้ำ เพราะถ้อยปรักปรำเขาลือทั้งบาง

เขาลือ เองชั่วปล่อยตัวตามทาง มีผัวใหม่เปลี่ยนไปมิสร่าง เสื่อมราศรี

เอ็งช้ำเพราะชายบางกอก ถูกคนหลอนหลอก จนสิ้นดี

คนที่เอ็งเกลียดนี้ ยังมีหัวใจคอยเอ็งมา…

………………..

แถมด้วย “วิมานดิน” สำหรับลูกผู้ชาย (ที่) เกิดมาทำไมต้องมีเมียจ้า!

วิมานดิน/แอ๊ด คาราบาว, อัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 8 เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน (มีนาคม 2537)

(ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด)

อกหักอีกแล้ว อีกแล้ว เจ้าสกุณา

แม่น้องนางบ้านป่าจากมา แล้วกลายเป็นอื่น

ทำดวงใจน้อยน้อยเหม่อคอย อยู่ข้ามวันคืน

ฟ้าฝนสะอื้นลมร้อน แห้งเหี่ยวใจหาย

ดวงใจดวงนี้บอบช้ำด้วยความโดดเดี่ยว

เหมือนข้าวรอเคียวผืนนา เฝ้าคอยคันไถ

มันเป็นวันอับเฉาสุดเหงา จับขั้วหัวใจ

โถลูกผู้ชายทำไม เกิดมาต้องมีเมีย

จะหาเมียซักคน (จะหาเมียซักคน) รวยจนไม่สนใจ (รวยจนไม่สนใจ)

จะรักไปจนตาย (จนตาย) ริ้นไรไม่ให้ตอม (ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด)

ชีวิตเราจะหลอมรวม (ชีวิตเราจะหลอมรวม) จุดร่วม สงวนจุดต่าง (จุดร่วม สงวนจุดต่าง)

ถือไม้เท้าเคียงข้าง (เคียงข้าง) สร้างวิมานชาวดิน (ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด) (ไม่ได้เป็นตุ๊ด) (ไม่ได้เป็นตุ๊ด)

การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนามฯ (2)

September 14, 2006

การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาตินิยมอื่นๆ

การต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงแรกนั้นนำโดยกลุ่มปัญญาชนขงจื้อซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดสำนึกการต่อต้านต่างชาติผ่านทางประวัติศาสตร์นิพนธ์มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากระบบการบริหารของฝรั่งเศสโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงจากระบบอุปถัมภ์ระหว่างขุนนางขงจื้อกับสามัญชนเป็นระหว่างเจ้าอาณานิคมกับชาวพื้นเมือง กลุ่มปัญญาชนขงจื้อจึงเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการปกครองของฝรั่งเศส แนวทางการต่อสู้นั้นเน้นการโค่นล้มระบอบการปกครองแบบใหม่ของฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบอบการปกครองภายใต้จักรพรรดิแบบเดิมขึ้นมาอีกครั้ง(19)

ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรกที่สำคัญขบวนการหนึ่งคือ ขบวนการเกิ่นเวือง (Can Vuong Movement) ขบวนการนี้ก่อตัวขึ้นภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กในปี 1883 นำโดยผู้สำเร็จราชการโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) ขบวนการนี้พยายามเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ด้วยการต่อสู้กับฝรั่งเศส การเรียกร้องดังกล่าวทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ในหลายๆ พื้นที่ นำโดยนักปราชญ์ที่ทำการรวบรวมอาสาสมัครและก่อตั้งเป็นกองกำลังรบกระจายไปทั่วดินแดน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทำการรบยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 40 ปี คือนับตั้งแต่ปี 1858 จนถึงปี 1896 ขบวนการผู้รักชาติชาวเวียดนามก็ถูกฝรั่งเศสปราบปรามลงได้สำเร็จ การต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรก (ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) มีผู้ตั้งข้อสังเกตดังนี้(20)

ประการแรก การต่อสู้ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสในระยะแรกนั้น โลกทัศน์ในการต่อสู้ของประชาชนยังผูกติดกับระบบเดิม คือในสมัยการต่อต้านการรุกรานของจีน เป้าหมายของการต่อสู้จึงจำกัดอยู่ที่การขับไล่ฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบบเดิม

ประการที่สอง จุดอ่อนที่สำคัญของการต่อต้านฝรั่งเศสคือ การขาดศูนย์กลางที่จะชี้นำการต่อสู้ ขบวนการผู้รักชาติต่างรวมกลุ่มของตนเองก่อกบฏเป็นจุดๆ ขาดการประสานร่วมมือกัน ทำให้ฝรั่งเศสปราบปรามได้ง่าย

ประการที่สาม จักรพรรดิและขุนนางเวียดนามไม่สามารถแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนระดับล่างได้อย่างกว้างขวาง เมื่อเทียบกับความสำเร็จของขบวนการชาตินิยมในสมัยต่อมา เพราะระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้แบ่งแยกชนชั้นผู้ปกครองออกจากประชาชน องค์จักรพรรดิไม่เคยเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชน ส่วนหนึ่งคงเกรงว่าประชาชนจะโค่นล้ม โดยเฉพาะหลังจากที่ราชวงศ์เหวียนปราบกบฏไตเซินลงได้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังคงถือหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมแบบเก่า โดยปล่อยให้จักรพรรดิและขุนนางเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนและประเทศชาติ ช่องว่างระหว่างราชสำนักกับประชาชนทำให้การร่วมมือกันต่อต้านฝรั่งเศสไม่มีประสิทธิภาพ

ประการที่สี่ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังมีไม่มากนัก เพราะฝรั่งเศสยังไม่สามารถจัดวางระบบได้อย่างเต็มที่ ประชาชนจึงไม่ได้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากเหมือนในระยะต่อมา

ประการที่ห้า บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพยายามใช้องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อต้านฝรั่งเศส(21) แต่เมื่อฝรั่งเศสมักจะเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ด้อยคุณภาพมาเป็นจักรพรรดิ และอาศัยสถาบันนี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ในเวียดนาม จึงทำให้ความศรัทธาในองค์จักรพรรดิเสื่อมลงจนไม่สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนได้อีก

จากความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชาวเวียดนาม ปัญญาชนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อสถาบันการปกครองของเวียดนามในช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคม และเริ่มตระหนักว่าการเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสด้วยกำลังโดยตรงเช่นเดียวกับที่เคยต่อต้านจีนมานับพันปี คงไม่ประสบความสำเร็จโดยง่าย เนื่องจากฝรั่งเศสมีอำนาจและความก้าวหน้าเหนือกว่าเวียดนามมาก อีกทั้งระบบของเวียดนามแต่เดิมเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และการต่อสู้ตามแนวทางเดิมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ พวกเขาจึงมองหาแนวทางใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางที่จะสถาปนาประชาคมเวียดนามในรูปแบบใหม่ด้วย(22)

ชาวเวียดนามมีโอกาสรับรู้แนวความคิดและเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อต้านระบบอาณานิคมจากภายนอกน้อยมาก เพราะฝรั่งเศสพยายามปิดกั้น โดยไม่ยอมให้แนวความคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อระบบอาณานิคมแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนเวียดนามสามารถเรียนรู้แนวความคิดตะวันตกได้โดยผ่านช่องทางอื่นๆ ช่องทางที่สำคัญคือการเรียนรู้ผ่านงานเขียนของปัญญาชนชาวจีนที่เผยแพร่เข้าสู่เวียดนามทางตอนเหนือของประเทศ และการเรียนรู้จากการที่ชาวเวียดนามได้เดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง

แนวความคิดของนักปฏิรูปชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อปัญญาชนเวียดนามมากที่สุดคือ แนวความคิดของคังยู่เหวย (K’ang Yu-wei) และเหลียงฉี่เฉา (Liang Ch’i-ch’ao) ทั้งคู่มีแนวคิดเช่นเดียวกับนักปฏิรูปของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียและแอฟริกาว่าจะต้องสร้างประชาคมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ชาติรอดพ้นจากอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยกระตุ้นให้ขบวนการปฏิรูปมุ่งฟื้นฟูสังคมจากสังคมดั้งเดิมตามจารีตประเพณี ให้กลายเป็นสังคมที่ทันสมัย

ในขณะที่ปัญญาชนเวียดนามเปิดรับแนวความคิดจากภายนอกมากขึ้น แนวความคิดเรื่องความรักชาติและชาตินิยมในเวียดนามก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมชาวเวียดนามจะแสดงความรู้สึกในลักษณะของ “ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์” (trung quan) ขณะที่ “ชาติ” (quoc) เป็นส่วนหนึ่งของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์เป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นเมื่อจงรักภักดีต่อกษัตริย์ก็เท่ากับรักชาติด้วย แต่ในช่วงศตวรรษที่ 20 กษัตริย์มีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ความรู้สึก “รักชาติ” (ai quoc) เข้ามาแทนที่ โดยมีความคิดว่ากษัตริย์เป็นเพียงผู้นำที่มีอำนาจ เมื่อสิ้นอำนาจ กษัตริย์หรือผู้นำนั้นก็ต้องจากไป หากแต่ชาติจะต้องดำรงคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง(23)

ความพอใจของนักปราชญ์เริ่มที่จะไม่หยุดอยู่แค่เพียงการต่อต้านการรุกราน และสนับสนุนอิสรภาพของชาติภายหลังการก่อตั้งรัฐบาลกษัตริย์และอุดมการณ์ขงจื้อเช่นในอดีตเท่านั้น พวกเขาเริ่มยื่นข้อเสนอแผนการสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและอุดมการณ์ โดยกลุ่มนักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็นฝ่ายที่ยึดถือประเพณีโบราณ และเสนอแผนการปฏิรูปต่อรัฐบาลอาณานิคม ส่วนอีกฝ่ายเริ่มแสวงหาแนวทางการต่อสู้และอุดมการณ์ใหม่ พร้อมๆ กับเตรียมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ(24)

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีขบวนการชาตินิยมในความเข้าใจ “ชาติ” แบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ผู้นำขบวนการผู้รักชาติในระยะแรกมักจะเป็นผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ต่อต้านฝรั่งเศสของขบวนการเกิ่นเวือง ผู้นำคนสำคัญที่สุดคือ ฟานโบ่ยเจิว (Phan Boi Chau) ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1900 ได้เริ่มปรับแนวทางการต่อสู้ใหม่ โดยจัดตั้งขบวนการยวีเตินเห่ย (Duy Tan Hoi) ขึ้นเมื่อปี 1904 โดยมีเจ้าชายเกื่องเดะเป็นประธาน เหตุที่ฟานโบ่ยเจิวเลือกเชื้อพระวงศ์มาเป็นผู้นำขบวนการก็เพราะต้องการได้รับการสนับสนุนจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่า ขบวนการยวีเตินเห่ยมีการกล่าวถึงแนวความคิด “รักชาติ” ตามความเข้าใจในปัจจุบันเป็นครั้งแรก(25) และมีแนวทางต่อต้านฝรั่งเศสด้วยวิธีรุนแรง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ฟานโบ่ยเจิวได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการต่อต้านฝรั่งเศส เขาเป็นบุคคลที่ฝรั่งเศสถือว่าเป็นนักปฏิวัติที่อันตรายมากที่สุด(26) วิถีชีวิตทางการเมืองของเขาสิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกจับตัวในปี 1925

“จุดจบในวิถีของเขาแสดงให้เห็นความล้มเหลวของขบวนการปฏิวัติ ซึ่งเป็นขบวนการที่ได้รับแรงกระตุ้นทางการเมืองจากชนชั้นสูงในชาติแต่เพียงอย่างเดียว ในฐานะที่โจ (เจิว) เป็นผู้ก่อตั้ง เขาไม่เพียงละเลยปัญหาที่จะเข้าถึงชาวนาที่อดอยากและกระวนกระวายโดยตรง แต่ละเลยการขยายตัวออกเป็นการปฏิวัติประชาชน…”(27)

อย่างไรก็ตาม ยังมีขบวนการผู้รักชาติบางกลุ่มที่เห็นว่าควรจะร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาเวียดนามทั้งในด้านการเมืองและสังคม ซึ่งนำโดยฟานจูตรินห์ (Phan Chu Trinh) ฟานจูตรินห์ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง เขาเห็นว่าการปฏิรูปโดยร่วมมือกับฝรั่งเศสเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะเวียดนามยังมีระดับวัฒนธรรมที่ต่ำกว่ายุโรป และยังไม่พร้อมที่จะนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ในปี 1906 ฟานจูตรินห์ทำหนังสือเปิดผนึกถึงข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ เพื่อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสทำการปฏิรูปเวียดนาม โดยเฉพาะให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์และระบบราชการแบบจีน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวทั้งสองแนวทางต่างก็ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลไกการปราบปรามของฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพสูง และถึงแม้ว่าการจัดองค์กรของนักชาตินิยมในช่วงนี้จะมีระบบมากกว่าขบวนการเกิ่นเวืองในอดีต แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจของฝรั่งเศส เพราะการที่ไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ชาวเวียดนามได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนยังได้รับอิทธิพลจากแนวทางการต่อสู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการลุกฮือเป็นจุดๆ มากกว่าการวางแผนปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ(28)

การเข้ามาของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

ในขณะที่นักชาตินิยมในช่วงแรกรับแนวคิดมาจากจีน ขบวนการผู้รักชาติในระยะต่อมาก็มีโอกาสได้ศึกษาแนวความคิดของตะวันตกจากหนังสือที่ลักลอบส่งมาจากยุโรปหรือมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนในฝรั่งเศส ชาวเวียดนามที่ถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลอดจนชาวเวียดนามที่ทำงานให้กับฝรั่งเศสและมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ จากการได้เรียนรู้แนวคิดของตะวันตก ทำให้พวกเขาจำนวนหนึ่งต้องการให้เวียดนามมีเอกราชและก้าวหน้าแบบตะวันตก การเคลื่อนไหวหนึ่งก็คือ การก่อตั้งพรรครัฐธรรมนูญขึ้นในปี 1923 โดยพรรคเรียกร้องให้มีกฎหมายหนังสือพิมพ์ที่เสรีมากขึ้น ให้โอกาสชาวเวียดนามมีตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้น ให้กำหนดคุณสมบัติในการทำงานด้านกฎหมายที่เปิดกว้างมากขึ้น ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝรั่งเศสเท่าไรนัก

กลุ่มนักชาตินิยมที่สำคัญกลุ่มหนึ่งคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผู้นำคนสำคัญคือ เหงียนอ๊ายก๊วก (Nguyen Ai Quoc) ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า โฮจิมินห์ ถึงแม้กลุ่มนี้จะรวมตัวกันเป็นองค์กรในปี 1925 แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมีองค์การคอมมิวนิสต์สากลหรือโคมินเทิร์น (Comintern)(29) เป็นผู้ประสานงาน

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เริ่มเข้าสู่เวียดนามตั้งแต่ปี 1903 เมื่อมีการประชุมพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (The Russian Social Democratic Workers Party) เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพทั้งในรัสเซียและในหลายประเทศรวมทั้งเวียดนาม(30) มีหลักฐานบ่งชี้ว่า โฮจิมินห์น่าจะเริ่มศึกษาแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 1919 ระหว่างที่อยู่ในฝรั่งเศส เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ (Tours) ซึ่งจะจัดขึ้นในปีต่อมา อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ยืนยันว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างแน่นอนคือ รายงานของทางการฝรั่งเศสในปี 1920 ที่ระบุว่าฝรั่งเศสเนรเทศชาวรัสเซียออกจากอินโดจีน เพราะนำแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินเข้าไปเผยแพร่ในไซ่ง่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1920 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการคือ การขยายตัวของแนวความคิดสากลนิยมในขบวนการคอมมิวนิสต์ยุโรป และความพยายามแสวงหาแนวทางการต่อสู้แบบใหม่ของนักชาตินิยมเวียดนาม(31)

โฮจิมินห์เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดานักชาตินิยมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดคอมมิวนิสต์ บทเรียนทางการเมืองที่สำคัญของโฮจิมินห์มี 2 ช่วง ช่วงแรกคือในระหว่างที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส ในปี 1919 เขาได้ยื่น “ข้อเรียกร้องของชาวอันนัม” (Revendications du Peuple Annamite) ต่อที่ประชุมสันติภาพแวร์ซายส์ หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ข้อเรียกร้องของเขาได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือเลอเปิ้ปป์ (Le Peuple – ประชาชน) แต่ข้อเรียกร้องของประชาชนในประเทศอาณานิคมก็ไม่ได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจแต่อย่างใด โฮจิมินห์จึงได้ข้อสรุปว่าจะไม่มีการประนีประนอมระหว่างเจ้าอาณานิคมและดินแดนอาณานิคม ตลอดจนการโค่นล้มระบบอาณานิคมจำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรง ช่วงที่สองคือ เมื่อเขาเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ ในเดือนธันวาคม ปี 1920 และได้ร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสที่แยกตัวออกจากพรรคสังคมนิยม

โฮจิมินห์มีความประทับใจเลนินในฐานะที่เป็นผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ และเริ่มศึกษางานของเลนินในปี 1920 โดย “แนวความคิดเกี่ยวกับปัญหาแห่งชาติและอาณานิคม” ของเลนินมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของเขาอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสจัดตั้งสหภาพของชาวอาณานิคมขึ้นในฝรั่งเศส โดยเขาเป็นผู้เขียนคำประกาศ มีความตอนหนึ่งว่า

“ในการเอาหลักลัทธิมาร์กซ์มาใช้ ประชาชนจะต้องได้รับการปลดปล่อย ในการจัดตั้งสันนิบาต (สหภาพ) ประเทศอาณานิคม โดยความสนับสนุนของสหายในประเทศใหญ่ที่เห็นอกเห็นใจต่อความปรารถนาของเรา สิ่งนี้มีความหมายเอื้ออำนวยต่อท่านทั้งหลาย ในการที่จะปลกแอกประเทศชาติของท่าน สันนิบาต (สหภาพ) นี้ ตั้งขึ้นในฝรั่งเศส โดยประชาชนจากประเทศอาณานิคมที่มีจิตสำนึกต้องการปฏิวัติ”(32)

นอกจากนี้ ในปี 1921 โฮจิมินห์ยังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อ เลอ ปาเรีย (Le Paria) นอกจากจะเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในหมู่ชาวอาณานิคมในฝรั่งเศสโดยเฉพาะชาวเวียดนามแล้ว เลอ ปาเรีย ยังถูกส่งไปเผยแพร่อย่างลับๆ ในประเทศอาณานิคมอื่นๆ ด้วย เลอ ปาเรีย ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวเวียดนาม และมีอิทธิพลในการปลุกระดมมวลชนสูง ชาวเวียดนามในเมืองแม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ในรัสเซีย อีกทั้งยังได้รู้จักแนวคิดมาร์กซ์-เลนินในฐานะที่เป็นเครื่องมือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้จึงเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเวียดนามหัวก้าวหน้า

จะเห็นว่าการเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในระยะแรกยังจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชาวเวียดนามที่รู้ภาษาฝรั่งเศส และยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการแปลแนวคิดดังกล่าวเป็นภาษาเวียดนามแล้วส่งกลับมาเผยแพร่ในเวียดนาม จนกระทั่งกลางปี 1923 โฮจิมินห์ได้ลอบเข้าไปในโซเวียตเพื่อร่วมประชุมชาวนาชาวไร่สากลที่กรุงมอสโก ในระหว่างการประชุม เขาได้รับเลือกเป็นตัวแทนชาวนาของประเทศอาณานิคม และแปลคำประกาศของการประชุมเป็นภาษาเวียดนามส่งกลับไปยังประเทศของตน ในปีต่อมา เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซ์-เลนินเป็นภาษาเวียดนามอีก 2 ชิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวความคิดคอมมิวนิสต์เริ่มเผยแพร่อย่างจริงจังในเวียดนามราวกลางทศวรรษ 1920(33)

แม้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กระแสหลักจะเข้าสู่เวียดนามผ่านขบวนการโคมินเทิร์นและโฮจิมินห์ แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่าขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet – เวียดนามใหม่) ก็ได้รับอุดมการณ์มาร์กซิสม์เช่นกันโดยไม่ผ่านโคมินเทิร์น พรรคนี้ก่อตั้งราวปี 1925 โดยเป็นที่รวมของนักศึกษาและอดีตนักโทษการเมือง แต่ก็เป็นการรับรู้ที่จำกัด เนื่องจากฝรั่งเศสกวดขันอย่างเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้เอกสารเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสม์เผยแพร่เข้าสู่อาณานิคม หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงข่าวการปฏิวัติบอลเชวิคหรือสถานการณ์ในโซเวียต อย่างไรก็ตาม เมื่อโฮจิมินห์จัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์ขึ้นครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากโคมินเทิร์น อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็มีโอกาสเผยแพร่สู่ชาวเวียดนามได้มากขึ้น

จุดกำเนิดของขบวนการคอมมิวนิสต์

ผู้นำในขบวนการต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสในเวียดนามมีทั้งผู้นำเดิมของเวียดนามที่สูญเสียอำนาจและกลุ่มปัญญาชน โดยปรากฏออกมาในรูปของขบวนการผู้รักชาติรูปแบบต่างๆ แต่ต่อมาก็พบว่าขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ไม่สามารถต่อต้านฝรั่งเศสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นขบวนการที่อาศัยชนชั้นสูงชาวเวียดนามเป็นหลัก มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการระดมพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เมื่อขบวนการชาตินิยมดังกล่าวถูกฝรั่งเศสกำจัด จึงเหลือเพียงขบวนการคอมมิวนิสต์ซึ่งได้เปรียบขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในเวียดนามตรงที่สามารถรวมตัวกันได้อย่างกว้างขวางและค่อนข้างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการที่จะต้องสืบทอดภารกิจต่อไป

ฝรั่งเศสได้ทำลายอารยธรรมดั้งเดิมของเวียดนามไปจนแทบจะหมดสิ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนเวียดนามจากสังคมหมู่บ้านที่เป็นปึกแผ่นและผสมผสานกลมกลืนกัน มาเป็นรัฐที่มีอำนาจควบคุมอย่างใกล้ชิดและเก็บภาษีอย่างเข้มงวด และการที่ฝรั่งเศสมีฐานสนับสนุนเพียงกลุ่มเจ้าที่ดินและขุนนางกลุ่มน้อย จึงเปิดโอกาสให้แนวความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนาม ซึ่งรวมทั้งอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินด้วย โฮจิมินห์นั้นเห็นว่าแนวคิดด้านเศรษฐกิจของเลนินสามารถนำไปสู่การปลดแอกอาณานิคมและนำมาซึ่งอำนาจรัฐ แนวคิดนี้ถือว่าขบวนการชาตินิยมที่ไม่ได้อยู่ในโลกตะวันตกมีศักยภาพที่จะเป็นพันธมิตรต่อต้านศัตรูร่วมกัน เลนินได้เสนอว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในสังคมก่อนอุตสาหกรรมควรจะร่วมมือกับพลังชาตินิยมอื่นๆ เพื่อดำเนินการปฏิวัติตามแนวทางประชาธิปไตยทุนนิยม หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จะแยกตัวเองออกมาเพื่อดำเนินการปฏิวัติในขั้นต่อไปตามแนวทางสังคมนิยม(34)

ภารกิจแรกในการดำเนินงานปฏิวัติคือ การจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมการสนับสนุนจากกลุ่มพลังชาตินิยมในเวียดนาม โดยในปี 1925 โฮจิมินห์จัดตั้ง “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือแทนห์เนียน (Viet Nam Thanh Nien Cach Menh Dong Chi Hoi – Thanh Nien) ขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ประกอบด้วยผู้ลี้ภัยกลุ่มย่อยๆ ในจีนตอนใต้ อดีตสมาชิกของกลุ่มขบวนการผู้รักชาติอื่นๆ และนักศึกษาปัญญาชน เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์และฝึกอบรมชาวเวียดนามให้กลับไปปฏิบัติการในประเทศ โดยเยาวชนชาวเวียดนามจะถูกส่งไปประเทศจีนเพื่อฝึกหัดวิธีการปฏิวัติ ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งกลับเวียดนามเพื่อวางรากฐานขบวนการปฏิวัติภายในประเทศ ในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี แทนห์เนียนก็สามารถสร้างองค์กรใต้ดินที่มีสมาชิกหลายพันคน

การจัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์นับเป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญสำหรับการต่อต้านฝรั่งเศส แต่เดิม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นเพียงแนวความคิดที่เผยแพร่ในหมู่ชาวเวียดนามจำนวนน้อย และมิได้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน โฮจิมินห์ตระหนักดีว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสภาพดังกล่าว เนื่องจากการปฏิวัติจะต้องเป็นการรวมพลังกันของปัจเจกชน และหากปราศจากการจัดตั้งองค์กรก็จะไม่มีการปฏิวัติ(35)

การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามในช่วงปี 1925-1930 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การต่อต้านฝรั่งเศส เพราะนอกจากขบวนการนี้จะเสนออุดมการณ์ใหม่แล้ว ยังมีวิธีการต่อสู้ที่ชัดเจนกว่าขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในอดีต ดังที่ปรากฏในข้อเขียนของโฮจิมินห์ในหนังสือชื่อ แนวทางปฏิวัติ (Duong Kach Menh – เดื่องแก๊จแหม่นห์) ซึ่งเน้นถึงหลัก 3 ประการดังนี้(36)

1. การปฏิวัติเป็นหน้าที่ของมวลชนผู้เป็นชาวนาและกรรมกร และมิใช่เป็นของวีรบุรุษไม่กี่คน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมมวลชนให้เข้าร่วมในการปฏิวัติ

2. เพื่อให้ประสบความสำเร็จ การปฏิวัติจำเป็นต้องมีพรรคมาร์กซ์-เลนินเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องก่อตั้งพรรคในรูปแบบใหม่

3. การปฏิวัติเพื่อชาติจำเป็นต้องจัดร่วมไปกับการปฏิวัติในโลก และชาวเวียดนามต้องกระทำการร่วมกันพร้อมกับชนชั้นกรรมกรทั่วโลก

ความสำเร็จของขบวนการคอมมิวนิสต์นั้นเนื่องมาจากความชัดเจนของทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินที่เน้นการปฏิบัติ และความสามารถของนักปฏิวัติชาวเวียดนามที่สามารถปรับทฤษฎีดังกล่าวให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางสังคมของเวียดนาม การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามจะเน้นเรื่องคุณธรรมมาก การฝึกอบรมสมาชิกของขบวนการจึงเน้นที่ความมัธยัสถ์ ความยุติธรรม ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความถ่อมตน และจิตสำนึกแห่งการเสียสละ ในปี 1925 ขบวนการแทนห์เนียนประกาศว่า สมาชิกของขบวนการต้องปฏิญาณว่าจะเสียสละเจตจำนงส่วนตัว ผลประโยชน์ส่วนตัว และชีวิตของตัว เพื่อการปลดปล่อยชาติเป็นอันดับแรก (โค่นล้มระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสและนำเสรีภาพมาสู่ประชาชน) และเพื่อการปฏิวัติโลกในลำดับต่อไป (โค่นล้มระบบทุนนิยมและสถาปนาระบบสังคมนิยม)

การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญอีกประการคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่เน้นเรื่องการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพอย่างเคร่งครัดตามทฤษฎี พวกเขาถือว่าการปฏิวัติเวียดนามจะต้องปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยม เนื่องจากในระยะนั้นผู้นำของขบวนการเชื่อว่าเวียดนามยังไม่พร้อมที่จะปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ความจำเป็นของเวียดนามคือปัญหาเรื่องเอกราชและปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน เมื่อขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอประเด็นดังกล่าว จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับล่างของสังคม และแนวคิดการปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคมก็ได้พัฒนาเป็นแนวคิด “การปฏิวัติทวิภาค” (Dual Revolution) ซึ่งกลายเป็นแนวทางหลักของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนในเวลาต่อมา(37)

ขบวนการแทนห์เนียน

ขบวนการแทนห์เนียนนับเป็นก้าวแรกของขบวนการคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม แต่ก็ยังไม่ใช่รูปแบบของขบวนการคอมมิวนิสต์ตามแนวคิดของเลนินอย่างสมบูรณ์ โคมินเทิร์นประเมินว่าเวียดนามยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการปฏิวัติ เพราะเวียดนามยังไม่มีขบวนการชาตินิยมที่เข้มแข็ง และเห็นว่าเวียดนามควรจัดตั้งองค์กรที่มีผู้นำเป็นมาร์กซิสต์และมีเป้าหมายในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนทุกชนชั้นขึ้นมาเสียก่อน ในปี 1924 โฮจิมินห์ได้รับมอบภารกิจจากโคมินเทิร์นให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคอยให้คำแนะนำสำหรับการก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้นในอินโดจีน(38)

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1925 โฮจิมินห์ก็ก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้น โดยมีสมาชิก 9 คน หลังจากนั้นเขาก็ขยายองค์กรขึ้นเป็น 3 ระดับ องค์กรแรกเป็นองค์กรระดับนานาชาติ คือ “สมาคมผู้กูกกดขี่แห่งเอเชีย” โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับชาวเกาหลี จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย ภายใต้แรงผลักดันจากโคมินเทิร์น เพื่อที่จะจัดตั้ง “ขบวนการคอมมิวนิสต์ของเอเชียทั้งมวล” (Pan-Asian Communist Movement) แต่สมาคมนี้ก็ไม่มีบทบาทมากนัก และสลายตัวลงอย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกันนั้นเอง
องค์กรที่สองคือ “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือ “แทนห์เนียน” ก่อตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1925 และองค์กรสุดท้ายคือ “สันนิบาตคนหนุ่มคอมมิวนิสต์” (Thanh Nien Cong San Doan) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของขบวนการแทนห์เนียน มีสมาชิกประมาณ 6-8 คน(39)

ภารกิจที่สำคัญของขบวนการแทนห์เนียนมี 3 ประการ ประการแรกคือ การเผยแพร่และอบรมอุดมการณ์แก่สมาชิก มีการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อการปฏิวัติขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง และเปิดหลักสูตรการอบรมทางการเมืองเพื่อการปฏิวัติของเวียดนาม ประการที่สองคือ การเคลื่อนไหวในอินโดจีนและไทย โดยการตั้งหน่วยงานของขบวนการขึ้นตามโรงงานและเขตนิคมการเกษตร เพื่อทำการปลุกระดมและกระตุ้นจิตสำนึกของมวลชน ภารกิจประการสุดท้ายคือ การก่อความไม่สงบและการโฆษณาชวนเชื่อภายในอินโดจีน

นอกจากขบวนการแทนห์เนียนแล้ว ยังมีขบวนการชาตินิยมที่สำคัญอีกอย่างน้อย 2-3 ขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในระยะเวลาเดียวกัน ขบวนการแรกคือ ขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติใหม่) ซึ่งเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เดิมมีชื่อว่า ฝุกเหวียด (Phuc Viet – การฟื้นฟูเวียดนาม) ต่อมาเมื่อรับแนวคิดมาร์กซิสม์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น เหวียดนามแก๊กเหม่นด๋าง (Vietnam Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติเวียดนาม) ในปี 1926 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นขบวนการเตินเหวียดในปี 1958

อีกขบวนการหนึ่งก็คือ พรรคชาตินิยมเวียดนาม (Viet Nam Quoc Dan Dang) ตั้งขึ้นเมื่อปี 1927 พรรคนี้เป็นที่รวมของกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ข้าราชการในชนบท และนักชาตินิยม โดยได้รับอิทธิพลมาจากพรรคก๊กมินตั๋งในประเทศจีน จึงมีแนวโน้มต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และมีเป้าหมายในการแสวงหาเอกราชและจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย พรรคชาตินิยมเวียดนามมุ่งสร้างเอกภาพของชาติตามทัศนะของชนชั้นกลางเป็นสำคัญ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของชาวนาและกรรมกร แนวทางการต่อสู้คือการก่อความไม่สงบและต่อต้านฝรั่งเศสด้วยอาวุธทางภาคใต้ของเวียดนามก็มีขบวนการทางการเมืองและศาสนา คือสมาคมกาวด่าย (Cao Dai) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้นับถือศาสนาต่างๆ รวมไปถึงลัทธิบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีวิญญาณ องค์กรนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวนา เนื่องจากสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวเวียดนามในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ

เชิงอรรถ

19. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 37

20. เรื่องเดียวกัน, น. 40-42

21. ต่อเรื่องนี้ โจเซฟ บัตตินเจอร์ ได้กล่าวถึงข้าราชการ (ที่เต็มไปด้วยเล่ห์อุบาย) 2 คน ในสภาผู้สำเร็จราชการ คือโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) และเหงียนวันเตื่อง (Nguyen Van Tuong) ว่าทั้งสองจัดการแต่งตั้งและปลดจักรพรรดิถึง 3 พระองค์นับตั้งแต่พระเจ้าตื่อดึ๊กสวรรคต และในปี 1885 ก็จัดการให้จักรพรรดิฮัมงีเป็นหัวหน้ากบฏ เพื่อทำการลดอำนาจการปกครองของฝรั่งเศสในบางพื้นที่ของอันนำ ดู โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 111

22. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 45

23. เรื่องเดียวกัน, น. 49

24. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 183

25. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 4, น. 49

26. เรื่องเดียวกัน, น. 52

27. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 119

28. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 58

29. โคมินเทิร์น ก่อตั้งเมื่อปี 1919 ภายหลังการปฏิวัติบอลเชวิคในรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1917 เพื่อเป็นสถาบันส่งเสริมการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย มีที่มาจากแนวคิดสากลนิยมของเลนิน ที่เห็นว่ากลุ่มชาตินิยมในประเทศอาณานิคมก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านทุนนิยมโลกเช่นกัน

30. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 59

31. เรื่องเดียวกัน, น. 60

32. วินัย คุณอุดม (บรรณาธิการ), โฮจิมินห์ (สำนักพิมพ์ประกายพรึก, ไม่ระบุปีที่พิมพ์), น. 32

33. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 66

34. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 93

35. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68

36. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 207

37. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68-71

38. เรื่องเดียวกัน, น. 74

39. เรื่องเดียวกัน, น. 74

การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนามฯ (1)

August 31, 2006

บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานเรื่องเดียวกันที่เสนอต่อ อ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวิชา ร. 430 ชนชาติ วัฒนธรรม และปัญหาการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การรุกรานของฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาในเวียดนามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยตามหลังโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ซึ่งเข้ามาทำการค้าในภูมิภาคนี้อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม การค้าของชาวตะวันตกในเวียดนามนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อังกฤษต้องปิดสำนักงานการค้าในฮานอยในปี 1697 ฮอลันดาปิดในปี 1700 มีเพียงโปรตุเกสที่ยังคงเดินเรือระหว่างมาเก๊าและเวียดนามต่อไป แต่ก็อยู่ในวงที่แคบลงมาก(1)

หลังจากพ่อค้าจากยุโรปพวกสุดท้ายออกจากเวียดนามไปในปี 1700 แล้ว กลุ่มที่มีบทบาทต่อมาก็คือ นักเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่มีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ มีการตั้ง “สมาคมโพ้นทะเล” ขึ้นในปี 1658 เพื่อทำหน้าที่ส่งคณะเผยแพร่ศาสนามายังเวียดนาม โดยความร่วมมือของสถาบันกษัตริย์ กองทัพเรือ และบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส (The French East India Co.)(2)

อย่างไรก็ตาม ความพยายามเผยแพร่ศาสนาดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากในระยะนั้นเกิดความไม่สงบขึ้นในเวียดนาม ตั้งแต่สงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลเหวียน (Nguyen) กับตระกูลตรินห์ (Trinh) จนถึงกบฏไตเซิน (Tay Son) แต่สำหรับฝรั่งเศสแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสเห็นว่าเวียดนามเป็นเพียงทางผ่านไปยังจีนเท่านั้น โดยมีการวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนามนั้นนอกจากความต้องการวัตถุดิบและตลาดในเวียดนามแล้ว ฝรั่งเศสยังต้องการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านเข้าสู่จีนผ่านทางแม่น้ำโขง เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและเป็นที่สนใจของชาติตะวันตกในขณะนั้น(3) ในช่วงแรกฝรั่งเศสจึงยังไม่ได้เข้ามาจัดการควบคุมเวียดนามอย่างเต็มที่ บทบาทของชาวฝรั่งเศสในการขยายอำนาจในเวียดนาม จึงมีเพียงบทบาทของพ่อค้าเอกชนร่วมกับนายทหารในกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในเขตทะเลจีนใต้เท่านั้น(4)

ฝรั่งเศสเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อบาทหลวงปิโย เดอ บาแอนน์ (Pigneau de Bahaine) นำกองทหารเข้าช่วยเหลือเหวียนแอ๊นท์ (Nguyen Anh) ปราบกบฏไตเซินได้สำเร็จ และเหวียนแอ๊นท์สามารถสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลอง (Gia Long) แห่งราชวงศ์เหวียนในปี 1802 โดยจักรพรรดิยาลองได้ตอบแทนฝรั่งเศสด้วยการอนุญาตให้เผยแพร่คริสต์ศาสนาได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งก็มีชาวเวียดนามหันไปเข้ารีตเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในหมู่คนยากจน จนเกิดเป็นความขัดแย้งทางความคิดในสังคมเวียดนาม โดยเฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง (Minh Mang) ซึ่งจักรพรรดิและขุนนางมองว่าคริสต์ศาสนาเป็นของ “ต่างชาติ” และแตกต่างจากพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเวียดนาม

นอกจากนี้ การเผยแพร่คริสต์ศาสนายังอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจของจักรพรรดิ เนื่องจากอุดมการณ์ณ์ขงจื้อนั้นยกย่องจักรพรรดิเป็นประมุขทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไม่มีองค์กรศาสนามายุ่งเกี่ยว แต่คริสต์ศาสนาได้แยกประมุขทางโลกกับทางธรรมออกจากกัน โดยมีประมุขทางธรรมคือพระสันตะปาปา ทำให้จักรพรรดิมิได้มีฐานะสูงสุดเพียงผู้เดียวอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น คริสต์ศาสนายังพยายามรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนและขยายอิทธิพลกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้นำของเวียดนามเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของเวียดนาม(5)

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำของเวียดนามจึงไม่ยินยอมให้การเผยแพร่ศาสนาทำได้อย่างเสรี มีการดำเนินการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาของฝรั่งเศสอย่างจริงจัง ทำให้นักสอนศาสนาและประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ในปี 1825 ในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง มีการออกพระราชกฤษฎีกาประณาม “ศาสนาวิตถารของชาวยุโรป” ว่าเป็น “การทำให้จิตใจคนเลวลง” ระหว่างปี 1833-1838 นักสอนศาสนา 7 คนถูกตัดสินประหารชีวิต(6) ในขณะเดียวกัน การเผชิญหน้ากับชาวตะวันตกก็เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ในปี 1847 ซึ่งเป็นปีแรกในรัชสมัยของจักรพรรดิตื่อดึ๊ก (Tu Duc) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม พระองค์เน้นการปิดประเทศเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของต่างชาติ มีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม ฝรั่งเศสจึงอ้างเหตุเหล่านี้เข้ารุกรานเวียดนาม โดยเข้าโจมตีเมืองตูราน (Tourane) หรือเมืองดานัง (Danang) ในปัจจุบัน เป็นแห่งแรก และเริ่มยึดครองดินแดนส่วนอื่นๆ เรื่อยมา ฝรั่งเศสใช้การบังคับให้ราชสำนักยินยอมทำสนธิสัญญา จนกระทั่งเวียดนามต้องลงนามในสนธิสัญญายอมรับอำนาจของฝรั่งเศสในดินแดนของตนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1883 ระยะเวลา 900 ปีแห่งเอกราชของอาณาจักรเวียดนามจึงสิ้นสุดลง

การลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ แน่นอนว่าเป็นการถูกกดขี่บังคับมากกว่าโดยสมัครใจ ประชาชนหรือข้าราชการชาวเวียดนามต่างก็ไม่ต้อนรับการเข้ามายึดครองของฝรั่งเศส เมื่อมีการออกแถลงการณ์การสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กที่สวรรคตไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทางราชสำนักจึงแสดงความปรารถนาที่จะกู้เอกราชคืน โดยในแถลงการณ์มีข้อความตอนหนึ่งว่า “พระเจ้าตื่อดึ๊กสิ้นพระชนม์เพราะความเสียพระทัยที่ชนต่างชาติเข้ามารุกรานและทำลานอาณาจักรของพระองค์ และพระองค์สิ้นพระชนม์พร้อมด้วยมีพระราชดำรัสสาปแช่งผู้รุกราน หัวใจทุกดวงจงรำลึกถึงพระองค์ และแก้แค้นให้เป็นพระราชานุสรณ์แด่พระองค์เถิด”(7)

การก่อตั้งรัฐบาลอาณานิคม (ปี 1897-1918) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ

ฝรั่งเศสยังคงต้องทำสงครามต่อไปจนกระทั่งถึงปี 1896 รัฐบาลอาณานิคมจึงสามารถสร้างฐานอำนาจขึ้นมาได้ การเข้ามาของระบบอาณานิคมฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาของผู้ปกครองใหม่ แต่เป็นการเข้ามาของระบบการเมือง การศึกษา วัฒนธรรม และค่านิยมแบบตะวันตก ตลอดจนเป็นการนำระบบเศรษฐกิจของเวียดนามเข้าไปผูกพันกับระบบเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ถึงแม้ว่าการยึดครองของฝรั่งเศสจะเป็นเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการถูกจีนยึดครองในอดีต แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเวียดนาม

นโยบายของฝรั่งเศสในอาณานิคม

ในด้านการเมืองการปกครอง ฝรั่งเศสได้ผนวกดินแดนลาวและกัมพูชารวมเข้ากับเวียดนามในปี 1862 เรียกว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” (French Indochina) จากนั้นก็แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 แคว้น ได้แก่ โคชินจีน อันนัม ตังเกี๋ย ลาว และกัมพูชา แคว้นโคชินจีนซึ่งอยู่ทางใต้ของเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสโดยตรง ในขณะที่แคว้นอื่นๆ เป็นรัฐอารักขาขึ้นต่อรัฐบาลกลางที่โคชินจีน การปกครองส่วนกลางที่โคชินจีนมีข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส (Governor) เป็นผู้ปกครอง และมีองคมนตรีกับสภาอาณานิคมทำหน้าที่เป็นสภาบริหารและสภานิติบัญญัติตามลำดับ ในขณะที่แคว้นอื่นๆ มีผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสซึ่งมีตำแหน่งที่เรียกชื่อต่างกันไปในแต่ละแคว้น กล่าวคือ Governor-General ในฮานอยและ Resident superieur ในตังเกี๋ยและอันนัม(8) โดยที่ฝรั่งเศสปกครองแบบกดขี่และใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกันหมดทุกแคว้น

โคชินจีนถูกแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัด แต่ละจังหวัดมีเจ้าหน้าที่บริหารชาวฝรั่งเศสคอยดูแล ส่วนในอันนัมและตังเกี๋ย ฝรั่งเศสจัดการปกครองทางอ้อม โดยส่งผู้สำเร็จราชการไปดูแล แต่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการบริหารภายใต้การแนะนำของชาวฝรั่งเศส และฝรั่งเศสจะไม่พยายามแทรกแซงโดยตรงนอกจากเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในอันนัมที่ฝรั่งเศสยังคงสถาบันจักรพรรดิ ราชสำนัก และขุนนางไว้ ควบคู่กับการบริหารของผู้สำเร็จราชการ

ฝรั่งเศสได้นำโครงสร้างการปกครองแบบตะวันตกเข้ามาแทนที่โครงสร้างการปกครองของชาวพื้นเมือง รัฐบาลกลางมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่หมู่บ้านในชนบทสูญเสียความสามารถในการปกครองตนเอง เกิดระบบอำนาจนิยมขึ้นในหมู่ข้าราชการ การปกครองของชาวเวียดนามถูกจำกัดหรือได้รับมอบหมายเพียงแต่งานรองๆ ฝรั่งเศสเป็นผู้ดูแลสภาเสนาบดีเวียดนาม และเสนาบดีแต่ละคนจะมีที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสกำกับดูแลอยู่ การปกครองอาณานิคมแบบใหม่ต้องการบุคลากรชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะในงานบริหารระดับต่ำ ซึ่งต้องทำหน้าที่ภายใต้แบบแผนของตะวันตกโดยไม่มีการคำนึงถึงภูมิหลังทางสังคมและงานเดิม แต่คำนึงถึงคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการทำงานเป็นสำคัญ ผลก็คือผู้ที่เคยมีฐานะสูงในสังคมเดิมเกิดความไม่พอใจที่ถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะบรรดาขุนนางขงจื้อที่กลายเป็นกลุ่มที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม(9)

ความต้องการบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ของระบบอาณานิคม ทำให้มีความจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมแบบตะวันตก มีการตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยซึ่งเปิดสอนโดยคณะมิชชันนารีหรือรัฐบาลของระบบอาณานิคม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเวียดนามคือข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ (Paul Beau) ซึ่งจัดตั้งสภาส่งเสริมการศึกษาพื้นเมืองขึ้นเมื่อปี 1906 เพื่อวางระบบการศึกษาแบบใหม่ ต่อมาในปี 1915 ก็ล้มเลิกระบบการสอบชิงตำแหน่งขุนนางตามประเพณีเดิม ระบบการศึกษาตามประเพณีถูกแทนที่ด้วยระบบที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาคนงานและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่ำๆ ในรัฐบาลอาณานิคม โดยใช้ภาษาฝรั่งเศสในการเรียนการสอน

ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการศึกษาแบบใหม่ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมแพร่หลายขึ้นในหมู่นักศึกษา จนฝรั่งเศสต้องสั่งปิดมหาวิทยาลัยฮานอยชั่วคราวในปี 1908(10) นอกจากนี้ การศึกษาในเวียดนามก็ไม่ได้ขยายตัวอย่างทั่วถึง เพราะรัฐบาลอาณานิคมพยายามจำกัดการขยายการศึกษา ผู้ที่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเพียงคนส่วนน้อยของสังคม เยาวชนกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ และหลังจากก่อตั้งมาได้ 30 ปี มหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษาเพียง 600 คนเท่านั้น(11) ขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านระบบการศึกษาแบบเก่า ทำให้ไม่สามารถทำงานภายใต้ระบบอาณานิคมได้ เหล่าปัญญาชนขงจื้อที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการปกครองของฝรั่งเศสเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้นำขบวนการชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสในเวลาต่อมา(12)

การปกครองระบบอาณานิคมนั้นเน้นสร้างความแข็งแกร่งของรัฐบาลกลาง ถึงแม้จะเกิดกบฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อันแสดงให้เห็นว่าขบวนการชาตินิยมยังคงดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่ด้วยทหารฝรั่งเศสเพียง 11,000 คน กับกองทหารเวียดนามอีก 5,000 คน และตำรวจรักษาความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่ง ก็สามารถปกครองชาวเวียดนามถึง 24 ล้านคนได้ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ใช้วิธีการที่โหดร้ายทารุณเพื่อรักษาความสงบภายใน โดยเฉพาะเพื่อปราบปรามพวกชาตินิยมชาวเวียดนาม คนงาน และชาวนาที่คิดกบฏ

ในด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสเริ่มแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างเต็มที่ในช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1919-1929) โดยในช่วงแรกฝรั่งเศสยังไม่ได้จัดระบบเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างชัดเจน จนในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ซึ่งฝรั่งเศสสามารถยึดครองโคชินจีนได้แล้ว ฝรั่งเศสจึงจัดสรรระบบที่ดินใหม่เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิครอบครองที่ดินมากขึ้น ใน 1863 ฝรั่งเศสประกาศให้ชาวเวียดนามที่อพยพไปในระหว่างสงครามย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนภายในเวลาที่กำหนด ถ้าหากที่ดินใดไม่มีผู้อ้างเป็นเจ้าของก็จะถูกริบคืนแผ่นดิน แต่ผลในทางปฏิบัติปรากฏว่าแม้ชาวเวียดนามจะกลับสู่ดินแดนของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ก็พบว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกแก่ชาวฝรั่งเศสไปก่อนหน้านั้นแล้ว

สำหรับในตังเกี๋ยและอันนัม ในปี 1888 ฝรั่งเศสสั่งให้จักรพรรดิออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกข้อบังคับที่จำกัดการครอบครองที่ดินของชาวฝรั่งเศสไว้ไม่เกิน 100 เอเคอร์ ทำให้ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้าไปครอบครองที่ดินในรัฐอารักขาดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง(13)

ในบริเวณที่ราบสูงภาคกลาง รัฐบาลอาณานิคมได้นำที่ดินมาแจกจ่ายให้กับชาวฝรั่งเศสผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและชาวเวียดนามที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ผลก็คือในระหว่างปี 1897-1913 ผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและบริษัทต่างๆ สามารถยึดครองที่ดินได้ถึง 470,000 เฮกตาร์ (306,000 เฮกตาร์ [1 เฮกตาร์ = 1.5 เอเคอร์] อยู่ในโคชินจีน)(14)

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสเร่งพัฒนาเวียดนามเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง ค่าเงินฟรังค์ที่ต่ำลงและการเก็งกำไรยางพาราในตลาดโลกทำให้ฝรั่งเศสเร่งมาลงทุนในอินโดจีน การลงทุนในเวียดนามขยายตัวทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในช่วงปี 1888-1918 ฝรั่งเศสนำเงินมาลงทุนในอินโดจีน 490 ล้านฟรังค์ และเพิ่มเป็น 4,000 ล้านฟรังค์ในช่วงปี 1919-1929 เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในด้านกิจการเหมืองแร่และสวนยางพารา เพื่อตักตวงเอาทรัพยากรธรรมชาติของเวียดนามส่งออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจของเวียดนาม เนื่องจากผลประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าครึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส และถึงแม้ฝรั่งเศสจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไว้หลายด้าน เช่น ถนน การชลประทาน ตลอดจนการตั้งสถาบันเพื่อการพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรและสถาบันการเงิน แต่ชาวเวียดนามกลับได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ชาวเวียดนามจำนวนมากกลายเป็นชาวนาที่ต้องเช่าที่ดินผู้อื่น หรือเป็นกรรมกรในโรงงานของชาวฝรั่งเศส

ปัญหาที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ของชาวเวียดนาม เนื่องจากที่ดินได้เปลี่ยนมือจากจักรพรรดิและขุนนางไปเป็นของชาวฝรั่งเศสหรือชาวเวียดนามที่เป็นพันธมิตรกับข้าราชการชาวฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสยังคงรักษาโครงสร้างระบบเจ้าที่ดินไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์หรือเก็บภาษีต่อไป ชนชั้นเจ้าของที่ดินมีจำนวน 3-5% ของประชากรทั้งหมด แต่ครอบครองที่ดินประมาณครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด ส่วนจำนวนชาวนานั้นมีประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมด(15) ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าได้กลายเป็นความขัดแย้งกันมากขึ้น เนื่องจากเจ้าของที่ดินสามารถกำหนดค่าเช่าในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ด้วยอัตราค่าเช่าถึงครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดที่ผลิตได้ ทำให้ชาวนากลายเป็นผู้มีหนี้สินมาก จากที่เคยมีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยก็กลายเป็นชาวนาผู้ไร้ที่ดิน เพราะถูกช่วงชิงไปหมด

ความทุกข์ยากของชาวเวียดนามยังถูกซ้ำเติมด้วยระบบภาษีของรัฐบาลที่เก็บเป็นเงินสดในอัตราที่แน่นอน โดยไม่มีการผ่อนปรนแม้ในยามที่เกิดทุพภิกขภัย ภาษีของรัฐบาลอาณานิคมมี 3 ประเภทคือ ภาษีรายหัว ภาษีที่ดิน และภาษีการผูกขาดเหล้าเกลือ ซึ่งอัตราภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้นไม่ว่าราคาของผลผลิตจะตกต่ำหรือไม่ก็ตาม หากปีใดผลผลิตตกต่ำ ชาวนาก็จะต้องจำนองหรือขายที่นาไปทีละส่วน เพื่อจ่ายภาษีและดอกเบี้ยเงินกู้

สภาพดังกล่าวจึงทำให้ชาวเวียดนามแทบจะไม่มีโอกาสทางการศึกษา จากที่แต่เดิม เด็กชายทุกคนไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจนก็มีโอกาสเป็นขุนนางได้ แต่ในสมัยเป็นอาณานิคม มีครอบครัวชาวนาไม่กี่ครอบครัวที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาเรียกเก็บได้ โดยในปี 1940 มีชาวเวียดนามไม่ถึง 3% ที่มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน(16) แรงกดดันของสังคมศักดินาและอาณานิคมโถมทับลงบนชีวิตชาวนาเวียดนามผู้ไร้ที่ดินจำนวนหลายล้านคน ซึ่งชาวนาที่ถูกกดขี่ทารุณเหล่านี้ ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นพลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวิติเพื่อชาติและประชาธิปไตยในเวียดนาม(17)

ในด้านสังคม ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้โครงสร้างทางสังคมของเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดชนกลุ่มใหม่ คือชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ ในปี 1929 มีกรรมกรประมาณ 222,000 คนทั่วทั้งเวียดนาม แม้จะเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่กรรมกรเหล่านี้อยู่รวมกันในบริเวณที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของอาณานิคม เช่น ในเหมืองแร่ สวนยางพารา และในเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นคนกลุ่มเดียวในสังคมที่เผชิญหน้าโดยตรงกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส พวกเขาจึงอยู่ในฐานะที่สำคัญยิ่งในสังคมเวียดนาม

กรรมกรส่วนใหญ่ของเวียดนามต้องยินยอมทำสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบกับตัวแทนของบริษัทฝรั่งเศส เนื่องจากพวกเขาอ่านเขียนไม่ได้ และคนที่ว่างงานและต้องการทำงานนั้นมีมาก พวกชาวนาที่เซ็นสัญญาเข้าทำงานเหล่านี้จะถูกส่งไปทำงานในสวนยางพาราหรือในเหมืองแร่ พวกเขาต้องทำงานในสภาพที่ยากลำบาก หากคนงานปฏิเสธไม่ยอมทำงานก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ ผู้จัดการชาวฝรั่งเศสสามารถสั่งฆ่าคนงานชาวเวียดนามได้ ถ้าคนงานหลบหนีจะถูกตามจับโดยตำรวจอาณานิคม ไม่มีกฎหมายใดๆ ที่ให้ความคุ้มครองแรงงาน ไม่มีเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การนัดหยุดงานจะถูกลงโทษเสมือนเป็นอาชญากร เช่น การจำคุก การทรมาน และการเนรเทศ(18)

สำหรับชนชั้นกลางเวียดนาม ในระยะแรกคือช่วงปี 1919-1929 นั้นยังไม่เข้มแข็งมากนัก ถึงแม้จะเติบโตขึ้นมากนับจากอดีต เนื่องจากต้องเผชิญกับระบบการผูกขาดของฝรั่งเศสและการแข่งขันกับนายทุนชาวจีน แต่ในช่วงหลังคือระหว่างปี 1924-1929 ก็เริ่มมีห้างร้านของชาวเวียดนามเกิดขึ้นบ้าง กลุ่มชนชั้นกลางนั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือกลุ่มนายทุนชาติที่ต้องการลงทุนทำการผลิตหรือการค้าแต่ประสบกับอุปสรรคจากการบริหารของรัฐบาลอาณานิคม อีกประเภทหนึ่งคือกลุ่มนายทุนนายหน้า (comprador) ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการติดต่อกับฝรั่งเศส โดยรับสินค้าจากฝรั่งเศสมาจำหน่าย หรือรับช่วงประมูลการก่อสร้างต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนอพยพหรือชาวเวียดนามเชื้อสายจีน ชนชั้นกลางประเภทสุดท้ายคือชนชั้นนายทุนน้อย (petty-bourgeoisie) ประกอบด้วยพ่อค้ารายย่อย ช่างฝีมือ และนักศึกษาปัญญาชนซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดก้าวหน้าจากฝรั่งเศสผ่านทางการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

การจัดตั้งระบบอาณานิคมของฝรั่งเศส ในด้านหนึ่งก็คือการสถาปนา “ประชาคม” (community) แบบใหม่ในเวียดนามซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลักษณะของประชาคมที่ฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้นนั้นเอื้อประโยชน์แก่ชาวฝรั่งเศสและชาวเวียดนามบางกลุ่ม ในขณะที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่ภายใต้ประชาคมใหม่นี้ ดังนั้นจึงเกิดกระแสการต่อต้านขึ้น

เชิงอรรถ

1. โจเซฟ บัตตินเจอร์, ประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม แปลจาก Vietnam: A Political History, ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี (บรรณาธิการ), มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2522), น. 44

2. โกสุมภ์ สายจันทร์, จักรพรรดินิยมกับการปฏิวัติสังคมนิยมเวียดนาม (ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2532), น. 69

3. เชิดเกียรติ อัตถากร, ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม. (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2540), เชิงอรรถที่ 19, น. 24

4. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 69

5. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 25

6. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 54

7. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 73

8. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 81

9. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28

10. เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน

11. เหงียน คัก เวียน, เวียดนาม: ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร แปลจาก Vietnam: A Long History โดย เพ็ชรี สุมิตร (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2545), น. 173

12. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28

13. เรื่องเดียวกัน, น. 30

14. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 177

15. เรื่องเดียวกัน, น. 196-197

16. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 84

17. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 198

18. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 34

เยี่ยมอาว์ ‘รงค์

July 15, 2006








บรรยากาศที่สวนทูนอินเมื่อเดือนมิถุนายน 2548

บ.ก.ภิญโญและชาวคณะ open เตรียมหม่ำข้าวเย็น

ตอนที่นั่งตามหา ‘ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า ส. อาสนจินดา’ (หลังจากว่าตั้งใจว่าจะเขียนเล่าไว้ที่นี่ แต่คิดไปคิดมาก็เลยเขียนส่งไปที่ open online ก่อน เพราะทิ้งคอลัมน์มาเดือนกว่าแล้ว ใครอยากอ่านก็ตามไปอ่านได้ที่นั่นนะครับ) ในคลังหนังสือเก่า มีหนังสือของ “พญาอินทรี” ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผ่านมือผมไปหลายเล่ม

ผมนั่งนึกอยู่นานว่าเล่มไหนเป็นเล่มแรกที่ได้อ่าน ก็พอจะคลับคล้ายคลับคลาว่าอาจจะเป็น ‘ปีนตลิ่ง’ ‘หอมดอกประดวน’ หรือไม่ก็ ‘ผู้มียี่เกในหัวใจ’ แต่ที่จำได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือวีรกรรมของ แจ้ง ใบตอง และผองเพื่อนหนุ่มบ้านไร่ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการออกตามหาหนังสือของลุงปุ๊ทั้งเก่าและใหม่มาเก็บไว้ เก็บไปเก็บมาผมก็มีหนังสือของลุงปุ๊อยู่ตั้งประมาณ 40 เล่ม (รวมเล่มที่ชื่อปกเดียวกันแต่พิมพ์คนละห้วงเวลา)

วันนี้พอมีเวลาว่าง ผมก็เลยเขียนรายชื่อหนังสือทั้งหมดที่มีเอามาเก็บไว้ที่นี่ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่ามีและไม่มีเล่มไหนบ้าง ส่วนภาพปกหนังสือของลุงปุ๊และข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์สวนทูนอิน

รายชื่อหนังสือเรียงตามเวลาที่พิมพ์

1. หัวใจที่มีตีน, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, สิงหาคม 2512

2. หลงกลิ่นกัญชา, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ธันวาคม 2512

3. บางลำภูแสควร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (แยกพิมพ์เป็น 2 เล่มคือ บางลำภูแสควร์ และ ฝนซาฟ้าหม่น), สิงหาคม 2513 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พฤษภาคม 2505)

4. ฝนซาฟ้าหม่น (บางลำภูสแควร์ เล่ม ๒), สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ธันวาคม 2513

5. คึกฤทธิ์แสบสันต์, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2518

6. ความหิวที่รัก, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2518

7. ดอกไม้ในถังขยะ, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, มิถุนายน 2518

8. น้ำตาสองเม็ด, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, สิงหาคม 2518

9. จากโคนต้นไม้ริมคลอง, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519

10. ถึงป่าคอนกรีต, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519

11. ขี่ม้าชมดอกไม้ เล่ม 1-2, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519

12. ๒ นาฑีใต้แสงดาวแดง, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, กุมภาพันธ์ 2519

13. ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พฤษภาคม 2519

14. จาก แชมเปญ ถึง กัญชา, สำนักพิมพ์ประพัธ์สาส์น, ตุลาคม 2519

15. ดอกไม้ และ งูพิษ, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, กุมภาพันธ์ 2520

16. ยินโทนิค ๒๘ ดีกรี, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, มิถุนายน 2520

17. ผู้ดีน้ำครำ, สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น, สิงหาคม 2521

18. รัฐมนตรีบรรลาย (ผู้ดีน้ำครำ ๒), สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น, กุมภาพันธ์ 2522

19. หนามดอกไม้, สำนักหนังสือสายคำ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2530 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น กันยายน 2514) 

20. ครูสีดา, สำนักพิมพ์มติชน, กรกฎาคม 2531

21. ดอกไม้ดอลลาร์, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, กุมภาพันธ์, 2536

22. บาลีนีสทัดดอกลั่นทม, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, สิงหาคม 2536

23. น้ำค้างเปื้อนแดด, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พฤศจิกายน 2536 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น 2514, พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักหนังสือสายคำ 2530) 

24. พูดกับบ้าน, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ กุมภาพันธ์ 2536)

25. ผกานุช บุรีรำ, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ตุลาคม 2535)

26. ระบำนกป่า, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ตุลาคม 2535)

27. แดง รวี, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 3 มีนาคม 2538 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น สิงหาคม 2514)

28. กรุงเทพฯ รจนา, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2538 (พิมพ์ครั้งแรก แหล่งพิมพ์เรือใบ 2516)

29. นอนบ้านคืนนี้, แพรวสำนักพิมพ์, พฤษภาคม 2540

30. หอมดอกประดวน, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 กรกฎาคม 2542 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น กรกฎาคม 2511)

31. ผู้มียี่เกในหัวใจ, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 6 ตุลาคม 2542 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2512)

32. นินทา ฯพณฯ สาก ส.ส. กะเบือ (HA-HA), แพรวสำนักพิมพ์, พฤษภาคม 2543

33. บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 กันยายน 2543 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น พฤศจิกายน 2515)

34. อเมริกา อเมริกู, สำนักพิมพ์มติชน, ตุลาคม 2543

35. โคบาลนักเลงปืน, สำนักพิมพ์มติชน, พฤศจิกายน 2543

36. ปีนตลิ่ง, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 ธันวาคม 2543 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2515)

37. นินทานายกรัฐมนตรี, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 มกราคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก แพรวสำนักพิมพ์ พฤษภาคม 2542)

38. ใต้ถุนป่าคอนกรีต 1, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 6 พฤษภาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักงานอาจินต์ ปัญจพรรค์ พฤษภาคม 2511)

39. บางลำภูสแควร์, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤษภาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พฤษภาคม 2505)

40. ใต้ถุนป่าคอนกรีต 2 ขบวนหลัง, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 6 สิงหาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักงานอาจินต์ ปัญจพรรค์ พฤษภาคม 2511)

41. คืนรัก, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 4 กันยายน 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา ธันวาคม 2505)

42. สาหร่ายปลายตะเกียบ, สำนักพิมพ์ภัคธรรศ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บริษัท พี. วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด 2525)

43. สนิมสร้อย, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 7 มกราคม 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา มีนาคม 2504)

44. มาดเกี้ยว, แพรวสำนักพิมพ์, กุมภาพันธ์ 2545

45. หลงกลิ่นกัญชา, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 มิถุนายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ธันวาคม 2512)

46. บุหลันลบแสงสุรยา บรูไน, สำนักพิมพ์ภัคธรรศ, พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน กุมภาพันธ์ 2527)

47. นักเลงโกเมน เล่ม ๑-๓, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 2 พฤศจิกายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

48. ฝนเหล็ก-ไฟปืน’ ๓๕, แพรวสำนักพิมพ์, มีนาคม 2546

49. ผู้ดีน้ำครำ, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2546 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น แยกพิมพ์เป็น 2 เล่ม ใช้ชื่อปก ผู้ดีน้ำครำ [สิงหาคม 2521] และ รัฐมนตรีบรรลาย [กุมภาพันธ์ 2522])

50. เสเพลบอยชาวไร่, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 7 สิงหาคม 2547 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2512)

51. เปลี่ยวคอนกรีท, สำนักหนังสือไต้ฝุ่น, พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2549

52. ดลใจภุมริน, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2549 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ตุลาคม 2515)

53. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, สำนักพิมพ์ openbooks, พิมพ์ครั้งที่ 2 พฤษภาคม 2551 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน มกราคม 2539) 

เฟื่องนคร, ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเพื่อนหนุ่ม

- พฤษภาคม อุไร

- สิงหาคม สมิต

- ตุลาคม ไพรำ

- พฤศจิกายน อัมพา, 2512

- สิงหาคม รมณี, 2513

- กันยายน นลิน, 2513