Archive for the 'หนังสือ' Category

ชีวิตกับความหมาย

February 18, 2009

life2เผยแพร่ครั้งแรกในโอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2550

ถ้าหากในชีวิตของคนเราจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ล่ะก็ ในความทุกข์ทรมานก็จะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างด้วยเช่นกัน

ความทุกข์คือส่วนประกอบของชีวิตที่ไม่สามารถกำจัดลบล้างได้ เฉกเช่นเดียวกับชะตากรรมและความตาย

หากปราศจากความทุกข์และความตายแล้ว…ชีวิตของมนุษย์เราก็จะไม่มีวันสมบูรณ์ไปได้ (หน้า 117)

………………

ในค่ายกักกันเชลยสงคราม การมีชีวิตอยู่อาจไม่แตกต่างจากการตายไปแล้ว

สภาพร่างกายที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเพราะการขาดอาหาร บาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการทำงานหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาว เย็น และความตายที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ยังมิต้องกล่าวถึงแรงกดดันที่จิตใจได้รับ ทั้งจากการข่มขู่คุกคามของสภาพแวดล้อมภายนอกและผลจากการทำงานของจิตใจในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งของเชลยแต่ละคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เชลยบางคนมองไม่เห็น ‘เหตุผล’ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และความตายก็กลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดในห้วงเวลาเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เชลยหลายๆ คนกลับยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานทุกรูปแบบ ก่อนที่ความตายจะเดินทางมาถึง

ดร.วิกเตอร์ อี. แฟรงเกิล (Dr.Viktor E. Frankl: 1905-1997) คือหนึ่งในเชลย 1,500 คนที่แออัดอยู่ในตู้รถไฟซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังค่ายกักกันเอาช์วิตช์ ก่อนหน้านี้เขาคือหัวหน้าแผนกประสาทวิทยาของโรงพยาบาลรอธไชล์ (Rothschild)—โรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเวียนนาในขณะนั้นที่อนุญาตให้ชาวยิว เข้าใช้บริการ

แต่บนรถไฟขบวนนั้น เขาเป็นเพียงเชลยคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายทารุณสุดที่จะคาดเดาได้เช่นเดียวกับเชลยคนอื่นๆ

มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน คือบทบันทึกสภาวะจิตใจของผู้คนในค่ายกักกัน—สถานที่ที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธ ความทุกข์และความตายอย่างชัดเจนที่สุด และหนทางแห่งการมีชีวิตอยู่ คือการอยู่ร่วมและเรียนรู้มันอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

………………

ทุกหนทุกแห่งที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรม มนุษย์ก็ต้องพบกับโอกาสจะบรรลุถึงอะไรบางสิ่งบางอย่างโดยผ่านความทุกข์ทรมาน ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น (หน้า 118)

2-3 วันแรกในค่ายกักกัน เชลยจะยังไม่ชินกับสภาพที่เกิดขึ้น เขาจะเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อเห็นการลงโทษ เขายังคงคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว และโกรธแค้นความน่าเกลียดน่าชังของสภาพแวดล้อมในค่าย

เมื่อเวลาผ่านไป เชลยคนเดิมจะออกมายืนรอที่ประตูใหญ่ และพร้อมจะทำงานด้วยท่าทางเฉยชาไร้ความรู้สึก แม้เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนเชลย เห็นคนถูกฟาดจนล้มและถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนใหม่ จากนั้นก็ถูกฟาดล้มไปอีกครั้ง แต่ในห้วงเวลานี้ เขาจะไม่เบือนหน้าไปทางอื่นอีกแล้ว ถึงตอนนี้เขาจะไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่ “ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สงสาร…ความหวาดผวา…ขยะแขยง ล้วนหมดไปจากใจของนักโทษที่เห็นเหตุการณ์รายนี้ เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะความทุกข์ทรมาน คนที่จวนเจียนจะขาดใจตาย และความตาย ล้วนกลายเป็นภาพปกติธรรมดาสำหรับเขาไปแล้วภายหลังเข้ามาใช้ชีวิตในค่าย กักกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ กระทั่งภาพเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกอะไรได้อีกต่อไป…” (หน้า 56)

………………

มนุษย์มีความสามารถจะสงวนรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพทางใจอันเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่… สามารถสงวนอิสระทางความคิดเอาไว้ได้แม้จะอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขเลวร้าย และต้องพบกับสภาพกดดันทางกายและใจก็ตาม

พวกเราผู้ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันยังจดจำบรรดาเชลยที่เดินปลอบใจคน อื่นๆ ให้เศษขนมปังชิ้นสุดท้ายของพวกเขาไปตามกระท่อมต่างๆ ได้

คนเหล่านั้นอาจมีจำนวนน้อยนิด แต่การกระทำของคนเหล่านั้นก็เป็นเครื่องยืนยันมากพอว่า…

มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออิสรภาพส่วนสุดท้ายของมนุษย์…

เป็นอิสรภาพที่จะเลือกทัศนคติที่เราจะมีต่อสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง…เป็นอิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของเราเอง (หน้า 114-115)

‘ทัศนคติ’ ต่อชีวิตอาจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ของเชลยแต่ละคน จากการวิเคราะห์ของ ดร.แฟรงเกิล บุคลิกภาพของเชลยจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นผลมาจากการตัดสินใจของคนคนนั้น ว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่คุกคามจากปัจจัยภายนอกจนเขาสูญเสียอิสรภาพ และศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ไปหรือไม่? ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร.แฟรงเกิล “ไม่ว่ามนุษย์เราจะอยู่ภายใต้สภาวการณ์ใดก็ตาม คนเราสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่า ตัวเขาจะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของความคิดและจิตใจ เขาสามารถจะรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้ แม้จะมีสภาพตกต่ำอย่างในค่ายกักกันก็ตาม” (หน้า 116)

ฟรีดริช นิตเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844-1900) กล่าวไว้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งมีเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ ย่อมสามารถอดทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดได้เกือบทุกอย่าง”

‘สภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด’ จึงเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ของการเป็นมนุษย์

………………

ยิ่งมนุษย์ไม่คิดถึงตัวเอง แต่ได้เสียสละตนเองเพื่อรับใช้เหตุผลบางอย่างหรือให้ใครบางคนด้วยความรัก เขาจะยิ่งเป็นมนุษย์ที่แท้และจะประจักษ์แจ้งในตนเองยิ่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จในชีวิต หาใช่เป้าหมายที่จะบรรลุถึงได้โดยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะยิ่งตั้งใจไขว่คว้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาดเป้ามากเท่านั้น

พูดอีกอย่างก็คือ…การประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็เพราะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเองจากการทำสิ่งที่เกินไปกว่าตัวเอง (หน้า 179)

หลังจากได้รับอิสรภาพ ดร.แฟรงเกิลกลับสู่กรุงเวียนนาบ้านเกิด เขาสูญเสียภรรยา พ่อ และแม่ในค่ายกักกัน ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เขาเหลือเพียงน้องสาวที่อพยพไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพียงคนเดียวเท่านั้น

Man’s Search for Meaning: Experiences in the Concentration Camp ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 มันเป็นหนึ่งในหนังสือจำนวนมากกว่า 30 เล่มที่ ดร.แฟรงเกิลเขียนขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้วางรากฐานของวิธีการบำบัดทางจิตด้วยวิธี ที่เรียกว่า Logotherapy หรือวิธีการบำบัดที่มุ่งเน้นการแสวงหาความหมายแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์

แนวคิดพื้นฐานของการบำบัดด้วยวิธี Logotherapy คือ

1. ชีวิตมีความหมายเสมอในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

2. แรงจูงใจสำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่ของคนเรา คือความต้องการที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต

3. เรามีอิสรภาพในการแสวงหาความหมายจากสิ่งที่เราทำหรือจากประสบการณ์ของเรา หรืออย่างน้อยก็ในวิธีที่เราเลือกใช้เผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้

ตามแนวคิดของ ดร.แฟรงเกิล สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ นั้นไม่ใช่สภาวะที่ปราศจากความตึงเครียด “แต่เป็นการเพรียกหาความหมายแฝงเร้นที่รอให้เขาเติมความหมายนั้นให้สมบูรณ์” (หน้า 171)

ในศตวรรษที่ 20 สาเหตุสำคัญที่นำคนไข้มาสู่จิตแพทย์ไม่ใช่ความกลัดกลุ้ม แต่คือความว่างเปล่าในจิตใจ มนุษย์ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร พวกเขารู้สึกว่างโหวง และเห็นว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย(อย่างสิ้นเชิง)

ในขณะที่พัฒนาการของวัตถุนอกกายดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง รอยแหว่งเว้าภายในก็มากขึ้นทุกที

ดร.แฟรงเกิลเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สุญญากาศแห่งการดำรงอยู่’

และหน้าที่ของการบำบัดรักษาด้วยวิธี Logotherapy ก็คือ การเติมสุญญากาศแห่งการดำรงอยู่นี้ให้เต็ม

………………

“ฉันรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน ที่ชะตากรรมกระหน่ำซ้ำเติมฉันอย่างหนักหน่วง…” คนไข้หญิงคนหนึ่งบอกกับ ดร.แฟรงเกิล ในขณะที่เธอรู้ดีว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 2-3 วัน

“ชาติก่อนของฉัน ฉันถูกโอ๋จนเหลิง ไม่เคยสนใจเรื่องการมีจิตใจอันเข้มแข็งแม้แต่น้อย”

เธอชี้มือไปด้านนอกผ่านหน้าต่างของกระท่อม

“เวลาที่ฉันเหงาว้าเหว่ ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีอยู่”

ต้นเชสนัทต้นหนึ่ง ทั้งต้นมีดอกบานสะพรั่งเพียง 2 ดอก

“ฉันคุยกับต้นไม้ต้นนี้บ่อยๆ”

ดร.แฟรงเกิลถามเธอว่าต้นไม้ต้นนั้นตอบเธอบ้างหรือเปล่า

“ตอบสิคะ มันพูดกับฉันว่า ‘ฉันอยู่ที่นี่…ฉันอยู่ที่นี่…ฉันคือชีวิต…เป็นชีวิตนิรันดร์’ ”

ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า ส. อาสนจินดา

August 16, 2006


เรื่องราวชีวิตของคนคนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านโลกมาจวบจนบั้นปลายของชีวิต มักจะมีความน่าสนใจเสมอ ประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปี อาจทำให้มนุษย์คนหนึ่งตระหนักรู้ความจริงบางอย่างของชีวิต โดยผ่านการเดินทางของกาลเวลาหรือประสบการณ์อันเข้มข้นเท่านั้น จึงจะบรรลุถึงความจริงนั้นได้

ส. อาสนจินดา บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองก่อนจะถึงกิโลเมตรสุดท้ายของการเดินทาง ฝากฝังไว้เป็น “นิทัศน์อุทาหรณ์” สำหรับคนรุ่นหลัง

“ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ครั้งแรกในนิตยสาร ‘ดิฉัน’ ช่วงปี 2533-2534 ก่อนจะตีพิมพ์รวมเล่ม (แบ่งเป็นสองเล่ม) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม

ใน “บทนำส่ง” สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมชี้แจงว่า งานชิ้นนี้มีชื่อเต็มๆ เมื่อสมัยตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันว่า “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า และเธอคือลมหายใจ” แต่เนื่องจากในส่วนของ “เธอคือลมหายใจ” ไม่ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ชนิดที่ผู้อ่านต่างก็งงงวย “เพราะเป็นการจบแบบไม่จบ เพราะผู้เขียนยังเขียนไม่จบ” เมื่อตีพิมพ์รวมเล่มจึงมีเพียงส่วนของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า”

ผมมี “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ทั้งสองเล่มอยู่ในมือ และยังไม่เคยเห็น “เธอคือลมหายใจ” เลย ไม่ทราบว่ามีผู้อ่านท่านใดเคยพบเห็นหรือมีเก็บไว้บ้างหรือเปล่า

ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.2 ประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นของป๋า ส. ทำให้ผมแทบไม่อยากวางหนังสือ และเรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมตราบจนกระทั่งทุกวันนี้

ศาสนากับคนเดิน “ทางขนาน” …ไม่ยอมเดินทางเดียวกัน…

คนมุ่งหน้าสู่ความเร็ว-อิ่ม-สมหวัง โดยไม่คำนึงว่าจะลุยไปบนผ้าขาวหรือหยาดเลือดของผู้อื่น…

“เงิน” ไม่ใช่ “ปัจจัย” แต่กลายเป็น “อาวุธ” …เอาไว้ประหัตประหารความถูกต้อง-เอาชนะความดีและความยุติธรรมได้อย่างหน้าด้านๆ และโจ๋งครึ่ม…

“เงิน” พรั่งพรูเข้ามาทางหน้าต่าง… “ความรักดี” ต่างๆ ก็วิ่งหนีหายออกไปทางประตู…

ค่านิยมทางสกุลรุนชาติไม่สำคัญ-ไม่คิดกันแล้ว…

คิดกันแต่ว่าความจน (เงิน) คือความอัปยศ…ไม่คิดบ้างว่าความจนที่บังคับให้ต้องต่อสู้กับชีวิตแบบว่า-“สู้กับคนเพื่อดำรงชาติ-สู้กับธรรมชาติเพื่อดำรงตน” นั้น บรรพชนโลกยึดถือกันมาเป็นคติประจำใจ และภาคภูมิ… [บางส่วนของ “ยังไม่ถึง ‘พรุ่งนี้’ (สักที...)”]

ที่มาของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 23 มกราคม 2531 ในห้องอาหารเรือนต้นของโรงแรมมณเฑียร เมื่อป๋าได้มีโอกาสพบกับคุณชาลี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารดิฉัน คุณชาลีอยากรู้จักและพูดคุยกับป๋ามานาน อีกทั้งยังอยากสัมภาษณ์ป๋าลงตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันด้วย แต่เนื่องจากเห็นนิตยสารฉบับอื่นทำกันมามากแล้ว คุณชาลีจึงเอ่ยปากขอ “เรื่อง” กับป๋าเสียเลย

“จะให้เขียนเรื่องอะไรดีล่ะ เพราะเวลานี้ก็เขียนให้แก่คนอื่น (ฉบับอื่น) มากพอดูอยู่แล้ว”

“ก็เขียนเรื่องชีวิตของคุณสอเอง…” เธอว่า

“ได้ครับ”

ปากบอกไปตามใจบริสุทธิ์เลยว่า ‘ยินดี…’ แต่ในใจยัง ‘หนัก’ อยู่ในปัญหาที่ว่า

“จะเอาอะไรมาเขียนอีก”

ทันใด เธอก็ควักนามบัตรของเธอส่งให้ข้าพเจ้า

นามบัตรนี้ค่อนข้างแปลกตาสำหรับ ‘คนเก่า’ อย่างข้าพเจ้า ก็คือ มันพิมพ์สองสี (แดง-น้ำเงิน…เอ…หรือดำก็ไม่รู้…) อยู่บนแผ่นพลาสติกบางๆ แต่แข็ง…อ่านลำบาก เพราะมันสะท้อนแสงกับไฟ

เลยพูดไปอย่างกันเองว่า

“หาเรื่องให้คนแก่อ่านลำบากแท้ๆ”

(หัวเราะกันนิดหน่อย…)

แต่เมื่อมาอ่าน (เขม้น) ออกแล้วก็เห็นชื่อจริงของเธอ…มัน-‘ชุลิตา…’

ข้าพเจ้าก็ว่า…(เงยมองคุณจุรี—ผู้ที่พาคุณชาลีมาพบป๋า—แล้วถาม)

“เอ…ไหนว่าชื่อชาลี ทำไมนามบัตรนี่พิมพ์ว่า…ชุลิตาล่ะ”

คุณจุรีไม่ทันได้ตอบ บรรณาธิการบริหารของ ‘ดิฉัน’ ก็ตอบเองว่า

“เขาเรียกผวนกันค่ะ…ชุลิตา…ก๊อ…ชาลีตุ๊ไงล่ะคะ”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ตุ๊’ …ตนเองก็ ‘ทะลึ่ง’ พูดขึ้นว่า

“ชื่อเหมือนเมียผมเลย”

(เสียง…ใครต่อใครก็ไม่รู้…หัวเราะทั้งฮาทั้งเฮขึ้นมาทันที)

และใครก็ไม่รู้เปรยว่า

“เอาเข้าแล้วไหมล่ะ” (เล่ม 1, หน้า 2-3)

อันที่จริงป๋าเพิ่งจะมาเพิ่มชื่อ “และ ‘เธอ’ คือ ‘ลมหายใจ’ ” ในตอนแรกของบทละครชีวิตชิ้นนี้ เหตุผลคืออะไร ป๋าอธิบายไว้ดังนี้ครับ

มีอยู่สองประการที่ข้าพเจ้าต้องขอให้ ‘ชื่อเรื่อง’ หรือ ‘หัวข้อเขียน’ ที่ค่อนข้างยาว และ ‘พิสดาร’ อย่างนี้

ประการแรก-ตลอดชีวิตการแสดงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเคยเล่าเรื่องของข้าพเจ้า ‘ขายกิน’ มาหลายครั้งแล้ว ทั้งในรูปแบบ ‘อนุทินบันเทิง’ (ภาพยนตร์และโทรทัศน์), ‘ขายชีวิต’ (เดลิไทม์), ‘สลับหลังม่าน’ (ดาราไทย) ฯลฯ จนจะซ้ำเซ็งไปหมดแล้ว

อีตอนล้มละลายนี่ยิ่งมีคนขอให้เขียนให้เล่าถึงชีวิตนักแสดง-นักหนังสือพิมพ์อย่างข้าพเจ้ามันเป็นไงมาไงถึงได้ ‘ตกต่ำ’ ถึงขนาดนี้ให้ฟังกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตอนนี้ก็เล่าให้ฟังถึงสองสามแห่งในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ ‘เฉพาะกิจ’ หรือไม่ ‘พิสดาร’ เหมือนกับที่เขียนให้ ‘ดิฉัน’ นี่ อย่างน้อยก็เป็น ‘ชีวิต’ ที่จริงจังกว่า จึงอยากให้ชื่อคอลัมน์หรือชื่อเรื่องผิดแผกแปลกต่างกันออกไปจากที่อื่น

ประการหลัง-มีน้อยครั้งที่ข้าพเจ้าเขียนถึงชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว จะแปลกพิสดารไปถึงกับเปิดเผยเรื่องของ ‘คุณตุ๊’ ของข้าพเจ้า หรือไปเปิดเผยถึงชีวิตของเธอที่เกี่ยวพันมากับข้าพเจ้า

เมื่อมาเขียนเจาะจงถึงเรื่อง ‘ชีวิตรัก’ ระหว่างเธอกับข้าพเจ้าเข้าเช่นนี้ ก็อยากจะให้หัวข้อเรื่องเน้นชัดลงไปถึง ‘เธอ’ ผู้ซึ่งเสมือน ‘ลมหายใจ’ ของข้าพเจ้า
ว่า ‘เธอ’ นั้นสำคัญอย่างไร?

อีกประการ…ข้าพเจ้าว่ามันเหมาะสมที่ข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องนี้ให้ ‘ดิฉัน’ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นหนังสือ ‘ของผู้หญิง’-โดยผู้หญิง และเพื่อผู้หญิง

ขอสบถอีกหน่อย…(มันถึงจะแน่และมัน…ส์)

คือ…ให้ตาย…ไม่ได้ประจบสอพลอ ‘ผู้หญิง’ หรือพลอย ‘ชิ่ง’ ประจบไปถึง ‘คุณต๊’ ของข้าพเจ้าหรอก

ไม่รู้จะประจบไปหาอะไร

เราไม่อยู่กันด้วย ‘เซ็กส์ประจบ’ แล้ว

เราอยู่กันมาแล้วอีกสิบเอ็ดเดือนก็จะครบ ๔o ปี

ที่เหลืออยู่คือความรักอันแนบแน่น-ยังกำหนดไม่ถูกว่ามันเป็นความรักของ ‘เพื่อน’ หรือของอะไรกันแน่…

รู้แต่ว่า…เวลาใครคนหนึ่งตายจากไป…อีกคนหนึ่งจะอยู่เป็น ‘ผู้เป็นคน’ ได้อย่างไร?

เรารู้แต่ว่า…เราหายใจอยู่ในลมหายใจของหัวใจดวงเดียวกัน

เราไม่ตั้งใจจะ ‘รัก’ และ ‘เป็นเพื่อน’ กันด้วยการร่วม ‘ลมหายใจ’ กันถึงขนาดนี้…แต่อะไรก็ไม่รู้ซี-ทำให้เราเป็น…? (เล่ม 1, หน้า 10-11)

ต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยที่คัดลอกมายาวๆ แบบนี้ (และคงจะมีอีกหลายตอน) เพราะยิ่งอ่านหนังสือของป๋า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าจะเป็นการดีที่สุดหากผู้อ่านได้อ่านตัวหนังสือของป๋าเอง เพราะนอกจากจะได้เห็นสำนวนการใช้ภาษาและรูปแบบการเขียนของนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ชั้นครูแล้ว ผู้อ่านยังสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งก็คงมีแต่ป๋าคนเดียวเท่านั้นที่จะถ่ายทอดได้

ในวัย 13 ปี ผมจำได้ว่านั่งอ่านชีวิตรัก (ทรหด) ของป๋าด้วยความรู้สึกสุขระคนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก อ่านไปอ่านมาผมก็อดนึกไปไม่ได้ว่าชีวิตรักของตัวเองมันจะออกมาในรูปแบบไหน ความทุกข์ยากลำบากจะต้องเดินทางผ่านเข้ามาทักทายบ่อยครั้งเพียงใดกว่าจะมีโอกาสกลับมานั่งย้อนรำลึกถึงชีวิตที่ผ่านเลย หรือแม้กระทั่งผมจะได้เจอกับ “คุณตุ๊” ของผมเมื่อไหร่

“คุณตุ๊” คือลมหายใจของป๋า และคนเราก็คงต้องการใครสักคนเป็น “ลมหายใจ” ของตนด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็มักจะถูกมองข้ามมากที่สุด—จะมีสักกี่คนใส่ใจกับทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต

ภาพชีวิตในความทรงจำของคุณตุ๊กับป๋ามีอะไรบ้าง ต้องให้ป๋าเล่าให้ฟังครับ

ภาพแรก

– ก่อนที่เราจะบอกรักซึ่งกันและกันได้หนึ่งนาที ข้าพเจ้าอยู่กับเธอสองต่อสอง บอกกับเธอ…แบบ ‘ยื่นคำขาด’ ว่า

“ผมรักคุณ…ผมมีเวลาแค่นาทีเดียวให้คุณตัดสินใจ ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ารักผมแล้ว ก็จงอย่าได้ดัดจริต…จงบอกผมเลยว่า รักผมหรือไม่…เดินมาหาผม…แล้วมาซบที่อกผม…กอดผมไว้ แล้วบอกรักผมเสียโดยไว ไม่งั้น…เร็วซี…หนึ่งนาทีเท่านั้นนะ…”

“แล้วเธอก็หัวเราะ…แล้วเธอก็เดินมา…แล้วก็มา…(ไม่ทันได้ซบอกแล้วบอกรักข้าพเจ้าหรอกครับ…ข้าพเจ้าดึงเธอเข้าหาอก) และวันนั้น…จูบเธอซะห้าสิบทีเลย”

ภาพที่สอง

– พอบอกรักกันแล้ว ก็พาเธอนั่งสามล้อจากบางลำพูบ้านเธอไปดูหนังถึงโอเดียนสามแยก…ขากลับ – แกล้งบอกเธอว่า ไม่มีค่ารถ…พาเธอเดินกลับ

จนจากสามแยกถึงบ้านบางลำพู รองเท้าส้นสูงกัดส้นเท้าของเธอจนหนังเปิดเลือดไหลโทรม เพียงเพื่อพิสูจน์ว่า

“…จะเป็นคู่ชีวิตนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จะต้องอดต้องทน และต้องจน…ให้ได้”

ภาพที่สาม

– ก่อนวันแต่งงานได้คืนเดียว…ข้าพเจ้าเหิมใจจะปล้ำให้เธอเป็นเมีย (ล่วงหน้า ๑ วัน)

แต่เธอรักตัวสงวนกาย-ไม่ยอม

พอวันรุ่งขึ้น-แต่งงาน-เข้าเรือนหอแล้ว…เธอยอมเป็นเมีย

แต่ข้าพเจ้าไม่มีปัญญา ‘จะทำ…’ …?

ภาพที่สี่– ตอนเรามีลูกกันได้หลายคนแล้ว…ฐานะทางการเงินของข้าพเจ้าล้มเหลว (เพราะอุตริฮึกเหิมไปเป็น ‘นายทุนหนัง’ เสียเอง) ถูกตำรวจจับเช็คเด้ง…ไปอยู่โรงพักพญาไท

เธออุ้มท้องลูกคนที่สี่-โอ้โย้ไปยืนเกาะลูกกรงห้องขังเยี่ยมข้าพเจ้า…ด้วยห่วงใย…น่าเวทนา

ภาพที่ห้า

– เมื่อจนถึงขนาดถูกโรงไฟฟ้าตัดไฟ บ้านทั้งสองสามหลังติดกันนั้นมืดหมด เราเอาลูกสี่ห้าคนเข้ามานอนในห้องเดียวกัน…เปิดหน้าต่างประตูหมด

ข้าพเจ้าเคยนอนแต่ห้องแอร์…ร้อนทุรนทุราย…เธอนอนประคองอยู่เคียงข้าง เอาพัดโบกลมให้ข้าพเจ้าบรรเทาร้อน…จนข้าพเจ้างีบไปได้

และเธอทำอย่างนั้นอยู่ทั้งคืน…ไม่ปริปาก (ไม่สะอื้นไห้ให้ได้ยิน…) ไม่ว่าเธอจะเศร้ารันทดสักแค่ไหน

ภาพที่หก

– เธอเล่าถึงชีวิต ‘ตกยาก’ ใน ‘ดงผู้ดี’ ของเธอ…ชนิดที่ข้าพเจ้าเองยังคาดไม่ถึง นึกว่าเธอเป็นลูกสาวพระยาพานทองนั้นคงจะมี ‘ช้อนทองคาบในปาก’ มาเช่นลูกผู้ลากมากดีคนอื่นๆ

แต่เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงชีวิตหนหลังของเธอ…ชีวิตของลูกผู้หญิงที่เป็นพี่ ลูกที่ยึดมั่นในความกตัญญูต่อพ่อแม่พ่อเป็น ‘เจ้าคุณ’ ก็จริง แต่ ‘เหลาซิด’ ชนิดใครจะมาให้คอร์รัปชั่นสักเฟื้องหรือสลึงก็ไม่ยอม

ใครยกถาดของกำนัลขึ้นบ้าน…พ่อก็โยนทิ้งตามหลังมา-ไม่ยอมรับ…ถือความบริสุทธิ์ และหยิ่งในเกียรติแห่งสกุลเป็นที่ยิ่ง

เธอจึงเป็นพี่และลูกที่เสมือน ‘คนรับใช้’ ของแม่และน้องๆ

คนอื่น (น้อง) ไม่ว่าแม่ใด…เจ้าคุณพ่อเรียก ‘หนู’ นั่น-หนูนี่ แต่สำหรับเธอแล้ว…พ่อจิกหัวเรียกเธอว่า ‘อี’ …อีตุ๊ทุกคำไป

สมัยยังเป็นเด็กและเป็นสาว…เธอไม่มีแม้จะมีมุ้งนอนสำหรับตัวเอง ตอนกลางคืน-จะนอน-ต้องเที่ยวมุดมุ้งขออาศัยนอนกับน้อง และก็ถูกน้องถีบและขับไสเอา-หาว่าเหม็นสาบ

อาหารประจำวันคือ ข้าวเย็นก้นหม้อคลุกกับน้ำปลาพริก-บีบมะนาว…

เป็นสาว…อยากจะมียกทรงใส่กับเขาบ้าง…แอบขโมยยกทรงน้องสาวคนโปรดของพ่อและแม่ใส่ ก็ถูกด่าสาดเสียเทเสีย

ภาพที่เจ็ด

– หวนนึกไปถึงสมัยข้าพเจ้าเล่นละคร…‘สมสู่’ อยู่กับการสร้างและแสดงละครเวที ทั้งๆ ที่แต่งงานกับเธอใหม่…ไม่ได้นอน ‘ร่วม’ เรียงเคียงหมอนกับเธอเหมือนเจ้าบ่าว-เจ้าสาวหรือผัวเมียอื่นๆ อยู่หนึ่งปีเต็ม

เธอได้แต่ร้องไห้น้อยอกน้อยใจอยู่คนเดียวเป็นปี…แต่ไม่ปริปาก

ตอนที่ร้ายที่สุดคือ ตอนจนยาก-ข้าพเจ้ามา ‘ซุกหัว’ อยู่กับเธอ…ให้เธอปรนนิบัติวัตถากสารพัด แต่อีตอนมีเงิน-ฟุ้งเฟ้อ…ดันไป ‘มีอีหนู’ เสียนี่
เจ็บปวดไหม?
(เล่ม 1, หน้า 12-15)

นอกจากเรื่องราวของคุณตุ๊แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังจำได้ดีคือ ฉากชีวิตสุดแสนคลาสสิกที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ปลายปี พ.ศ. 2482 ป๋าลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และสมัครเข้าเป็นเสมียนแผนกส่งเสริมกิจการสหกรณ์ตามความต้องการของคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ (เพื่อนของคุณพ่อป๋า) ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมสหกรณ์

เมื่อย่างเข่าสู่ปี พ.ศ. 2485 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายลับต้องการกู้ชาติจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น ท่านเริ่มต้นด้วยการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ กรมสหกรณ์ต้นสังกัดของป๋าได้รับนโยบายด่วนจากกระทรวงเกษตรฯให้จัดคณะเจ้าหน้าที่พนักงานสหกรณ์ไปสำรวจและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมนโยบายย้ายเมืองหลวง

แต่… ให้ตาย

เมืองเพชรบูรณ์ในตอนนั้นเขากำลังเรียกกันว่า ‘เมืองหม้อใหม่แขวนคอ’ คือถ้าใครไปที่เมืองนั้น ต้องมีหม้อใหม่เอาไปสำหรับใส่กระดูกผูกเชือกแขวนคอไปด้วย เผื่อตาย ชาวบ้านจะได้ช่วยเผา เอากระดูกคนที่เป็นเจ้าของหม้อนั้นใส่หม้อส่งกลับไปยังบ้านเดิมของตนได้สะดวก (เล่ม 1, หน้า 234)

ป๋าได้รับคำสั่งย้ายเหมือนกัน แต่ให้ย้ายไปประจำสำนักงานสหกรณ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่—เมืองสวรรค์ที่ใครๆ ก็อยากไป

เสียงนินทาป๋าดังกระหึ่ม เนื่องจากใกล้ชิดกับเจ้ากรม

เมื่อเป็นดังนั้น ป๋าปราดขึ้นไปหาคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ และประกาศกร้าว

“ผมไม่ไปเชียงใหม่”

เถียงกันไปเถียงกันมา เมื่อคุณพระพิจารณ์พาณิชย์เห็นท่าว่าป๋าเอาจริงแน่ จึงพูดประชดขึ้นว่า

“อ๋อ ยืนยันอยากไปที่อื่น-อยู่เชียงใหม่เพื่อนฝูงพี่น้องของเอ็งเต็มเมือง ไม่ชอบ งั้นไปเพชรบูรณ์เอาไหม เพชรบูรณ์นี่แน่ะเฮ้ยว่างตั้ง ๑๔ ตำแหน่ง ไม่มีหมาสมัครไปสักตัว ข้าสั่งให้คนไหนไป-มันร้องไห้โฮทุกราย บางคนอยากลาออก”ข้าพเจ้าโพล่งพรวด, “ผมอยากไป”

พระพิจารณ์พาณิชย์สะอึก มีอาการตาค้าง เหมือนช็อค ยังกะหนังสต๊อปโมชั่น (เล่ม 1, หน้า 236)

ป๋ากับพรรคพวกอีกสิบสามคนขึ้นรถไฟสายเหนือไปถึงตะพานหินตอนย่ำรุ่ง ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโรงแรมแถวหัวลำโพงที่เพิ่งเช็กเอาต์ออกมาโดนระเบิดจากเครื่องบินพันธมิตรแหลกเป็นผุยผง

พวกเราทั้งสิบสี่คน มองนิ่งไปเบื้องหน้า ตะวันออก มองเห็นทางลูกรังสายยาวทอดจากหน้าโรงแรมไปสู่ทิศ ‘เมืองหม้อใหม่’ ยาวและเหยียดไปไม่มีโค้งและเลี้ยว ไปสู่ไอดินและหมอกขมัวข้างหน้า ซึ่งมีทิวเขายาวเหยียดขวางอยู่

เสียงปั่นหม้อถ่านเพื่อเป็นพลังแทนน้ำมันเบนซินที่ขาดแคลนของรถเมล์ดังแว่วมา อีกสักครู่มันจะเป็นพาหนะให้เราเดินทางไปสู่จุดหมายอันมืดมนข้างหน้า

ครู่หนึ่งนั้น ขณะที่พวกเราหยิบกระเป๋าจากที่วางบนรางรถไฟขึ้น เพื่อจะข้ามทางรถไฟไปสู่หน้าโรงแรมนั้น ลมหนาวพัดกรูมาวูบใหญ่วูบหนึ่ง

มันเย็นจนเยือก ปนร้อนระอุอยู่ภายใน

เป็น ‘ลมชีวิต’ ใหม่ที่พัดมาต้อนรับเรา มันให้บรรยากาศที่ว้าเหว่ เดียวดายเหมือนถูกเนรเทศและทอดทิ้ง

ไม่มีใครจะเดาชีวิตข้างหน้าของตนได้ในครั้งนั้น พวกเราเหมือนถูกนรกหรือผีร้ายบันดาลและหยิบยกชีวิตเรามาวางอยู่บนโลกอีกโลกหนึ่ง โลกพิสดาร
ใช่แล้ว

โลกของใครจะพิสดาร หรือวิบัติร้ายกาจสักแค่ไหนก็ช่างหัว

แต่โลกใหม่ที่ชีวิตข้าพเจ้ากำลังจะพบข้างหน้า มันเป็นโลกแห่งชีวิตที่แสนจะบัดซบอย่างพิสดารที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่า (อย่างสารภาพ) ให้ท่านได้รู้ได้อ่านกันต่อไป (เล่ม 1, หน้า 248-249)

จบแบบนี้ หวังว่าคงไม่ทำให้ท่านผู้อ่านอยากอ่านต่อจนส่งคนมาปล้นหนังสือจากผมนะครับ

ฉากชีวิตของป๋าที่เพชรบูรณ์ทั้งสนุก เข้มข้น และน่าตื่นเต้น ซึ่งผมก็คงทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าคัดลอกเอามาให้ผู้อ่านได้อ่านต่อ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉากที่ผมชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเพชรบูรณ์ก็คือฉากนี้ครับ

งานของพรรคพวกและป๋าดำเนินไปค่อนข้างน่าพอใจ แต่ยังเหลือพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ที่ยังไม่มีใครเข้าไป—ดงมูลเหล็ก ซึ่งกำนันเจ้าของพื้นที่บอกกับพวกป๋าเมื่อเข้ามาประชุมในตัวเมืองว่า

“หนุ่มๆ ทั้งนั้น ไหวหรือ”

เรายังเซ่อ ถามเขาว่า

“ไม่ไกลไม่ใช่รึ แค่ไหนเราก็ไปได้น่ะ พรุ่งนี้นะ พอจะรวบรวมราษฎรได้ทันไหม”

กำนันว่า “เรื่องหนทางคิดว่าพวกคุณไปไหว ก็ออกหนุ่มแน่นอย่างนี้ แต่มันต้องพิสูจน์กันก่อนนะ ว่าพวกเราควรจะร่วมมือกับพวกคุณหรือไม่น่ะ ไหวหรือไม่ไหวยังไม่รู้”

พวกเรางง ปลัดสมัยสะกิดข้าพเจ้าไปกระซิบ

“พวกนี้ยังไม่ยอมใครง่ายๆ หรอก เขาต้องลองก่อน”

“ลองอะไร”

“ลองดีน่ะซี อย่างนักเลงทั่วไปน่ะแหละ เขาอยากจะรู้ว่าพวกเราจะแน่สักแค่ไหน”

ขณะนั้น กำนันและพวกกำลังลงไปจากอำเภอ เขาเปรยขึ้นว่า

“จะลองดูก็ได้นะคุณ พรุ่งนี้ไปดงมูลเหล็ก จะได้ประชุมราษฎรอย่างที่พวกคุณอยากทำ ได้หรือไม่ รู้กันมะรืนนี้แหละ” (เล่ม 2, หน้า 272)

เอก อนันตวงษ์ ‘นักเลงชีวิต’ จากแม่โจ้ เป็นคนแรกที่อาสาจะเข้าไป เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามว่า “ว่าแต่ว่า จะมีใครไปกับผมบ้างล่ะ”

และเพียงคนเดียวที่พยักหน้าจะไปกับเขาด้วยก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้…

แต่โชคร้าย คืนนั้นฝนถล่มลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมสูง และตามขอนไม้ก็เต็มไปด้วยงูจงอาง แม้แต่ม้าก็ยังต้องถอย สหายเอกของป๋าเห็นท่าว่าคงจะไปไม่ไหว เตรียมยกเลิกการเดินทาง แต่เด็กหนุ่มอายุยี่สิบเอ็ดอย่างป๋าไม่ฟัง และยืนยันว่าตนเองจะเดินต่อไปคนเดียว

ในสถานการณ์เช่นนั้น เดินทางบุกน้ำแค่อกที่เชี่ยวกรากไปอย่างนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าหรือใครก็ตาม มันต้องบ้า ไม่บ้า-ไม่มีใครทำได้

แต่เป็นบ้าที่มีสาเหตุ บ้าที่รู้อยู่กับใจตนเอง อยากจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองนับถือตัวเอง ก็ต้องฉวยโอกาสวิกฤติเช่นนี้ อายุของเราไม่มากเกินกว่าที่จะรอให้ใครมาเติมใส่ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเองได้หรอก

ข้าพเจ้าบุกป่าน้ำเหนือหลากท่วมอกนั้นไปเป็นชั่วโมงๆ อย่างบ้าดีเดือด บอกกับตัวเองว่า ‘เอ็งต้องทำ…ทำอย่างที่ไม่มีใครกล้าที่ทำได้ เอ็งจะได้นับถือตัวเองว่าเป็นนักเลงชีวิตกับเขาอื่นได้สักที ต่อไปนี้ไม่มีใครจะมาวิ่งไล่จับไล่จูบแก้มแดงๆ ของข้าได้อีก ข้าเป็นลูกผู้ชายชาตินักสู้ได้เต็มตัวแล้ว’ (เล่ม 2, หน้า 276)

4-5 ชั่วโมงต่อมา ป๋าก็เข้าไปถึงดงมูลเหล็ก โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านรอต้อนรับ พร้อมกับไหเหล้า 5-6 ไห ขวดเหล้าประมาณ 20 ขวด และตะกร้ากระบุงใส่ปลากรอบสำหรับเป็นกับแกล้ม

เห็นแบบนั้น ป๋าก็ถึงบางอ้อทันทีว่าไอ้ “ลองดี” ที่ว่ามันเป็นอย่างไร

ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ (อีกแล้ว) ไม่มีทางที่ผมจะบรรยายฉากนี้ได้เลย นอกจากต้องยกพื้นที่นี้ให้กับป๋าครับ

เหล้า ‘ลองดี’ ข้าพเจ้าเริ่มกินจอกหรือแก้วแรก โดยยังมีวางเรียงเป็นตับบนโต๊ะอีกไม่ต่ำกว่า ๒o ขวดนั้น มีสีเหลือง เหนียวข้น

พอกระดกเข้าปาก มันลื่นไหลอย่างช้าๆ ไปที่ลำคอแล้วก็ติด รู้สึกมันร้อนระอุเหมือน ‘น้ำไฟ’ ลืมตัวต้องเอามือซ้ายของเราไปช่วยลูบมันนอกลำคอ

เสียงพวกกำนันผู้ใหญ่หันเราะกันอย่างครื้นเครง

สารวัตรกำนันรีบรินจอกใหม่ให้ข้าพเจ้าดื่มต่ออีก

“มันติดคอ ต้องกระแทกซ้ำ เอาเลยคุณ ไม่งั้นมันเผาคอคุณพังแน่”

ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อเขา รับจอกมากระดกเข้าปากอีก คราวนี้แก้วสองกระแทกที่หนึ่งที่ติดที่ลำคอ ไหลเรื่อยลงไปที่หน้าอก แล้วก็ติดอยู่ที่นั่น มันเหมือนน้ำไฟที่กำลังระเหยและเผาอยู่ในอกเรา แล้วทำท่าจะทะลุออกมา

“ติดอีกแล้ว” กำนันร้อง แล้วสั่งสารวัตรกำนัน “เฮ้ย รินช่วยคุณอีกสิ ซ้ำลงไปอีก ให้มันไหลลงท้อง ไม่งั้นหน้าอกหน้าใจพัง”

มีการรินซ้ำ และดื่มซ้ำลงไปอีกอย่างรวดเร็ว กว่าน้ำไฟนั้นจะไหลลงไปถึงท้อง ก็ล่อเข้าไปห้าแก้ว (เล่ม 2, หน้า 279)

จากสองโมง กินแบบเวียนจอกกันไปถึงสองทุ่ม ปลากรอบเป็นกระบุงและเหล้าหรืออุที่มีอยู่ทั้งหมู่บ้านหายวับไร้ร่องรอย

สองยาม ป๋าเปลี่ยนจากนั่งห้อยเท้ามาเป็นนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่หัวโต๊ะ ในขณะที่จอกยังถูกเวียนไปเรื่อย

ประมาณตีหนึ่ง เหล้าที่เพิ่งถูกต้มใหม่ๆ ถูกส่งมาเติมอีกสิบกว่าขวด ป๋าบรรยายไว้ว่า “ดีกรีมันแรงกว่าเก่า กินแล้วเหงื่อแตกสู้กับน้ำค้างหยาด”

ตีสอง เสียงกำนันและพวกผู้ใหญ่บ้านเริ่มอ้อแอ้ ป๋ายังคงยิ้มดื่ม ในขณะที่จอกยังคงเวียนต่อไป

น้ำเหล้ามาหยุดขังอยู่แค่ลำคอ เผาคอ มันไม่ยอมลง หรือลงไปไม่ค่อยไหว เพราะกินจนล้นกระเพาะ ไม่ได้เยี่ยว-ไม่ได้ตด ไม่มีใครเขาห้ามเยี่ยวห้ามตดหรอก แต่ลุกจากเก้าอี้ไปไม่ได้ ถ้าลุกเป็นล้ม (เล่ม 2, หน้า 282)

ตีสี่ ผู้ใหญ่บ้านจากคนละหมู่บ้านช่วยชีวิตป๋าไว้ได้ทัน ทั้งคู่พูดขัดคอกัน ก่อนที่จะสาวมือสาวเท้าเข้าใส่กันจนหมอบ

ตีห้า กำนันเถียงกับสารวัตรกำนัน ผลก็คือสารวัตรกำนันเตะกำนันเข้าให้ ที่เหลือไม่มีใครห้าม แต่แบ่งออกเป็นสองพวก—พวกกำนันกับพวกสารวัตรกำนัน—เปิดฉากตะลุมบอนกันนัวเนียวุ่นวาย ป๋ายังคงนั่งยิ้ม แต่น้ำตาคลอ

ป๋านั่งหลับจนถึงหกโมงเช้า ลูกเมียของใครบ้างก็ไม่รู้ลุกออกมาลากผัวของตนกลับเข้าบ้าน

ประมาณเจ็ดโมงเช้า “แสงแดดสีเหลืองเริ่มกราดมาแต่ขอบฟ้า ข้าพเจ้าหันหน้าตรงกับดวงอาทิตย์พอดี น้ำตาข้าพเจ้าไหลพราก ไม่รู้ว่าร้องไห้ทำไม ชนะหรือแพ้ ภูมิใจหรือเสียใจ

“มันเศร้า เหงา อ้างว้าง บอกไม่ถูก”

ที่ดงมูลเหล็กและพื้นที่โดยรอบ ป๋ากับพรรคพวกสามารถตั้งสหกรณ์ได้อีกเกือบสิบสมาคม และได้รับการยอมรับจากชาวบ้านแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่นั่นก็อาจจะยังไม่มีค่าเท่ากับการที่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า “ข้าพเจ้าเหมือนคนผ่านปริญญาเอกแห่งชีวิต ได้เป็น ‘นักเลงชีวิต’ ในป่าดงเช่นเพชรบูรณ์ได้ เมื่ออายุ ๒๑ ปี” อย่างน่าภาคภูมิ

ครับ ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี และก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสกลับมาพิจารณามันอีกครั้งในอีกสิบกว่าปีต่อมา กลับมาอ่านอีกครั้งหลังจากสิบปีล่วงเลยไป เรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังสนุกสนานเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม แถมยังได้ข้อคิดและเกร็ดความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก

และปรัชญานักเลงแบบนี้ ก็คงมีเฉพาะ “นักเลงตัวจริง” แบบป๋าเท่านั้นที่จะเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง

อย่าไปคิดว่า ลูกผู้ชายต้องร้องไห้ไม่ได้ อย่าคิดว่า ‘น้ำตา’ คือ ‘ความอ่อนแอ’

คนเรามีทั้ง ‘จุดเดือด’ และ ‘จุดอ่อน’ ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนมี ‘จุดอ่อน’ มีสติยิ่งกว่าคนมี ‘จุดเดือด’

น้ำตาจะมาพร้อมกับคุณธรรมและความสำนึก

เป็นความอ่อนที่ละมุนละไม

พูดกันอย่าง ‘นักเลงเอากำปั้นทุบดิน’ ก็ต้องว่า ถ้าลูกผู้ชายหาควรมีน้ำตาไม่แล้ว ‘ลูกกะตา’ จะมีเอาไว้ให้มนุษย์ผู้ชายหา (ส้น) เท้าอะไร (เล่ม 2, หน้า 381-382)

ขอขอบคุณป๋า—สมชาย อาสนจินดา—สำหรับ “นิทัศน์อุทาหรณ์” อันมีคุณค่ายิ่งครับ

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

โลกของสุมิเระใน Sputnik Sweetheart

June 27, 2006

1

“ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เขารู้จักพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว” (หน้า 16)

ข้อความของแจ็ก เครูแอ็ก ใน Lonesome Traveler ข้อความนี้ อาจเป็นคำอธิบายลักษณะเฉพาะของตัวละครในนวนิยายแทบทุกเรื่องของฮารูกิ มูราคามิ

วังเวง โดดเดี่ยว ในบริบทของสังคมที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตถึงขีดสุด และผู้คนต่างมุ่งหวังครอบครองวัตถุเงินทองอย่างสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม

ยุคแห่งการฟื้นฟูที่เอ่อล้นไปด้วยผลผลิต เทคโนโลยีอันทันสมัย และชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว การได้มากลับดูเหมือนไม่ต่างจากการสูญเสีย

ผู้คนต่างน้อมคารวะให้แก่การก่อกำเนิด แต่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าพิธีเซ่นสังเวยก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

“ทำไมคนเราถึงได้เหงาขนาดนี้? คำอธิบายแท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน? คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคนที่จะมาปลอบประโลมใจให้คลายเหงา แต่ก็กระถดตัวหนี ปลีกตัวไปอยู่เดียวดาย ทำไม? เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา?” (หน้า 176)

อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในลักษณะนี้กลายเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวในงานเขียนของมูราคามิ มันดึงดูดนักอ่านจำนวนหนึ่งให้หลงใหล แต่อีกจำนวนหนึ่งก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนี

2

ใน Sputnik Sweetheart (1999) มูราคามิยังคงอาศัยเรื่องราวเหนือจริงเป็นเครื่องมือช่วยถ่ายทอดเนื้อหาสาระของนวนิยายเช่นเดียวกับอีกในหลายๆ เรื่อง การหายตัวไป (เหมือนหมอกควัน) ของสุมิเระบนเกาะเล็กๆ ในทะเลอีเจียน เปิดโอกาสให้มูราคามิสามารถนำสุมิเระอีกคนหนึ่งออกมานำเสนอต่อผู้อ่าน—สุมิเระที่แนะนำตัวเธอเอง ไม่ใช่สุมิเระที่ผู้อ่านรู้จักผ่านคำบอกเล่าของ ‘ผม’

ก่อนที่จะลงมือเขียน A Wild Sheep Chase (1982) ผลงานชิ้นที่สาม มูราคามิตระหนักดีว่าเขาต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากผลงานสองชิ้นแรก (Hear the Wind Sing [1979] และ Pinball, 1973 [1980]) ซึ่งนั่นทำให้เขาค้นพบว่าพลังของเรื่องราวเหนือจริงจะช่วยให้เขาทำเช่นนั้นได้ มูราคามิเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “บางครั้งคุณก็ต้องการอะไรบางอย่าง—บางอย่างที่เหนือธรรมชาติหรือแปลกประหลาด—เพื่อทำให้มันเป็นจริงมากขึ้น ผมรู้ว่าใน A Wild Sheep Chase เรื่องราวดูเหมือนจะจับต้องสัมผัสได้มากขึ้นเมื่อมนุษย์แกะปรากฏตัว แม้ว่าตัวมนุษย์แกะเองจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงก็ตาม ผมชอบแบบนั้น”

การหายตัวไปของสุมิเระอาจไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เธออาจกำลังสับสนจนต้องลุกออกไปเดินเล่นคนเดียว เธออาจประสบอุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย เหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับใครในที่ไหนๆ ก็ได้ในโลก ศพของเธอหาไม่พบ และตำรวจก็จนปัญญาจะสะสางเรื่องราว เธอกลายเป็นผู้สูญหาย เมื่อเวลาผ่านเลยไป เธอกลายเป็นเพียงความทรงจำของญาติพี่น้องและคนรู้จัก ก่อนที่จะถูกลืมเลือน

แต่ถ้าแก่นแท้ของเรื่องราวเหนือจริงในนวนิยายของมูราคามิคือการทำหน้าที่นำพาผู้อ่านไปสู่อะไรบางอย่าง การหายตัวไปของสุมิเระก็อาจเป็นประตูที่มูราคามิใช้สำหรับนำพาผู้อ่านเข้าไปสู่โลกของตัวเธอเอง—โลกของ ‘ผม’ โลกของมิว และโลกของเราทุกคน

3

นวนิยายลำดับที่เก้าของมูราคามิเกริ่นนำด้วยการบอกเล่าถึงชะตากรรมของไลก้า—เยอรมันเชฟเพิร์ด—สิ่งมีชีวิตแรกที่มีโอกาสก้าวพ้นชั้นบรรยากาศของโลก ออกโคจรพร้อมกับดาวเทียมสปุตนิก II ของสหภาพโซเวียต …ชั่วนิรันดร์

สปุตนิก II—ทรงกลมโลหะเส้นผ่านศูนย์กลาง 58 เซนติเมตร น้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม—และไลก้า เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่มูราคามิใช้เป็นสื่อในการแสดงความรู้สึกของตัวละคร เป้าหมายทางด้านการวิจัยทางชีววิทยาอาจสร้างความตื่นเต้นให้กับนักวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คน และผลการวิจัยก็แทบจะกลายเป็นความลับของคนทั้งโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ในฐานะของมนุษย์ธรรมดาบนโลกใบนี้ มูราคามิเห็นว่าดาวเทียมกับสุนัขตัวหนึ่งส่งผ่านความหมายมากมายกว่านั้น

“เหมือนเขื่อนแตกเลย สุมิเระนอนซบหมอนร้องไห้จนตัวโยนอยู่นาน เธอร้องไห้ ฉันนั่งลูบหลังให้ ลูบจากหัวไหล่มาถึงบั้นเอว ปลายนิ้วแตะกระดูกทุกท่อน ฉันอยากร่วมร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้

“นั่นเองที่ฉันตระหนักถึงความหมายแท้จริง…เพื่อนเดินทาง เราสองเป็นเพื่อนเดินทางวิเศษสุด แต่ในท้ายที่สุด ก็เป็นได้เพียงแค่ทรงกลมโลหะอัปลักษณ์ แยกย้ายกันหมุนเคลื่อนไปตามวงทางโคจรเฉพาะตัว มองจากระยะไกล ดูสุดสวยเหมือนดาวตกพุ่งวาบข้ามฟ้า แต่ในความเป็นจริง ก็เป็นแต่เพียงคุก กักขัง ขังเดี่ยว เดินทางไปไร้จุดหมาย เมื่อใดที่วงทางโคจรตัดข้ามกัน เราก็ร่วมทางกันได้ชั่วอึดใจ อาจเปิดหัวใจตีแผ่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะทันรู้ตัว เราก็พุ่งวาบไปในความเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยวอ้างว้าง จนกว่าเราจะตกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เผาไหม้เป็นจุณ” (หน้า 117)

4

เรื่องราวของหญิงรักหญิงเป็นแง่มุมที่มูราคามิยังไม่เคยสำรวจมาก่อน และเมื่อเขาลงมือ ผลที่ออกมาก็อยู่เหนือการคาดเดา

สุมิเระอายุ 22 ปี เลิกเรียนมหาวิทยาลัยกลางคัน พร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจจะเป็นนักเขียนให้จงได้ ‘ผม’ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ ความสัมพันธ์เริ่มต้นจากความหลงใหลในการอ่านของทั้งคู่ ‘ผม’ หลงรักสุมิเระ แต่สุมิเระหลงรักผู้หญิงที่อายุมากกว่าเธอ 17 ปี และไม่มีความกระหายอยากทางเพศกับผู้ชาย

“ในเสี้ยววินาทีที่มิวขยี้เส้นผม สุมิเระตกหลุมรักด่วนฉับพลัน ประหนึ่งว่ากำลังเดินไปกลางทุ่ง ตูม! สายฟ้าพุ่งผ่าลงมากลางหัว ละม้ายคล้ายการดลบันดาลเชิงศิลปะ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมสุมิเระไม่เสียเวลาใส่ใจว่า ผู้ที่หลงรักเป็นสตรี” (หน้า 19)

มิวชวนสุมิเระมาช่วยงานในธุรกิจนำเข้าไวน์ของเธอ ทั้งคู่ออกตระเวนยุโรปเพื่อติดต่อธุรกิจด้วยกัน อิตาลี ฝรั่งเศส ก่อนจะสิ้นสุดที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในกรีซ ที่ที่สุมิเระหายตัวไป—เหมือนหมอกควัน

‘ผม’—ครูโรงเรียนประถม เพื่อนคนเดียวของสุมิเระ—ได้รับการติดต่อจากมิวให้ไปช่วยตามหาสุมิเระที่กรีซ หลังจากความพยายามในการค้นหาดูจะไร้ความหมาย ‘ผม’ ตัดสินใจเสนอทฤษฎีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

“สุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้ว” (หน้า 162)

5

“หนูรู้ไหมว่าครูอยากทำอะไรมากที่สุดในตอนนี้?” ‘ผม’ คุยกับแคร็อต—ลูกศิษย์ในชั้นเรียนที่เพิ่งขโมยของในห้างสรรพสินค้า “ครูอยากจะปีนขึ้นไปยังที่สูง เช่น ยอดพีระมิด สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ จะได้มองไปให้ไกลที่สุด ยืนอยู่บนยอดสุดสูง กวาดสายตามองรอบโลก มองภาพทิวทัศน์ มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตาตนเองว่ามีสิ่งใดสูญหายไปจากโลกนี้บ้างแล้ว ไม่รู้ซี…จริงแล้วครูอาจจะไม่ต้องการมองอะไรอีก ไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้” (หน้า 189)

การตามหาสิ่งที่ ‘สูญหาย’ เป็นสาระสำคัญอีกอย่างหนึ่งในนวนิยายของมูราคามิ ใน Sputnik Sweetheart นอกจากการหายตัวไปของสุมิเระแล้ว เรายังพบกับมิวที่สูญเสียมิวคนเดิมไปตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน พบกับสุมิเระที่ฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงแม่ของเธอที่ถูกดูดหายไปในโลกอีกฟาก พบกับแมวที่กระโจนขึ้นต้นไม้โดยไม่ยอมกลับลงมาอีก พบกับ ‘ผม’ ในวัยเด็กที่สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป และพบกับเพื่อนสาวของ ‘ผม’ ที่ต้องเสีย ‘เพื่อนร่วมทาง’ ในท้ายที่สุด

การสูญเสียแต่ละครั้งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง และหน้าที่ของมนุษย์ก็คือการก้มหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มันอาจจะดูเหมือนไร้ความหมายหากเรามีหน้าที่เพียงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันไร้ที่สิ้นสุด ยอมให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นสัจธรรมหุ้มห่อชีวิต แต่ใครจะกล้าปฏิเสธ ว่าแท้จริงแล้ว คุณค่าที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดลบันดาล แต่อยู่ที่ความสามารถในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มูราคามิตอบคำถามที่ถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเขียนนวนิยายเรื่องนี้หรือ? ผมไม่รู้ เรื่องราวมันเดินทางมาหาผมอย่างเป็นธรรมชาติมาก มันเป็นมากกว่า ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนประหลาด’ หรือ ‘เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ผมชอบ ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ”

6

‘ผม’ พบแผ่นฟล็อปปี้ในกระเป๋าเดินทางของสุมิเระ ในแผ่นมีไฟล์สองไฟล์ และมันอาจเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะใช้ไขปริศนาการหายไปของตัวเธอได้

ทั้งสองไฟล์มีจุดร่วมบางอย่าง ไฟล์แรกบอกเล่าความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับแม่ของสุมิเระ เธอไต่บันไดขึ้นไปพบกับแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อขึ้นไปถึง ร่างของแม่ถูกดูดหายเข้าไปในโลกฟากโน้น สุมิเระไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ ไฟล์ที่สองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับมิวเมื่อ 14 ปีก่อน เธอติดอยู่ในกระเช้าชิงช้าสวรรค์ตลอดทั้งคืน เธอใช้กล้องส่องหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเธอ มองเห็นตัวเธอเองอีกคนหนึ่งอยู่ในห้อง ประสบการณ์นี้ทำลายความเป็นมนุษย์ของเธอ “…อย่างน้อยที่สุด บาดแผลการทำลายล้างก็สาหัสจับต้องได้ ร่างของเธอแตกเป็นสองเสี่ยง มีกระจกเงากางกั้นคั่นระหว่างกลาง…” (หน้า 161)

หลังจากการครุ่นคิดใคร่ครวญ ทฤษฎีที่ว่าสุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้วจึงถือกำเนิด

“แนวคิดนี้อธิบายเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด สุมิเระทำลายกระจกเงา เดินข้ามไปยังโลกฟากโน้น เดินทางไปเสาะหามิวอีกครึ่งซีกที่ยังหลงอยู่ที่นั่น…หากมิวในโลกนี้ไม่รับรักเธอ ทางเลือกเช่นว่าก็น่าจะสมเหตุสมผลเป็นที่สุด” (หน้า 162)

โลกฟากนี้ โลกฟากโน้น โลกฟากไหนคือโลกที่เราอาศัยอยู่

หรือเราต่างมีโลกคนละสองฟาก โลกที่เปิดเผยกับโลกที่ซ่อนเร้น โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝัน โลกที่งดงามกับโลกที่โหดร้าย

โลกของมิวในทุกวันนี้กับโลกของมิวเมื่อ 14 ปีก่อน โลกของ ‘ผม’ ก่อนและหลังการหายตัวไปของสุมิเระ …หรือโลกของสุมิเระกับมิวสองคนที่อยู่คนละฟาก

“ฟ้าเหนือยอดเขาโปร่ง ดวงจันทร์ขยายขนาด มหึมาแทบเต็มฟ้า ลอยดวงหินแกร่งกลางอวกาศเวิ้งว้าง ผิวหน้าปุปะกร่อนหายไปในห้วงเวลาไร้เมตตา เงาดำมืดลายเค้าโครงน่าสะพรึงกลัว เป็นมะเร็งเนื้อร้ายที่ยื่นรยางค์ออกมาคว้าจับไออุ่นของสิ่งที่มีชีวิต แสงจันทร์ดัดเสียงให้ผิดเพี้ยน ชำระล้างความหมายทั้งมวลให้เหลือเพียงความสับสนโกลาหลจู่โจมเข้ามา ขับห้วงความคิดให้กระเจิง นี่เองที่ทำให้มิวมองเห็นร่างอีกซีกของเธอ นี่เองที่เป็นตัวการลักพาตัวแมวของสุมิเระ นี่เองที่ทำให้สุมิเระหายตัวไป และนี่เองที่เชื้อเชิญให้ผมเดินเท้ามาถึงยอดเขา กล่อมด้วยดนตรีแว่วหวานกลางดึก …ดนตรีที่อาจไม่มีอยู่จริง เบื้องหน้าของผมเป็นหล่มความมืดล้ำลึกไร้ก้น เบื้องหลังเป็นโลกแสงเรื่องซีดจาง ผมยืนอยู่บนยอดเขาต่างแดน ร่างอาบอยู่ในแสงจันทร์ขาวโพลน บางทีเรื่องราวทั้งหมดผ่านการวางแผนไว้รอบคอบ…ตั้งแต่เริ่มต้น” (หน้า 168)

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

เขื่อน อาวุธนิวเคลียร์ นักเขียนแอคทิวิสต์ กับหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของอรุณธตี รอย

May 19, 2006

“We have to support our small heroes. (Of these we have many. Many.) We have to fight specific wars in specific ways. Who knows, perhaps that’s what the 21st century has in store for us. The dismantling of the Big. Big bombs, big dams, big ideologies, big contradictions, big countries, big wars, big heroes, big mistakes. Perhaps it will be the Century of the Small. Perhaps right now, this very minute, there’s a small god up in heaven readying herself for us.”

Arundhati Roy

1

ในขณะที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ความแตกแยกขัดแย้งกำลังลุกลามไปทั่ว และรอยยิ้มรวมถึงการประกาศตนว่ารักสงบไม่ใช่หลักประกันว่าคนในชาติจะมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งได้จริง ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากผู้คนอีกกว่าห้าสิบล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดียในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในชุมชนต้นน้ำคงกำลังเฝ้ามองเหมืองฝายดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำของชุมชนมานับสิบนับร้อยปี ถูกรื้อทำลายย่อยยับหลังจากมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง ชาวบ้านแถบภาคอีสานคงกำลังเฝ้ามองสวนป่ายูคาลิปตัสอันเขียวขจีสมชื่อโครงการอีสานเขียวด้วยความขมขื่น เพราะอาหารของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้นถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้วพร้อมกับผลงานของนักการเมืองบางคน

ปัญหาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเดินทางไปไกลกว่าคำถามที่ว่าเราจะยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่อไปหรือไม่ และหากเราสามารถมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้จริง ใครจะกล้ารับประกันว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโครงการของรัฐจะได้รับการแก้ไข

การเดินขบวนขับไล่นายกรัฐมนตรีจึงไร้ความหมายสำหรับลุงมี ซึ่งที่ดินของบรรพบุรุษต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไร้ความสำคัญสำหรับป้าบัว ที่ต้องถูกไล่ที่เพราะรัฐบาลอยากเพิ่มจำนวนอุทยานแห่งชาติ และไร้ประโยชน์สำหรับไอ้จุ้น ที่ต้องเตรียมบากหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่นาของพ่อกลายเป็นของนายทุน

2

มีคนถามอรุณธตี รอย ว่าทำไมเธอจึงไม่เขียนนวนิยายอีก (หลังจาก The God of Small Things) รอยตอบว่า “Because I have the strong feeling that we are living in a time in which writers have to take a position. I feel under a tremendous amount of pressure just now to respond to things.” และชะตากรรมของชาวพื้นเมืองนับแสนนับล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของรัฐบาลอินเดีย รวมทั้งความฉ้อฉลปลิ้นปล้อนของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ดึงดูดให้รอยต้องไปที่แม่น้ำนรมทา (Narmada)

เธอยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำ มองมายังหมู่บ้านของชาวพื้นเมือง ทุ่งหญ้า ป่าไม้ ฝูงแพะ และเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนผืนดินที่กำลังจะจมอยู่ใต้น้ำในฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึง

ไม่มีใครรู้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิจนิรันดร์

ไม่มีใครเคยคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาจะมีโอกาสเฝ้ามองพืชผลของตัวเองถูกทำลายย่อยยับในชั่วข้ามคืน

จากผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษ พวกเขากลายเป็นแรงงานไร้ที่ดินในชั่วพริบตา ก่อนจะถูกบังคับให้ต้องยอมรับค่าชดเชย และถูกขับไล่ออกไปจากบ้านของตัวเอง “คนจำนวนมากที่ถูกอพยพย้ายถิ่นฐาน คือผู้คนที่ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าลึกที่แทบไม่เคยได้สัมผัสกับเงินและโลกสมัยใหม่ แล้วจู่ๆ พวกเขาก็พบว่าตัวเองถูกทำให้เหลือทางเลือกเพียงว่าจะอดตายหรือจะเดินหลายกิโลเมตรไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปนั่งอยู่ในตลาด (ทั้งชายและหญิง) เหมือนสินค้าที่วางขาย เสนอตัวเองเป็นกรรมกรแลกค่าแรง” (หน้า 48)

ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศผู้สร้างเขื่อนรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก 3,600 เขื่อนเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ และอีกกว่าเจ็ดร้อยเขื่อนกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเท่ากับว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนขนาดใหญ่ในโลกกำลังถูกสร้างขึ้นที่อินเดีย

รัฐบาลอินเดียประกาศก้อง (ไม่ต่างจากรัฐบาลผู้นิยมสร้างเขื่อนในประเทศอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศแถวนี้) ว่าเขื่อนขนาดใหญ่จะช่วยปลดปล่อยประชาชนชาวอินเดียจากความหิวโหยและความยากจน ผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม “เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” “เพื่อความก้าวหน้า” “เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ” และแน่นอน ผู้ที่คัดค้านคือพวกก่อความไม่สงบ เป็นภัยต่อชาติ ต่อต้านการพัฒนา หรือเป็นพวก “รับเงินต่างชาติ”

แต่ชาติหรือประเทศเป็นของใคร? ใครควรได้รับผลประโยชน์? ใครควรเป็นผู้เสียประโยชน์? และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ?

“บนธงชาติมีรูโหว่ และมันกำลังเลือดไหล” (หน้า 23)

ใช่! บนธงชาติมีรูโหว่ แต่มือที่จับมีดปาดเฉือนธงชาติแล้วล้วงเข้าไปกะซวกแทงผู้คนในชาติเป็นมือของใคร? ของผมหรือของคุณ?

รัฐบาลอาจไม่ใช่ปีศาจร้ายผู้เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด (เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่อัศวินควายดำหน้าไหนที่จะคอยโผล่มาช่วยกู้วิกฤตได้เสมอไป) แต่ประโยคเหล่านี้ของอรุณธตี รอย ก็บาดลึกทิ่มแทงจนเจ็บจำฝังใจ

“ถ้าจะถ่วงสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง คุณต้องหักขามัน ถ้าจะถ่วงประเทศชาติ คุณต้องทำลายประชาชนในชาตินั้น คุณต้องปล้นเอากำลังใจของพวกเขาไป ต้องสำแดงให้พวกเขาเห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของคุณในการควบคุมชะตากรรมของพวกเขา ต้องทำให้พวกเขาหายข้องใจว่าถึงที่สุดแล้วคุณต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่ ใครจะตาย ใครจะได้เป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย ใครจะไม่เป็น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความเก่งกล้าสามารถของคุณ คุณต้องแสดงฝีมือออกมาให้หมด และให้เห็นว่าคุณทำมันได้ง่ายดายเพียงใด ว่ามันง่ายดายเพียงใดในการที่คุณจะกดปุ่มและทำลายล้างโลกใบนี้ ในการที่จะก่อสงครามหรือขอสงบศึก ในการที่จะฉวยเอาแม่น้ำทั้งสายจากคนพวกหนึ่งไปกำนัลแด่คนอีกพวกหนึ่ง ในการที่จะทำให้ทะเลทรายเป็นสีเขียว หรือโค่นป่าสักแห่งแล้วไปปลูกใหม่ที่อื่น คุณใช้การกระทำตามอำเภอใจของคุณมาทำลายศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อสิ่งที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ไม่ว่าผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่า ผืนฟ้า

“พอทำเสร็จแล้ว พวกเขาจะเหลืออะไร? เหลือแต่คุณไง พวกเขาก็จะหันหน้ามาหาคุณ เพราะคุณคือทั้งหมดที่พวกเขามี พวกเขาจะรักคุณกระทั่งในยามที่พวกเขาชิงชังคุณ พวกเขาจะยังวางใจคุณทั้งที่พวกเขารู้ไส้คุณดีแล้ว พวกเขาจะลงคะแนนเสียงให้คุณทั้งที่คุณเค้นคอเขาอยู่ พวกเขาจะดื่มสิ่งที่คุณยื่นให้ดื่ม พวกเขาจะหายใจตามที่คุณให้พวกเขาหายใจ พวกเขาจะอยู่ตามแต่ที่คุณจะโยนข้าวของของพวกเขาไปไว้ที่ไหน พวกเขาจำต้องเป็นอย่างนั้น พวกเขาจะทำอย่างไรได้? ไม่มีศาลไหนที่พวกเขาจะหันไปพึ่งพาได้ คุณเป็นทั้งแม่ของพวกเขาและพ่อของพวกเขา เป็นทั้งผู้พิพากษาและลูกขุน คุณคือโลก คุณคือพระเจ้า” (หน้า 72-73)

3

ต้นเดือนพฤษภาคม ปี 1998 อรุณธตี รอย บอกกับเพื่อนของเธอว่า ความฝันประเภทเดียวที่คุ้มค่าจะฝัน คือการฝันที่จะมีชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่ และฝันที่จะตายก็ต่อเมื่อคุณสิ้นลมหายใจไปแล้ว

“มันแปลว่าอะไร” เพื่อนของเธอทำหน้าสงสัย

รอยเขียนข้อความลงบนกระดาษเช็ดปากแทนการอธิบายด้วยคำพูด

“การได้รัก ได้เป็นที่รัก การที่จะไม่ลืมความไม่สำคัญของตัวเอง การที่จะไม่มีวันชาชินกับความรุนแรงสุดจะพรรณนาและความไม่เสมอภาคอันป่าเถื่อนของชีวิตที่อยู่รอบตัวเธอ การที่จะค้นหาความรื่นรมย์ในที่ที่เศร้าที่สุด การที่จะไล่ติดตามความงดงามไปจนพบแหล่งที่อยู่ของมัน การที่จะไม่ลดทอนสิ่งที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และที่จะไม่ทำให้เรื่องง่ายๆ ต้องกลายเป็นเรื่องซับซ้อน การที่จะเคารพความเข้มแข็ง ไม่ใช่เคารพอำนาจ เหนืออื่นใดก็คือการที่จะได้เฝ้าดู ได้พยายาม และได้เข้าใจ การที่จะไม่มีวันเบือนหน้าหนี และการที่จะไม่มีวันและไม่มีทางลืม” (หน้า 100-101)

สองสัปดาห์ถัดมา รัฐบาลอินเดียก็ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สื่อมวลชนพากันโหมประโคมถึงอนาคตอันสุกใสที่เฝ้ารออยู่เบื้องหน้า อาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ มันน่าพรั่นพรึงจนอาจทำให้ปากีสถานต้องยอมค้อมหัว รัฐบาลอินเดียเรียกร้องการสนับสนุนจากคนในชาติ โยงใยมันเข้ากับความรักชาติที่ยากจะปฏิเสธ “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบนิวเคลียร์ แต่มันคือการทดสอบความรักชาติ”

รอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยความมึนงง เธอหรือใครกันแน่ที่เสียสติ? เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า? ทำไมใครต่อใครจึงยกย่องสรรเสริญการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง? หรือนี่อาจจะเป็นประตูสู่ความยิ่งใหญ่ของชนชาติฮินดูผู้เกรียงไกรจริงๆ ?

“ฉันเองพร้อมแล้วที่จะเอาตัวเข้ามา และพร้อมที่จะทำให้ตัวเองขายหน้าอย่างชวนสมเพช เพราะในสถานการณ์แบบนี้ การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น” (หน้า 90)

เดือนกรกฎาคม ปี 1998 The End of Imagination ก็ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วอินเดีย มันเป็นบทความชิ้นแรกของรอยที่เผยแพร่สู่สาธารณะหลังจากนวนิยาย The God of Small Things ได้รับการตีพิมพ์

การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น และหากการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มีความหมายเดียวกับการต่อต้านฮินดูหรือต่อต้านประเทศชาติแล้วล่ะก็ รอยก็พร้อมที่แยกตนเป็นอิสระ เธอเป็นสาธารณรัฐอิสระเคลื่อนที่ เธอคือพลเมืองของโลก เธอไร้เขตแดนขอบเขต เธอไม่มีธงชาติ และเธอยินดีต้อนรับผู้อพยพทุกคนเข้าสู่สาธารณรัฐแห่งนี้

ผู้อพยพ 400 ล้านคนที่ไม่รู้หนังสือและมีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ผู้อพยพ 600 ล้านคนที่ขาดแคลนสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และผู้อพยพมากกว่า 200 ล้านคนที่ไม่มีน้ำสะอาดให้ดื่ม ในสาธารณรัฐอินเดียที่มีประชากรหนึ่งพันล้านคน ซึ่งรัฐบาลพยายามหลอมรวมผู้คนเพื่อสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ

อัตลักษณ์แห่งชาติที่ต้องการศัตรูเป็นผู้ขัดเกลาให้อัตลักษณ์นั้นแจ่มชัด

และการสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์จึงกลายเป็นความรักชาติ เพราะนั่นไง! ศัตรูของเรายืนทนโท่อยู่ตรงนั้นทั้งคน!

แต่ใครจะเข้าใจอัตลักษณ์แห่งชาติได้ดีไปกว่านักการเมืองผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ใครจะใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์แห่งชาติได้คุ้มค่าไปกว่านักการเมืองผู้ร่ำรวยหรูหรา และใครจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติได้ชัดเจนแจ่มชัดไปกว่านักการเมืองผู้เป็นตัวแทนของประชาชน

“ผู้คนจำพวกที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญ (หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ) ต่อการที่ประเทศอินเดียจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว, แจ่มแจ้ง และเหนียวแน่น ก็คือพวกนักการเมืองที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ในระดับประเทศของเรา เหตุผลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็แค่เพราะว่าสิ่งที่นักการเมืองเหล่านี้ดิ้นรนที่จะให้ได้มา รวมทั้งเป้าหมายในทางอาชีพของพวกเขา ก็คือการ (จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง) ทำให้ตัวเองกลายเป็นอัตลักษณ์นั้น การยึดโยงตัวเองเข้ากับอัตลักษณ์นั้นถ้าหากยังไม่มีอัตลักษณ์อย่างที่ว่า พวกเขาก็จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ชักจูงประชาชนให้โหวตให้กับอัตลักษณ์นั้น… ยิ่งนักการเมืองเหล่านั้นล้มละลายทางศีลธรรมมากท่าไหร่ ความคิดที่ว่าอัตลักษณ์นั้นควรเป็นอย่างไรก็ยิ่งหยาบเท่านั้น…” (หน้า 111-112)

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรี (ที่ให้ความเคารพอย่างยิ่งกับเสียงสวรรค์จากประชาชน) ซึ่งรอยไม่เคยไว้วางใจ

“ใครหน้าไหนกันที่เป็นคนทำการสำรวจความคิดเห็น? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกันหรือถึงจะมาตัดสินใจว่านิ้วของใครจะอยู่บนปุ่มนิวเคลียร์ที่สามารถเปลี่ยนทุกสิ่งที่เรารัก—แผ่นดิน, ท้องฟ้า, ภูเขา, ที่ราบ, แม่น้ำ, เมืองและหมู่บ้านของเรา ให้กลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วแวบเดียว? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกัน ถึงจะมายืนยันกับเราว่าจะไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น? เขารู้ได้ยังไง? ทำไมเราจะต้องไว้ใจเขาด้วย? เขาเคยทำอะไรมาหรือถึงจะทำให้เราไว้ใจเขาได้? ใครคนไหนในหมู่พวกเขาเคยทำอะไรที่จะทำให้เราไว้ใจพวกเขาได้หรือ?” (หน้า 121)

4

“การเป็นนักเขียน อย่างที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นนักเขียน ‘ผู้โด่งดัง’ ในประเทศที่ประชาชนหลายล้านคนอ่านหนังสือไม่ออกนั้น ออกจะเป็นเกียรติยศที่น่ากังขาอยู่ไม่น้อย การเป็นนักเขียนในประเทศที่มอบคนอย่างมหาตมะ คานธี ผู้สร้างแนวคิดเรื่องการต่อต้านโดยสันติวิธีให้แก่โลก แล้วจากนั้นอีกครึ่งศตวรรษก็ติดตามมาด้วยการทดลองนิวเคลียร์นั้น เป็นภาระอันสาหัสสากรรจ์นัก… การเป็นนักเขียนในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองอย่างไม่เป็นทางการคอยบีฑาพลเมืองของตนในนามของ ‘การพัฒนา’ นั้น เป็นความรับผิดชอบอันหนักหน่วง เมื่อต้องพูดถึงนักเขียนและการเขียนหนังสือ ฉันใช้คำอย่าง ‘หนักหน่วง’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และมิใช่ด้วยความรู้สึกเสียใจแม้เพียงสักน้อยนิด” (หน้า 127)

ซูซานนา อรุณธตี รอย เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1961 ที่รัฐเกรละ (Kerala) ซึ่งเธอใช้เป็นฉากใน The God of Small Things นวนิยายเล่มแรกของเธอที่ได้รับรางวัล The Booker Prize ในปี 1997 เธอออกจากบ้านเมื่ออายุ 16 ปี อาศัยอยู่ในเพิงหลังคาสังกะสี เลี้ยงชีพด้วยการเก็บขวดเบียร์ขาย ก่อนที่จะเข้าเรียนใน Delhi School of Architecture เธอแต่งงานกับเพื่อนนักเรียนสถาปนิก ก่อนที่จะแยกทางกันในอีก 4 ปีต่อมา

สามีคนใหม่ของรอยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เธอมีโอกาสได้เขียนบทภาพยนตร์อีก 2 เรื่อง ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำงานเขียนอย่างจริงจัง และนั่นจึงเป็นที่มาของ The God of Small Things

หลังจากใช้เวลานานนับปีในการตระเวนให้สัมภาษณ์และพบปะผู้อ่าน รอยกลับมาพำนักที่นิวเดลี และเริ่มต้นการเขียนบทความทางการเมือง รวมทั้งเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างจริงจัง ในปัจจุบัน อรุณธตี รอย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านต่อต้านอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ การแปรรูปกิจการสาธารณะอันเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ และการรุกรานในรูปแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักเขียน (รอยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Ever since as a child I knew that people had to do things when they grew up, I knew that I wanted to be a writer.”) อรุณธตี รอย กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างสุดความสามารถ บนหลักการพื้นฐานธรรมดาสามัญ “เมื่อคุณมองเห็นมัน คุณจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ และเมื่อคุณได้เห็นมันแล้ว การจะอุบเงียบไม่พูดอะไร ก็จะกลายเป็นท่าทีทางการเมืองไม่ต่างจากการพูดออกมา” (หน้า 129)

ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นความโหดร้ายอัปลักษณ์ที่แฝงซ่อนในสถานการณ์สุขสงบ

หรือความน่ารักสดใสในบรรยากาศที่อบร่ำด้วยคาวเลือดและควันปืน

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

เมื่อต้องอยู่กับความยุ่ง ใน “ความยุ่งของการอยู่”

May 3, 2006

เมื่อต้องอยู่กับความยุ่ง ใน “ความยุ่งของการอยู่”

บ้านที่ผมเกิดอยู่ริมแม่น้ำ ทุกๆ วันผมจะเห็นเรือบรรทุกข้าวเปลือกผูกต่อติดกันเป็นแถวยาวค่อยๆ แล่นผ่านหน้าบ้านเพื่อส่งข้าวเข้ากรุงเทพฯ แต่ละลำบรรจุข้าวเปลือกเต็มท้องเรือจนดูเหมือนไม่น่าจะลอยอยู่บนน้ำได้

คนแถวบ้านผมเรียกมันว่า ‘เรือโยง’ จากลักษณะที่มีหลายๆ ลำผูกติดกันเรียงเป็นแถว โดยมีเรือยนต์ลำเล็กๆ ทำหน้าที่ลากเรือบรรทุกข้าวสารทั้งแถวเดินทางไปบนสายน้ำ เหมือนคนตัวผอมแต่แข็งแรงกำลังฉุดลากคนตัวอ้วนแถมยังขี้เกียจออกเดินทางไปด้วยกัน

เรือบรรทุกข้าวสารแต่ละลำคือ ‘บ้าน’ ของหนึ่งครอบครัว ท้ายเรือคือที่อยู่ ที่กิน ที่นั่งเล่นของคนในบ้าน พวกเขาออกเดินทางไปพร้อมกับเรือและแวะพักตามท่าข้าวหรือโรงสีที่เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ ผมยังจำได้ว่าเคยแอบได้ยินชาวเรือคนหนึ่งคุยกับน้าชายว่า เขาได้ยินเสียงลูกกระสุนปืนตกเกรียวกราวบนหลังคาเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือของเขาเข้ากรุงเทพฯพอดี ได้ยินแบบนั้นผมก็อิจฉาชาวเรือขึ้นมาจับใจ เพราะอยากเข้าไปเห็นกรุงเทพฯกับเขาบ้าง

ที่เล่าเรื่องเรือโยงขึ้นมาก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่คิดไปเล่นๆ ว่าคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเรือ มีโอกาสเหยียบพื้นดินน้อยกว่าแหวกว่ายอยู่ในพื้นน้ำ แต่ละวันได้นั่งมองทัศนียภาพสองข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีโอกาสไปแวะพักที่จุดโน้นจุดนี้ และอาจจะตกปลาเก่งกว่าเตะฟุตบอล เขาจะมี ‘ความยุ่งของการอยู่’ เหมือนหรือต่างกับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนบกอย่างไร

เรื่องยุ่งๆ ของชีวิต

‘ชีวิต’ อาจมีองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งคือ ‘ความยุ่ง’ ยิ่งชีวิตในเมืองด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนความยุ่งจะเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตมากเกินจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น ความยุ่งกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการสร้างรอยร้าวให้กับสัมพันธภาพระหว่างคน คู่รักสามารถหมดรักกันได้เพราะความยุ่ง ครอบครัวอาจแตกสลายได้เพราะความยุ่ง และชีวิตของคนคนหนึ่งก็อาจล้มเหลวได้เพราะความยุ่ง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเมื่อคนยุ่งๆ มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันแล้ว มันจะยิ่งยุ่งแค่ไหน

ความยุ่งของการอยู่ หนังสือรวมบทความเล่มล่าสุดจาก มติชนสุดสัปดาห์ ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ จะช่วยอธิบายความยุ่งในสังคมยุ่งๆ แบบสังคมไทย (ทั้งในเมือง ชานเมือง และนอกเมือง) ซึ่งรวมเอาคนยุ่งๆ มาไว้ด้วยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้เรา—ซึ่งกำลังยุ่ง—เข้าใจความยุ่งที่กำลังพบเจอ และสามารถ ‘อยู่’ กับความยุ่งได้อย่างสะดวกกายสบายใจมากขึ้น

บทความทั้ง 19 ชิ้น คือการฉายภาพปรากฏการณ์หลากหลายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแง่มุมของอาจารย์นิธิ การจะทำความเข้าใจสาเหตุและคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องมีข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และการปรับเปลี่ยนโลกทรรศน์ที่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งรายการคุยข่าวและสื่อส่วนใหญ่ไม่สามารถให้ได้

ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลและปรับเปลี่ยนได้ในชั่วพริบตา บทความของอาจารย์นิธิทำให้เราตระหนักว่าเบื้องหลังของแต่ละปรากฏการณ์ที่เกิดนั้นกว้างและลึกกว่ารายงานข่าวบนหน้ากระดาษหรือบทสนทนาของพิธีกร

การเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อให้สิทธิแก่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเลือกใช้นามสกุลของสามีหรือของตนเองก็ได้จึงแทบจะหมดความหมาย เมื่อนามสกุลแทบจะหมดหน้าที่ทางสังคม และไม่สามารถแทนที่ ‘วงศ์’ (Lineage) หรือ ‘ผี’ ที่เคยทำหน้าที่หลายอย่างทางสังคมมาก่อน

“นอกจากไม่มีความสามารถแทนที่ผีแล้ว ยังดูเหมือนไม่มีหน้าที่อะไรอีกเลย นอกจากทำให้รัฐเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถูกต้องเท่านั้น” (นามสกุล, หน้า 7)

การอยู่ก่อนแต่งจึงแยกไม่ออกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสถาบันการสมรสในสังคมไทย และการลำเลิกวัฒนธรรมเก่าของไทยว่าลูกผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัวก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา

“แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับสังคมไทย ทำให้เรามองการสมรสจากฐานของปัจเจกบุคคลไปตลอดสาย คือนับตั้งแต่การเลือกคู่ไปจนถึงการตั้งครอบครัว ระบบเศรษฐกิจและสังคมก็เอื้อที่จะให้ใช้ฐานของปัจเจกบุคคลเสียด้วย

“ความมั่นคงของสถาบันการสมรสในปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับคนสองคนจะช่วยกันประคับประคองไว้ได้หรือไม่

“แต่แล้วสังคมไทยเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงของสถาบันการสมรสเช่นนี้ไว้อย่างไร?

“ผมคิดว่าแทบจะไม่มีเลย” (อยู่ก่อนแต่ง, หน้า 23-24)

วงเหล้าจึงเป็น ‘พื้นที่’ ใหม่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคมของคนในบ้านเมือง

“อันที่จริงไม่เฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้นที่ขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคม คนในเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือเมืองใหญ่ก็ขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคมเหมือนกัน เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ‘พื้นที่’ เก่าถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ แต่เราไม่คิดจะสร้าง ‘พื้นที่’ ใหม่สำหรับวิถีชีวิตใหม่ หรือไม่คิดจะปรับ ‘พื้นที่’ เก่าให้สามารถรับใช้ชีวิตใหม่ได้
“ขาด ‘พื้นที่’ ก็อึดอัดสิครับ คนไทยทั้งประเทศเวลานี้อึดอัดเต็มทนในการที่ต้องอยู่กับตัวเองคนเดียว” (พื้นที่ในหมู่บ้าน, หน้า 57)

ผลสำรวจคนกรุงเทพฯที่เห็นด้วยกับการใช้กฎกระทรวงว่าด้วยฟิล์มติดรถยนต์ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ จึงสะท้อนถึง ‘วัฒนธรรมความกลัว’ ของคนในเมืองซึ่งไม่มีการสร้างกลไกสำหรับดูแลความปลอดภัยของชีวิต และที่สร้างไว้แล้วก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

“เช่น เราไม่มีชุมชนในเขตเมืองที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการดูแลป้องกันอาชญากรรมร่วมกัน เราแทบไม่มีพื้นที่สาธารณะที่คนใช้ร่วมกันเลยด้วยซ้ำ

“พื้นที่นอกบ้านจึงมัก ‘เปลี่ยว’ เสมอ ถึงมีคนอยู่เต็มก็ยัง ‘เปลี่ยว’ อยู่นั่นเอง เพราะไม่มีใครสนใจใคร เนื่องจากไม่เคยชินกับการมีชีวิตในพื้นที่สาธารณะ” (มืดๆ ดำๆ ที่น่ากลัว, หน้า 83)

คนกวาดถนนในหมู่บ้านจัดสรร ชาวสลัม แม่ค้าบนทางเท้า กรรมกรก่อสร้าง ฯลฯ ที่เป็นคนไม่เต็มคนในสำนึกของคนยุคปัจจุบัน จึงเป็นผลพวงของการขูดรีดในระบบทุนนิยมและการเอารัดเอาเปรียบในสังคมเมือง ซึ่งใช้แรงงานคนอื่นผ่านการจ้างด้วยเงินตรา อันปราศจากความสัมพันธ์ส่วนตัวและสามารถทำให้เกิดความสลับซับซ้อนของการจ้างได้มาก

“อันที่จริงไม่แต่เฉพาะคนเล็กๆ ในเมืองเท่านั้น ที่ถูกทำให้กลายเป็นคนไม่เต็มคน คนชั้นกลางเองก็ใช่ว่าจะหลุดรอดจากชะตากรรมอันนี้ การบริหารงานของบริษัทใหญ่ๆ เช่น บริษัทข้ามชาติในทุกวันนี้ก็มองพนักงานของตนเองอย่างไม่ใช่คนเต็มคนเหมือนกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในบริษัทถูกลดให้เหลือเพียงปัจจัยไม่กี่อย่าง นั่นก็คือเงินและตำแหน่งสำหรับแลกกับสมรรถภาพและประสิทธิผลในงาน จบเท่านั้นเอง ไม่มีมิติอื่นๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เหลืออยู่อีกเลย” (กูก็คน, หน้า 95)

“โอ้ว่านกเขาคู” กับชีวิตที่ดีของนิธิ เอียวศรีวงศ์

เสียงนกเขากู่ขันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีสำหรับชาวจะนะ และถ้าหากวันหนึ่งวันใดเสียงกู่ขันของพวกมันเงียบหายหรือแปลกแปร่งไปจากเดิม ส่วนประกอบของชีวิตที่ดีสำหรับพวกเขาก็คงบิดเบี้ยว และมันอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ดีอีกต่อไป

ส่วนประกอบของชีวิตที่ดีสำหรับชาวปากมูลคือการได้ออกเรือหาปลาในสายน้ำที่พวกเขาคุ้นเคยมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ด้วยภูมิปัญญาในการหาปลาที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางสังคมและประเพณีพิธีกรรมท้องถิ่นอันเกี่ยวเนื่องกับการจับปลาแบบปากมูล

ชีวิตที่ดีเหล่านี้ไม่มีในแบบเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่มีความหมายสำหรับนักพัฒนาของรัฐ และไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขสำหรับจ่ายค่าชดเชย

โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน อ่างเก็บน้ำ โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ ฯลฯ ได้รับการโหมประโคมว่าจะนำชีวิตที่ดีมาสู่คนส่วนใหญ่ และรัฐก็สามารถจะเอาค้อนไปทุบหัวใครก็ได้ที่คัดค้าน ในนามของชีวิตที่ดีสำหรับคนจำนวนมากกว่า และกล่าวประณามคนจำนวนน้อยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเห็นแก่ตัว

ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐจึงยังดำเนินต่อไป แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ตาม

“เสียงนกเขาที่คูได้ไพเราะนั้น ไม่ได้ขึ้นกับคอของนกเขาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหูของคนฟังด้วย หูที่จะได้ยินความไพเราะของเสียงนกเขานั้น ต้องเป็นหูที่อยู่ใต้ท้องฟ้าใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ จิตใจเบิกบาน และมีความสบายใจท่ามกลางวิถีชีวิตที่ตนเองคุ้นเคย ท่ามกลางความสัมพันธ์ทาสังคมที่ตนเองพอใจและเป็นสุข

“ความไพเราะของเสียงนกเขาเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์ล้วนๆ และไม่ใช่ธรรมชาติล้วนๆ

“ถ้าสิ่งที่เขาหวงแหนมีความหมายกว้างถึงเพียงนี้ มีเหตุผลหรือไม่ที่เขาจะต่อต้านโครงการใหญ่ๆ ที่ทำลายวัฒนธรรมของเขา เสียงคูของนกเขาเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของวัฒนธรรมนั้น

“แต่เพราะวัฒนธรรมที่แตกต่าง จึงยากที่คนในเมืองจะเข้าใจสัญลักษณ์ที่ชาวบ้านใช้ในการสื่อถึงวัฒนธรรมได้ ในขณะเดียวกันก็ยากแก่ชาวบ้านที่จะใช้วัฒนธรรมของคนเมือง เพื่อสื่อคุณค่าและอุดมคติชีวิตที่คนเมืองมองไม่เห็นได้” (โอ้ว่านกเขาคู, หน้า 101)

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

จีน-ญี่ปุ่น: ขั้วอำนาจ ขั้วความขัดแย้ง

April 30, 2006

สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 ข่าวการเดินขบวนต่อต้านญี่ปุ่นในหลายเมืองใหญ่ของจีนแพร่กระจายไปทั่วโลก หลังจากญี่ปุ่นประกาศเจตนารมณ์ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ชาวจีนนับหมื่นคนในเมืองเชิงตู มณฑลซือชวน ออกมาคัดค้านการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวของญี่ปุ่น ผู้ประท้วงส่วนหนึ่งทุบทำลายซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งที่มีชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ ที่เมืองกวางโจว เมืองซงชิง และเมืองทางใต้ของจังหวัดเซินเจิน มีชาวจีนจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปทำลายข้าวของในห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารของชาวญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนจีนยังรายงานว่า มีชาวจีนประมาณ 20 ล้านคนร่วมลงชื่อในอินเตอร์เน็ตเพื่อคัดค้านการประกาศเจตนารมณ์ของญี่ปุ่น

สัปดาห์ต่อมา กระแสต่อต้านญี่ปุ่นของชาวจีนก็ปะทุขึ้นอีก เมื่อกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้ตำราเรียนในระดับชั้นมัธยมซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นในการกลบเกลื่อนความโหดร้ายทารุณของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีนในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่งเมืองหลวงของจีน มีชาวจีนกว่าหมื่นคนเดินขบวนไปยังสถานทูตและที่พำนักของเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ก่อนจะขว้างปาก้อนหินและทุบทำลายสถานที่ดังกล่าว

อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็เกิดการเดินขบวนต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นอีกครั้งที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกรองจากนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ชาวจีนนับหมื่นคนเดินขบวนพร้อมตะโกนถ้อยคำด่าว่าญี่ปุ่นอย่างรุนแรง มีการทุบทำลายรถยนต์และภัตตาคารในย่านศูนย์กลางทางการเงินบนถนนสายที่มุ่งหน้าไปยังสถานกงสุลญี่ปุ่นในนครเซี่ยงไฮ้

เดือนต่อมา รองนายกรัฐมนตรี วู อี ในฐานะทูตสันถวไมตรีเพื่อช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดีขึ้น ก็ยกเลิกกำหนดการนัดพบกับนายกรัฐมนตรี จุนอิจิโระ โคอิสุมิ และเดินทางกลับประเทศจีนอย่างกะทันหัน หลังจากที่โคอิสุมิปฏิเสธที่จะยกเลิกการเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งจีนมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิทหารนิยมในอดีตของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวในที่ประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย “ต้องไม่เข้ามาก้าวก่าย” ในเรื่องภายในของญี่ปุ่น ด้วยการประณามการเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิของตน

การเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิประจำปีของโคอิสุมินับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้การเดินทางไปเยือนกันและกันของผู้นำทั้งสองประเทศต้องระงับไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 และทั้งรองนายกรัฐมนตรี วู อี รวมถึงประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ต่างยืนยันว่า การไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์กับจีนความขัดแย้งดังกล่าว เป็นเพียงปลายทางของสายป่านที่ผูกโยงเรื่องราวอันยาวนานของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ที่แม้กระทั่งผู้นำของทั้งสองฝ่ายก็คงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสายป่านเส้นนี้จะทอดยาวไปสู่สถานการณ์ใด

ปัจจุบันจีนและญี่ปุ่นเป็นสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในเวลาเดียวกัน นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี ค.ศ. 1972

ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศจะยังคงมีปัญหา แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากกว่า จนทำให้ผู้นำของทั้งสองฝ่ายไม่อาจตัดสินใจทำอะไรโดยวู่วาม

รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินนโยบาย ‘แยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจ’ กับจีนมาตั้งแต่ถูกสหรัฐอเมริกากดดันให้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลไต้หวันเมื่อต้นทศวรรษ 1950 ในฐานะที่รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวแทนของประเทศจีน โดยญี่ปุ่นยอมค้าขายกับจีนโดยมีข้อแม้ว่าการค้านั้นกระทำกันอย่างไม่เป็นทางการ และไม่ได้เป็นการแสดงถึงการยอมรับรัฐบาลปักกิ่ง ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ทำการค้ากับทั้งจีนปักกิ่งและจีนไต้หวัน ส่วนจีนก็ต้องการใช้การค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยหวังว่าเมื่อญี่ปุ่นเห็นถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ญี่ปุ่นจะขยายการติดต่อทางการค้ากับจีนมากขึ้น

ถึงแม้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองอยู่เป็นระยะๆ แต่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ปริมาณการค้าและการลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง และในปี ค.ศ. 2004 ปริมาณการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับญี่ปุ่นก็มีมูลค่าถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 จีนก็กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยค้ำยันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ให้ง่อนแง่นโอนเอนจนเกินเยียวยา แต่นั่นก็อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า มรดกตกทอดของความขัดแย้งที่ดำเนินมานับตั้งแต่อดีตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็ต้องได้รับการดูแลแก้ไขไปด้วยพร้อมๆ กัน

ยังมีประเด็นปัญหาสำคัญอีก 5 ประเด็นที่ผู้นำของทั้งสองประเทศจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไว้

1. มรดกตกทอดจากการรุกรานจีนของญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจีนถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ในทัศนะของจีน ญี่ปุ่นยังไม่ได้ทำการขอโทษและแสดงความสำนึกผิดในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้นำญี่ปุ่นในบางครั้งก็ทำให้จีนและประเทศเพื่อนบ้านไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะสำนึกผิดอย่างแท้จริง หรือกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ และจากผลการสำรวจความคิดเห็นซึ่งทำโดยหนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1995 พบว่า ชาวจีนจำนวน 48.6% เห็นว่าการกระทำของทหารญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2005 ก็ยังคงยืนยันว่าชาวจีนจำนวนมากยังมีทัศนคติต่อเรื่องนี้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

2. ปัญหาไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลจีนยังคงอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือไต้หวันและขู่ว่าจะใช้กำลังหากไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่ในญี่ปุ่นก็ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายของญี่ปุ่นที่จะมีต่อไต้หวัน ถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นที่ทำโดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะพบว่าชาวญี่ปุ่น 58% “ไม่มีความรู้สึกเป็นมิตรต่อจีน” และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวไปเยือนไต้หวันมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับสองในไต้หวันรองจากสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากสำหรับการแสดงท่าทีของญี่ปุ่นต่อไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลจีนจับตามองอยู่ตลอดเวลา

3. ข้อพิพาททางดินแดนเหนือหมู่เกาะ ‘เซนกากุ’ ในภาษาญี่ปุ่นหรือ ‘เตียวหยู’ ในภาษาจีน และบริเวณทะเลจีนตะวันออก ในกรณีแรก ญี่ปุ่นสามารถทำข้อตกลงกับจีนเรื่องการสถาปนา ‘เขตจัดการร่วมกัน’ ซึ่งอนุญาตให้มีการทำประมงในพื้นที่กว้าง 200 ไมล์ได้ทั้งสองประเทศและร่วมมือกันในการใช้ทรัพยากรบริเวณดังกล่าว อันเป็นการยุติปัญหาไปได้ (ชั่วคราว?) แต่ในกรณีหลัง พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็น ‘ทะเลแห่งความขัดแย้ง’ ด้วยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน แต่ในที่สุด ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องหันหน้ามาเจรจากันตามข้อเสนอของญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2005

4. ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่มากนัก ตราบใดที่ประชาคมโลกยังไม่กดดันญี่ปุ่นให้ต้องร่วมมือในการวิพากษ์วิจารณ์และใช้มาตรการในทางลบกับจีนต่อกรณีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน โดยผู้นำญี่ปุ่นแสดงท่าทีเห็นด้วยกับจุดยืนของรัฐบาลจีนที่ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในของแต่ละประเทศ

5. ปัญหาความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคง แม้ว่านับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี ค.ศ. 2005 ญี่ปุ่นกับจีนจะยังไม่มีการเผชิญหน้ากันทางด้านการทหาร ยกเว้นเหตุการณ์ที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ของจีนแล่นเข้ามาในน่านน้ำของญี่ปุ่นและกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้ทำการสกัดกั้นเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ความหวาดระแวงระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังคงดำรงอยู่ การปรับปรุงพัฒนากองทัพของแต่ละฝ่ายส่งผลต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะจีนที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมาก ทำให้สามารถเพิ่มงบประมาณทางการทหารได้อย่างรวดเร็ว ความหวาดระแวงดังกล่าวจะอยู่คู่กับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสืบไปเสมือนไร้ที่สิ้นสุด

จีน-ญี่ปุ่น: ประวัติศาสตร์เบื้องหลังความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ และนัยต่อภูมิภาคเอเชียในศตวรรษที่ 21 เป็นการพยายามวิเคราะห์พัฒนาการของความสัมพันธ์ที่ราบรื่นบ้าง กระท่อนกระแท่นบ้าง ของสองมหาอำนาจคู่นี้ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง รวมถึงการพิจารณาปัจจัยสำคัญๆ ที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสอง โดย รศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชะตากรรมของภูมิภาคเอเชีย ส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยบทบาทของสองประเทศมหาอำนาจคู่นี้

“ความขัดแย้งหรือความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศนี้จึงเป็นเรื่องที่ชาวเอเชียควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด”

เผยแพร่ครั้งแรก: คอลัมน์ open through ใน www.onopen.com

สรุปสาระสำคัญของ “รัฐปัตตานี ใน ‘ศรีวิชัย’ เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์”

January 3, 2006

สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ, พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน, เมษายน 2547

หลังจากจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่แรมปีนับตั้งแต่การปล้นปืน เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 ที่ค่ายกองพันทหารพัฒนา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รัฐมนตรีผู้ดูแลรวมถึงแม่ทัพภาคก็มีการปรับเปลี่ยนไปแล้ว การปรับกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาด้วยการผนึกแนวร่วมจากทุกฝ่ายก็กำลังดำเนินการอยู่ ขณะที่เงินงบประมาณก็กำลังผันเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตามนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ดูเหมือนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังมองไม่เห็นหนทางคลี่คลาย

ล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็โชว์วิสัยทัศน์ “นกกระดาษเพื่อสันติภาพ” เชิญชวนให้ชาวไทยทั่วประเทศพับนกกระดาษคนละหนึ่งตัว เพื่อเป็นสื่อแทนใจถึงความปรารถนาดี ความห่วงใยที่คนไทยทั้งประเทศมีต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากที่ตั้งเป้าไว้หกสิบกว่าล้านตัว ในท้ายที่สุดนกกระดาษนับร้อยล้านตัวก็ถูกโปรยลงเหนือน่านฟ้าที่ยังระอุกรุ่นและปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันทึบทึมในวันที่ 5 ธันวาคม วันที่ถือเป็นมหามงคลฤกษ์ของปวงชนชาวไทย

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ (กอ.รมน.) เตรียมเสนอยกร่างกฎหมายพิเศษ สำหรับป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเห็นว่าประมวลกฎหมายพิจารณาความคดีอาญา ไม่สามารถบังคับใช้และปราบปรามกับอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก่อนที่รัฐบาลจะล้มเลิกแนวคิดนี้ในที่สุด โดยชี้แจงว่าปัญหาทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน 5 ฉบับบวกกับการนำกฎอัยการศึกมาใช้บางส่วน

ทางด้านแวดวงบันเทิง ก็ส่งเพลง “ขวานไทย ใจหนึ่งเดียว” ออกมากระหึ่มไปทั่วทั้งวิทยุ โทรทัศน์ รวบรวมนักร้องนำเกือบ 50 คนกับนักร้องประสานเสียงอีกนับร้อยชีวิตร่วมกันร้องเพลงเพื่อสานใจไทยทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ยืนยง โอภากุลแต่งเนื้อร้องภายในวันเดียวก่อนส่งให้เทียรี่ เมฆวัฒนา กับพงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ดูแลเรื่องดนตรี หวังที่จะสร้างบรรยากาศแบบเพลง “มิตรสัมพันธ์” ให้กลับมาอีกครั้ง

และในวันที่ 16 พฤศจิกายน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงมีพระราชกระแสเล่าถึงพระราชกรณียกิจและทุกข์สุขของราษฎรที่ได้ทรงรับทราบด้วยพระองค์เอง ขณะเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งตอนหนึ่งว่า “จะวิงวอนขอร้องให้ทำอย่างไร จะไม่ขอพูดรายละเอียด แต่ขอให้แสดงความรัก ความห่วงใยราษฎรภาคใต้ ก็อยากให้สามัคคีเกิด คิดถึงท่านทั้งหลาย ผู้แทนข้าราชการ องค์กรอิสระ สมาคม นิสิต นักศึกษา ไทยอาสา สื่อมวลชน ช่วยกันคิดอ่านหาทางยุติการฆ่ารายวัน ท่านน่าจะช่วยกัน ช่วยรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สะสาง ยุติเหตุการณ์ฆ่าเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอรัฐบาลฝ่ายเดียว”

แต่ท่ามกลางข่าวความสับสนวุ่นวายของสถานการณ์ความไม่สงบและความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เรื่องราวบางอย่างดูเหมือนจะยังคงถูกปกปิด

“รัฐปัตตานี ใน ‘ศรีวิชัย’ เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์” เป็นการรวบรวมงานค้นคว้าวิจัยของนักวิชาการและปราชญ์ท้องถิ่นภาคใต้ เพื่อฉายภาพความเป็นมาของพื้นที่บริเวณตอนกลางของคาบสมุทรมลายูซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีบ่งชี้ว่าพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นชุมชนใหญ่ระดับรัฐที่มีการค้าทางทะเลกับดินแดนห่างไกลมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 1000 และรัฐโบราณตรงนี้เองที่พัฒนาต่อเนื่องเป็นรัฐลังกาสุกะ ก่อนที่จะเป็นรัฐปัตตานีซึ่งเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาฮินดู-พุทธเป็นศาสนาอิสลามดังเช่นในปัจจุบัน

“เรื่องเล่าจากชายแดน” บทนำเกียรติยศของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เป็นประตูบานแรกที่จะเปิดไปสู่การทำความเข้าใจ “แม่บท” ของ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวางไว้ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าเหตุใดประวัติศาสตร์ไทยจึงก่อให้เกิดสำนึกดูแคลนคนอื่นในหมู่ประชาชน อันเป็นผลให้เกิดปัญหาตามมาจนกระทั่งทุกวันนี้

บทความชิ้นนี้มุ่งแสดงให้เห็นความไม่ลงรอยกันระหว่างเรื่องราวในชายแดนปัจจุบันกับเรื่องราวแห่งชาติ อัน “เป็นผลมาจากการผันแปรความหมายและคุณสมบัติของบ้านเกิดเมืองนอน อย่างปัตตานีและชาติไทย กับอำนาจล้นหลามของเรื่องเล่าที่มีข้อจำกัดมากมายอย่างประวัติศาสตร์แห่งชาติ” (หน้า 8)

อ.ธงชัยชี้ว่า ความรู้ประวัติศาสตร์ไทยแบบสมัยใหม่ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 อยู่ภายใต้ตรรกะที่ผิดหรือไม่เข้าใจระบบการเมืองของรัฐก่อนสมัยใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าซึ่งเป็นลำดับชั้น (hierarchy) คือเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของเจ้าพ่อกับเจ้าพ่อในเขตต่าง ๆ ที่ยอมจงรักภักดีต่อกันตามระดับอำนาจของตน และเขตอิทธิพลของเจ้าพ่อแต่ละรายก็สามารถซ้อนทับกันได้หรือเปลี่ยนมือไปมาได้ ตามแต่ความผันผวนภายในกลุ่มเจ้าพ่อหนึ่ง ๆ และท่ามกลางการแข่งขันระหว่างเจ้าพ่อกลุ่มต่าง ๆ

ตัวอย่างของตรรกะที่ผิด เช่น พรมแดนของประวัติศาสตร์ไทย คือเขตแดนของดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ดินแดนนอกประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์มายาวนานกับสยามจึงอาจถูกมองข้าม เพราะปัจจุบันไม่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ในขณะที่อารยธรรมดั้งเดิมถูกละเลยหรือแยกเป็นเสี่ยงตามเขตแดนสมัยใหม่ หรือองค์ประธาน (subject) ของประวัติศาสตร์ คือรัฐเอกภาพแบบสมัยใหม่ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกไม่เกิน 300 ปีมานี้ ในกรณีของประเทศไทยก็ไม่เกิน 100 ปีเศษ เมื่อถือว่าเป็นรัฐเอกภาพ จึงมีราชธานีในเวลาหนึ่ง ๆ เพียงแห่งเดียว ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่เห็นหรือไม่เน้นศูนย์อำนาจหลากหลายที่แข่งขันชิงความเป็นใหญ่กันตลอดเวลา

ด้วยเหตุดังกล่าว “บทบรรยายประวัติศาสตร์ไทยจึงมักจัดความสัมพันธ์ระหว่างประวัติของหนึ่งราชธานีกับเมืองใหญ่น้อยต่าง ๆ ราวกับว่าศูนย์อำนาจอื่น ๆ และเมืองขึ้นทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามมาแต่ไหนแต่ไรตลอดหลายร้อยปี” (หน้า 11)

การที่ประวัติศาสตร์แห่งชาติอยู่ได้ด้วยตรรกะที่ผิด ทำให้มีข้อจำกัด (limits) ในการอธิบายข้อเท็จจริงในอดีต ในอีกด้านหนึ่งก็คือมีอดีตหรือประวัติศาสตร์ที่ไม่ลงรอยกับตรรกะชุดดังกล่าว ซึ่งสามารถเผยให้เห็นข้อจำกัด ความไม่สมเหตุสมผลของความรู้และคำอธิบายประวัติศาสตร์แบบที่เชื่อกันอยู่ จนอาจทำให้อำนาจของประวัติศาสตร์แห่งชาติถูกท้าทาย ด้วยเหตุนี้ อดีตที่ลักลั่นไม่ลงรอยจึงมักถูกกำจัดหรือจำกัด หรืออธิบายกลบเกลื่อนจนหมดพิษภัยต่อตรรกะของประวัติศาสตร์แห่งชาติ

“การศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานีในภาษาไทยจนถึงปัจจุบัน มีไม่มากนัก แทบทั้งหมดอยู่ในกรอบของตรรกะทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวมา และอยู่ในกรอบของมุมมองของเจ้ากรุงเทพฯ ส่วนด้านที่ไม่เข้ากรอบไม่ลงรอยกับประวัติศาสตร์แห่งชาติก็หลีกเลี่ยงหรือมองข้ามไปเสีย

“ภาพพจน์รวบยอด (trope) ของปัตตานีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย คือแขก-ประเทศราช-ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายภายใน-และชอบเป็นขบถ” (หน้า 15)

“ประวัติศาสตร์ปัตตานีที่เป็น ‘แขก’ จึงเป็นประวัติศาสตร์ฉบับดูแคลนตั้งแต่ต้น” (หน้า 16)

ที่ผ่านมาเราจึงแทบไม่รู้จักและไม่เข้าใจความเป็นมาที่แท้จริงของปัตตานี รวมถึงชายแดนอีกหลายแห่งในปัจจุบัน เพราะประวัติศาสตร์แห่งชาติได้บดบังประวัติศาสตร์ชนิดอื่น ๆ มาตลอดหนึ่งร้อยปี อ.ธงชัยเห็นว่าเราควรยอมรับว่า “ประวัติศาสตร์ คือเรื่องราวของอดีตอันหลากหลาย รวมถึงที่แตกต่างขัดแย้งกัน ชาติในปัจจุบัน คือจุดนัดพบในปัจจุบันของความหลากหลายเหล่านั้น เรื่องราวของชาติจึงได้แก่กรอบกว้าง ๆ ของปัจจุบันที่อนุญาตให้อดีตอันแตกต่างขัดแย้งหลากหลายสามารถดำรงอยู่ได้” (หน้า 24)

ความสำนึกต่ออดีตแบบที่ไม่ต้องมีประวัติศาสตร์แห่งชาติครอบงำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อความสามัคคีผิวเผินหรือเพื่อค้ำจุนชาติ ด้วยการบดบังอดีตที่ไม่ลงรอยกับอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองจึงควรถูกยกเลิก และวิชาประวัติศาสตร์ควรสอนให้ประชาชนเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายและสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้

นกกระดาษเพื่อสันติภาพ (แถมโปรโมชั่นทานข้าวกับท่านนายกฯ หากเก็บนกที่มีลายเซ็นท่านได้) และนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมาของรัฐไทย รวมถึงความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่เสนอผ่านวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็น (แบบไม่ต้องรับผิดชอบ) สะท้อนให้เห็นว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติยังมีอิทธิพลครอบงำอยู่มากเพียงใดนั้นคงไม่ต้องการคำตอบ

ปัตตานีเป็นเมืองท่าเก่าแก่ที่เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นลังกาสุกะซึ่งเป็นเครือข่ายของอาณาจักรศรีวิชัยที่มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14-15 ลงมา เรื่องราวของศรีวิชัยนั้นมีปริมณฑลกว้างขวางมาก คือมีอาณาบริเวณครอบคลุมคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียในปัจจุบัน ขณะนี้เราสามารถสรุปได้ว่า “ศรีวิชัย” เป็นชื่อกว้าง ๆ ทางศิลปะและวัฒนธรรมของกลุ่มบ้านเมือง หรือแว่นแคว้น หรือรัฐน้อยใหญ่ที่มีวัฒนธรรมบางประการร่วมกัน เช่น การนับถือพุทธศาสนาในลัทธิมหายาน โดยกลุ่มรัฐเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยมีศูนย์กลางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนทางเศรษฐกิจการเมืองในแต่ละยุคสมัย

กลุ่มแคว้น “ศรีวิชัย” ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” การค้าทางทะเลระหว่างจีนกับตะวันตกซึ่งนำความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองมาให้เป็นอย่างมาก แต่ทันทีที่จีนเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการส่งเรือออกทะเลค้าขายกับบ้านเมืองในเขตชายทะเลโดยตรงก็ทำให้บ้านเมืองในเขตคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองขึ้น เกิดชุมชนบ้านเมืองใหม่ ๆ บริเวณคาบสมุทร จนเส้นทางการค้าเปลี่ยนไปเป็นการขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรแทน ศรีวิชัยที่เคยมั่งคั่งจึงล่มสลายในที่สุด

ขณะที่ “ลังกาสุกะ” เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารจีนว่า “หลังหยาชูว” ในพุทธศตวรรษที่ 11 เคยเป็นรัฐอิสระที่มีเอกราชในการปกครองและมีความสัมพันธ์กับอีกสองรัฐได้แก่ ลิกอร์ (นครศรีธรรมราช) และสิงขระ (สงขลา) แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่สามารถบอกได้ว่าอาณาจักรลังกาสุกะ และราชอาณาจักรปัตตานีตั้งขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้ก่อตั้ง มีเพียงบันทึกของ วัน วลิต พ่อค้าชาวฮอลันดาที่เดินทางเข้ามาประจำสำนักงานการค้าอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 2176-2185 เรื่องท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองที่เล่าไว้ว่า พระเจ้าอู่ทองเดิมมีพระนามว่าเจ้าอู่ เป็นโอรสของจักรพรรดิจีน ต่อมาถูกเนรเทศไปอยู่เมืองปัตตานี เพราะกระทำความผิดร้ายแรง หลังจากนั้นจึงเสด็จไปสร้างเมืองนครศรีธรรมราช เมืองกุยบุรี เมืองพริบพรี เมืองคองขุดเทียม (บางขุนเทียน) เมืองบางกอก และเมืองอยุธยา แล้วเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของสยาม มีพระนามว่าสมเด็จพระราชารามาธิบดี โดยมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต ซึ่งถือเป็นนิทานที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุด

ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่ของผู้คนเชื้อสายมลายูที่เคยนับถือลัทธิภูตผี (animism) ก่อนที่จะได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธซึ่งโดดเด่นมากในสมัยอาณาจักรลังกาสุกะ หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าลังกาสุกะเป็นราชอาณาจักรมลายู-ฮินดูแห่งแรกของคาบสมุทร ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ปตานี” (อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีในปัจจุบันส่วนคำว่า “ปตานี” ปรากฏแทนชื่อ “ลังกาสุกะ” ครั้งแรกเมื่อย่างเข้าสู่คริสตศตวรรษที่ 13 โดยไม่มีหลักฐานว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร) ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นปากอ่าวเหมาะแก่การเป็นเมืองท่า นับตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 8 ลังกาสุกะจึงเป็นศูนย์กลางการเดินเรือและกิจกรรมการค้าทางทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธ (รวมถึงศาสนาอิสลามในภายหลัง) เผยแพร่เข้าสู่สังคมลังกาสุกะ

ต่อมาใน พ.ศ. 2021 เมื่ออาณาจักรมัชปาหิตซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เกาะชวาล่มสลาย อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดูและพุทธจึงเบาบางลง เปิดโอกาสให้นักการศาสนาอิสลามในปตานีเผยแพร่แนวคิดของศาสนาอิสลามได้สะดวกขึ้น จนในที่สุดศาสนาอิสลามก็เข้าไปแทนที่ศาสนาพุทธในราชสำนัก และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2043 เป็นต้นมา ชาวปตานีก็เปลี่ยนเป็นผู้ที่มีความศรัทธาต่อศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวาง และปตานีจึงเป็นที่รู้จักกันในนามราชอาณาจักรมลายู-อิสลาม มีกษัตริย์ปกครอง 2 ราชวงศ์คือราชวงศ์ศรีวังสา (พ.ศ. 2043-2229) และราชวงศ์กลันตัน (พ.ศ. 2231-2272)

ในสมัยการปกครองของราชวงศ์กลันตัน ปตานีทำสงครามกับสยามหลายครั้ง นอกจากนั้นยังมีการทำสงครามระหว่างพี่น้องเพื่อแย่งชิงอำนาจ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อย่างเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 24 ปตานีมีชื่อเสียงมากในฐานะศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลาม รวมทั้งศูนย์กลางของวรรณกรรมแนวอิสลามซึ่งให้กำเนิดนักปราชญ์ทางศาสนาอิสลามหลายท่าน แต่เมื่ออำนาจของราชวงศ์กลันตันสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2272 ปตานีก็เข้าสู่ยุคแห่งการปราบปรามหัวเมืองมลายูอย่างจริงจังของสยาม

สยามสามารถปราบปตานีได้สำเร็จเมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์เพียงไม่กี่ปี และนำมาซึ่งสงครามกอบกู้เอกราชใน พ.ศ. 2334 นำโดยตึงกู ลามิดดีน และ พ.ศ. 2351 นำโดยดาโตะ ปึงกาลัน สงครามทั้งสองครั้งปตานีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และนำมาซึ่งการปรับโครงสร้างการปกครองหัวเมืองปตานีใหม่ของสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อ พ.ศ. 2351 พระองค์มีพระบรมราโชบายโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งเมืองปตานีเป็นเจ็ดหัวเมือง ดังนี้

1. เมืองปัตตานี

2. เมืองยะลา (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยะลา)

3. เมืองยะหริ่ง (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

4. เมืองระแงะ (ปัจจุบันเป็นอำภอหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส)

5. เมืองราห์มัน (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา)

6. เมืองสายบุรี (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

7. เมืองหนองจิก (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปัตตานี)

แต่ละเมืองดังกล่าวมีฐานะเป็นเมืองระดับสาม ซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลา เจ้าเมืองของแต่ละเมืองได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรัฐสยามที่กรุงเทพฯ เจ้าเมือง (ราฌา) ที่สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองมลายูมุสลิมแต่ดั้งเดิมจึงสิ้นสุดลง ในยุคนี้สยามได้เริ่มย้ายชาวไทยพุทธเข้าไปอยู่ในเจ็ดหัวเมืองเหล่านี้ เพื่อสร้างความสมดุลแห่งอำนาจ และป้องกันการคุกคามจากชาวพื้นเมืองที่ไม่พอใจ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนเจ็ดหัวเมืองกับรัฐสยามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ระยะทางที่ห่างไกลช่วยให้เมืองเหล่านี้มีอิสระในการปกครองตนเองและมีความสะดวกในการทำการอย่างอื่นด้วย ดังนั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดสงครามกอบกู้เอกราชขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2374

สงครามครั้งนี้เป็นความร่วมมือของเจ้าเมืองทั้งเจ็ดและสุลต่าน อัหมัด ตาฌุดดีน (Sultan Ahmad Tajuddin) แห่งเคดาห์ โดยได้รับความสนับสนุนทางด้านกำลังทหารจากกลันตันและตรังกานูในฐานะที่เมืองเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติ แต่ทางสยามก็ส่งเจ้าพระคลัง ว่าที่สมุหกลาโหม (ดิศ บุนนาค) พร้อมกำลังทหาร 300,000 คนมาปราบได้สำเร็จ หลังจากสงครามครั้งนี้ ใน พ.ศ. 2334 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญชาให้แบ่งไทรบุรี (เคดาห์) ออกเป็น 4 เขต ได้แก่ เปอร์ลิส สตูล ไทรบุรี และกูบังปาสู โดยให้ขึ้นต่อนครศรีธรรมราชและพระองค์ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองทุกคน ส่วนปตานีทั้งเจ็ดเมืองยังให้ขึ้นกับสงขลาและถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้นานหลายสิบปี (พ.ศ. 2351-2449)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกการปกครองแบบเก่าที่ให้เจ้าเมืองมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครอง มาเป็นการปกครองแบบ “มณฑลเทศาภิบาล” โดยในระยะแรกทั้งเจ็ดหัวเมืองขึ้นต่อข้าหลวงใหญ่มณฑลนครศรีธรรมราช ในเวลาต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ตราข้อบังคับสำหรับการปกครองดินแดนส่วนนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2444 เรียกว่า “กฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณหัวเมืองทั้งเจ็ด” จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงแบ่งอาณาเขตการปกครองภาคใต้ใหม่ โดยปรับเจ็ดหัวเมืองให้เหลือสี่เมือง ได้แก่

1. เมืองปัตตานี ประกอบด้วย หนองจิก และยะหริ่งเดิม

2. เมืองยะลา ประกอบด้วย ยะลา และราห์มัน

3. เมืองสายบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอตะลุบัน จังหวัดปัตตานี)

4. เมืองระแงะ (ปัจจุบันคือจังหวัดนราธิวาส)

เมืองทั้งสี่นี้รวมกันเป็นมณฑลปัตตานี ก่อนที่ปีถัดมาจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช 2476 มีการจัดระเบียบราชการบริหารออกเป็นราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มณฑลทั่วราชอาณาจักรจึงถูกยุบลงในปีนี้และมณฑลปัตตานีจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 จังหวัด คือจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส ขึ้นตรงต่อส่วนกลางมาจนกระทั้งในปัจจุบัน

สยามใช้อำนาจปกครองจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอย่างเต็มที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 เป็นต้นมา ผู้คนที่นี่จึงต้องเป็น “คนสยามเชื้อสายมลายู” ก่อนที่จะถูกกำหนดให้เป็นคนสัญชาติไทย เชื้อชาติไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม และถูกเรียกว่า “คนไทยมุสลิม” ในเวลาต่อมา

ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับเจ้าหน้าที่รัฐในสมัยหลังเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อรัฐบาลไทยใช้นโยบายการสร้างชาติแบบ “รัฐนิยม” ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจของชาวมลายูมุสลิมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการประกาศใช้พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 ที่ห้ามชาวมลายูแต่งกายแบบมลายู ห้ามใช้นามสกุลเป็นภาษามลายูหรืออาหรับ ห้ามใช้ภาษามลายู และห้ามนับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังใช้ปฏิบัติการที่รุนแรงเพื่อบีบคั้นให้ประชาชนละทิ้งสถานภาพของความเป็นมุสลิมและความเป็นมลายู และใน พ.ศ. 2487 รัฐบาลไทยได้ยกเลิกตำแหน่ง “กอฎี” ที่มีอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยบังคับให้เปลี่ยนมาใช้กฎหมายไทยและอยู่ภายใต้อำนาจศาลไทย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐไทยกับประชาชนชาวมลายูมุสลิมก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลัง พ.ศ. 2497 ที่เกิดขบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของประชาชนในพื้นที่ขึ้น เช่น ขบวนการปลดแอกแห่งชาติปตานี (National Front Liberation of Patani), ขบวนการปฏิวัติแห่งประชาชาติ (Barisan Revolusi Nasional: BRN), องค์การร่วมเพื่อกอบกู้อิสรภาพปตานี (Patani United Liberation Organization: PULO) เป็นต้น ก่อนที่รัฐบาลไทยจะใช้นโยบาย “ใต้ร่มเย็น” เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการวางอาวุธแลกกับการนิรโทษกรรม ในทศวรรษ 2530

ในทศวรรษต่อมา ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก ยิ่งไปกว่านั้น เราคงไม่อาจมั่นใจได้ว่า แนวนโยบายอย่าง “ใต้ร่มเย็น” จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้อีกอย่างที่เคยเป็นมา ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวนโยบายเช่นนี้จะมีอยู่ในหัวสมองชนชั้นนำปัจจุบันของไทยหรือไม่

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

สรุปสาระสำคัญของ “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง…

December 29, 2005

สรุปสาระสำคัญของ “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง ในการปฏิวัติสยาม 2475″

รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียน

เป็นเวลาหลายสิบปี นับตั้งแต่คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกครอบงำจากการศึกษาประวัติศาตร์และสังคมการเมืองในแนวทางที่ได้รับการวางรากฐานโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่การอธิบายความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของพระมหากษัตริย์ หรือเป็นการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์โดยศึกษาจากการกระทำของบุคคล โดยเฉพาะบุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง เป็นเครื่องมือในการอธิบาย

การศึกษาในแนว “สกุลดำรงราชานุภาพ” ดังกล่าว ในทัศนะของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ “ได้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมการเมืองและในองค์ความรู้เรื่องสยามและไทย การอธิบายประวัติศาสตร์การปฏิวัติสยามจึงเน้นเรื่องของผู้มีอำนาจในวงแคบ ผู้มีอำนาจรุ่นใหม่มีความสำคัญอยู่บ้างแต่เทียบกันไม่ได้เลยกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” (หน้า 407)

ใน “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง ในการปฏิวัติสยาม 2475” ชิ้นนี้ อาจารย์นครินทร์จึงพยายามเน้นการศึกษาไปที่ภาพการเคลื่อนไหวของสังคมการเมืองโดยรวมทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นสูง ผู้มีอำนาจทางการเมือง ระบบราชการ ปัญญาชน พ่อค้า ชนชั้นกลาง นักหนังสือพิมพ์ ไล่เรียงลงมาจนถึงระดับของราษฎรทั่วไป

ดังนั้น ในงานชิ้นนี้เราจึงพบการนำฎีกาและหนังสือร้องทุกข์ที่มีตัวบทหลุดพ้นไปจากเรื่องของการเรียกร้องให้มีการ “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” (ซึ่งในอดีตมักถูกละเลยจากผู้ศึกษาเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และชนชั้นนำ) มาเป็นหลักฐานประกอบคำอธิบายว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น แท้จริงแล้วได้หยั่งรากอยู่ในระดับของราษฎรด้วย ซึ่งขัดแย้งกับข้อสรุปเดิมที่ว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นเรื่องของชนชั้นนำ และราษฎรไม่มีความตื่นตัวและไม่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

การมุ่งสำรวจหลักฐานอย่างกว้างขวางและการขยายกรอบคิดในการศึกษาที่ก้าวพ้นจากแนวทางการศึกษาแบบเดิม ทำให้งานศึกษาการปฏิวัติสยามชิ้นนี้สามารถค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ หลายอย่าง ซึ่งมีข้อเท็จจริงรองรับและถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปลดปล่อยความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติสยาม 2475 จากพันธนาการของความคิดความรู้และคำอธิบายดั้งเดิมที่ครอบงำสังคมไทยมายาวนาน

อาจารย์นครินทร์เริ่มต้นเรื่องของ “ความรู้” โดยการนำเราไปสำรวจขอบเขตและความเป็นมาของความรู้เรื่องอดีตของการปฏิวัติสยาม 2475 ที่มีพัฒนาการสะสมอยู่แล้วในสังคมไทย เป็นการวางรากฐานให้กับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้ว่ามีคำอธิบายแบบใดดำรงอยู่แล้วบ้าง และคำอธิบายดังกล่าวมีที่มาและพัฒนาการอย่างไร

การศึกษาในบทนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือด้านการรับรู้และด้านของโครงสร้างประวัติศาสตร์ ในส่วนแรกจะสะท้อนให้เห็นการปรับเปลี่ยนการรับรู้ในช่วงต่าง ๆ ซึ่งบางสิ่งสูญหายจากความทรงจำในปัจจุบันไปแล้ว และบางสิ่งได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ สำหรับในส่วนหลังจะแสดงให้เห็นว่ามีข้อสมมติมากมายเกี่ยวกับการอธิบาย “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” “ศักดินา” “ประชาธิปไตย” และ “รัฐธรรมนูญ” ที่ต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ต่างกันในท้ายที่สุด

“ประชาธิปไตย” เป็นคำที่อาจจะมีปัญหามากที่สุดนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ถึงแม้รัฐไทยจะได้ชื่อว่ามีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ก็เป็น “ประชาธิปไตย” ที่เดินทางมาอย่างระหกระเหินเต็มที ในบทต่อมา อาจารย์นครินทร์จะนำเรามาสำรวจ “วาทกรรมการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบวิธีคิดและการก่อตัวของวาทกรรมการเมือง 2 ชุดในกระบวนการทางประวัติศาสตร์สยาม/ไทย

วาทกรรมชุดแรกเป็นของสาย “สำนักคิดประเพณี” ซึ่งกำเนิดขึ้นมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 โดยกลุ่มนักคิดสายราชวงศ์และขุนนางรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดตะวันตก นักคิดกลุ่มนี้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยไทยมีมาช้านานหรืออย่างน้อยก็มีแนวโน้มและมีการเตรียมการมายาวนานโดยองค์พระมหากษัตริย์ และพิจารณาการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 ว่าเป็น “ยุคมืด” กระแสความคิดนี้จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้นำของระบบราชการและทหาร ซึ่งมีอำนาจสืบต่อมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน พ.ศ. 2490

วาทกรรมอีกชุดหนึ่งคือ วาทกรรมของ “สำนักคิดตะวันตก” ซึ่งถือกำเนิดในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เช่นกัน นักคิดกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักเรียนนอกที่สนใจวิชากฎหมายและวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง นักคิดกลุ่มนี้จะพิจารณาการเมืองไทยก่อน พ.ศ. 2475 ว่าเป็นการปรับตัวของสถาบันการเมืองซึ่งมีลักษณะเฉพาะและไม่ได้มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และเห็นว่าการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 เป็นยุคใหม่ ยุคแห่งความหวัง การศึกษาในบทนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการให้ “คำนิยาม” ในเรื่องของประชาธิปไตยและการยืนยันระบบความรู้ต่างๆ ที่ตามมาของทั้งสองสำนักคิด

ต่อมาในบทที่ 3-5 ก็จะเข้าสู่ส่วนของ “ความคิด” ที่ส่งอิทธิพลต่อการเมืองไทยสมัยใหม่

“ความคิดฝรั่งเศส” ดูจะส่งอิทธิพลต่อกลุ่มผู้นำของคณะราษฎรอย่างเด่นชัดที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนกฎหมายฝรั่งเศสที่เรียกร้องให้มี “กษัตริย์ใต้กฎหมาย” หลักการแบ่งแยกอำนาจถูกนำมาปรับใช้ภายหลังการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยไว้ 4 ทางคือ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล โดยมุ่งหวังให้มีการกำหนดสิทธิและอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจสูงสุด

นอกจากนี้เขายังตั้งใจจะให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม โดยได้ร่าง “เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 ซึ่งสะท้อนว่าเขาได้รับอิทธิพลจากความคิดฝรั่งเศสอยู่ด้วยในหลายๆ เรื่อง นอกจากนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ยังเห็นว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนผ่านระบบการศึกษาด้วย จึงได้ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 ซึ่งการเรียนการสอนในช่วงแรก (พ.ศ. 2477-พ.ศ. 2490) ก็ได้รับอิทธิพลความคิดฝรั่งเศสอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับสถาบันหนึ่งใน Institut de France ที่เรียกว่า Academic des sciences morales et politiques ซึ่งได้ถูกปรับให้มาเป็น University of Moral and Political Sciences อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความคิดฝรั่งเศสจะมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ความคิดเดียวและยังต้องเคลื่อนไหวไปตามสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างอำนาจ และระบบค่านิยมของไทยเอง

ในบทที่ 4 จะเป็นการศึกษาถึงพลังทางภูมิปัญญาที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 2470 รวมทั้งความสัมพันธ์กับผู้คนในระดับต่างๆ ของสังคม การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะตระหนักถึงคนจำนวนมากในสังคม ไม่เน้นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจารย์นครินทร์เห็นว่าจะให้ภาพสังคมที่มีความเคลื่อนไหวและใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า

และภาพที่ปรากฏก็คือ สังคมสยามมีการเปลี่ยนแปลงและมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มคนหลายระดับ และนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ก่อน พ.ศ. 2475) ที่สำคัญสองลักษณะคือ วิกฤตการณ์เกี่ยวกับความชอบธรรม (การเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ ฯลฯ) และวิกฤตการณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบอบการปกครอง (การที่ระบอบการปกครองมีข้อจำกัด ไม่สามารถแก้ปัญหาตามความคาดหวังของผู้คนได้)

จากการศึกษา ทำให้เห็นว่ากระแสภูมิปัญญาที่แสดงออกในรูปของข้อเรียกร้องให้มี “คอนสติตูชั่น” “ปาลิเมนต์” การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งมีมาก่อน พ.ศ. 2475 เป็นพลังผลักดันสำคัญ และคณะราษฎรได้ตอบสนองความคิดของผู้คนในระดับต่างๆ อย่างแข็งขันมากกว่ารัฐบาลในระบอบเก่า

เช่นเดียวกับในบทต่อมาที่เจาะจงทำการศึกษาความนึกคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจของราษฎรในทศวรรษ 2470 ที่แสดงให้เห็นว่าในหมู่ราษฎรเองก็มิได้นิ่งเฉยหรือไม่มีบทบาทต่อความเป็นไปในบ้านเมือง ในทางกลับกัน พวกเขามีผู้นำหรือปัญญาชนทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จากเบื้องล่าง ผ่านช่องทาง “ถวายฎีกา” และต่อมาคือ “คำร้องเรียนแสดงความเห็น” ขึ้นไปถึงชนชั้นนำ ซึ่งก็ส่งผลทางจิตใจในหมู่ชนชั้นนำพอสมควร และคณะราษฎรเองก็อาศัยความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ในหมู่ราษฎรนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาใน “ประกาศของคณะราษฎร” ฉบับที่ 1 ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงรัฐบาลในระบอบเก่าว่า “กดขี่ข่มเหงราษฎร” “ถือเอาราษฎรเป็นทาษ” หรือ “ปกครองอย่างหลอกลวง” เป็นต้น

ต่อมาในบทที่ 6-9 ก็จะเข้าสู่ส่วนของ “อำนาจการเมือง” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดการคลี่คลายของเหตุการณ์ทางการเมืองและเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในระยะต่อมา

กลุ่มเจ้านายหรือกลุ่มราชวงศ์เป็นกลุ่มอำนาจที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นที่คณะราษฎรต้องเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งในกลุ่มคณะราษฎรเองก็มีแนวคิดร่วมกันว่าต้องการที่จะขจัดอำนาจที่ผูกขาดอยู่ในมือของเจ้านายลง หลังจากเข้าทำการยึดอำนาจ คณะราษฎรก็ทำการบั่นทอน “กำลัง” ของกลุ่มเจ้านาย โดยการเชิญเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและบารมีให้เดินทางออกนอกประเทศ ส่วนเจ้านายในระดับรองลงมาส่วนใหญ่ต้องออกจากราชการทั้งในสายพลเรือนและสายทหาร และมีส่วนน้อยที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับคณะรัฐบาลใหม่

ในระยะต่อมากลุ่มคนหนุ่มในคณะราษฎรก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มข้าราชการและทหารอาวุโสซึ่งยังสืบทอดอุดมการณ์เก่าก่อนการปฏิวัติอย่างเหนียวแน่น ความขัดแย้งดังกล่าวแสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นแรงโต้กลับโดยตรงจากกลุ่มที่ไม่พอใจการกระทำของคณะราษฎร

กบฏบวรเดชเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของการเมืองไทยสมัยใหม่ ภาระหนักของคณะราษฎรจึงมีทั้งด้านที่ต้องจัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในกลุ่มพวกเดียวกันและกับกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามรักษาสถานภาพและการปฏิบัติแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดความสัมพันธ์ภายในคณะราษฎรก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดอันเนื่องมาจากความแตกต่างของแนวคิดระหว่างกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกับกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

รายละเอียดต่างๆ ของการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ยังมีอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ ความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา ทำให้อาจารย์นครินทร์สามารถค้นพบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้และคำอธิบายที่แตกต่างไปจากเดิม

นอกจากนี้ยังทำให้การปฏิวัติที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยครั้งนี้ไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่หยุดนิ่งหรือถูกครอบงำด้วยชุดความรู้ที่ตายตัวอีกต่อไป และทำให้เราตระหนักว่ายังมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อีกหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

แนะนำหนังสือ “เช เกวารา กับความตาย”

December 29, 2005

ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียน, พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ creambooks, ตุลาคม 2547

“ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกนี้อาจจะมีมนุษย์เพียงไม่กี่คน ที่จะคิดในแบบที่มีทางเลือกแค่สองทาง และที่ถือว่าหนึ่งในสองทางเลือกนั้นคือความตาย ก็ยิ่งน้อยลงอีก และถ้าทุกคนสามารถทำได้แบบเช ความเป็นเชที่ได้รับการยกย่อง ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดาดาษดื่น และก็จะหมดความหมายไปในที่สุด” (หน้า 124)เวลา 13.10 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 1967 กระสุน 9 นัดของปืนกึ่งอัตโนมัติพุ่งแหวกผ่านม่านอากาศอันบางเบาของหมู่บ้านลา ฮิเกรา ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในโบลิเวียเข้าปะทะร่างของผู้นำกองกำลังปฏิวัติโบลิเวียวัย 39 ปี กระสุนเจาะผ่านผิวเนื้อที่แขนและขา ทำให้เขาม้วนตัวลงไปที่พื้นแล้วกัดข้อมือตัวเองเพื่อไม่ให้มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมา ก่อนที่กระสุนนัดที่เหลือจะถูกกระหน่ำยิงไปที่บริเวณลำตัว เป็นการปิดฉากชีวิตของชายหนุ่มผู้หนึ่งพร้อม ๆ กับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานนักปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่ทั่วทั้งโลกไม่มีวันลืมเลือน

เออร์เนสโต เกวารา เดอ ลา เซอร์นา (Ernesto Guevara de la Serna) คือ “มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคของเรา” ตามทัศนะของฌอง ปอล ซาร์ตร์ นักคิดคนสำคัญชาวฝรั่งเศส และแน่นอนว่า “ความสมบูรณ์แบบ” ดังกล่าวย่อมจะคงอยู่ไปตลอดกาล ตราบใดที่เรื่องราวชีวิตของเขามีพื้นที่เพียงในความทรงจำของผู้คนและบนหน้าบันทึกของประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ที่เขายึดถือกลายเป็นอุดมคติที่มนุษย์ยุคปัจจุบันจะบรรลุถึงได้ ก็เพียงในความใฝ่ฝัน

“อุดมการณ์” คงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ในทุกยุคสมัย เออร์เนสโต เกวาราเลือกเดินบนหนทางการเป็นนักปฏิวัติด้วยความฝันที่จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติร่วมเผ่าพันธุ์ ทั้ง ๆ ที่นักปฏิวัติทุกคนต่างรู้ดีว่าหากหันกลับไปมองด้านหลัง นอกจากจะเห็นแววตาทุกข์ระทมของลูกเมียหรือญาติพี่น้องแล้ว “ความตาย” ก็คล้ายกลายเป็นเงาที่เดินตามพวกเขาอยู่ไม่ห่าง

ในยุคสมัยที่อุดมการณ์คือการไม่มีอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์มีคุณค่าความหมายเพียงลมที่พ่นออกจากปากของนักการเมือง รูปสัญลักษณ์ของเช (ชื่อที่เราใช้เรียกเขาทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้นับญาติเป็นเพื่อนกับเรา), จิตร ภูมิศักดิ์,โฮจิมินห์ หรือเหมา เจ๋อ ตง กลายเป็นสินค้าที่ดึงดูดใจผู้คนหลากหลาย ถึงแม้สิ่งเหล่านี้อาจเป็นได้เพียงรูปสัญลักษณ์ที่ปราศจากคุณค่าความหมายของอุดมการณ์ที่เขาเหล่านั้นยึดถือ หรือกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความหมายใหม่เพื่อเป็นทาสรับใช้อุดมการณ์ที่พวกเขายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อต้านมัน

ดวงดาวห้าแฉกบนหมวกเบเรต์ของเชดวงนั้น ถึงมันจะส่งประกายเจิดจรัสเพียงใด บางทีมันก็ไม่มีความหมายใดมากไปกว่านั้น

หากว่าเบื้องหลังรูปสัญลักษณ์เหล่านั้นจะมีอะไรหลบซ่อนอยู่บ้าง ก็อาจเป็นเพียงเสียงสะท้อนในหัวใจว่า “เราคงไม่มีวันทำได้แบบพวกเขา” หรือ “เราคงเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่พวกเขาทำ”

กระทั่งเบื้องหลังของภาพถ่าย “ยอดนิยม” ของเชที่อัลแบร์โต กอร์ดา (Alberto Korda) ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1960 ครั้งที่ผู้นำการปฏิวัติคิวบามาร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การระเบิดเรือฝรั่งเศสที่เพิ่งขนอาวุธจากเบลเยียมเข้าเทียบท่ากรุงฮาบานา และเป็นการระเบิดต่อหน้าต่อตาผู้นำการปฏิวัติที่ยืนห่างจากเรือเพียงแค่ประมาณหนึ่งร้อยเมตร ภาพถ่ายที่คุ้นตามากที่สุดภาพหนึ่งตาของผู้คนทั่วโลกภาพนี้ สาวกของเชซักกี่คนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของมันคือการสูญเสียชีวิตของผู้คน และฮีโร่ของพวกเขากำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกที่ไม่ต้องการถ้อยคำบรรยาย

ในวันนั้น กอร์ดาในวัยหนุ่มพยายามกวาดสายตาผ่านเลนส์เพื่อเก็บภาพบรรยากาศของผู้คนในงานโดยเฉพาะฌอง ปอล ซาร์ตร์และซีโมน เดอ โบวัวร์ที่มาร่วมงานอยู่ด้วย แต่สายตาของเขาก็สะดุดกับใบหน้าของเชที่กำลังมองไปยังผู้คนที่มาฟังคำปราศรัยอยู่เบื้องล่าง เชทอดสายตานิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณยี่สิบวินาที สายตาที่ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าจะแทรกเข้าไปในความรันทดหดหู่และเจ็บแค้นของฝูงชน

ปัจจุบันภาพภาพนี้กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงและแพร่หลายมากที่สุด มันปรากฏอยู่บนกำแพง ปกหนังสือ เสื้อยืด ของที่ระลึก ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าจากโลกทุนนิยม มันกลายเป็น “ภาพแห่งยุคสมัย ภาพของการปฏิวัติ ภาพของการต่อต้าน ภาพแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ ที่มีความหมายต่อผู้คนจำนวนมาก ภาพที่เป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของสังคมนิยมและภาพโปสเตอร์ทั่ว ๆ ไปของโลกทุนนิยม” (หน้า 171)

ภาพที่เป็นทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวของผู้ต่อสู้แสวงหา และเป็นเครื่องมือทำกำไรของพ่อค้านายทุน

แววตาเคร่งขรึมแต่แฝงไว้ด้วยความหดหู่รันทดของเชในภาพ ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเขาในขณะนั้นเราคงทำได้เพียงการคาดเดา ใครบางคนอาจอยากจะตะโกนถามเชบนฟากฟ้าว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นโลกเดินสวนทางกับความต้องการของเขาแทบจะทุกประการ หรือโลกสังคมนิยมที่เขาปรารถนานั้นดูเหมือนจะดับสลายไปแล้วพร้อมกับการจากไปของเขา เขาจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อสิ่งที่เขาลงทุนลงแรงมาทั้งชีวิตกลายเป็นเพียงแผ่นภาพโปสเตอร์และภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่มีนายทุนนั่งยิ้มรอรับกำไรอยู่เบื้องหลัง

บางทีคำตอบอาจอยู่ในแววตาคู่นั้น

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

สรุปสาระสำคัญของ “เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์”

December 16, 2005

หนังสือรวมบทความเล่มล่าสุดของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

“จราจลทางปัญญา” และ “เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์” เป็นหนังสือรวมบทความจากหน้าหนังสือพิมพ์ 2 เล่มหลังสุดของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (ก่อนหน้านี้คือ การผ่านพ้นของยุคสมัย, ผู้ชายที่กำลังสูญพันธุ์, โลกเปลี่ยนต้องเปลี่ยนโลก และถ้าหากไม่มีวันนั้น) หลังจากยุติบทบาทในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเมื่อปลายปี 2539 เสกสรรค์ก็กลับมารับหน้าที่คอลัมนิสต์อีกครั้งในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ เมื่อประมาณกลางปี 2543 “จลาจลทางปัญญา” นั้นครอบคลุมห้วงเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงต้นเดือนตุลาคม 2545 ในขณะที่ “เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์” เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2545 ก่อนจะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน 2546

กล่าวสำหรับ เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์ ผลงานชิ้นล่าสุด บทความส่วนใหญ่นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ประจำวันเฉพาะหน้าที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่แปลก หากคนส่วนใหญ่จะเสพมันในฐานะความเคลื่อนไหวของห้วงขณะหนึ่งในความเป็นไปของบ้านเมือง หรือกระทั่งบางหมู่บางพวกอาจคิดว่ามันเป็นอีกความรื่นรมย์หนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ แต่จะมีซักกี่คนที่จะวิเคราะห์พิจารณาลึกลงไปกว่าเนื้อความที่ปรากฏอยู่ เพื่อทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของความเคลื่อนไหวดังกล่าว

ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เสกสรรค์กลั่นกรองความเป็นไปในบ้านเมืองออกมาเป็นทัศนะที่เรียบง่ายคมคาย และหยั่งลึกถึงแก่นของปัญหา แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่ร้อยกระหวัดกับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกจนนำมาสู่ปัญหาที่สังคมไทยกำลังพบเผชิญ

หากคุณจำเป็นต้องมีผู้มารายงานข่าวให้ฟังทุกเช้า อาวุธทางปัญญาชิ้นสำคัญชิ้นนี้จะทำให้สิ่งที่คุณรับรู้ไม่เป็นเพียงข้อความบนหน้ากระดาษอีกต่อไป

เนื้อหาของบทความใน เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์ อาจแบ่งได้เป็น 4 ปัญหาใหญ่ ตามที่เสกสรรค์ได้จัดหมวดหมู่ไว้คือ

1. ปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมทรุดของรัฐชาติ (Nation State) ในประเทศไทย

2. ปัญหาของการเมืองภาคประชาชน

3. ปัญหาเกี่ยวกับลูกหลานคนชั้นกลาง

4. ปัญหาความเสื่อมทรุดทางด้านจิตวิญญาณของคนไทยทั่วไป

โดยปัญหาทั้งหมดนี้มี ‘ทุนนิยมโลกาภิวัตน์’ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

สำหรับผู้ที่ติดตามผลงานของเสกสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง คงสามารถทำความเข้าใจถึงแนวคิดหรือวิธีการในการทำความเข้าใจโลกและชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดี ด้วยกรอบคิดมุมมองที่ขยายกว้างในระดับองค์รวม เขาทำให้เราพบว่าในเหตุการณ์ปกติสามัญนั้นปิดซ่อนความหมายไว้อย่างมีนัยสำคัญ และเหตุการณ์ในระดับโลกไล่เรียงไปจนถึงเวิ้งฟ้าจักรวาลก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่าหัวใจคน

ปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมทรุดของรัฐชาติ (Nation State) ในประเทศไทย

นับจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ดูเหมือนปัญหาเรื่องอธิปไตยของชาติจะเป็นเรื่องที่สังคมถกเถียงกันมากพอสมควร เนื่องจากรัฐบาลไทย เลือกที่จะแก้ปัญหาโดยการเดินตามแนวทางของ IMF โดยเฉพาะกฎหมาย 11 ฉบับที่ IMF กดดันให้รัฐบาลไทยเขียนขึ้นมา ซึ่งไม่ว่าจะตีความว่าเป็นการ ‘ขายชาติ’ หรือไม่ก็ตาม “เนื้อหาหลักของมันก็คือต้องการแปรประเทศไทยให้กลายเป็นลานแข่งขันเสรีของทุนจากไหนก็ได้ โดยรัฐบาลไทยจะไม่อยู่ในฐานะปกป้องคุ้มครองทั้งผู้ผลิตหรือผู้บริโภคในประเทศไทยได้เลย” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.33) และการออกมาปฏิเสธกฎหมายควบคุมธุรกิจค้าปลีกของต่างชาติและปฏิเสธที่จะยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันก็สะท้อนถึงวิธีคิดและแนวทางของรัฐไทยในอนาคตได้ชัดเจน

อันที่จริงการรวมตัวกันเป็น ‘รัฐชาติ’ และการสถาปนา ‘ระบบทุนนิยมแห่งชาติ’ ตามแบบตะวันตก ก็คือปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชนในโลกที่ถูกรุกรานจากกระแสล่าอาณานิคมในห้วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การพัฒนาทุนนิยม และการสะสมทุนในกรอบของรัฐชาติดำเนินมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ตลาดโลกจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และบรรษัทข้ามชาติก็เริ่มขยายตัวเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ เนื่องจากเล็งเห็นช่องทางในการทำกำไร โดยพยายามทำลายเครื่องกีดขวางที่ถูกกำหนดขึ้นในยุคทุนนิยมแห่งชาติ

เสกสรรค์เห็นว่า รัฐไทยในปัจจุบันกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หนึ่งคือการใช้ตรรกะเหตุผลแห่งทุนมาแทนที่เหตุผลแห่งชาติจนเกือบจะสมบูรณ์ สองคือการที่รัฐไทยไม่เพียงมีลูกค้าทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น หากยังต้องเอา ‘ผลประโยชน์’ ของลูกค้าต่างประเทศมาพิจารณาด้วยเสมอ และดูเหมือนบัดนี้รัฐไทยจะเกรงใจลูกค้าภายนอกมากกว่าลูกค้าภายใน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ อุดมคติและอุดมการณ์เรื่องชาติของคนไทยก็กำลังเสื่อมทรุดลงเช่นกัน โดยมีความแตกต่างเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วในสังคมเป็นสาเหตุหลัก คนชั้นกลางเป็นกลุ่มชนแรก ๆ ที่ถอนตัวออกจากสังกัดชาติ เนื่องจากพวกเขาคือผู้เปิดประตูรับการเข้ามาของทุนข้ามชาติตั้งแต่แรกและนำประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจฟองสบู่ “ในเมื่อผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาที่ดำเนินมาในนามชาติ ไม่รู้สึกผูกพันกับชาติเสียแล้ว มันก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกคนที่เหลือให้มายอมรับการเสียสละหรือพันธกิจต่าง ๆ เพื่อความเจริญเติบโตของชาติอีกต่อไป” (ประเทศไทยบนเส้นทางประชาธิปไตย : บทสำรวจปัญหาและทางออก, ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2546, น.30)

ปัญหาของการเมืองภาคประชาชน

‘การเมืองภาคประชาชน’ คงจะเป็นสิ่งที่เสกสรรค์พูดถึงมาตลอดในช่วงหลายปีหลัง ในฐานะทางออกของระบอบประชาธิปไตยไทยและการขืนต้านการรุกคืบของกระแสทุนโลกาภิวัตน์ เขาเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ใช้อยู่ในเวลานี้นั้นยัง ‘ไม่พอเพียง’ สำหรับการดูแลสังคมโดยรวม เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่อาจพึ่งกระบวนการทางการเมืองในสภาต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องขยายกรอบประชาธิปไตยให้กว้างขึ้น เร่งขยายสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของประชาชน เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่ามีโอกาสได้ใช้อำนาจบางด้านโดยไม่ต้องต้องผ่านตัวแทน และกระตุ้นให้ผู้กุมอำนาจเลิกใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นฐานความชอบธรรมในการตัดสินใจ หากต้องคำนึงถึงการสร้างฉันทามติ (Consensus) เพื่อเป็นความชอบธรรมในกระบวนการใช้อำนาจในเรื่องใหญ่ ๆ ที่ส่งผลกระทบถึงประชาชนบางหมู่เหล่า

เสกสรรค์ใช้พื้นที่ค่อนข้างมากในการอธิบายถึงความจำเป็นที่สังคมไทยและผู้กุมอำนาจรัฐจะต้องทำความเข้าใจกับกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาประธิปไตยของประเทศ ที่ยิ่งพัฒนา ก็ยิ่งดูเหมือนจะซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

“…ความเจริญทางการเมืองไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการกระจายโอกาสในการมีส่วนร่วมที่จะกำหนดชะตากรรมของประเทศ กำหนดชะตากรรมของชุมชนที่ตัวเองสังกัด ตลอดจนกำหนดชะตากรรมของตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคล ทั้งนี้โดยมีรัฐบาลเป็นผู้จัดสร้างบรรยากาศและคอยประสานผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.62)

“กระจายอำนาจไม่ได้หมายความแค่การตั้งสถาบันผู้แทนขึ้นในท้องถิ่น หากหมายถึงการขยายสิทธิของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากร ขยายโอกาสที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบถึงพวกเขา…” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.255)

ปัญหาเกี่ยวกับลูกหลานคนชั้นกลาง

ในฐานะของอาจารย์ที่คลุกคลีอยู่กับนักศึกษามาเป็นเวลานานนับสิบปี และในฐานะของพ่อที่มีลูกชายอยู่ในช่วงวัยรุ่น 2 คน ทำให้เสกสรรค์มองเห็นถึงปัญหาที่คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันกำลังพบเผชิญ เขาพยายามที่จะอธิบาย ทำความเข้าใจในสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งแสวงหาทางออกและกระตุ้นให้สังคมไทยเร่งแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

เสกสรรค์ย้อนอธิบายให้เห็นถึงโครงสร้างทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลักษณะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เขาชี้ว่าการต่อสู้ของเหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ แต่ยังเป็นการต่อสู้กับการผูกขาดทางเศรษฐกิจของคนไม่กี่ตระกูลและต่อสู้กับการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยรัฐ ซึ่งปิดโอกาสการแสวงหาอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล ผลที่ได้ก็คือระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจที่เสรีมากขึ้น นอกจากนี้ผู้คนยังมีโอกาสค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองได้ตามความพอใจ

แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ยุคหลังสงครามเย็น เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยมากขึ้น กระแสทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งกลายเป็นพลังผลักดันให้ยกเลิกกฎเกณฑ์ระดับชาติที่ขัดขวางการเข้ามาสะสมกำไรของทุนสากล ผลักดันให้ทุกประเทศแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน และใช้กลไกตลาดตัดสินคุณค่าทั้งหมดของชีวิต เช่นนี้แล้วคนรุ่นใหม่ในยุคนี้จึงเติบโตขึ้นมาบนรากฐานของเศรษฐกิจและการเมืองที่ถือทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว (privatization) ไม่มีกฎเกณฑ์การใช้ชีวิต (deregulation) ส่วนในรูปการณ์จิตสำนึกก็ยังถอนตัวออกจากสังกัดส่วนรวมที่เรียกกันว่าชาติ และรากฐานวัฒนธรรมดั้งเดิม (liberalization)

“ถามว่าเช่นนั้นแล้ว พวกเขาเหลืออะไรบ้างอันเป็นพื้นที่แสดงออกของตัวตน ตอบสั้น ๆ ก็คือ เหลือแค่เรือนร่างสังขารที่ปรุงแต่งกันไปอย่างไม่มีขอบเขตทิศทาง… ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค กับสิ่งของที่ปรากฏอยู่ในตลาดสินค้าและบริการ” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.244)

เสกสรรค์เน้นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมาทั้งหมด ส่งผลสำคัญต่อความเสื่อมทรุดทางจิตวิญญาณของคนไทย โดยปรากฏชัดเจนในหมู่ลูกหลานคนชั้นกลาง ซึ่งสะท้อนว่าการได้เปรียบในเชิงโครงสร้างไม่ได้ช่วยให้มนุษย์วิวัฒน์ไปสู่ขั้นตอนที่สูงขึ้นในด้านจิตใจและจิตวิญญาณเสมอไป เขาเชื่อว่า การเสื่อมสลายของจินตภาพในเรื่อง ‘ส่วนรวม’ ของสังคม ซึ่งเคยประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นเก่า ทำให้คนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันเลิกยึดถือในเรื่องผิดถูก และการมีชีวิตรวมหมู่ไม่ว่าจะในสังกัดไหน ๆ รวมทั้งจงใจเพิกเฉยต่อสำนึกทางประวัติศาสตร์ เพราะไม่เห็นทั้งคุณค่าและความสำคัญ

การขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์ของคนหนุ่มสาว คงเป็นสิ่งที่ค้างคาใจเสกสรรค์มากที่สุดจนนำมาสู่การตั้งชื่อของหนังสือรวมบทความเล่มนี้ เขาเห็นว่าการขาดสำนึกทางประวัติศาสตร์จะนำไปสู่พฤติกรรมของผู้คนที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น เนื่องจากไม่มีสำนึกของการเป็นพวกเดียวกันหลงเหลืออยู่ อีกทั้งยังไม่มีใครถือว่าตัวเองมีหน้าที่สืบทอดรักษาและพัฒนาสิ่งดี ๆ ที่มีมา

“สุดท้าย การไม่มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราไม่มีจุดหมายทางยุทธศาสตร์สำหรับขับเคลื่อนสังคมที่ตนเองสังกัด หากจะมีก็แค่กลยุทธ์ในการค้นหาความอยู่รอดไปวัน ๆ” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.57)

ปัญหาความเสื่อมทรุดทางด้านจิตวิญญาณของคนไทยทั่วไป

เช่นเดียวกับทั้ง 3 ปัญหาข้างต้น กระแสทุนโลกาภิวัตน์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตปัญหาให้กับสังคมไทย

รัฐไทยที่เริ่มต้นการพัฒนาประเทศในแนวทางทุนนิยมแบบตะวันตกในปี 2504 ยังคงยึดถือแนวทางดังกล่าวจวบจนกระทั่งปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มที่จะทำตัวสนิทแนบแน่นกับกระแสทุนนิยมโลกมากขึ้น ตลอดระยะเวลา 40 ปีของการพัฒนา ผลสรุปที่ได้ในตอนนี้ก็คือ เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างสุดขั้วในสังคมไทย สังคมไทยถูกแบ่งออกเป็นสังคมที่ได้เปรียบและเสียเปรียบจากการพัฒนา และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยิ่งถ่างห่างออกไปมากขึ้นทุกวัน

แต่สรุปรวมความแล้ว ทั้งคนรวยและคนจนต่างก็ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมเหมือน ๆ กัน การพัฒนาพลังการผลิตของโลกทุนนิยมนั้น จำเป็นต้องอาศัยลัทธิบริโภคนิยมเป็นกลไกในการเปิดพื้นที่ให้การผลิตขยายตัว และเมื่อการผลิตดำเนินมาสู่ภาวะล้นเกินก็ย่อมเรียกร้องให้เกิดการบริโภคที่ล้นเกิน เพื่อรักษาความอยู่รอดของระบบ ดังนั้น กระบวนการกระตุ้นการบริโภคจึงเกิดขึ้นเพื่อให้ระบบยังคงดำเนินต่อไป

“ภายใต้ลัทธิบริโภคนิยมดังกล่าว ผู้คนจะถูกกระตุ้นให้จับจ่ายใช้สอยในเรื่องเครื่องแต่งกายมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม เสียเงินไปกับสิ่งประเทืองลิ้นมากกว่าอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย เสียค่าโทรศัพท์มากมายเพื่อจะพูดถ้อยคำที่ว่างเปล่า ยังมิพักต้องเอ่ยถึงการสะสมของใช้ที่ได้มาจากการลดแลกแจกแถม มากกว่าเจตนาใช้สอยมันอย่างแท้จริง ฯลฯ” (เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์, น.37)

เสกสรรค์เห็นว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมากระตุ้นให้คนเรายึดติดกับเปลือกนอกของชีวิตมากเกินไป เราแยกการศึกษาออกจากศีลธรรม และตัดขาดมิติทางด้านจิตวิญญาณออกจากวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง

“เมื่อโลกไม่มีประวัติศาสตร์” อาจถือได้ว่าเป็นการทำให้แนวคิดของเสกสรรค์ที่เขาพยายามนำเสนอในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “วิหารที่ว่างเปล่า” เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากยิ่งขึ้น ทุก ๆ ปัญหา ทุก ๆ เรื่องราวที่เขากล่าวถึง ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากหลักการพื้นฐานเดียวกัน นั่นคือความคิดความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง หากยังถือสังกัดอยู่กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า นับตั้งแต่ครอบครัวไล่เรียงไปถึงจักรวาลเอกภพ และการดำรงอยู่ของมนุษย์ไม่อาจแยกขาดจากมิติที่อยู่ภายใน “…จิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญของการเกิดเป็นคน และการเติบโตทางจิตวิญญาณเป็นจุดหมายอย่างหนึ่ง กระทั่งอาจจะเป็นจุดหมายสำคัญที่สุดของการดำรงอยู่บนพื้นพิภพแห่งนี้

“แน่นอน ผมไม่ได้ปฏิเสธความเจริญทางวัตถุ ในกรณีที่มันช่วยแก้ปัญหาความยากลำบากในการใช้ชีวิต และในขอบเขตที่มันเกื้อหนุนสันติสุขทางสังคม

“แต่ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การก่อเกิดของมนุษย์เรา ไม่ว่าในฐานะของปัจเจกบุคคลหรือในฐานะของมนุษยชาติ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เชื่อมร้อยกับการดำรงอยู่ของเอกภพ… และการเติบโตไปสู่ความเข้าใจในสัมพันธภาพข้อนี้ คือสันติสุขแท้จริงของการเกิดเป็นคน คือความหมายแท้จริงของการก่อเกิดและการผ่านพ้น… คือการเดินทางอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตเฉพาะส่วนเพื่อค้นหาส่วนทั้งหมดของตัวตน” (ตัวตนและจิตวิญญาณ, น.204-205)

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548