Archive for the 'บทความแปล' Category

ประสบการณ์เลวร้ายของศิลปิน

December 8, 2009

Ai Weiwei เป็นศิลปินชั้นแนวหน้าของจีน เขา (ร่วมกับบริษัท Herzog & de Meuron) ช่วยออกแบบสนาม 'รังนก' ที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

เช้ามืดของวันที่ 12 สิงหาคม ขณะที่ผมกำลังนอนหลับอยู่ในห้องพักภายในโรงแรมที่เมืองเสฉวน อยู่ๆ ก็มีเสียงโครมครามดังขึ้นที่หน้าประตูจนทำให้ผมสะดุ้งตื่น ตำรวจประมาณ 30 นายตรงเข้ามาภายในห้องและจับตัวผม เมื่อผมตะโกนตอบโต้และถามถึงบัตรประจำตัวของพวกเขา พวกเขาก็ทำร้ายผม ผมถูกมัดมือ และมีบางคนชกผมที่ศีรษะ หนึ่งเดือนต่อมา ผมเกือบเสียชีวิตจากการที่มีเลือดออกในสมอง

ผมเดินทางไปที่จังหวัดเสฉวนเพื่อเป็นพยานในการพิจารณาคดีของ Tan Zuoren ซึ่งถูกกล่าวหาว่าพยายามล้มล้างรัฐบาลด้วยการปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้าน Tan พยายามรวบรวมรายชื่อของเด็กนักเรียนมากกว่า 5,000 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เสฉวนเมื่อปี 2008 ผมต้องการเป็นพยานในการพิจารณาคดีของเขา เพราะผมก็ให้ความสนใจกับโศกฯฏกรรมครั้งนี้เช่นเดียวกัน ในเดือนมีนาคม ผมประกาศรับอาสาสมัครเข้าร่วมการสืบสวนของภาคประชาชนผ่านทางบล็อกของผม เพราะรัฐบาลปฏิเสธที่จะมอบข้อมูลของเด็กๆ เหล่านั้นให้กับเรา ผมเริ่มต้นด้วยคำพูดที่ว่า “ชีวิตมีศักดิ์ศรีในตัวของมันเอง คุณไม่สามารถมอบเพียงแค่ตัวเลขให้กับเรา พวกเขาชื่ออะไร? ใครเป็นพ่อแม่ของพวกเขา?” อาสาสมัครโทร.เข้าไปที่สำนักงานของจังหวัดเสฉวนจำนวน 200 สาย เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกเราว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับของชาติ อย่างไรก็ตาม เราก็ยังสามารถเผยแพร่รายชื่อของเด็กๆ มากกว่า 5,000 คนบนบล็อกของผม ก่อนที่กองเซ็นเซอร์จะปิดมันลง

ในประเทศจีน มีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการที่รัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ประชาชนชาวจีนจะได้รับรู้ความจริง มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราพยายามทำให้ความจริงเหล่านั้นกลับมามีชีวิต แต่เช่นเดียวกับสังคมที่กดขี่อื่นๆ จีนไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ เมื่อพยานถูกกีดกันไม่ให้ไปปรากฏตัวในศาลโดยตำรวจ นั่นหมายความว่ากระบวนการยุติธรรมของเราก็ไม่ต่างจากแก๊งมาเฟีย และที่นี่ก็ไม่มีสื่อมวลชนที่เป็นอิสระที่จะตั้งคำถาม

White House, 1999, from the series "Finger", B/W Print, Edition of 10, 51 x 61 cm / 90 x 127 cm

ต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เดินทางมาเยือนจีนเป็นครั้งแรก โดยมุ่งความสนใจไปที่เรื่องเศรษฐกิจโลกและเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ผมให้การสนับสนุนโอบามาอย่างสุดตัว เพราะผมเชื่อว่าเขาเป็นตัวแทนของความหวังอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาและของโลก—แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับผมในการที่เขามาเยือนจีนและไม่พูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเศรษฐกิจของจีนเจริญเติบโตโดยไม่มีการป้องกันขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนของตัวเอง? โอบามาจะต้องแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับค่านิยมของตะวันตกในเรื่องเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ผมไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดีของ Tan Zuoren—หลังจากตำรวจทำร้ายผม พวกเขากักผมไว้ในของพักของโรงแรมจนกระทั่งการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น (Tan ยังคงรอคอยคำพิพากษาของเขา) หนึ่งเดือนต่อมา ผมอยู่ที่มิวนิกเพื่อแสดงนิทรรศการผลงานของผม (ผมตั้งชื่อมันว่า “ผมเสียใจ” [So Sorry] ซึ่งเป็นคำพูดที่พวกผู้นำที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบจากหายนภัยต่างๆ ชอบใช้ ผมแขวนกระเป๋าของเด็กๆ ไว้เต็มด้านหน้าของอาคารแสดงนิทรรศการ) อาการปวดหัวของผมซึ่งเกิดขึ้นหลังจากผมถูกทำร้ายแย่ลงเรื่อยๆ และผมไม่สามารถจะมีสมาธิได้ เมื่อผมเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล พวกเขาบอกผมว่าผมมีเลือดออกในสมอง และผมใกล้จะถึงขีดอันตราย ผมถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เมื่อผมตื่นขึ้น ผมรู้สึกว่าเกือบจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่ผมคงจะไม่รู้สึกเต็มเปี่ยมสมบูรณ์จนกว่าผมและพี่น้องชาวจีนจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างเสรี

แปลจาก “An Artist’s Ordeal” โดย Ai Weiwei ใน Newsweek, December 7, 2009

หนึ่งพรรค สองพวก

October 29, 2009
Hu

ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา

ในขณะที่จีนกำลังเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในสัปดาห์นี้ (1 ตุลาคม 2009) แนวโน้มหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ดูเหมือนว่าระบบพรรคเดียวจะมีอายุต่อไปไม่ถึงอีก 60 ปีข้างหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่ว่า ใครจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน Hu Jintao ในปี 2012 กำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสองกลุ่มในพรรคซึ่งมีอิทธิพลไม่ต่างกันกำลังขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งนี้ ฝ่ายหนึ่งคือสายประชานิยม (populists) อย่างตัว Hu เอง และนายกรัฐมนตรี Wen Jiabao ซึ่งต้องการปรับปรุงเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมของจีน ริเริ่มนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และรักษาสมดุลในการพัฒนาระหว่างพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกับพื้นที่ในฟากตะวันตกที่ยากจน  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มชนชั้นนำ (elitists) รวมถึงบรรดาลูกหลานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่ง และให้ความสำคัญอย่างมากกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าเสรี

การก่อตัวขึ้นของสองกลุ่มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงรอยแยกใหม่ของการเมืองจีน ที่ผ่านมา กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคแบ่งแยกกันบนฐานของบุคลิกลักษณะเป็นส่วนใหญ่ แต่กลุ่มใหม่นี้แบ่งแยกกันบนฐานของภูมิศาสตร์และประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่น่าสนใจว่าพวกเขาจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของการปรากฏขึ้นระบบสองพรรคหรือหลายพรรคในจีนภายใน 10-20 ปีข้างหน้า Cheng Li ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนของสถาบัน Brookings ในวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ความเห็น  Li เรียกฝั่งประชานิยมว่า “ทีมสีแดง” และเรียกฝั่งชนชั้นนำว่า “ทีมสีน้ำเงิน”

ก่อนจะถึงเวลานั้น ทุกอย่างยังอยู่ในระหว่างการเดิมพัน  สำหรับชุมชนนานาชาติ ประเด็นเกี่ยวกับผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจาก Hu และทำไม จะส่งผลต่อประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น จำนวนเงินที่จีนจะยังคงช่วยเหลือภาระหนี้ของอเมริกา หรือปริมาณคาร์บอนที่จะถูกปล่อยออกมา ถ้ากลุ่มชนชั้นนำมีอำนาจ พวกเขามีแนวโน้มที่จะมุ่งความสนใจไปที่ความเป็นเสรีของตลาดและการค้า ขณะที่ปล่อยให้การปกป้องสภาวะแวดล้อมนั่งอยู่ข้างหลังห้อง  ถ้ากลุ่มประชานิยมยังคงกุมอำนาจต่อไป ก็จะเป็นสัญญาณของการลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศตะวันตก โดยหันมาเน้นภายในประเทศมากขึ้น และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมก็จะยังคงได้รับการให้ความสำคัญต่อไป  สำหรับชาวจีนโดยทั่วไป กลุ่มประชานิยมให้สัญญาว่าจะเพิ่มเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม (social welfare) ขณะที่กลุ่มชนชั้นนำดูเหมือนจะยังคงใช้รูปแบบทางเศรษฐกิจที่อาศัยการส่งออกเป็นพลังขับดันต่อไป ซึ่งเมืองและโรงงานขนาดใหญ่จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ ภายใต้การเสียสละของพื้นที่ในเขตชนบท

การขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจสะท้อนการแข่งขันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนในระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของจีน—ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่า Hu จะให้การสนับสนุน—ในการประชุมคณะกรรมการกลาง (Central Committee) ครั้งล่าสุด พรรคได้ประกาศว่า “ประชาธิปไตยภายในพรรค” (intraparty democracy) จะต้องเป็นหัวใจ (lifeblood) ของพรรค  เดวิด แชมบัฟ (David Shambaugh) ผู้ศึกษาเรื่องจีนจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า ประชาธิปไตยภายในพรรค “คือสิ่งหนึ่งที่ Hu Jintao ต้องการทำให้สำเร็จ” และขณะนี้ผู้คนจำนวนมากก็กำลังแข่งขันกันเพื่อตำแหน่งในคณะกรรมการกลางของพรรค ประชาชนหลายร้อยคนในเขตเมืองได้มีโอกาสทดลองการเลือกตั้งโดยตรงในการคัดเลือกคณะกรรมการของพรรคในระดับท้องถิ่น  ตามลำดับชั้นของพรรค Organization Department ซึ่งมีอำนาจมาก เป็นผู้วางลำดับขั้นตอนสำหรับประชาชนแต่ละคนที่อาจยอมรับการประเมินผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อย่างเป็นความลับ ผู้เข้ารับการคัดเลือกบางคนมีสิทธิ์กระทั่งถูกคัดออกถ้าพวกเขามีผลการประเมินที่ไม่ดี  ในระหว่างการประชุมครั้งล่าสุด Hu เชิญที่ปรึกษาระดับสูง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้สังกัดพรรค และสมาชิกของพรรค “ประชาธิปไตย” ขนาดเล็ก 8 พรรค

Wen

นายกรัฐมนตรี เหวิน เจียเป่า

แนวรบที่สำคัญที่สุดของการเผชิญหน้ากันครั้งนี้คือการถกเถียงกันระหว่างกลุ่มประชานิยมกับกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากข้างหลังห้อง หน้าร้อนนี้ Wang Yang สมาชิกโปลิตบูโร (Politburo) ที่กำลังโดดเด่น เลขาธิการของพรรคในสายประชานิยมประจำ Guangdong จังหวัดริมฝั่งทะเล ได้โจมตีแนวทางที่เน้นการเติบโตโดยไม่สนใจอย่างอื่นของฝ่ายชนชั้นนำอย่างรุนแรง โดยปราศจากการเอ่ยอ้างถึงชื่อใดๆ ในสุนทรพจน์ที่ตรงไปตรงมาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เขาชี้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นได้รับการสมรู้ร่วมคิดในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 เขาบอกว่า สองจังหวัดของจีนอ้างว่ามีอัตราการเจริญเติบโต 16 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศมีอัตราการเจริญเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรค ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ 24 ใน 31 จังหวัดรายงานว่ามีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ “แน่นอนว่าข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ GDP ของเราน่าชื่นใจ” Wang กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดอย่างรุนแรงกับผู้นำพรรค ในเรื่องที่พวกเขาที่ถูกครอบงำด้วยการเติบโตของ GDP “พวกเขาก่อสร้างสะพานที่ไม่มีความจำเป็นเพื่อเพิ่ม GDP ของจังหวัด พวกเขาพังมันลงเพื่อเพิ่ม GDP อีกครั้ง และพวกเขาก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ กระบวนการแบบนี้ดำเนินซ้ำไปมา 2-3 ครั้ง มันเป็นเพียงแค่กองขยะจำนวนมหาศาล”

เรื่องราวทางเศรษฐกิจมีศูนย์กลางอยู่ที่การผลักดันต่อสู้ของผู้คนกลุ่มย่อย ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันก็คือ จีนจะใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 600,000 ล้านเหรียญอย่างไรจึงจะเกิดผลดีที่สุด ฝ่ายชนชั้นนำทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อดึงเงินจำนวนนี้ไปสู่ภาคการส่งออกในเมืองเล็กๆ บริเวณชายฝั่ง เช่นบริเวณปากแม่น้ำแยงซีหรือแม่น้ำไข่มุก ส่วนฝ่ายประชานิยมก็พยายามเพิ่มกำลังซื้อของชาวจีนโดยการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลลงไปในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ซื่อตรงนัก ด้วยความจริงที่ว่าสมาชิกพรรคจำนวนมากเริ่มต้นการทำงานในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากภาคตะวันออกของจีน  1 ใน 4 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจถูกทุ่มลงไปกับการฟื้นฟูภายหลังการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่จังหวัดในภาคตะวันตกของ Sichuan ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เมืองในภาคตะวันตกของ Chongqing ได้รับเงิน 34,000 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของจำนวนที่ควรจะได้หากเงินถูกแบ่งให้กับประชากรจีน 1.3 พันล้านคนอย่างเท่าเทียมกัน “มันเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่มาก” Wang Hongju นายกเทศมนตรีเมือง Chongqing กล่าวยอมรับ เนื่องจากความจริงที่ว่าเมืองที่เขาดูแลเป็นเมืองหลักของโครงการ “พัฒนาฝั่งตะวันตก” ของรัฐบาล    

สนามรบอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ในระดับเมืองของจีน ในปี 2006 เลขาธิการพรรคประจำ Shanghai เป็นสมาชิกโปลิตบูโรคนแรกในรอบปีที่ถูกไล่ออกและถูกจำคุก เขาเคยเป็นผู้ที่ภักดีต่อกลุ่ม Shanghai ซึ่งควบคุมตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศหลายตำแหน่งเมื่อทศวรรษก่อน และการถูกไล่ออกของเขาก็ช่วยให้ Hu Jintao สามารถขยายฐานความเข้มแข็งของฝ่ายประชานิยมในตำแหน่งระดับสูงต่อไปได้  ณ ตอนนี้ ส่วนที่เหลือของกลุ่มเซี่ยงไฮ้มีอิทธิพลอยู่ในแนวร่วมของฝ่ายชนชั้นนำ และสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่มก็กำลังเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชัน

หน้าร้อนนี้ Bo Xilai เลขาธิการพรรคประจำ Chongqing และสมาชิกโปลิตบูโรที่มีชื่อเสียง—ผู้สืบเชื้อสายจักรพรรดิและสังกัดฝ่ายชนชั้นนำ—ประกาศสงครามกับอาชญากรรมที่ฝังรากลึกอยู่ใน Chongqing เมืองท่าที่มีประชากรมากกว่า 30 ล้านคน หลายปีมาแล้วที่แก๊งอาชญากรรมซึ่งได้รับการคุ้มครองจากคนในรัฐบาลได้เข้าไปมีอำนาจควบคุมการขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมเนื้อหมูของเมือง นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน การค้าผู้หญิง และยาเสพติด  ภายใต้การนำของโบ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน มีผู้ถูกคุมขังไปแล้ว 2,000 คน รวมถึงอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจของเมือง เศรษฐีระดับพันล้าน 3 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 50 คน ตำรวจระดับหัวหน้าเขต 6 คน ผู้พิพากษาระดับอาวุโส 2 คน และหัวหน้าแก๊งอีกมากกว่า 20 คน หนึ่งในหัวหน้าแก๊งเหล่านั้นคือสมาชิกของสภาท้องถิ่น

ผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจของโบส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขา มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และหนึ่งในนั้นก็คือ Wang Yang ผู้นำพรรคฝ่ายประชานิยมประจำ Guangdong ผู้ซึ่งโจมตีสถิติแบบสมรู้ร่วมคิด และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำ Chongqing ในช่วงปี 2005-2007 ยิ่งไปกว่านั้น การจับกุมของ Bo ทำให้แสงสว่างส่องมายังตัวเขา ซึ่งตอนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศในฐานะ อีเลียต เนสส์ (Eliot Ness)—ชาวอเมริกันผู้จัดการกับความวุ่นวายในทศวรรษ 1930—ของจีน  “Bo Xilai คือคนที่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้อย่างแท้จริง” Zhao Zhengrong เจ้าหน้าที่รัฐใน Chongqing กล่าวยกย่อง

สำหรับปัญญาชนจำนวนหนึ่ง การแข่งขันดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ “เพราะมันแสดงถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยภายในพรรค” ศาสตราจารย์ Hu Xingdou จาก Beijing Institute of Technology กล่าว “การมีกลุ่มพลังอำนาจที่แตกต่างกันเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศ” เพราะมันเพิ่มปริมาณของการต่อรองและการเจรจาพูดคุยกันซึ่งดำเนินอยู่หลังเวที และช่วยทำให้หลีกเลี่ยงจากนโยบายขวาจัดหรือซ้ายจัด “มันจะทำให้เกิดความสมัครสมานในหมู่ผู้นำระดับสูง” เขากล่าว

Xi

รองประธานาธิบดี ซิ จินปิง

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างเกรงว่าหากรอยแยกระหว่างสองฝ่ายถ่างกว้างมากขึ้น มันจะนำไปสู่จุดจบที่ไม่น่าปรารถนา Hu และ Wen ตระหนักดีว่า ความรุนแรงของการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมที่เพิ่มมากขึ้นนั้นนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่เทียนอันเหมินเมื่อ 20 ปีก่อน และพวกเขาพยายามทำให้การเผชิญหน้ากันในครั้งนี้อยู่ในการควบคุม การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนั้นให้น้ำหนักไปที่บุคลิกภาพส่วนบุคคลเป็นสำคัญ ทั้ง Bo และ Wang เองก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายตรงข้าม  Li จาก Brookings กล่าวว่า การที่ Hu ตั้งใจดำเนินการแต่งตั้งในลักษณะนี้ ทำให้เขาสามารถผสานความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และทางสังคมระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการสร้างสมดุลดังกล่าว—สำหรับตอนนี้—ดูเหมือนว่าจะเป็น Xi Jinping รองประธานาธิบดีวัย 56 ปี เขาเป็นบุตรชายของอดีตรองประธานาธิบดี และใช้ชีวิตการทำงานอยู่ในพื้นที่เก่าแก่ของกลุ่มชนชั้นนำ นั่นคือ เมืองท่าซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกอย่าง Fujian Zhejiang และ Shanghai และถูกจัดอยู่ในฝ่ายสนับสนุนนโยบายของกลุ่ม Shanghai  เขาสนับสนุนความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง และอนุญาตให้พื้นที่บริเวณชายฝั่งเติบโตอย่างรวดเร็ว บนสมมติฐานที่ว่า ในที่สุด เงิน เทคโนโลยี และตำแหน่งงาน ก็จะค่อยๆ ไหลเข้าไปสู่พื้นที่ด้านใน

ถึงแม้ว่าเขาจะมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำอย่างเด่นชัด แต่เขาก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Hu โดยการเดินอยู่บนทางแคบๆ ระหว่างสองฝ่าย เขาเป็นตัวเก็งที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งการได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปอยู่ใน Politburo Standing Committee หมายความว่าเขามีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นผู้นำพรรคและประธานาธิบดีคนต่อไป และจะหันเหประเทศไปทางฝั่งชนชั้นนำ คู่แข่งคนสำคัญของเขาก็คือ Li Keqiang ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจาก Hu เช่นเดียวกับ Hu เขาไต่เต้าขึ้นมาจาก Communist Youth League และตรากตรำอยู่ในพื้นที่ยากจนและด้อยพัฒนา ผู้ที่เฝ้ามองจีนกล่าวว่า เขาน่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่า จุดสมดุลอันเปราะบางหลังเวทีระหว่างทั้งสองฝ่ายจะยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

แปลและเรียบเรียงจาก “China and the Fights within Its Single Party” โดย Melinda Liu ใน Newsweek, October 5, 2009

ถึงคราวของภาพยนตร์

September 25, 2009

Bodyguards-and-Assassinsซุน ยัตเซน (Sun Yat-sen) กำลังนั่งอยู่บนรถลากที่วิ่งอยู่บนถนนอันสับสนวุ่นวายในฮ่องกง เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างกระวนกระวาย เนื่องจากผู้นำการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นในปี 1911 ผู้นี้กำลังตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร  นี่คือฉากความยาว 15 วินาทีของภาพยนตร์เรื่อง Bodyguards and Assassins ที่กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ไม่ใช่ในสถานที่จริงที่ฮ่องกง แต่ในสถานที่จำลองที่บรรจงสร้างขึ้นบริเวณชานเมืองเซี่ยงไฮ้  ด้วยขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 10 สนาม สถานที่จำลองเต็มรูปแบบของอดีตอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี ด้วยเงินทุน 5 ล้านดอลลาร์ รวมถึงร้านค้าประมาณ 200 ร้าน และถนน Pottinger ที่แทบไม่ต่างจากสถานที่จริง

นี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนขนานใหญ่สำหรับอนาคตของภาพยนตร์จีน การก่อสร้างฉากอลังการในประวัติศาสตร์—ตั้งแต่นครต้องห้าม (Forbidden City) ไปจนถึงสงครามที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์ต่างๆ—คือส่วนสำคัญในการบอกเล่าประวัติศาสตร์จีน แต่ในอดีต ภาพยนตร์เหล่านั้นส่วนมากถ่ายทำโดยได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ และผลิตขึ้นเพื่อผู้ชมชาวต่างชาติ  Bodyguards and Assassins ถือเป็นตัวแทนของโมเดลใหม่สำหรับการสร้างภาพยนตร์จีน ภาพยนตร์โรแมนติกและบู๊ดุเดือดซึ่งมีกำหนดจะออกฉายในเดือนธันวาคมเรื่องนี้สร้างจากเงินทุนของชาวจีน 100 เปอร์เซ็นต์—ครึ่งหนึ่งมาจากเอกชน อีกครึ่งหนึ่งมาจากสาธารณะ—และถูกสร้างขึ้นเพื่อเสนอแก่ชาวจีนโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้สร้างภาพยนตร์จะต้องใส่ใจกับรายละเอียดอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งฉลากบนกล่องบุหรี่หรือบนขวดเหล้าที่หมักจากข้าว  “ในอดีต ขนาดของตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่เพียงแห่งเดียวไม่สามารถรองรับภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากๆ ได้” Peter Ho-Sun Chan ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กล่าว  “แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดผู้ชมชาวจีนร้อนแรงขึ้นมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถสร้างภาพยนตร์สำหรับพวกเขาเหล่านั้นโดยเฉพาะ แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะลดความสำคัญสำหรับการขายในต่างประเทศ แต่พายชิ้นที่ใหญ่ที่สุดจะไม่ใช่เพียงแค่การถอนทุนคืนเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว เงินทุนเกือบทั้งหมด—ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด—สามารถได้คืนจากรายรับที่คาดว่าจะได้จากผู้ชมชาวจีนเท่านั้น”

เปรียบเทียบกับฮอลลีวูด หรือแม้กระทั่งบอลลีวูด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีนยังคงจัดอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทเอกชนเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ได้โดยอิสระเมื่อปี 2002 นี่เอง และบรรดานักลงทุนก็เพิ่งจะเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2007 เมื่อ Sequoia Capital China และ SIG Asia Investment ร่วมลงขันบริษัทละ 5 ล้านดอลลาร์ใน Bona International Film Group (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Polybona)  แต่เมื่อรายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 117 ล้านดอลลาร์เมื่อ 5 ปีก่อน เป็น 630 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่ภาพยนตร์จีนจะดึงดูดแหล่งทุนภายในประเทศ แม้จะเป็นช่วงขาลงของระบบเศรษฐกิจ และราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์ยังคงสูงอยู่โดยเปรียบเทียบ—10 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์ปกติ และ 17.50 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์เรื่องดัง—แต่รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของจีนก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าถึง 331 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 42.7 เปอร์เซ็นต์ เพียงในครึ่งแรกของปี 2009

ตลาดภาพยนตร์ของจีนได้รับแรงกระตุ้นจากภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Wolverine เช่นเดียวกับ  City of Life and Death ของ Lu Chuan ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสังหารโหดที่นานกิงในปี 1937 และภาพยนตร์อย่าง Transformers: Revenge of the Fallen ซึ่งทำลายสถิติของ Titanic ด้วยรายรับ 52.7 ล้านดอลลาร์  บรรดาผู้จัดการโรงภาพยนตร์ในปักกิ่งทำนายว่า รายรับรวมทั้งหมดน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ ถึงแม้ว่านั่นจะยังอยู่ห่างไกลจาก 9.8 พันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐอเมริกาได้รับในปี 2008 แต่จีนมีโรงภาพยนตร์เพียง 4,100 โรงเท่านั้น เทียบกับ 38,834 โรงในสหรัฐอเมริกา  Han San-ping ประธานของ China Film Group สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในจีน เพิ่งจะกล่าวกับผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ว่า รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของประเทศจะมากกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยชี้ว่าศักยภาพของประชากรจีน 1.3 พันล้านคนยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่

เวลาของการแข่งขันยังไม่สิ้นสุด โรงภาพยนตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเพิ่มจำนวนขึ้นในเมืองที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ  Dadi Cinemas Co. บริษัทจากฮ่องกงซึ่งเริ่มก่อสร้างโรงภาพยนตร์ในจีนเมื่อไม่ถึง 3 ปีก่อน จะมีโรงภาพยนตร์ 300 โรงก่อนที่จะถึงสิ้นปีนี้  John Sham ประธานของ Dadi กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างโรงภาพยนตร์ 1,500 โรงภายในอีก 5 ปีข้างหน้า กลยุทธ์ของ Dadi นั้นมุ่งความสนใจไปที่เมืองระดับสอง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ และเพื่อทำให้ราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์เหลือเพียง 1 ใน 3 ของราคาในเมืองใหญ่  “เราเก็บค่าเข้าชมระหว่าง 2-3.5 ดอลลาร์ แต่ราคาเฉลี่ยในเมืองใหญ่จะอยู่ที่ระหว่าง 7-12 ดอลลาร์ ซึ่งสูงจนน่าแปลกใจเมื่อเปรียบเทียบกับระดับเงินเดือนโดยเฉลี่ย” Sham กล่าว

จำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์รู้ตัวเลขจำนวนผู้ชมขั้นต่ำสำหรับภาพยนตร์ที่อิงอยู่กับความเป็นจีน แต่เงินทุนที่ได้รับจากภาคเอกชนจะช่วยให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถลดข้อจำกัดทางด้านการเมืองลงได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่สงสัย  “ในท้ายที่สุด มันเป็นเรื่องของเงิน และภาพยนตร์การเมืองไม่ทำเงิน” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยชื่อคนหนึ่งกล่าว  ผู้ชมชาวจีนอยากจะลืม พวกเขาไม่อยากคิดมาก แต่อย่างน้อยที่สุด โครงสร้างทางการค้าแบบใหม่ก็หมายความว่าผู้กำกับไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับรสนิยมอันหลากหลายในการพยายามเข้าถึงผู้ชมชาวเอเชียจำนวนมาก  “เราไม่ต้องจ้างนักแสดงเพราะว่าเขาเป็นคนเกาหลีหรือคนญี่ปุ่น และเขาจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเราในประเทศนั้นๆ” Chan กล่าว  “ในอดีต คุณต้องลงเอยที่ดาราแบบสหประชาชาติเพื่อดึงดูดตลาดในที่ต่างๆ”

Bodyguards and Assassins สร้างโดย Cinema Popular บริษัทร่วมทุนระหว่าง Bona International หนึ่งในบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน, Huang Jianxin ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างชาวจีน และ Chan  บริษัทวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์ 15 เรื่องภายในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึง Jung Ku: The Man From 18th Hell และภาพยนตร์ผจญภัยย้อนยุคซึ่ง Chan จะลงมือกำกับเอง นั่นคือ The Flying Guillotines และภาพยนตร์แอ็กชันเกี่ยวกับกลุ่มทหารที่จะทำการลอบสังหารองค์จักรพรรดิ

เมื่อ 5 ปีก่อน ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวจีนต้องอาศัยผู้อำนวยการสร้างชาวฮ่องกงสำหรับเงินทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งคนเหล่านั้นคือผู้ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์นอกประเทศจีน ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างจำนวนมากจำเป็นต้องออกฉายเพื่อเรียกทุนคืน  แม้ว่าพวกเขาจะยังคงมองไปที่บริษัทในฮ่องกงสำหรับความเชี่ยวชาญของคนเหล่านั้น แต่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ของชาวจีนก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้น  Shanghai Film Group หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสร้างภาพยนตร์ของจีน เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ถึงการร่วมทุนกับ Hong Kong studio Media Asia Films และ Guoli Changsheng Media บริษัทในปักกิ่ง  โครงการแรกของพวกเขาคือเรื่องราวที่แต่งขึ้นเกี่ยวกับจอมยุทธ์ศิลปินที่ชื่อ Chen Zhen ซึ่งกำกับโดย Andrew Lau และภาพยนตร์ดรามาย้อนยุคอย่าง In the Qing Dynasty ซึ่งกำกับโดย Jia Zhangke ผู้กำกับภาพยนตร์สายศิลปะชื่อดัง

ถึงแม้รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์จะสูงขึ้น แต่ผู้คนในวงการภาพยนตร์จีนก็ยังไม่ตระหนักถึงกุญแจดอกสำคัญของที่มาแห่งรายได้ นั่นคือ รายได้จากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์  ในฮอลลีวูด รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์คิดเป็นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด รายได้ส่วนที่เหลือนั้นมาจากค่าลิขสิทธิ์ทางโทรทัศน์ DVD และสินค้าที่ระลึกต่างๆ  “รายได้นอกเหนือจากค่าเข้าชมต่ำมากในจีน—ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์—เพราะโทรทัศน์ยังเป็นระบบผูกขาด และ DVD ละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก” Sham กล่าว “ยังมีช่องทางในการหารายได้เหลืออยู่อีกมาก”

จีนพิสูจน์แล้วว่ามัสคอตประจำกีฬาโอลิมปิกสามารถทำรายได้อย่างมหาศาล คงอีกไม่นาน บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์คงจะสามารถคิดหาช่องทางโกยเงินแบบนั้นได้บ้าง

แปลและเรียบเรียงจาก “On the Set in China: Home Movies” โดย Sonia Kolesnikov-Jessop ใน Newsweek, September 21, 2009

เมื่อถึงเวลาก็ต้อง “เปลี่ยน”

September 3, 2009
ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

หลังจากปกครองดูแลประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 54 ปี (เว้นวรรคไป 11 เดือนในช่วงปี 1993-1994) ในที่สุด พรรค LDP (Liberal Democratic Party) ก็ถึงคราวต้องก้าวลงจากบัลลังก์ พร้อมกับทิ้งภาระอันหนักหน่วง โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ให้กับพรรค DPJ (Democratic Party of Japan) ที่ต้องก้าวเข้ามารับภาระต่อ  เมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2009 ปรากฏว่าพรรค DPJ จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และนายยูกิโอะ ฮาโตยามะ (Yukio Hatoyama) ผู้นำของพรรค จะได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษ 1990 และจนกระทั่งปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวก็ดูจะยังไม่มีทีท่าดีขึ้น  จากที่เคยมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่าจีนถึง 4 เท่าในช่วงต้นของทศวรรษนี้ แต่จีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มีแนวโน้มว่าจะแทรงหน้าญี่ปุ่นก่อนจะถึงปี 2010

ทากาชิ โยโกตะ (Takashi Yokota) วิเคราะห์ถึงความพ่ายแพ้ของพรรค LDP ใน Newsweek ไว้อย่างน่าสนใจ เขาวิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวของพรรค LDP มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ข้อคือ  ข้อแรก การทุ่มเงินเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชนซึ่งเป็นโมเดลหลักทางการเมืองของพรรคนั้นไม่มีความยั่งยืน ในสภาวะที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีหน้าสาธารณะสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์  ข้อสอง พรรค LDP ถูกทำให้อ่อนแออย่างถึงที่สุดจากผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นฮีโร่ของพรรค—นายจุนอิชิโร โคอิสุมิ (Junichiro Koizumi) อดีตนายกรัฐมนตรี—แผนการปฏิรูปของโคอิสุมิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนและถูกมองว่าจะส่งผลดีต่อญี่ปุ่นในขณะนั้น แต่มันกลับทำให้เกิดผลเสียตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 2 ประการคือ การลดความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และการแบ่งแยกฐานเสียงของพรรค

กลยุทธ์หลักของพรรค LDP ในทศวรรษ 1970 นั้นชัดเจนแจ่มชัด นายกรัฐมนตรีคาคัวอิ ทานากะ (Kakuei Tanaka) ทำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้างโครงข่ายเส้นทางรถยนต์และรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น มันช่วยกระจายเม็ดเงินไปในทุกภาคส่วน และทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น

และเมื่อนโยบายของทานากะประสบความสำเร็จ นั่นก็หมายถึงความเข้มแข็งของพรรค LDP

หลายสิบปีต่อมา สมาชิกรุ่นต่อๆ มาของพรรคก็ยังคงเดินเครื่องแจกจ่ายความมั่งคั่งไปสู่กลุ่มผู้สนับสนุน และการล็อบบี้จากบรรดาบริษัทต่างๆ ก็กลายเป็นเสาเข็มค้ำจุนพรรค  พลังอำนาจของพรรค LDP มีพื้นฐานมาจากการประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของภาคการส่งออกและความพยายามในการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศ  และแน่นอน ภาษีที่รัฐได้รับก็เพิ่มมากขึ้น พรรค LDP จึงไม่เดือดร้อนในเรื่องงบประมาณสำหรับการรักษาฐานเสียง

แต่ข่าวร้ายก็มาเยือนเมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1990 เมื่อปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์จุดชนวน “ทศวรรษแห่งความล้มเหลว” ของญี่ปุ่น  ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงเหว ความต้องการภายในประเทศหดหาย และภาคการเงินกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้เสีย  พรรค LDP ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แทนที่จะยอมรับการเติบโตที่ถดถอยและลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พรรค LDP กลับยังคงทุ่มเงินให้กับพันธมิตรในภาคการก่อสร้างและในภาคชนบท ผลก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อในการก่อสร้างถนนและสะพานอย่างไร้เป้าหมาย  GDP โดยเฉลี่ยในทศวรรษ 1990 ของประเทศต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้สนับสนุนพรรคเริ่มมองเห็นด้านมืด—ความสุขสบายที่คนในพรรคได้รับจากกลุ่มผลประโยชน์และปัญหาการคอร์รัปชัน—จนทำให้พรรคไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครั้งการเลือกวันที่ 18 กรกฎาคม 1993 เอาไว้ได้

ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆ เลวร้ายมากขึ้น แต่พรรค LDP กลับยังคงเดินตามเส้นทางเดิมๆ อย่างมืดบอด  ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปี 2002 มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาถึง 18 โครงการ แต่ทั้งหมดนั้นปราศจากแนวคิดใหม่ และเต็มไปด้วยการใช้จ่ายที่ไร้ประโยชน์

พรรค LDP ยังคงอยู่ในอำนาจ แต่นั่นก็เป็นเพราะญี่ปุ่นขาดแคลนทางเลือกอื่นอย่างแท้จริง คู่แข่งที่สำคัญของพรรค LDP คือพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับชาวญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อถึงปี 2001 จุนอิชิโร โคอิสุมิ ก็ก้าวขึ้นสู่เวที และในทันทีทันใด มันดูเหมือนว่าพรรค LDP จะค้นพบผู้ที่จะช่วยให้รอด—ผู้นำที่จะจัดการกับพฤติกรรมเก่าๆ ซึ่งไร้ประสิทธิภาพ และริเริ่มการบริหารจัดการในยุคใหม่—โคอิสุมิวัย 59 ปีในขณะนั้นแตกต่างจากแบบแผนดั้งเดิมของพรรคทั้งรูปแบบและเนื้อหา เขาไว้ผมยาว หลงใหลดนตรีเฮฟวีเมทัล และมีรูปแบบการทำงานเฉพาะตัว  โคอิสุมิได้รับการเลือกตั้งจากลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นและความรู้ความสามารถที่เขามี ผู้คนปรบมือให้เขาเมื่อเขายืนกรานว่าจะ “ไม่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน”

ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นถูกบริหารจัดการโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งถ่ายเทภาษีไปสู่อุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุน และกระจายความมั่งคั่งไปสู่พันธมิตร และบัดนี้ ระบบกำลังแข็งทื่อ และความเติบโตได้สูญหายไปแล้ว โคอิสุมิสัญญาว่าจะยุติสิ่งเหล่านี้ และจะทำให้ระบบตลาดทำงานได้

โคอิสุมิเริ่มต้นด้วยการใช้ต้นทุนส่วนตัวในการโจมตีบรรดาก๊กเหล่าต่างๆ ภายในพรรค และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเขาเอง แทนที่จะยอมให้กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคเสนอรายชื่อตามลำดับอาวุโส เขาประกาศโจมตีกลุ่มในพรรคต่อสาธารณชนว่าเป็น “พลังต่อต้าน” การปฏิรูปของเขา

ในด้านเศรษฐกิจ โคอิสุมิตัดงบประมาณรายจ่ายทางการเมือง เขาดำเนินการปฏิรูประบบตลาดเสรี ผ่อนปรนกฎหมายแรงงาน แปรรูปหน่วยงานของรัฐ และพยายามทำความสะอาดหนี้เสียในภาคธนาคาร  การแปรรูปกิจการไปรษณีย์ในปี 2005 คือจุดสิ้นสุดของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ มันช่วยเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 240,000 ตำแหน่ง และทำให้สามารถควบคุมปริมาณเงินได้มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์  โคอิสุมิกล่าวว่า การแปรรูปนั้นทำเพื่อลดขนาดของรัฐบาล ตลาดที่เสรีมากขึ้น และการใช้ทรัพย์สินของกิจการไปรษณีย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อระยะเวลาของโคอิสุมิจบสิ้นลงเมื่อสามปีก่อน มันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่า นอกจากการพัฒนาปรับปรุงพรรคและประเทศ เขาก็ได้ทิ้งปัญหาใหม่ไว้ให้กับทั้งสองส่วนนั้นด้วย  แทนที่จะทำความสะอาดพรรค LDP อย่างที่เขาให้สัญญาเอาไว้ เขากลับมุ่งทำลายกลุ่มที่เป็นคู่แข่ง (หนึ่งในนั้นเป็นกลุ่มที่สืบทอดมาจากทานากะ) และวางตัวพันธมิตรของเขาไว้ในตำแหน่งสำคัญ  โคอิสุมิพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การตัดงบประมาณสนับสนุนพื้นที่ในเขตชนบท และแก้กฎหมายการจ้างงาน โดยการอนุญาตให้บริษัทจ้างหรือปลดคนงานได้ง่ายขึ้น แต่คำสัญญาในเรื่องการเจริญเติบโตนั้นช้าเกินไปสำหรับการจะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์การจ้างงานแบบใหม่ก่อให้เกิดลูกจ้างชั่วคราวรายได้ต่ำจำนวนมหาศาล ซึ่งยิ่งเป็นการทำลายอุปสงค์ที่อยู่ก้นเหวอยู่แล้ว เงินเฟ้อยังดำเนินต่อไป และราคาที่ต่ำลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเลื่อนการซื้อสินค้าต่างๆ ออกไป  นักวิจารณ์เริ่มกล่าวหาว่าโคอิสุมิละเลยปัญหาการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้มีรายได้น้อย และเป็นผู้ทำให้ช่องว่างของรายได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นสถิติ

นอกจากนี้ โคอิสุมิยังลดความสามารถของพรรค LDP ในการฟื้นจากไข้  คำวิจารณ์จำนวนมากในเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในพรรค เป็นเรื่องดีที่จะทำให้มีการฝึกฝนนักการเมืองรุ่นใหม่สำหรับการเมืองที่ยุ่งเหยิงเละเทะของญี่ปุ่น และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการหาฉันทมติเกี่ยวกับนโยบายของพรรค แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น โคอิสุมิทำให้กลุ่มต่างๆ อ่อนแอและไม่สนับสนุนให้สมาชิกใหม่ของพรรคทำสิ่งเหล่านั้น พรรค LDP ปราศจากหนทางที่มีประสิทธิภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรค นี่จึงทำให้ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิไม่สามารถประสานสมาชิกทั่วไปเข้ากับชนชั้นนำของพรรคในประเด็นยากๆ ได้ เช่น การลดรายจ่ายในการสร้างถนนที่ไม่เป็นประโยชน์ นายกรัฐมนตรียาสุโอะ ฟูกูดะ (Yasuo Fukuda) ถูกกดดันให้ต้องละความพยายามที่จะทำเรื่องเช่นนั้น และนายทาโร อาโสะ (Taro Aso) ก็ผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 150 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพียงเพราะอยู่ในช่วงเวลาคับขันของวิกฤตเศรษฐกิจ

พรรค LDP ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่โคอิสุมิไม่ได้ทำการแก้ไข นั่นคือธรรมเนียมการเมืองแบบสืบเชื้อสาย ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิทุกคน—ชินโซ อะเบะ (Shinzo Abe) ฟูกูดะ และแน่นอน อาโสะ—มาจากราชวงศ์นักการเมือง  ทั้งพ่อและปู่ของโคอิสุมิเคยมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ส่วนอาเบะ ฟูกูดะ และอาโสะ ทั้งหมดคือลูกชายหรือหลานชายของนายกรัฐมนตรี แนวโน้มเช่นนี้ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งรัฐสภา ได้ผลิตผู้นำที่ไม่มีทักษะทางด้านการเมือง นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกตามใจ และเข้าไม่ถึงประชาชนคนธรรมดา

การพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรค LDP เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โยโกตะกล่าวว่ามันอาจนำมาซึ่งผลร้าย 2 ข้อ  ข้อแรก พรรค LDP อาจแตกสลาย แกนนำคนสำคัญของพรรคจำนวนหนึ่งได้คาดการณ์ถึง “การปรับเปลี่ยนทางการเมือง” ภายหลังการเลือกตั้ง  โยชิมิ วาตานาเบะ (Yoshimi Watanabe) อดีตสมาชิกพรรค ได้ก่อตั้งพรรคใหม่เรียบร้อยแล้ว และ คูนิโอะ ฮาโตยามะ (Kunio Hatoyama) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน ก็กำลังเตรียมประกาศตั้งพรรคใหม่ของตนเช่นกัน

ข้อสอง ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือพรรค LDP จะก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ในฐานะพรรคที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้านหนึ่งคือการเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกันข้ามกับพรรค DPJ ที่เน้นในเรื่องสวัสดิการสังคม  ถึงแม้ว่าพรรค LDP ซึ่งได้เรียนรู้บทเรียนจากยุคสมัยของโคอิสุมิ จะประกาศยืนยันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะตัดขาดจากแบบแผนดั้งเดิมทางการตลาด แต่พลังอนุรักษนิยมก็ยังคงดูเหมือนจะมีอยู่มากกว่าพรรค DPJ โดยเฉพาะในห้วงขณะที่พรรคกำลังพยายามปรับปรุงตัวเอง

มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองพรรคจะแยกทางเดินกันชัดเจน พรรคหนึ่งสนับสนุนการเจริญเติบโตสำหรับการก่อร่างพรรคใหม่ ขณะที่อีกพรรคหนึ่งสนับสนุนสวัสดิการ  ไม่ว่าผลจะออกมาทางด้านใด มันจะเป็นการปรับปรุงการเมืองอันสับสนยุ่งเหยิงของญี่ปุ่นอย่างขนานใหญ่

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ระบบการเมืองที่ปกครองญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 50 ปี—ผ่านทางผลประโยชน์และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง—คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก

แปลและเรียบเรียงจาก “How Koizumi did in the LDP” โดย Takashi Yokota ใน Newsweek, August 24 & 31, 2009