เลโอนาร์โด ดา วินชี
เลโอนาร์โด ดิ เซอร์ ปีโร ดา วินชี (Leonardo di ser Piero da Vinci) คืออัจฉริยบุคคลผู้ก้าวข้ามพรมแดนของศิลปะกับวิทยาศาสตร์ เขาเป็นจิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักประดิษฐ์ นักกายวิภาค นักภูมิศาสตร์ นักทำแผนที่ นักพฤกษศาสตร์ และนักเขียน
เลโอนาร์โดได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของคนในยุคเรอเนสซองซ์ – ความกระหายใคร่รู้ของเขาดูจะตอบสนองได้ด้วยพลังในการประดิษฐ์คิดค้นของเขาเองเท่านั้น – และถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตรกรที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แต่ความสนใจและความสามารถของเขานั้นขยายกว้างและหยั่งลึกในหลากหลายสาขาจนดูเหมือนไร้ขอบเขต
เลโอนาร์โดเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1452 ที่เมืองฟลอเรนซ์ เขาเป็นบุตรของ ปีโร ดา วินชี (Piero da Vinci) ผู้มั่งคั่ง กับหญิงชาวนาชื่อแคเทอรินา (Caterina) เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของ แอนเดรีย เวอร์รอกคิโอ (Andrea Verrocchio) ศิลปินมีชื่อคนหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ การทำงานกับเวอร์รอกคิโอทำให้เลโอนาร์โดได้ฝึกฝนทั้งทักษะในการทำงานศิลปะและทักษะในด้านอื่นๆ เช่น การหลอมโลหะ การทำเครื่องหนัง เครื่องยนต์กลไก การทำงานไม้ การหล่อปูนพลาสเตอร์ เป็นต้น
เมื่ออายุได้ 20 ปี เลโอนาร์โดได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมแห่งเซนต์ลุก ซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาศิลปินและแพทย์ และถึงแม้พ่อของเขาจะสร้างห้องทำงานให้ แต่เลโอนาร์โดก็ยังคงทำงานอยู่กับเวอร์รอกคิโอ ผลงานชิ้นแรกที่ปรากฏวันที่ของเลโอนาร์โดคือภาพของหุบเขาอาร์โนที่วาดด้วยปากกา มันถูกวาดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1473
บันทึกในปี 1476 ของศาลเมืองฟลอเรนซ์ระบุว่าเลโอนาร์โดและเด็กหนุ่มอีก 3 คน ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ต่อมาทั้งหมดก็พ้นความผิด เลโอนาร์โดยุติการทำงานกับเวอร์รอกคิโอในปี 1478 และนักเขียนนิรนามคนหนึ่งอ้างว่าในปี 1480 เลโอนาร์โดอาศัยอยู่กับตระกูลเมดิชี โดยทำงานอยู่ในสวนของจัตุรัสซานมาร์โคในเมืองเวนิซ
ในปี 1482 เลโอนาร์โด – ในฐานะนักดนตรีเปี่ยมพรสวรรค์ ตามข้อมูลของ จิออร์จิโอ วาซารี (Giorgio Vasari) นักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 16 – ได้ประดิษฐ์พิณที่มีรูปร่างเหมือนหัวของม้า โลเรนโซ เดอ’ เมดิชี (Lorenzo de’ Medici) จึงส่งเขาพร้อมกับพิณดังกล่าวไปยังเมืองมิลาน เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับ ลูโดวิโค อิล โมโร (Ludovico il Moro) ดยุกแห่งมิลาน
เลโอนาร์โดทำงานอยู่ที่เมืองมิลานในช่วงปี 1482-1499 ผลงานของเขาในช่วงนี้คือภาพ พระแม่มารีแห่งภูผา (Virgin of the Rocks) และภาพ พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) นอกจากนี้ เลโอนาร์โดยังได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการวางผังเมือง การขุดคลองให้เชื่อมต่อกันเพื่อการสุขาภิบาล และการสร้างถนน 2 ชั้นแบบที่ปรากฏในยุคปัจจุบัน
ในปี 1499 เมื่อสงครามอิตาลีครั้งที่ 2 (1499-1504) ปะทุขึ้น เลโอนาร์โดจึงกลับไปที่เมืองเวนิซ เขาทำหน้าที่เป็นสถาปนิกและวิศวกรทางด้านการทหาร โดยคิดค้นวิธีป้องกันเมืองจากการโจมตีทางเรือ ก่อนจะย้ายไปทำงานให้กับ เซซาเร บอร์เจีย (Cesare Borgia) บุตรของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (Pope Alexander VI) ที่เมืองเซเซนา ในปี 1502 โดยเขาได้คิดค้นแผนที่ป้อมปราการของเมือง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ แผนที่ที่เขาคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ในด้านการทหารยังเชื่อมโยงกับโครงการก่อสร้างเขื่อน เพื่อให้ลำคลองในเมืองมีน้ำตลอดทั้งปี
เลโอนาร์โดเริ่มวาดภาพ โมนา ลิซา (Mona Lisa) ในปี 1503 หรือ 1504 โดยวาซารีระบุว่า “…หลังจากนั่งมองมันอยู่ 4 ปี เขาก็คงปล่อยมันค้างอยู่อย่างนั้น…” ในเวลาต่อมา เลโอนาร์โดนำภาพนี้ย้ายตามเขาไปอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วย และมันถูกวาดจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน
ในเดือนตุลาคม 1515 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (Francois I of France) เสด็จพระราชดำเนินเยือนมิลาน และพระองค์ได้ทรงพบกับเลโอนาร์โอ ในปีต่อมา เลโอนาร์โดจึงย้ายไปทำงานให้กับพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ฝรั่งเศส และใช้ช่วงเวลา 3 ปีสุดท้ายของชีวิตที่นั่น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1519
การศึกษาเรียนรู้ตลอดทั้งชีวิตของเลโอนาร์โดปราศจากกำแพงแบ่งแยกกีดขวางใดๆ ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของเขาสร้างความตื่นตะลึงไม่แพ้ผลงานทางด้านศิลปะ เลโอนาร์โดบันทึกข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดในสมุดบันทึกความยาวประมาณ 13,000 หน้า ซึ่งสมุดบันทึกเล่มนี้จะอยู่กับเขาตลอดเวลาในทุกที่ที่เขาเดินทางไป
ข้อมูลและภาพวาดทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสนใจที่กว้างขวาง ตั้งแต่เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันอย่างรายการสิ่งของและรายชื่อลูกหนี้ ไปจนกระทั่งเรื่องราวที่สลับซับซ้อนอย่างการออกแบบปีกและชุดประดาน้ำ รายละเอียดการศึกษาใบหน้าและอารมณ์ รายละเอียดของสัตว์ต่างๆ ทารก พืช รูปแบบของหิน ยุทโธปกรณ์ เฮลิคอปเตอร์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ
ความสนใจในความเป็นอัจฉริยะของเลโอนาร์โดยังคงดำเนินต่อไปไม่มีวันจบสิ้น ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ยังคงพยายามตีความงานเขียน วิเคราะห์ภาพวาด และตามหาภาพวาดที่ปรากฏในบันทึกแต่ยังค้นหาไม่พบ ด้วยความรู้ที่แตกฉานในทุกๆ สาขาวิชา เลโอนาร์โดได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาผู้ใดในโลกเสมอเหมือน และผู้คนในทุกวันนี้ก็ยังคงได้พบปะกับอัจฉริยะผู้นี้ไม่ต่างจากผู้คนในศตวรรษที่ 16
ถึงแม้จะผ่านมา 5 ศตวรรษแล้ว แต่ เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ยังคงเด่นเป็นสง่า โดยไร้ผู้ใดทัดเทียม