Archive for December 29th, 2005

สรุปสาระสำคัญของ “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง…

December 29, 2005

สรุปสาระสำคัญของ “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง ในการปฏิวัติสยาม 2475″

รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียน

เป็นเวลาหลายสิบปี นับตั้งแต่คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกครอบงำจากการศึกษาประวัติศาตร์และสังคมการเมืองในแนวทางที่ได้รับการวางรากฐานโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่การอธิบายความเปลี่ยนแปลงจากการกระทำของพระมหากษัตริย์ หรือเป็นการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์โดยศึกษาจากการกระทำของบุคคล โดยเฉพาะบุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง เป็นเครื่องมือในการอธิบาย

การศึกษาในแนว “สกุลดำรงราชานุภาพ” ดังกล่าว ในทัศนะของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ “ได้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมการเมืองและในองค์ความรู้เรื่องสยามและไทย การอธิบายประวัติศาสตร์การปฏิวัติสยามจึงเน้นเรื่องของผู้มีอำนาจในวงแคบ ผู้มีอำนาจรุ่นใหม่มีความสำคัญอยู่บ้างแต่เทียบกันไม่ได้เลยกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” (หน้า 407)

ใน “ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมือง ในการปฏิวัติสยาม 2475” ชิ้นนี้ อาจารย์นครินทร์จึงพยายามเน้นการศึกษาไปที่ภาพการเคลื่อนไหวของสังคมการเมืองโดยรวมทั้งหมด นับตั้งแต่ชนชั้นสูง ผู้มีอำนาจทางการเมือง ระบบราชการ ปัญญาชน พ่อค้า ชนชั้นกลาง นักหนังสือพิมพ์ ไล่เรียงลงมาจนถึงระดับของราษฎรทั่วไป

ดังนั้น ในงานชิ้นนี้เราจึงพบการนำฎีกาและหนังสือร้องทุกข์ที่มีตัวบทหลุดพ้นไปจากเรื่องของการเรียกร้องให้มีการ “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” (ซึ่งในอดีตมักถูกละเลยจากผู้ศึกษาเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และชนชั้นนำ) มาเป็นหลักฐานประกอบคำอธิบายว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น แท้จริงแล้วได้หยั่งรากอยู่ในระดับของราษฎรด้วย ซึ่งขัดแย้งกับข้อสรุปเดิมที่ว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นเรื่องของชนชั้นนำ และราษฎรไม่มีความตื่นตัวและไม่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

การมุ่งสำรวจหลักฐานอย่างกว้างขวางและการขยายกรอบคิดในการศึกษาที่ก้าวพ้นจากแนวทางการศึกษาแบบเดิม ทำให้งานศึกษาการปฏิวัติสยามชิ้นนี้สามารถค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ หลายอย่าง ซึ่งมีข้อเท็จจริงรองรับและถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปลดปล่อยความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติสยาม 2475 จากพันธนาการของความคิดความรู้และคำอธิบายดั้งเดิมที่ครอบงำสังคมไทยมายาวนาน

อาจารย์นครินทร์เริ่มต้นเรื่องของ “ความรู้” โดยการนำเราไปสำรวจขอบเขตและความเป็นมาของความรู้เรื่องอดีตของการปฏิวัติสยาม 2475 ที่มีพัฒนาการสะสมอยู่แล้วในสังคมไทย เป็นการวางรากฐานให้กับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้ว่ามีคำอธิบายแบบใดดำรงอยู่แล้วบ้าง และคำอธิบายดังกล่าวมีที่มาและพัฒนาการอย่างไร

การศึกษาในบทนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือด้านการรับรู้และด้านของโครงสร้างประวัติศาสตร์ ในส่วนแรกจะสะท้อนให้เห็นการปรับเปลี่ยนการรับรู้ในช่วงต่าง ๆ ซึ่งบางสิ่งสูญหายจากความทรงจำในปัจจุบันไปแล้ว และบางสิ่งได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ สำหรับในส่วนหลังจะแสดงให้เห็นว่ามีข้อสมมติมากมายเกี่ยวกับการอธิบาย “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” “ศักดินา” “ประชาธิปไตย” และ “รัฐธรรมนูญ” ที่ต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ต่างกันในท้ายที่สุด

“ประชาธิปไตย” เป็นคำที่อาจจะมีปัญหามากที่สุดนับแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ถึงแม้รัฐไทยจะได้ชื่อว่ามีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ก็เป็น “ประชาธิปไตย” ที่เดินทางมาอย่างระหกระเหินเต็มที ในบทต่อมา อาจารย์นครินทร์จะนำเรามาสำรวจ “วาทกรรมการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยของไทย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบวิธีคิดและการก่อตัวของวาทกรรมการเมือง 2 ชุดในกระบวนการทางประวัติศาสตร์สยาม/ไทย

วาทกรรมชุดแรกเป็นของสาย “สำนักคิดประเพณี” ซึ่งกำเนิดขึ้นมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 โดยกลุ่มนักคิดสายราชวงศ์และขุนนางรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดตะวันตก นักคิดกลุ่มนี้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยไทยมีมาช้านานหรืออย่างน้อยก็มีแนวโน้มและมีการเตรียมการมายาวนานโดยองค์พระมหากษัตริย์ และพิจารณาการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 ว่าเป็น “ยุคมืด” กระแสความคิดนี้จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้นำของระบบราชการและทหาร ซึ่งมีอำนาจสืบต่อมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน พ.ศ. 2490

วาทกรรมอีกชุดหนึ่งคือ วาทกรรมของ “สำนักคิดตะวันตก” ซึ่งถือกำเนิดในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เช่นกัน นักคิดกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักเรียนนอกที่สนใจวิชากฎหมายและวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง นักคิดกลุ่มนี้จะพิจารณาการเมืองไทยก่อน พ.ศ. 2475 ว่าเป็นการปรับตัวของสถาบันการเมืองซึ่งมีลักษณะเฉพาะและไม่ได้มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และเห็นว่าการเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2475 เป็นยุคใหม่ ยุคแห่งความหวัง การศึกษาในบทนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการให้ “คำนิยาม” ในเรื่องของประชาธิปไตยและการยืนยันระบบความรู้ต่างๆ ที่ตามมาของทั้งสองสำนักคิด

ต่อมาในบทที่ 3-5 ก็จะเข้าสู่ส่วนของ “ความคิด” ที่ส่งอิทธิพลต่อการเมืองไทยสมัยใหม่

“ความคิดฝรั่งเศส” ดูจะส่งอิทธิพลต่อกลุ่มผู้นำของคณะราษฎรอย่างเด่นชัดที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนกฎหมายฝรั่งเศสที่เรียกร้องให้มี “กษัตริย์ใต้กฎหมาย” หลักการแบ่งแยกอำนาจถูกนำมาปรับใช้ภายหลังการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยไว้ 4 ทางคือ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล โดยมุ่งหวังให้มีการกำหนดสิทธิและอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจสูงสุด

นอกจากนี้เขายังตั้งใจจะให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม โดยได้ร่าง “เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 ซึ่งสะท้อนว่าเขาได้รับอิทธิพลจากความคิดฝรั่งเศสอยู่ด้วยในหลายๆ เรื่อง นอกจากนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ยังเห็นว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนผ่านระบบการศึกษาด้วย จึงได้ตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 ซึ่งการเรียนการสอนในช่วงแรก (พ.ศ. 2477-พ.ศ. 2490) ก็ได้รับอิทธิพลความคิดฝรั่งเศสอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับสถาบันหนึ่งใน Institut de France ที่เรียกว่า Academic des sciences morales et politiques ซึ่งได้ถูกปรับให้มาเป็น University of Moral and Political Sciences อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความคิดฝรั่งเศสจะมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยสมัยใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ความคิดเดียวและยังต้องเคลื่อนไหวไปตามสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างอำนาจ และระบบค่านิยมของไทยเอง

ในบทที่ 4 จะเป็นการศึกษาถึงพลังทางภูมิปัญญาที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ 2470 รวมทั้งความสัมพันธ์กับผู้คนในระดับต่างๆ ของสังคม การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะตระหนักถึงคนจำนวนมากในสังคม ไม่เน้นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจารย์นครินทร์เห็นว่าจะให้ภาพสังคมที่มีความเคลื่อนไหวและใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า

และภาพที่ปรากฏก็คือ สังคมสยามมีการเปลี่ยนแปลงและมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มคนหลายระดับ และนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ 7 (ก่อน พ.ศ. 2475) ที่สำคัญสองลักษณะคือ วิกฤตการณ์เกี่ยวกับความชอบธรรม (การเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ ฯลฯ) และวิกฤตการณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบอบการปกครอง (การที่ระบอบการปกครองมีข้อจำกัด ไม่สามารถแก้ปัญหาตามความคาดหวังของผู้คนได้)

จากการศึกษา ทำให้เห็นว่ากระแสภูมิปัญญาที่แสดงออกในรูปของข้อเรียกร้องให้มี “คอนสติตูชั่น” “ปาลิเมนต์” การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งมีมาก่อน พ.ศ. 2475 เป็นพลังผลักดันสำคัญ และคณะราษฎรได้ตอบสนองความคิดของผู้คนในระดับต่างๆ อย่างแข็งขันมากกว่ารัฐบาลในระบอบเก่า

เช่นเดียวกับในบทต่อมาที่เจาะจงทำการศึกษาความนึกคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจของราษฎรในทศวรรษ 2470 ที่แสดงให้เห็นว่าในหมู่ราษฎรเองก็มิได้นิ่งเฉยหรือไม่มีบทบาทต่อความเป็นไปในบ้านเมือง ในทางกลับกัน พวกเขามีผู้นำหรือปัญญาชนทำหน้าที่รายงานสถานการณ์จากเบื้องล่าง ผ่านช่องทาง “ถวายฎีกา” และต่อมาคือ “คำร้องเรียนแสดงความเห็น” ขึ้นไปถึงชนชั้นนำ ซึ่งก็ส่งผลทางจิตใจในหมู่ชนชั้นนำพอสมควร และคณะราษฎรเองก็อาศัยความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ในหมู่ราษฎรนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาใน “ประกาศของคณะราษฎร” ฉบับที่ 1 ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงรัฐบาลในระบอบเก่าว่า “กดขี่ข่มเหงราษฎร” “ถือเอาราษฎรเป็นทาษ” หรือ “ปกครองอย่างหลอกลวง” เป็นต้น

ต่อมาในบทที่ 6-9 ก็จะเข้าสู่ส่วนของ “อำนาจการเมือง” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดการคลี่คลายของเหตุการณ์ทางการเมืองและเรื่องราวของประวัติศาสตร์ในระยะต่อมา

กลุ่มเจ้านายหรือกลุ่มราชวงศ์เป็นกลุ่มอำนาจที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นที่คณะราษฎรต้องเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งในกลุ่มคณะราษฎรเองก็มีแนวคิดร่วมกันว่าต้องการที่จะขจัดอำนาจที่ผูกขาดอยู่ในมือของเจ้านายลง หลังจากเข้าทำการยึดอำนาจ คณะราษฎรก็ทำการบั่นทอน “กำลัง” ของกลุ่มเจ้านาย โดยการเชิญเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจและบารมีให้เดินทางออกนอกประเทศ ส่วนเจ้านายในระดับรองลงมาส่วนใหญ่ต้องออกจากราชการทั้งในสายพลเรือนและสายทหาร และมีส่วนน้อยที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับคณะรัฐบาลใหม่

ในระยะต่อมากลุ่มคนหนุ่มในคณะราษฎรก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มข้าราชการและทหารอาวุโสซึ่งยังสืบทอดอุดมการณ์เก่าก่อนการปฏิวัติอย่างเหนียวแน่น ความขัดแย้งดังกล่าวแสดงออกอย่างชัดเจนในเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นแรงโต้กลับโดยตรงจากกลุ่มที่ไม่พอใจการกระทำของคณะราษฎร

กบฏบวรเดชเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางการเมืองและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของการเมืองไทยสมัยใหม่ ภาระหนักของคณะราษฎรจึงมีทั้งด้านที่ต้องจัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในกลุ่มพวกเดียวกันและกับกลุ่มอำนาจเก่าที่พยายามรักษาสถานภาพและการปฏิบัติแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดความสัมพันธ์ภายในคณะราษฎรก็ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดอันเนื่องมาจากความแตกต่างของแนวคิดระหว่างกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกับกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

รายละเอียดต่างๆ ของการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ยังมีอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ ความคิดในการศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมา ทำให้อาจารย์นครินทร์สามารถค้นพบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้และคำอธิบายที่แตกต่างไปจากเดิม

นอกจากนี้ยังทำให้การปฏิวัติที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยครั้งนี้ไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่หยุดนิ่งหรือถูกครอบงำด้วยชุดความรู้ที่ตายตัวอีกต่อไป และทำให้เราตระหนักว่ายังมีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อีกหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548

แนะนำหนังสือ “เช เกวารา กับความตาย”

December 29, 2005

ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียน, พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ creambooks, ตุลาคม 2547

“ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกนี้อาจจะมีมนุษย์เพียงไม่กี่คน ที่จะคิดในแบบที่มีทางเลือกแค่สองทาง และที่ถือว่าหนึ่งในสองทางเลือกนั้นคือความตาย ก็ยิ่งน้อยลงอีก และถ้าทุกคนสามารถทำได้แบบเช ความเป็นเชที่ได้รับการยกย่อง ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ธรรมดาดาษดื่น และก็จะหมดความหมายไปในที่สุด” (หน้า 124)เวลา 13.10 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 1967 กระสุน 9 นัดของปืนกึ่งอัตโนมัติพุ่งแหวกผ่านม่านอากาศอันบางเบาของหมู่บ้านลา ฮิเกรา ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในโบลิเวียเข้าปะทะร่างของผู้นำกองกำลังปฏิวัติโบลิเวียวัย 39 ปี กระสุนเจาะผ่านผิวเนื้อที่แขนและขา ทำให้เขาม้วนตัวลงไปที่พื้นแล้วกัดข้อมือตัวเองเพื่อไม่ให้มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมา ก่อนที่กระสุนนัดที่เหลือจะถูกกระหน่ำยิงไปที่บริเวณลำตัว เป็นการปิดฉากชีวิตของชายหนุ่มผู้หนึ่งพร้อม ๆ กับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานนักปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่ทั่วทั้งโลกไม่มีวันลืมเลือน

เออร์เนสโต เกวารา เดอ ลา เซอร์นา (Ernesto Guevara de la Serna) คือ “มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคของเรา” ตามทัศนะของฌอง ปอล ซาร์ตร์ นักคิดคนสำคัญชาวฝรั่งเศส และแน่นอนว่า “ความสมบูรณ์แบบ” ดังกล่าวย่อมจะคงอยู่ไปตลอดกาล ตราบใดที่เรื่องราวชีวิตของเขามีพื้นที่เพียงในความทรงจำของผู้คนและบนหน้าบันทึกของประวัติศาสตร์ อุดมการณ์ที่เขายึดถือกลายเป็นอุดมคติที่มนุษย์ยุคปัจจุบันจะบรรลุถึงได้ ก็เพียงในความใฝ่ฝัน

“อุดมการณ์” คงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ในทุกยุคสมัย เออร์เนสโต เกวาราเลือกเดินบนหนทางการเป็นนักปฏิวัติด้วยความฝันที่จะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติร่วมเผ่าพันธุ์ ทั้ง ๆ ที่นักปฏิวัติทุกคนต่างรู้ดีว่าหากหันกลับไปมองด้านหลัง นอกจากจะเห็นแววตาทุกข์ระทมของลูกเมียหรือญาติพี่น้องแล้ว “ความตาย” ก็คล้ายกลายเป็นเงาที่เดินตามพวกเขาอยู่ไม่ห่าง

ในยุคสมัยที่อุดมการณ์คือการไม่มีอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์มีคุณค่าความหมายเพียงลมที่พ่นออกจากปากของนักการเมือง รูปสัญลักษณ์ของเช (ชื่อที่เราใช้เรียกเขาทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้นับญาติเป็นเพื่อนกับเรา), จิตร ภูมิศักดิ์,โฮจิมินห์ หรือเหมา เจ๋อ ตง กลายเป็นสินค้าที่ดึงดูดใจผู้คนหลากหลาย ถึงแม้สิ่งเหล่านี้อาจเป็นได้เพียงรูปสัญลักษณ์ที่ปราศจากคุณค่าความหมายของอุดมการณ์ที่เขาเหล่านั้นยึดถือ หรือกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ถูกให้ความหมายใหม่เพื่อเป็นทาสรับใช้อุดมการณ์ที่พวกเขายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อต้านมัน

ดวงดาวห้าแฉกบนหมวกเบเรต์ของเชดวงนั้น ถึงมันจะส่งประกายเจิดจรัสเพียงใด บางทีมันก็ไม่มีความหมายใดมากไปกว่านั้น

หากว่าเบื้องหลังรูปสัญลักษณ์เหล่านั้นจะมีอะไรหลบซ่อนอยู่บ้าง ก็อาจเป็นเพียงเสียงสะท้อนในหัวใจว่า “เราคงไม่มีวันทำได้แบบพวกเขา” หรือ “เราคงเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่พวกเขาทำ”

กระทั่งเบื้องหลังของภาพถ่าย “ยอดนิยม” ของเชที่อัลแบร์โต กอร์ดา (Alberto Korda) ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1960 ครั้งที่ผู้นำการปฏิวัติคิวบามาร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การระเบิดเรือฝรั่งเศสที่เพิ่งขนอาวุธจากเบลเยียมเข้าเทียบท่ากรุงฮาบานา และเป็นการระเบิดต่อหน้าต่อตาผู้นำการปฏิวัติที่ยืนห่างจากเรือเพียงแค่ประมาณหนึ่งร้อยเมตร ภาพถ่ายที่คุ้นตามากที่สุดภาพหนึ่งตาของผู้คนทั่วโลกภาพนี้ สาวกของเชซักกี่คนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของมันคือการสูญเสียชีวิตของผู้คน และฮีโร่ของพวกเขากำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกที่ไม่ต้องการถ้อยคำบรรยาย

ในวันนั้น กอร์ดาในวัยหนุ่มพยายามกวาดสายตาผ่านเลนส์เพื่อเก็บภาพบรรยากาศของผู้คนในงานโดยเฉพาะฌอง ปอล ซาร์ตร์และซีโมน เดอ โบวัวร์ที่มาร่วมงานอยู่ด้วย แต่สายตาของเขาก็สะดุดกับใบหน้าของเชที่กำลังมองไปยังผู้คนที่มาฟังคำปราศรัยอยู่เบื้องล่าง เชทอดสายตานิ่งอยู่อย่างนั้นประมาณยี่สิบวินาที สายตาที่ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าจะแทรกเข้าไปในความรันทดหดหู่และเจ็บแค้นของฝูงชน

ปัจจุบันภาพภาพนี้กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงและแพร่หลายมากที่สุด มันปรากฏอยู่บนกำแพง ปกหนังสือ เสื้อยืด ของที่ระลึก ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าจากโลกทุนนิยม มันกลายเป็น “ภาพแห่งยุคสมัย ภาพของการปฏิวัติ ภาพของการต่อต้าน ภาพแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ ที่มีความหมายต่อผู้คนจำนวนมาก ภาพที่เป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของสังคมนิยมและภาพโปสเตอร์ทั่ว ๆ ไปของโลกทุนนิยม” (หน้า 171)

ภาพที่เป็นทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวของผู้ต่อสู้แสวงหา และเป็นเครื่องมือทำกำไรของพ่อค้านายทุน

แววตาเคร่งขรึมแต่แฝงไว้ด้วยความหดหู่รันทดของเชในภาพ ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเขาในขณะนั้นเราคงทำได้เพียงการคาดเดา ใครบางคนอาจอยากจะตะโกนถามเชบนฟากฟ้าว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นโลกเดินสวนทางกับความต้องการของเขาแทบจะทุกประการ หรือโลกสังคมนิยมที่เขาปรารถนานั้นดูเหมือนจะดับสลายไปแล้วพร้อมกับการจากไปของเขา เขาจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อสิ่งที่เขาลงทุนลงแรงมาทั้งชีวิตกลายเป็นเพียงแผ่นภาพโปสเตอร์และภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่มีนายทุนนั่งยิ้มรอรับกำไรอยู่เบื้องหลัง

บางทีคำตอบอาจอยู่ในแววตาคู่นั้น

พิมพ์ครั้งแรก: วารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม 2548