หนึ่งพรรค สองพวก

October 29, 2009
Hu

ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา

ในขณะที่จีนกำลังเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีของการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในสัปดาห์นี้ (1 ตุลาคม 2009) แนวโน้มหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ดูเหมือนว่าระบบพรรคเดียวจะมีอายุต่อไปไม่ถึงอีก 60 ปีข้างหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่ว่า ใครจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน Hu Jintao ในปี 2012 กำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสองกลุ่มในพรรคซึ่งมีอิทธิพลไม่ต่างกันกำลังขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งนี้ ฝ่ายหนึ่งคือสายประชานิยม (populists) อย่างตัว Hu เอง และนายกรัฐมนตรี Wen Jiabao ซึ่งต้องการปรับปรุงเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมของจีน ริเริ่มนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และรักษาสมดุลในการพัฒนาระหว่างพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกับพื้นที่ในฟากตะวันตกที่ยากจน  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มชนชั้นนำ (elitists) รวมถึงบรรดาลูกหลานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่ง และให้ความสำคัญอย่างมากกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าเสรี

การก่อตัวขึ้นของสองกลุ่มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงรอยแยกใหม่ของการเมืองจีน ที่ผ่านมา กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคแบ่งแยกกันบนฐานของบุคลิกลักษณะเป็นส่วนใหญ่ แต่กลุ่มใหม่นี้แบ่งแยกกันบนฐานของภูมิศาสตร์และประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่น่าสนใจว่าพวกเขาจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของการปรากฏขึ้นระบบสองพรรคหรือหลายพรรคในจีนภายใน 10-20 ปีข้างหน้า Cheng Li ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนของสถาบัน Brookings ในวอชิงตัน ดี.ซี. ให้ความเห็น  Li เรียกฝั่งประชานิยมว่า “ทีมสีแดง” และเรียกฝั่งชนชั้นนำว่า “ทีมสีน้ำเงิน”

ก่อนจะถึงเวลานั้น ทุกอย่างยังอยู่ในระหว่างการเดิมพัน  สำหรับชุมชนนานาชาติ ประเด็นเกี่ยวกับผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจาก Hu และทำไม จะส่งผลต่อประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น จำนวนเงินที่จีนจะยังคงช่วยเหลือภาระหนี้ของอเมริกา หรือปริมาณคาร์บอนที่จะถูกปล่อยออกมา ถ้ากลุ่มชนชั้นนำมีอำนาจ พวกเขามีแนวโน้มที่จะมุ่งความสนใจไปที่ความเป็นเสรีของตลาดและการค้า ขณะที่ปล่อยให้การปกป้องสภาวะแวดล้อมนั่งอยู่ข้างหลังห้อง  ถ้ากลุ่มประชานิยมยังคงกุมอำนาจต่อไป ก็จะเป็นสัญญาณของการลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศตะวันตก โดยหันมาเน้นภายในประเทศมากขึ้น และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมก็จะยังคงได้รับการให้ความสำคัญต่อไป  สำหรับชาวจีนโดยทั่วไป กลุ่มประชานิยมให้สัญญาว่าจะเพิ่มเงินช่วยเหลือด้านสวัสดิการสังคม (social welfare) ขณะที่กลุ่มชนชั้นนำดูเหมือนจะยังคงใช้รูปแบบทางเศรษฐกิจที่อาศัยการส่งออกเป็นพลังขับดันต่อไป ซึ่งเมืองและโรงงานขนาดใหญ่จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ ภายใต้การเสียสละของพื้นที่ในเขตชนบท

การขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจสะท้อนการแข่งขันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนในระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของจีน—ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่า Hu จะให้การสนับสนุน—ในการประชุมคณะกรรมการกลาง (Central Committee) ครั้งล่าสุด พรรคได้ประกาศว่า “ประชาธิปไตยภายในพรรค” (intraparty democracy) จะต้องเป็นหัวใจ (lifeblood) ของพรรค  เดวิด แชมบัฟ (David Shambaugh) ผู้ศึกษาเรื่องจีนจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า ประชาธิปไตยภายในพรรค “คือสิ่งหนึ่งที่ Hu Jintao ต้องการทำให้สำเร็จ” และขณะนี้ผู้คนจำนวนมากก็กำลังแข่งขันกันเพื่อตำแหน่งในคณะกรรมการกลางของพรรค ประชาชนหลายร้อยคนในเขตเมืองได้มีโอกาสทดลองการเลือกตั้งโดยตรงในการคัดเลือกคณะกรรมการของพรรคในระดับท้องถิ่น  ตามลำดับชั้นของพรรค Organization Department ซึ่งมีอำนาจมาก เป็นผู้วางลำดับขั้นตอนสำหรับประชาชนแต่ละคนที่อาจยอมรับการประเมินผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อย่างเป็นความลับ ผู้เข้ารับการคัดเลือกบางคนมีสิทธิ์กระทั่งถูกคัดออกถ้าพวกเขามีผลการประเมินที่ไม่ดี  ในระหว่างการประชุมครั้งล่าสุด Hu เชิญที่ปรึกษาระดับสูง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้สังกัดพรรค และสมาชิกของพรรค “ประชาธิปไตย” ขนาดเล็ก 8 พรรค

Wen

นายกรัฐมนตรี เหวิน เจียเป่า

แนวรบที่สำคัญที่สุดของการเผชิญหน้ากันครั้งนี้คือการถกเถียงกันระหว่างกลุ่มประชานิยมกับกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากข้างหลังห้อง หน้าร้อนนี้ Wang Yang สมาชิกโปลิตบูโร (Politburo) ที่กำลังโดดเด่น เลขาธิการของพรรคในสายประชานิยมประจำ Guangdong จังหวัดริมฝั่งทะเล ได้โจมตีแนวทางที่เน้นการเติบโตโดยไม่สนใจอย่างอื่นของฝ่ายชนชั้นนำอย่างรุนแรง โดยปราศจากการเอ่ยอ้างถึงชื่อใดๆ ในสุนทรพจน์ที่ตรงไปตรงมาซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เขาชี้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นได้รับการสมรู้ร่วมคิดในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 เขาบอกว่า สองจังหวัดของจีนอ้างว่ามีอัตราการเจริญเติบโต 16 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศมีอัตราการเจริญเติบโตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรค ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ 24 ใน 31 จังหวัดรายงานว่ามีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ “แน่นอนว่าข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ GDP ของเราน่าชื่นใจ” Wang กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัดอย่างรุนแรงกับผู้นำพรรค ในเรื่องที่พวกเขาที่ถูกครอบงำด้วยการเติบโตของ GDP “พวกเขาก่อสร้างสะพานที่ไม่มีความจำเป็นเพื่อเพิ่ม GDP ของจังหวัด พวกเขาพังมันลงเพื่อเพิ่ม GDP อีกครั้ง และพวกเขาก็สร้างมันขึ้นมาใหม่ กระบวนการแบบนี้ดำเนินซ้ำไปมา 2-3 ครั้ง มันเป็นเพียงแค่กองขยะจำนวนมหาศาล”

เรื่องราวทางเศรษฐกิจมีศูนย์กลางอยู่ที่การผลักดันต่อสู้ของผู้คนกลุ่มย่อย ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันก็คือ จีนจะใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 600,000 ล้านเหรียญอย่างไรจึงจะเกิดผลดีที่สุด ฝ่ายชนชั้นนำทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อดึงเงินจำนวนนี้ไปสู่ภาคการส่งออกในเมืองเล็กๆ บริเวณชายฝั่ง เช่นบริเวณปากแม่น้ำแยงซีหรือแม่น้ำไข่มุก ส่วนฝ่ายประชานิยมก็พยายามเพิ่มกำลังซื้อของชาวจีนโดยการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลลงไปในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ซื่อตรงนัก ด้วยความจริงที่ว่าสมาชิกพรรคจำนวนมากเริ่มต้นการทำงานในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากภาคตะวันออกของจีน  1 ใน 4 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจถูกทุ่มลงไปกับการฟื้นฟูภายหลังการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่จังหวัดในภาคตะวันตกของ Sichuan ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เมืองในภาคตะวันตกของ Chongqing ได้รับเงิน 34,000 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของจำนวนที่ควรจะได้หากเงินถูกแบ่งให้กับประชากรจีน 1.3 พันล้านคนอย่างเท่าเทียมกัน “มันเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่มาก” Wang Hongju นายกเทศมนตรีเมือง Chongqing กล่าวยอมรับ เนื่องจากความจริงที่ว่าเมืองที่เขาดูแลเป็นเมืองหลักของโครงการ “พัฒนาฝั่งตะวันตก” ของรัฐบาล    

สนามรบอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ในระดับเมืองของจีน ในปี 2006 เลขาธิการพรรคประจำ Shanghai เป็นสมาชิกโปลิตบูโรคนแรกในรอบปีที่ถูกไล่ออกและถูกจำคุก เขาเคยเป็นผู้ที่ภักดีต่อกลุ่ม Shanghai ซึ่งควบคุมตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศหลายตำแหน่งเมื่อทศวรรษก่อน และการถูกไล่ออกของเขาก็ช่วยให้ Hu Jintao สามารถขยายฐานความเข้มแข็งของฝ่ายประชานิยมในตำแหน่งระดับสูงต่อไปได้  ณ ตอนนี้ ส่วนที่เหลือของกลุ่มเซี่ยงไฮ้มีอิทธิพลอยู่ในแนวร่วมของฝ่ายชนชั้นนำ และสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่มก็กำลังเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชัน

หน้าร้อนนี้ Bo Xilai เลขาธิการพรรคประจำ Chongqing และสมาชิกโปลิตบูโรที่มีชื่อเสียง—ผู้สืบเชื้อสายจักรพรรดิและสังกัดฝ่ายชนชั้นนำ—ประกาศสงครามกับอาชญากรรมที่ฝังรากลึกอยู่ใน Chongqing เมืองท่าที่มีประชากรมากกว่า 30 ล้านคน หลายปีมาแล้วที่แก๊งอาชญากรรมซึ่งได้รับการคุ้มครองจากคนในรัฐบาลได้เข้าไปมีอำนาจควบคุมการขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมเนื้อหมูของเมือง นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพนัน การค้าผู้หญิง และยาเสพติด  ภายใต้การนำของโบ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน มีผู้ถูกคุมขังไปแล้ว 2,000 คน รวมถึงอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจของเมือง เศรษฐีระดับพันล้าน 3 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 50 คน ตำรวจระดับหัวหน้าเขต 6 คน ผู้พิพากษาระดับอาวุโส 2 คน และหัวหน้าแก๊งอีกมากกว่า 20 คน หนึ่งในหัวหน้าแก๊งเหล่านั้นคือสมาชิกของสภาท้องถิ่น

ผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจของโบส่งผลโดยตรงต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขา มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง และหนึ่งในนั้นก็คือ Wang Yang ผู้นำพรรคฝ่ายประชานิยมประจำ Guangdong ผู้ซึ่งโจมตีสถิติแบบสมรู้ร่วมคิด และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำ Chongqing ในช่วงปี 2005-2007 ยิ่งไปกว่านั้น การจับกุมของ Bo ทำให้แสงสว่างส่องมายังตัวเขา ซึ่งตอนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศในฐานะ อีเลียต เนสส์ (Eliot Ness)—ชาวอเมริกันผู้จัดการกับความวุ่นวายในทศวรรษ 1930—ของจีน  “Bo Xilai คือคนที่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้อย่างแท้จริง” Zhao Zhengrong เจ้าหน้าที่รัฐใน Chongqing กล่าวยกย่อง

สำหรับปัญญาชนจำนวนหนึ่ง การแข่งขันดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ “เพราะมันแสดงถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยภายในพรรค” ศาสตราจารย์ Hu Xingdou จาก Beijing Institute of Technology กล่าว “การมีกลุ่มพลังอำนาจที่แตกต่างกันเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศ” เพราะมันเพิ่มปริมาณของการต่อรองและการเจรจาพูดคุยกันซึ่งดำเนินอยู่หลังเวที และช่วยทำให้หลีกเลี่ยงจากนโยบายขวาจัดหรือซ้ายจัด “มันจะทำให้เกิดความสมัครสมานในหมู่ผู้นำระดับสูง” เขากล่าว

Xi

รองประธานาธิบดี ซิ จินปิง

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างเกรงว่าหากรอยแยกระหว่างสองฝ่ายถ่างกว้างมากขึ้น มันจะนำไปสู่จุดจบที่ไม่น่าปรารถนา Hu และ Wen ตระหนักดีว่า ความรุนแรงของการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมที่เพิ่มมากขึ้นนั้นนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่เทียนอันเหมินเมื่อ 20 ปีก่อน และพวกเขาพยายามทำให้การเผชิญหน้ากันในครั้งนี้อยู่ในการควบคุม การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งนั้นให้น้ำหนักไปที่บุคลิกภาพส่วนบุคคลเป็นสำคัญ ทั้ง Bo และ Wang เองก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายตรงข้าม  Li จาก Brookings กล่าวว่า การที่ Hu ตั้งใจดำเนินการแต่งตั้งในลักษณะนี้ ทำให้เขาสามารถผสานความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และทางสังคมระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการสร้างสมดุลดังกล่าว—สำหรับตอนนี้—ดูเหมือนว่าจะเป็น Xi Jinping รองประธานาธิบดีวัย 56 ปี เขาเป็นบุตรชายของอดีตรองประธานาธิบดี และใช้ชีวิตการทำงานอยู่ในพื้นที่เก่าแก่ของกลุ่มชนชั้นนำ นั่นคือ เมืองท่าซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกอย่าง Fujian Zhejiang และ Shanghai และถูกจัดอยู่ในฝ่ายสนับสนุนนโยบายของกลุ่ม Shanghai  เขาสนับสนุนความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจจากการควบคุมของรัฐบาลกลาง และอนุญาตให้พื้นที่บริเวณชายฝั่งเติบโตอย่างรวดเร็ว บนสมมติฐานที่ว่า ในที่สุด เงิน เทคโนโลยี และตำแหน่งงาน ก็จะค่อยๆ ไหลเข้าไปสู่พื้นที่ด้านใน

ถึงแม้ว่าเขาจะมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มชนชั้นนำอย่างเด่นชัด แต่เขาก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Hu โดยการเดินอยู่บนทางแคบๆ ระหว่างสองฝ่าย เขาเป็นตัวเก็งที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งการได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปอยู่ใน Politburo Standing Committee หมายความว่าเขามีโอกาสอย่างมากที่จะกลายเป็นผู้นำพรรคและประธานาธิบดีคนต่อไป และจะหันเหประเทศไปทางฝั่งชนชั้นนำ คู่แข่งคนสำคัญของเขาก็คือ Li Keqiang ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจาก Hu เช่นเดียวกับ Hu เขาไต่เต้าขึ้นมาจาก Communist Youth League และตรากตรำอยู่ในพื้นที่ยากจนและด้อยพัฒนา ผู้ที่เฝ้ามองจีนกล่าวว่า เขาน่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่า จุดสมดุลอันเปราะบางหลังเวทีระหว่างทั้งสองฝ่ายจะยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

แปลและเรียบเรียงจาก “China and the Fights within Its Single Party” โดย Melinda Liu ใน Newsweek, October 5, 2009


ถึงคราวของภาพยนตร์

September 25, 2009

Bodyguards-and-Assassinsซุน ยัตเซน (Sun Yat-sen) กำลังนั่งอยู่บนรถลากที่วิ่งอยู่บนถนนอันสับสนวุ่นวายในฮ่องกง เขามองไปรอบๆ ตัวอย่างกระวนกระวาย เนื่องจากผู้นำการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นในปี 1911 ผู้นี้กำลังตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร  นี่คือฉากความยาว 15 วินาทีของภาพยนตร์เรื่อง Bodyguards and Assassins ที่กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ ไม่ใช่ในสถานที่จริงที่ฮ่องกง แต่ในสถานที่จำลองที่บรรจงสร้างขึ้นบริเวณชานเมืองเซี่ยงไฮ้  ด้วยขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 10 สนาม สถานที่จำลองเต็มรูปแบบของอดีตอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานนับปี ด้วยเงินทุน 5 ล้านดอลลาร์ รวมถึงร้านค้าประมาณ 200 ร้าน และถนน Pottinger ที่แทบไม่ต่างจากสถานที่จริง

นี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนขนานใหญ่สำหรับอนาคตของภาพยนตร์จีน การก่อสร้างฉากอลังการในประวัติศาสตร์—ตั้งแต่นครต้องห้าม (Forbidden City) ไปจนถึงสงครามที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์ต่างๆ—คือส่วนสำคัญในการบอกเล่าประวัติศาสตร์จีน แต่ในอดีต ภาพยนตร์เหล่านั้นส่วนมากถ่ายทำโดยได้รับเงินทุนจากต่างประเทศ และผลิตขึ้นเพื่อผู้ชมชาวต่างชาติ  Bodyguards and Assassins ถือเป็นตัวแทนของโมเดลใหม่สำหรับการสร้างภาพยนตร์จีน ภาพยนตร์โรแมนติกและบู๊ดุเดือดซึ่งมีกำหนดจะออกฉายในเดือนธันวาคมเรื่องนี้สร้างจากเงินทุนของชาวจีน 100 เปอร์เซ็นต์—ครึ่งหนึ่งมาจากเอกชน อีกครึ่งหนึ่งมาจากสาธารณะ—และถูกสร้างขึ้นเพื่อเสนอแก่ชาวจีนโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้สร้างภาพยนตร์จะต้องใส่ใจกับรายละเอียดอย่างเคร่งครัด แม้กระทั่งฉลากบนกล่องบุหรี่หรือบนขวดเหล้าที่หมักจากข้าว  “ในอดีต ขนาดของตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่เพียงแห่งเดียวไม่สามารถรองรับภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากๆ ได้” Peter Ho-Sun Chan ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กล่าว  “แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดผู้ชมชาวจีนร้อนแรงขึ้นมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถสร้างภาพยนตร์สำหรับพวกเขาเหล่านั้นโดยเฉพาะ แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะลดความสำคัญสำหรับการขายในต่างประเทศ แต่พายชิ้นที่ใหญ่ที่สุดจะไม่ใช่เพียงแค่การถอนทุนคืนเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว เงินทุนเกือบทั้งหมด—ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด—สามารถได้คืนจากรายรับที่คาดว่าจะได้จากผู้ชมชาวจีนเท่านั้น”

เปรียบเทียบกับฮอลลีวูด หรือแม้กระทั่งบอลลีวูด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีนยังคงจัดอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทเอกชนเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ได้โดยอิสระเมื่อปี 2002 นี่เอง และบรรดานักลงทุนก็เพิ่งจะเริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2007 เมื่อ Sequoia Capital China และ SIG Asia Investment ร่วมลงขันบริษัทละ 5 ล้านดอลลาร์ใน Bona International Film Group (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Polybona)  แต่เมื่อรายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 117 ล้านดอลลาร์เมื่อ 5 ปีก่อน เป็น 630 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่ภาพยนตร์จีนจะดึงดูดแหล่งทุนภายในประเทศ แม้จะเป็นช่วงขาลงของระบบเศรษฐกิจ และราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์ยังคงสูงอยู่โดยเปรียบเทียบ—10 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์ปกติ และ 17.50 ดอลลาร์สำหรับภาพยนตร์เรื่องดัง—แต่รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของจีนก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าถึง 331 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 42.7 เปอร์เซ็นต์ เพียงในครึ่งแรกของปี 2009

ตลาดภาพยนตร์ของจีนได้รับแรงกระตุ้นจากภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Wolverine เช่นเดียวกับ  City of Life and Death ของ Lu Chuan ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสังหารโหดที่นานกิงในปี 1937 และภาพยนตร์อย่าง Transformers: Revenge of the Fallen ซึ่งทำลายสถิติของ Titanic ด้วยรายรับ 52.7 ล้านดอลลาร์  บรรดาผู้จัดการโรงภาพยนตร์ในปักกิ่งทำนายว่า รายรับรวมทั้งหมดน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ ถึงแม้ว่านั่นจะยังอยู่ห่างไกลจาก 9.8 พันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐอเมริกาได้รับในปี 2008 แต่จีนมีโรงภาพยนตร์เพียง 4,100 โรงเท่านั้น เทียบกับ 38,834 โรงในสหรัฐอเมริกา  Han San-ping ประธานของ China Film Group สตูดิโอผลิตภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในจีน เพิ่งจะกล่าวกับผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ว่า รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์ของประเทศจะมากกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยชี้ว่าศักยภาพของประชากรจีน 1.3 พันล้านคนยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่

เวลาของการแข่งขันยังไม่สิ้นสุด โรงภาพยนตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ โดยเพิ่มจำนวนขึ้นในเมืองที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ  Dadi Cinemas Co. บริษัทจากฮ่องกงซึ่งเริ่มก่อสร้างโรงภาพยนตร์ในจีนเมื่อไม่ถึง 3 ปีก่อน จะมีโรงภาพยนตร์ 300 โรงก่อนที่จะถึงสิ้นปีนี้  John Sham ประธานของ Dadi กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างโรงภาพยนตร์ 1,500 โรงภายในอีก 5 ปีข้างหน้า กลยุทธ์ของ Dadi นั้นมุ่งความสนใจไปที่เมืองระดับสอง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์ และเพื่อทำให้ราคาบัตรเข้าชมภาพยนตร์เหลือเพียง 1 ใน 3 ของราคาในเมืองใหญ่  “เราเก็บค่าเข้าชมระหว่าง 2-3.5 ดอลลาร์ แต่ราคาเฉลี่ยในเมืองใหญ่จะอยู่ที่ระหว่าง 7-12 ดอลลาร์ ซึ่งสูงจนน่าแปลกใจเมื่อเปรียบเทียบกับระดับเงินเดือนโดยเฉลี่ย” Sham กล่าว

จำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์รู้ตัวเลขจำนวนผู้ชมขั้นต่ำสำหรับภาพยนตร์ที่อิงอยู่กับความเป็นจีน แต่เงินทุนที่ได้รับจากภาคเอกชนจะช่วยให้ผู้สร้างภาพยนตร์สามารถลดข้อจำกัดทางด้านการเมืองลงได้หรือไม่นั้นยังเป็นที่สงสัย  “ในท้ายที่สุด มันเป็นเรื่องของเงิน และภาพยนตร์การเมืองไม่ทำเงิน” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยชื่อคนหนึ่งกล่าว  ผู้ชมชาวจีนอยากจะลืม พวกเขาไม่อยากคิดมาก แต่อย่างน้อยที่สุด โครงสร้างทางการค้าแบบใหม่ก็หมายความว่าผู้กำกับไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับรสนิยมอันหลากหลายในการพยายามเข้าถึงผู้ชมชาวเอเชียจำนวนมาก  “เราไม่ต้องจ้างนักแสดงเพราะว่าเขาเป็นคนเกาหลีหรือคนญี่ปุ่น และเขาจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเราในประเทศนั้นๆ” Chan กล่าว  “ในอดีต คุณต้องลงเอยที่ดาราแบบสหประชาชาติเพื่อดึงดูดตลาดในที่ต่างๆ”

Bodyguards and Assassins สร้างโดย Cinema Popular บริษัทร่วมทุนระหว่าง Bona International หนึ่งในบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน, Huang Jianxin ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างชาวจีน และ Chan  บริษัทวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์ 15 เรื่องภายในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึง Jung Ku: The Man From 18th Hell และภาพยนตร์ผจญภัยย้อนยุคซึ่ง Chan จะลงมือกำกับเอง นั่นคือ The Flying Guillotines และภาพยนตร์แอ็กชันเกี่ยวกับกลุ่มทหารที่จะทำการลอบสังหารองค์จักรพรรดิ

เมื่อ 5 ปีก่อน ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวจีนต้องอาศัยผู้อำนวยการสร้างชาวฮ่องกงสำหรับเงินทุนสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ ซึ่งคนเหล่านั้นคือผู้ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์นอกประเทศจีน ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างจำนวนมากจำเป็นต้องออกฉายเพื่อเรียกทุนคืน  แม้ว่าพวกเขาจะยังคงมองไปที่บริษัทในฮ่องกงสำหรับความเชี่ยวชาญของคนเหล่านั้น แต่บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ของชาวจีนก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้น  Shanghai Film Group หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสร้างภาพยนตร์ของจีน เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ถึงการร่วมทุนกับ Hong Kong studio Media Asia Films และ Guoli Changsheng Media บริษัทในปักกิ่ง  โครงการแรกของพวกเขาคือเรื่องราวที่แต่งขึ้นเกี่ยวกับจอมยุทธ์ศิลปินที่ชื่อ Chen Zhen ซึ่งกำกับโดย Andrew Lau และภาพยนตร์ดรามาย้อนยุคอย่าง In the Qing Dynasty ซึ่งกำกับโดย Jia Zhangke ผู้กำกับภาพยนตร์สายศิลปะชื่อดัง

ถึงแม้รายรับจากค่าเข้าชมภาพยนตร์จะสูงขึ้น แต่ผู้คนในวงการภาพยนตร์จีนก็ยังไม่ตระหนักถึงกุญแจดอกสำคัญของที่มาแห่งรายได้ นั่นคือ รายได้จากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์  ในฮอลลีวูด รายได้จากค่าเข้าชมภาพยนตร์คิดเป็นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด รายได้ส่วนที่เหลือนั้นมาจากค่าลิขสิทธิ์ทางโทรทัศน์ DVD และสินค้าที่ระลึกต่างๆ  “รายได้นอกเหนือจากค่าเข้าชมต่ำมากในจีน—ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์—เพราะโทรทัศน์ยังเป็นระบบผูกขาด และ DVD ละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก” Sham กล่าว “ยังมีช่องทางในการหารายได้เหลืออยู่อีกมาก”

จีนพิสูจน์แล้วว่ามัสคอตประจำกีฬาโอลิมปิกสามารถทำรายได้อย่างมหาศาล คงอีกไม่นาน บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์คงจะสามารถคิดหาช่องทางโกยเงินแบบนั้นได้บ้าง

แปลและเรียบเรียงจาก “On the Set in China: Home Movies” โดย Sonia Kolesnikov-Jessop ใน Newsweek, September 21, 2009


เมื่อถึงเวลาก็ต้อง “เปลี่ยน”

September 3, 2009
ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

ยูกิโอะ ฮาโตยามะ

หลังจากปกครองดูแลประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 54 ปี (เว้นวรรคไป 11 เดือนในช่วงปี 1993-1994) ในที่สุด พรรค LDP (Liberal Democratic Party) ก็ถึงคราวต้องก้าวลงจากบัลลังก์ พร้อมกับทิ้งภาระอันหนักหน่วง โดยเฉพาะปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ให้กับพรรค DPJ (Democratic Party of Japan) ที่ต้องก้าวเข้ามารับภาระต่อ  เมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2009 ปรากฏว่าพรรค DPJ จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และนายยูกิโอะ ฮาโตยามะ (Yukio Hatoyama) ผู้นำของพรรค จะได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาตั้งแต่ช่วงต้นของทศวรรษ 1990 และจนกระทั่งปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวก็ดูจะยังไม่มีทีท่าดีขึ้น  จากที่เคยมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่กว่าจีนถึง 4 เท่าในช่วงต้นของทศวรรษนี้ แต่จีนซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี มีแนวโน้มว่าจะแทรงหน้าญี่ปุ่นก่อนจะถึงปี 2010

ทากาชิ โยโกตะ (Takashi Yokota) วิเคราะห์ถึงความพ่ายแพ้ของพรรค LDP ใน Newsweek ไว้อย่างน่าสนใจ เขาวิเคราะห์ว่า ความล้มเหลวของพรรค LDP มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ข้อคือ  ข้อแรก การทุ่มเงินเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชนซึ่งเป็นโมเดลหลักทางการเมืองของพรรคนั้นไม่มีความยั่งยืน ในสภาวะที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีหน้าสาธารณะสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์  ข้อสอง พรรค LDP ถูกทำให้อ่อนแออย่างถึงที่สุดจากผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นฮีโร่ของพรรค—นายจุนอิชิโร โคอิสุมิ (Junichiro Koizumi) อดีตนายกรัฐมนตรี—แผนการปฏิรูปของโคอิสุมิในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนและถูกมองว่าจะส่งผลดีต่อญี่ปุ่นในขณะนั้น แต่มันกลับทำให้เกิดผลเสียตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 2 ประการคือ การลดความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และการแบ่งแยกฐานเสียงของพรรค

กลยุทธ์หลักของพรรค LDP ในทศวรรษ 1970 นั้นชัดเจนแจ่มชัด นายกรัฐมนตรีคาคัวอิ ทานากะ (Kakuei Tanaka) ทำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้างโครงข่ายเส้นทางรถยนต์และรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น มันช่วยกระจายเม็ดเงินไปในทุกภาคส่วน และทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น

และเมื่อนโยบายของทานากะประสบความสำเร็จ นั่นก็หมายถึงความเข้มแข็งของพรรค LDP

หลายสิบปีต่อมา สมาชิกรุ่นต่อๆ มาของพรรคก็ยังคงเดินเครื่องแจกจ่ายความมั่งคั่งไปสู่กลุ่มผู้สนับสนุน และการล็อบบี้จากบรรดาบริษัทต่างๆ ก็กลายเป็นเสาเข็มค้ำจุนพรรค  พลังอำนาจของพรรค LDP มีพื้นฐานมาจากการประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของภาคการส่งออกและความพยายามในการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเจริญเติบโตให้กับประเทศ  และแน่นอน ภาษีที่รัฐได้รับก็เพิ่มมากขึ้น พรรค LDP จึงไม่เดือดร้อนในเรื่องงบประมาณสำหรับการรักษาฐานเสียง

แต่ข่าวร้ายก็มาเยือนเมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษ 1990 เมื่อปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์จุดชนวน “ทศวรรษแห่งความล้มเหลว” ของญี่ปุ่น  ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งลงเหว ความต้องการภายในประเทศหดหาย และภาคการเงินกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้เสีย  พรรค LDP ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แทนที่จะยอมรับการเติบโตที่ถดถอยและลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พรรค LDP กลับยังคงทุ่มเงินให้กับพันธมิตรในภาคการก่อสร้างและในภาคชนบท ผลก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อในการก่อสร้างถนนและสะพานอย่างไร้เป้าหมาย  GDP โดยเฉลี่ยในทศวรรษ 1990 ของประเทศต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ และผู้สนับสนุนพรรคเริ่มมองเห็นด้านมืด—ความสุขสบายที่คนในพรรคได้รับจากกลุ่มผลประโยชน์และปัญหาการคอร์รัปชัน—จนทำให้พรรคไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครั้งการเลือกวันที่ 18 กรกฎาคม 1993 เอาไว้ได้

ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆ เลวร้ายมากขึ้น แต่พรรค LDP กลับยังคงเดินตามเส้นทางเดิมๆ อย่างมืดบอด  ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปี 2002 มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาถึง 18 โครงการ แต่ทั้งหมดนั้นปราศจากแนวคิดใหม่ และเต็มไปด้วยการใช้จ่ายที่ไร้ประโยชน์

พรรค LDP ยังคงอยู่ในอำนาจ แต่นั่นก็เป็นเพราะญี่ปุ่นขาดแคลนทางเลือกอื่นอย่างแท้จริง คู่แข่งที่สำคัญของพรรค LDP คือพรรคสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับชาวญี่ปุ่นหัวอนุรักษ์ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อถึงปี 2001 จุนอิชิโร โคอิสุมิ ก็ก้าวขึ้นสู่เวที และในทันทีทันใด มันดูเหมือนว่าพรรค LDP จะค้นพบผู้ที่จะช่วยให้รอด—ผู้นำที่จะจัดการกับพฤติกรรมเก่าๆ ซึ่งไร้ประสิทธิภาพ และริเริ่มการบริหารจัดการในยุคใหม่—โคอิสุมิวัย 59 ปีในขณะนั้นแตกต่างจากแบบแผนดั้งเดิมของพรรคทั้งรูปแบบและเนื้อหา เขาไว้ผมยาว หลงใหลดนตรีเฮฟวีเมทัล และมีรูปแบบการทำงานเฉพาะตัว  โคอิสุมิได้รับการเลือกตั้งจากลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นและความรู้ความสามารถที่เขามี ผู้คนปรบมือให้เขาเมื่อเขายืนกรานว่าจะ “ไม่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน”

ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นถูกบริหารจัดการโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งถ่ายเทภาษีไปสู่อุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุน และกระจายความมั่งคั่งไปสู่พันธมิตร และบัดนี้ ระบบกำลังแข็งทื่อ และความเติบโตได้สูญหายไปแล้ว โคอิสุมิสัญญาว่าจะยุติสิ่งเหล่านี้ และจะทำให้ระบบตลาดทำงานได้

โคอิสุมิเริ่มต้นด้วยการใช้ต้นทุนส่วนตัวในการโจมตีบรรดาก๊กเหล่าต่างๆ ภายในพรรค และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีด้วยตัวเขาเอง แทนที่จะยอมให้กลุ่มต่างๆ ภายในพรรคเสนอรายชื่อตามลำดับอาวุโส เขาประกาศโจมตีกลุ่มในพรรคต่อสาธารณชนว่าเป็น “พลังต่อต้าน” การปฏิรูปของเขา

ในด้านเศรษฐกิจ โคอิสุมิตัดงบประมาณรายจ่ายทางการเมือง เขาดำเนินการปฏิรูประบบตลาดเสรี ผ่อนปรนกฎหมายแรงงาน แปรรูปหน่วยงานของรัฐ และพยายามทำความสะอาดหนี้เสียในภาคธนาคาร  การแปรรูปกิจการไปรษณีย์ในปี 2005 คือจุดสิ้นสุดของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ มันช่วยเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 240,000 ตำแหน่ง และทำให้สามารถควบคุมปริมาณเงินได้มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์  โคอิสุมิกล่าวว่า การแปรรูปนั้นทำเพื่อลดขนาดของรัฐบาล ตลาดที่เสรีมากขึ้น และการใช้ทรัพย์สินของกิจการไปรษณีย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อระยะเวลาของโคอิสุมิจบสิ้นลงเมื่อสามปีก่อน มันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่า นอกจากการพัฒนาปรับปรุงพรรคและประเทศ เขาก็ได้ทิ้งปัญหาใหม่ไว้ให้กับทั้งสองส่วนนั้นด้วย  แทนที่จะทำความสะอาดพรรค LDP อย่างที่เขาให้สัญญาเอาไว้ เขากลับมุ่งทำลายกลุ่มที่เป็นคู่แข่ง (หนึ่งในนั้นเป็นกลุ่มที่สืบทอดมาจากทานากะ) และวางตัวพันธมิตรของเขาไว้ในตำแหน่งสำคัญ  โคอิสุมิพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การตัดงบประมาณสนับสนุนพื้นที่ในเขตชนบท และแก้กฎหมายการจ้างงาน โดยการอนุญาตให้บริษัทจ้างหรือปลดคนงานได้ง่ายขึ้น แต่คำสัญญาในเรื่องการเจริญเติบโตนั้นช้าเกินไปสำหรับการจะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์การจ้างงานแบบใหม่ก่อให้เกิดลูกจ้างชั่วคราวรายได้ต่ำจำนวนมหาศาล ซึ่งยิ่งเป็นการทำลายอุปสงค์ที่อยู่ก้นเหวอยู่แล้ว เงินเฟ้อยังดำเนินต่อไป และราคาที่ต่ำลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเลื่อนการซื้อสินค้าต่างๆ ออกไป  นักวิจารณ์เริ่มกล่าวหาว่าโคอิสุมิละเลยปัญหาการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้มีรายได้น้อย และเป็นผู้ทำให้ช่องว่างของรายได้เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นสถิติ

นอกจากนี้ โคอิสุมิยังลดความสามารถของพรรค LDP ในการฟื้นจากไข้  คำวิจารณ์จำนวนมากในเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในพรรค เป็นเรื่องดีที่จะทำให้มีการฝึกฝนนักการเมืองรุ่นใหม่สำหรับการเมืองที่ยุ่งเหยิงเละเทะของญี่ปุ่น และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการหาฉันทมติเกี่ยวกับนโยบายของพรรค แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น โคอิสุมิทำให้กลุ่มต่างๆ อ่อนแอและไม่สนับสนุนให้สมาชิกใหม่ของพรรคทำสิ่งเหล่านั้น พรรค LDP ปราศจากหนทางที่มีประสิทธิภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรค นี่จึงทำให้ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิไม่สามารถประสานสมาชิกทั่วไปเข้ากับชนชั้นนำของพรรคในประเด็นยากๆ ได้ เช่น การลดรายจ่ายในการสร้างถนนที่ไม่เป็นประโยชน์ นายกรัฐมนตรียาสุโอะ ฟูกูดะ (Yasuo Fukuda) ถูกกดดันให้ต้องละความพยายามที่จะทำเรื่องเช่นนั้น และนายทาโร อาโสะ (Taro Aso) ก็ผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 150 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพียงเพราะอยู่ในช่วงเวลาคับขันของวิกฤตเศรษฐกิจ

พรรค LDP ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่โคอิสุมิไม่ได้ทำการแก้ไข นั่นคือธรรมเนียมการเมืองแบบสืบเชื้อสาย ผู้สืบทอดตำแหน่งของโคอิสุมิทุกคน—ชินโซ อะเบะ (Shinzo Abe) ฟูกูดะ และแน่นอน อาโสะ—มาจากราชวงศ์นักการเมือง  ทั้งพ่อและปู่ของโคอิสุมิเคยมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ส่วนอาเบะ ฟูกูดะ และอาโสะ ทั้งหมดคือลูกชายหรือหลานชายของนายกรัฐมนตรี แนวโน้มเช่นนี้ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งรัฐสภา ได้ผลิตผู้นำที่ไม่มีทักษะทางด้านการเมือง นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเป็นพวกที่ถูกตามใจ และเข้าไม่ถึงประชาชนคนธรรมดา

การพ่ายแพ้การเลือกตั้งของพรรค LDP เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โยโกตะกล่าวว่ามันอาจนำมาซึ่งผลร้าย 2 ข้อ  ข้อแรก พรรค LDP อาจแตกสลาย แกนนำคนสำคัญของพรรคจำนวนหนึ่งได้คาดการณ์ถึง “การปรับเปลี่ยนทางการเมือง” ภายหลังการเลือกตั้ง  โยชิมิ วาตานาเบะ (Yoshimi Watanabe) อดีตสมาชิกพรรค ได้ก่อตั้งพรรคใหม่เรียบร้อยแล้ว และ คูนิโอะ ฮาโตยามะ (Kunio Hatoyama) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน ก็กำลังเตรียมประกาศตั้งพรรคใหม่ของตนเช่นกัน

ข้อสอง ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือพรรค LDP จะก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ในฐานะพรรคที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้านหนึ่งคือการเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกันข้ามกับพรรค DPJ ที่เน้นในเรื่องสวัสดิการสังคม  ถึงแม้ว่าพรรค LDP ซึ่งได้เรียนรู้บทเรียนจากยุคสมัยของโคอิสุมิ จะประกาศยืนยันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะตัดขาดจากแบบแผนดั้งเดิมทางการตลาด แต่พลังอนุรักษนิยมก็ยังคงดูเหมือนจะมีอยู่มากกว่าพรรค DPJ โดยเฉพาะในห้วงขณะที่พรรคกำลังพยายามปรับปรุงตัวเอง

มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองพรรคจะแยกทางเดินกันชัดเจน พรรคหนึ่งสนับสนุนการเจริญเติบโตสำหรับการก่อร่างพรรคใหม่ ขณะที่อีกพรรคหนึ่งสนับสนุนสวัสดิการ  ไม่ว่าผลจะออกมาทางด้านใด มันจะเป็นการปรับปรุงการเมืองอันสับสนยุ่งเหยิงของญี่ปุ่นอย่างขนานใหญ่

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ ระบบการเมืองที่ปกครองญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 50 ปี—ผ่านทางผลประโยชน์และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง—คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก

แปลและเรียบเรียงจาก “How Koizumi did in the LDP” โดย Takashi Yokota ใน Newsweek, August 24 & 31, 2009


ชีวิตกับความหมาย

February 18, 2009

life2เผยแพร่ครั้งแรกในโอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2550

ถ้าหากในชีวิตของคนเราจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ล่ะก็ ในความทุกข์ทรมานก็จะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างด้วยเช่นกัน

ความทุกข์คือส่วนประกอบของชีวิตที่ไม่สามารถกำจัดลบล้างได้ เฉกเช่นเดียวกับชะตากรรมและความตาย

หากปราศจากความทุกข์และความตายแล้ว…ชีวิตของมนุษย์เราก็จะไม่มีวันสมบูรณ์ไปได้ (หน้า 117)

………………

ในค่ายกักกันเชลยสงคราม การมีชีวิตอยู่อาจไม่แตกต่างจากการตายไปแล้ว

สภาพร่างกายที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเพราะการขาดอาหาร บาดแผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการทำงานหนักท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาว เย็น และความตายที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ยังมิต้องกล่าวถึงแรงกดดันที่จิตใจได้รับ ทั้งจากการข่มขู่คุกคามของสภาพแวดล้อมภายนอกและผลจากการทำงานของจิตใจในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งของเชลยแต่ละคน สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เชลยบางคนมองไม่เห็น ‘เหตุผล’ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และความตายก็กลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดในห้วงเวลาเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เชลยหลายๆ คนกลับยังต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานทุกรูปแบบ ก่อนที่ความตายจะเดินทางมาถึง

ดร.วิกเตอร์ อี. แฟรงเกิล (Dr.Viktor E. Frankl: 1905-1997) คือหนึ่งในเชลย 1,500 คนที่แออัดอยู่ในตู้รถไฟซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังค่ายกักกันเอาช์วิตช์ ก่อนหน้านี้เขาคือหัวหน้าแผนกประสาทวิทยาของโรงพยาบาลรอธไชล์ (Rothschild)—โรงพยาบาลแห่งเดียวในกรุงเวียนนาในขณะนั้นที่อนุญาตให้ชาวยิว เข้าใช้บริการ

แต่บนรถไฟขบวนนั้น เขาเป็นเพียงเชลยคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายทารุณสุดที่จะคาดเดาได้เช่นเดียวกับเชลยคนอื่นๆ

มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน คือบทบันทึกสภาวะจิตใจของผู้คนในค่ายกักกัน—สถานที่ที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธ ความทุกข์และความตายอย่างชัดเจนที่สุด และหนทางแห่งการมีชีวิตอยู่ คือการอยู่ร่วมและเรียนรู้มันอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

………………

ทุกหนทุกแห่งที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรม มนุษย์ก็ต้องพบกับโอกาสจะบรรลุถึงอะไรบางสิ่งบางอย่างโดยผ่านความทุกข์ทรมาน ของตนเองด้วยกันทั้งสิ้น (หน้า 118)

2-3 วันแรกในค่ายกักกัน เชลยจะยังไม่ชินกับสภาพที่เกิดขึ้น เขาจะเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อเห็นการลงโทษ เขายังคงคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว และโกรธแค้นความน่าเกลียดน่าชังของสภาพแวดล้อมในค่าย

เมื่อเวลาผ่านไป เชลยคนเดิมจะออกมายืนรอที่ประตูใหญ่ และพร้อมจะทำงานด้วยท่าทางเฉยชาไร้ความรู้สึก แม้เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของเพื่อนเชลย เห็นคนถูกฟาดจนล้มและถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืนใหม่ จากนั้นก็ถูกฟาดล้มไปอีกครั้ง แต่ในห้วงเวลานี้ เขาจะไม่เบือนหน้าไปทางอื่นอีกแล้ว ถึงตอนนี้เขาจะไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่ “ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สงสาร…ความหวาดผวา…ขยะแขยง ล้วนหมดไปจากใจของนักโทษที่เห็นเหตุการณ์รายนี้ เขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะความทุกข์ทรมาน คนที่จวนเจียนจะขาดใจตาย และความตาย ล้วนกลายเป็นภาพปกติธรรมดาสำหรับเขาไปแล้วภายหลังเข้ามาใช้ชีวิตในค่าย กักกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ กระทั่งภาพเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกอะไรได้อีกต่อไป…” (หน้า 56)

………………

มนุษย์มีความสามารถจะสงวนรักษาไว้ซึ่งอิสรภาพทางใจอันเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่… สามารถสงวนอิสระทางความคิดเอาไว้ได้แม้จะอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขเลวร้าย และต้องพบกับสภาพกดดันทางกายและใจก็ตาม

พวกเราผู้ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันยังจดจำบรรดาเชลยที่เดินปลอบใจคน อื่นๆ ให้เศษขนมปังชิ้นสุดท้ายของพวกเขาไปตามกระท่อมต่างๆ ได้

คนเหล่านั้นอาจมีจำนวนน้อยนิด แต่การกระทำของคนเหล่านั้นก็เป็นเครื่องยืนยันมากพอว่า…

มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออิสรภาพส่วนสุดท้ายของมนุษย์…

เป็นอิสรภาพที่จะเลือกทัศนคติที่เราจะมีต่อสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง…เป็นอิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของเราเอง (หน้า 114-115)

‘ทัศนคติ’ ต่อชีวิตอาจเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ของเชลยแต่ละคน จากการวิเคราะห์ของ ดร.แฟรงเกิล บุคลิกภาพของเชลยจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นผลมาจากการตัดสินใจของคนคนนั้น ว่าเขาจะยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่คุกคามจากปัจจัยภายนอกจนเขาสูญเสียอิสรภาพ และศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ไปหรือไม่? ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร.แฟรงเกิล “ไม่ว่ามนุษย์เราจะอยู่ภายใต้สภาวการณ์ใดก็ตาม คนเราสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่า ตัวเขาจะเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของความคิดและจิตใจ เขาสามารถจะรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้ แม้จะมีสภาพตกต่ำอย่างในค่ายกักกันก็ตาม” (หน้า 116)

ฟรีดริช นิตเช่ (Friedrich Nietzsche: 1844-1900) กล่าวไว้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งมีเหตุผลจะมีชีวิตอยู่ ย่อมสามารถอดทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดได้เกือบทุกอย่าง”

‘สภาพที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด’ จึงเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความหมาย’ ของการเป็นมนุษย์

………………

ยิ่งมนุษย์ไม่คิดถึงตัวเอง แต่ได้เสียสละตนเองเพื่อรับใช้เหตุผลบางอย่างหรือให้ใครบางคนด้วยความรัก เขาจะยิ่งเป็นมนุษย์ที่แท้และจะประจักษ์แจ้งในตนเองยิ่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จในชีวิต หาใช่เป้าหมายที่จะบรรลุถึงได้โดยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะยิ่งตั้งใจไขว่คว้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาดเป้ามากเท่านั้น

พูดอีกอย่างก็คือ…การประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็เพราะเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเองจากการทำสิ่งที่เกินไปกว่าตัวเอง (หน้า 179)

หลังจากได้รับอิสรภาพ ดร.แฟรงเกิลกลับสู่กรุงเวียนนาบ้านเกิด เขาสูญเสียภรรยา พ่อ และแม่ในค่ายกักกัน ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด เขาเหลือเพียงน้องสาวที่อพยพไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพียงคนเดียวเท่านั้น

Man’s Search for Meaning: Experiences in the Concentration Camp ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1946 มันเป็นหนึ่งในหนังสือจำนวนมากกว่า 30 เล่มที่ ดร.แฟรงเกิลเขียนขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้วางรากฐานของวิธีการบำบัดทางจิตด้วยวิธี ที่เรียกว่า Logotherapy หรือวิธีการบำบัดที่มุ่งเน้นการแสวงหาความหมายแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์

แนวคิดพื้นฐานของการบำบัดด้วยวิธี Logotherapy คือ

1. ชีวิตมีความหมายเสมอในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

2. แรงจูงใจสำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่ของคนเรา คือความต้องการที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต

3. เรามีอิสรภาพในการแสวงหาความหมายจากสิ่งที่เราทำหรือจากประสบการณ์ของเรา หรืออย่างน้อยก็ในวิธีที่เราเลือกใช้เผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้

ตามแนวคิดของ ดร.แฟรงเกิล สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ นั้นไม่ใช่สภาวะที่ปราศจากความตึงเครียด “แต่เป็นการเพรียกหาความหมายแฝงเร้นที่รอให้เขาเติมความหมายนั้นให้สมบูรณ์” (หน้า 171)

ในศตวรรษที่ 20 สาเหตุสำคัญที่นำคนไข้มาสู่จิตแพทย์ไม่ใช่ความกลัดกลุ้ม แต่คือความว่างเปล่าในจิตใจ มนุษย์ตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร พวกเขารู้สึกว่างโหวง และเห็นว่าชีวิตช่างไร้ความหมาย(อย่างสิ้นเชิง)

ในขณะที่พัฒนาการของวัตถุนอกกายดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง รอยแหว่งเว้าภายในก็มากขึ้นทุกที

ดร.แฟรงเกิลเรียกสภาวะนี้ว่า ‘สุญญากาศแห่งการดำรงอยู่’

และหน้าที่ของการบำบัดรักษาด้วยวิธี Logotherapy ก็คือ การเติมสุญญากาศแห่งการดำรงอยู่นี้ให้เต็ม

………………

“ฉันรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน ที่ชะตากรรมกระหน่ำซ้ำเติมฉันอย่างหนักหน่วง…” คนไข้หญิงคนหนึ่งบอกกับ ดร.แฟรงเกิล ในขณะที่เธอรู้ดีว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 2-3 วัน

“ชาติก่อนของฉัน ฉันถูกโอ๋จนเหลิง ไม่เคยสนใจเรื่องการมีจิตใจอันเข้มแข็งแม้แต่น้อย”

เธอชี้มือไปด้านนอกผ่านหน้าต่างของกระท่อม

“เวลาที่ฉันเหงาว้าเหว่ ต้นไม้ต้นนั้นเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีอยู่”

ต้นเชสนัทต้นหนึ่ง ทั้งต้นมีดอกบานสะพรั่งเพียง 2 ดอก

“ฉันคุยกับต้นไม้ต้นนี้บ่อยๆ”

ดร.แฟรงเกิลถามเธอว่าต้นไม้ต้นนั้นตอบเธอบ้างหรือเปล่า

“ตอบสิคะ มันพูดกับฉันว่า ‘ฉันอยู่ที่นี่…ฉันอยู่ที่นี่…ฉันคือชีวิต…เป็นชีวิตนิรันดร์’ ”


Wonderful Town: โศกนาฏกรรมชีวิต

May 21, 2008

เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม พายุไซโคลนที่มีความเร็วลม 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเข้าพัดถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า รายงานข่าวในเบื้องต้นซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นทั้งหมด 4 คน ก่อนที่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจะพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 78,000 คน และอีกประมาณ 56,000 คนยังคงสูญหาย องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ประชาชนราว 2.4 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และอีกนับหมื่นคนที่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยชั่วคราว เนื่องจากบ้านเรือนของพวกเขาถูกลมพายุพัดทำลาย

วันที่ 12 พฤษภาคม ที่มณฑลเสฉวนของประเทศจีน แผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริกเตอร์ได้ทำลายบ้านเรือนและเมืองทั้งเมืองเสียหายย่อยยับ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้สูงกว่า 40,000 คน ในขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 248,000 คนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 6.1 ริกเตอร์

นี่เป็นโศกนาฏกรรมขนาดใหญ่สองครั้งล่าสุดที่มนุษย์กำลังพบเผชิญ ไม่มีใครกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่านี่เป็นการเอาคืนของธรรมชาติ หรือเป็นชะตากรรมที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยง

Wonderful Town ที่ผมได้ไปดูมาเมื่อเย็นวันที่ 19 พฤษภาคมจึงเข้ากับบรรยากาศในห้วงขณะนี้เป็นอย่างดี

ภาพฟองคลื่นที่เคล้าคลออยู่กับพื้นทรายในฉากเปิดเรื่อง ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากยามที่เรากำลังเฝ้ามองสายลมหยอกล้ออยู่กับกิ่งไม้ เราคุ้นเคยกับลักษณะที่เป็นมิตรของธรรมชาติ และความงดงามอันยากจะเลียนแบบของธรรมชาติก็เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจของมนุษย์มาเนิ่นนาน

แต่จากประสบการณ์ เรารู้ดีว่าบนหาดทรายผืนเดียวกัน โศกนาฏกรรมเคยบังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้

Wonderful Town เล่าเรื่องของชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ ที่ถูกบริษัทส่งตัวมาคุมงานก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เมืองเล็กๆ แห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์สึนามิมาไม่นาน สภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังคงปรากฏให้เห็น ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก และภายในจิตใจของผู้คน

ชายหนุ่มอดีตนักดนตรีกลางคืนเลือกพักในโรงแรมเล็กๆ ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เรื่องราวของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นที่นี่—ในเมืองที่ดูเหมือนจะปฏิเสธการก้าวเดินไปพร้อมกับกาลเวลา

หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของต้น (ศุภสิทธ์ แก่นเสน) และนา (อัญชลี สายสุนทร) ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายของโศกนาฏกรรมที่ราวกับเป็นหมอกควันหุ้มห่อหนังทั้งเรื่องอยู่ตลอดเวลา ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือการใช้เรื่องราวของคนสองคน ประกอบกับบรรยากาศของเมืองและสถานที่ที่รายล้อมพวกเขา ทำหน้าที่สะท้อนบางสิ่งบางอย่างที่ยังคงตกค้างอยู่หลังจากที่คลื่นน้ำเอ่อล้นขึ้นมาพัดกวาดบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิตของผู้คน

เมืองกลับมามีสภาพเกือบเป็นปกติ สิ่งใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นทดแทนสิ่งที่ถูกทำลายไป แต่วิถีชีวิตและสภาพจิตใจของผู้คนอาจไม่มีวันเหมือนเดิม

นี่อาจเป็นโศกนาฏกรรมอันแท้จริงสำหรับผู้ที่มีชีวิตรอด และโชคดีหรือโชคร้ายก็อาจมีความหมายไม่ต่างกันในความเป็นจริง

สำหรับคนบางคน ความทรงจำในเรื่องนี้คงไม่มีวันลบล้างออกไปได้จนวันสุดท้ายของชีวิต แต่ถึงอย่างไร หนังก็ยังคงยืนยันว่า หนทางเยียวยาที่ดีที่สุดคือการเงยหน้าขึ้นรับวันใหม่

ไม่ว่าเม็ดฝนจะโหมกระหน่ำหรือแสงแดดจะแผดเผา ผืนทะเลและขุนเขาก็จะยังคงอยู่ตรงนั้น

และเสียงเพลงเสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็จะยังคงก้องกังวาน

……….

ผู้กำกับ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ได้รับทุนในการสร้างหนังเรื่องนี้จากต่างประเทศ และแน่นอน ขึ้นชื่อว่าเป็นคนทำหนังอิสระ หนังของเขาได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากกว่าในประเทศบ้านเกิด Wonderful Town ฉายแบบจำกัดโรงและจำกัดรอบในประเทศไทย แต่มันกำลังถูกเผยแพร่ไปสู่คนดูทั่วโลก ณ เวลานี้


หนังประจำสัปดาห์ (14-20 เม.ย.)

April 21, 2008

Love in the Time of Cholera, 2007, Mike Newell, USA, B


หนังประจำสัปดาห์ (7-13 เม.ย.)

April 11, 2008

Always: Sunset on Third Street 2, 2007, Takashi Yamazaki, Japan, B+

Persepolis, 2007, Vincent Paronnaud and Marjane Satrapi, France/USA, A

Shanghai Dreams, 2005, Wang Xiaoshuai, China, A+


หนังประจำสัปดาห์ (31 มี.ค. – 6 เม.ย.)

April 7, 2008

Song of the Spring Pony, 1985, Seijirô Kouyama, Japan, A+

ผมไปเยือนมูลนิธิญี่ปุ่นอีกครั้งตอนเย็นวันอังคารที่ 1 เมษายน หลังจากร้างลาไป 1 เดือนเต็ม เที่ยวนี้ตั้งใจว่าจะพยายามเก็บโปรแกรมของเดือนเมษายนให้ครบ แต่ในที่สุดก็พลาดโปรแกรมของวันศุกร์ที่ 4 ไปเป็นที่เรียบร้อย และช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็มีวี่แววว่าอาจจะพลาดอีกเช่นกัน

ธีมของหนังเดือนเมษายนคือ “ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว” (Spring has Come) หลังจากอ่านเรื่องย่อของหนังแต่ละเรื่อง และหลังจากที่ได้ดู Song of the Spring Pony เราก็พอจะเห็นว่าเนื้อหาของหนังแต่ละเรื่องนั้นคงจะเชื่อมโยงอยู่กับฤดูใบไม้ผลิ–ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม–อันสืบเนื่องมาจากความหดหู่เหน็บหนาวในฤดูหนาว เรื่องของการฝ่าฟันปัญหาทั้งภายนอกและภายในของตัวละคร จนกระทั่งพบทางออกหรือความสดชื่นแจ่มใสที่มาพร้อมกับฤดูใบไม้ผลิ

โฮชิโน บันโซ และ เคจิ คือสองตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคแห่งชีวิต คนหนึ่งเป็นชายชราที่สูญเสียพ่อและลูกชายในสมรภูมิ และตนเองก็มีบาดแผลอันยากจะสมานเช่นเดียวกับอดีตนักรบคนอื่นๆ ส่วนอีกคนเป็นเด็กชายที่ขาข้างหนึ่งต้องพิการไปตลอดชีวิตจากโรคโปลิโอ

ชายชราซึ่งชีวิตที่ผ่านมาเต็มไปด้วยบาดแผล กับเด็กน้อยไร้เดียงสาซึ่งเพิ่งถูกท้าทายจากโชคชะตา ทั้งสองคือปู่และหลานที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคแห่งชีวิตร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของชนบทญี่ปุ่นหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง

หนังไม่ได้พูดถึงสงครามตรงๆ จะมีก็ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องที่เกริ่นว่าหนังเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรแล้ว แต่บรรยากาศของสงครามก็ยังคงคุกรุ่นอยู่เกือบทั้งเรื่องผ่านทางตัวละครที่ชื่อ โฮชิโน บันโซ และสำหรับผม นี่เป็นวิธีที่พูดถึงสงครามได้อย่างชาญฉลาดมาก แถมยังดึงอารมณ์ของคนดูได้อย่างมหาศาล

นอกจากเรื่องสงคราม หนังยังสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวบ้านไว้อย่างน่าสนใจ–ซึ่งนักการตลาดด้านการท่องเที่ยวของบ้านเราน่าจะดูไว้เป็นแบบอย่าง–การถ่ายทอดขนบธรรมเนียมประเพณีที่อยู่บนพื้นฐานของความเคารพและความเข้าใจนั้นงดงามและทรงพลังกว่ามหกรรมต่างๆ นานาที่การท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานต่างๆ ของบ้านเราจัด(สร้าง)ขึ้นอย่างเทียบกันไม่ได้

“ระบำม้า” ที่แวะเวียนไปตามบ้านต่างๆ เพื่ออวยพรให้พืชผลทางการเกษตรของแต่ละบ้านได้ผลดีนั้นสร้างความประทับใจให้กับคนดูที่อาจไม่เคยรู้จักประเพณีนี้เลยเป็นอย่างมาก ผู้แสดงเพียง 3 คน อุปกรณ์ให้จังหวะ 1 ชิ้น และการเต้นรำแบบง่ายๆ แต่ก็แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของชาวไร่ชาวนาที่วิถีชีวิตผูกโยงอยู่กับดินฟ้าอากาศและพืชพันธุ์ธัญญาหารอย่างแนบแน่น

ถึงแม้เราอาจจะไม่พบภาพเหล่านี้อีกแล้วในหนังญี่ปุ่นรุ่นใหม่–หรือแม้แต่ในชนบทของญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน–แต่อย่างน้อย มันก็ยังถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิล์ม และเป็นสมบัติล้ำค่าที่มูลนิธิญี่ปุ่นเก็บรักษาเอาไว้ และทำหน้าที่เผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้มีโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจ


หนังประจำสัปดาห์ (10-16 มี.ค.)

March 17, 2008

sea_inside.jpg

The Sea Inside, DVD, 2004, Alejandro Amenábar, Spain/France/Italy, A+

thekiterunnerposter.jpg

The Kite Runner, 2007, Marc Forster, USA, A+


หนังประจำสัปดาห์ (25 ก.พ. – 2 มี.ค.)

March 3, 2008

twbb.jpg

There Will Be Blood, 2007, Paul Thomas Anderson, USA, A

shoc.jpg

ช็อคโกแลต, 2551, ปรัชญา ปิ่นแก้ว, B-